จางฝูลู่นั่งดื่มเหล้าอยู่ในสวนลู่เจียวซินเดินผ่านมาพบจึงเข้าไปพูดคุยกับเขา
“จางฝูลู่ เหตุใดมานั่งคนเดียวตรงนี้เล่า”
จางฝูลู่หันไปมองเมื่อเห็นว่าเป็นลู่เจียวซินจึงรีบลุกขึ้นยืน “แม่นางลู่!”
ลู่เจียวซินยิ้ม“ท่านนั่งเถิด มิต้องเกรงใจหรอก” นางเดินมานั่งกับจางฝูลู่ที่โต๊ะใต้ต้นไม้“เฉินอี้เป็นอย่างไรบ้าง ดีขึ้นหรือยัง”
จางฝูลู่พยักหน้าลู่เจียวซินมองเขาด้วยความสงสัย
“เขาดีขึ้นแล้ว แต่เหตุใดเจ้าจึงทำหน้าเช่นนั้นเล่า”
จางฝูลู่มิได้กล่าวอันใดตอบลู่เจียวซินมองขวดเหล้าในมือของเขา “เฉินอี้เขาเป็นคนพิเศษจริงๆ นะข้ามิเคยพบใครแบบเขามาก่อน ถ้ามิเห็นกับตาตนเองก็ยากที่จะเชื่อได้”ลู่เจียวซินกล่าว
จางฝูลู่พยักหน้า“ใช่ เขาพิเศษมาก” เขากล่าวและนั่งมองขวดเหล้าในมือตนเอง“ชอบทำอะไรเกินกำลังจนตนเองเดือดร้อนตั้งหลายครั้งทั้งที่รับปากกับข้าแล้วว่าจะมิทำอีกแต่วันนี้เขาเกือบตายเพราะวิญญาณพวกนั้น" จางฝูลู่ส่ายหน้าน้อยๆ “ไม่ควรเลยจริงๆ”
ลู่เจียวซินถอนใจเบาๆ“จางฝูลู่ เจ้าลองคิดเช่นนี้ดูเถิด” ลู่เจียวซินดึงขวดเหล้าออกจากมือเขา“สมมุติว่าขวดเหล้านี้คือคนรักของเจ้า เจ้ารักนาง คิดถึงนางแทบขาดใจแต่เจ้ามิอาจมองเห็นหรือพูดคุยกับนางได้ และนางเองก็รู้สึกเช่นเดียวกันกับเจ้า”
จางฝูลู่มองขวดเหล้าในมือของลู่เจียวซินที่อยู่ตรงหน้าเขา
“และระหว่างพวกเจ้า มีคนๆ หนึ่งที่รับรู้ทุกอย่างระหว่างเจ้ากับนางรับรู้ถึงความทรมาน รับรู้ถึงความโหยหาที่ต้องการจะพบหน้าคนรักอีกครั้ง ทั้งๆที่เขาคนนั้นจะทำเมินเฉยต่อพวกเจ้าก็ได้ แต่เขากลับยื่นมือเข้าช่วยเหลือแม้ว่าจะทำให้ตนเองลำบากมากแค่ไหน แต่เขาก็ยังทำ” ลู่เจียวซินเลื่อนขวดเหล้าไปให้จางฝูลู่เขาจับมันไว้
“เจ้าจะรู้สึกเช่นไร”
จางฝูลู่มองขวดเหล้าที่กลับเข้ามาอยู่ในมือของเขาอีกครั้งขอบตาร้อนผ่าว “เขาทำให้ผู้อื่นมีความสุขสมปรารถนา แต่ตัวเขากลับมีแต่ความทุกข์แล้วข้าควรจะทำเช่นไร หากว่าวันหนึ่ง เขามิอาจทนอยู่กับความทุกข์ของตนเองได้อีกต่อไป”จางฝูลู่น้ำตาคลอ ลู่เจียวซินมองหน้าเขา
“เจ้าก็ต้องอยู่เคียงข้างเขา เป็นกำลังใจให้เขา แบ่งเบาความทุกข์มิใช่เพิ่มทุกข์” ลู่เจียวซินกล่าว
จางฝูลู่มองหน้าลู่เจียวซินนางเป็นผู้หญิงคนแรกที่เขาคุยด้วยได้นานขนาดนี้โดยไม่มีมีอาการเก้อเขินอาจเป็นเพราะว่าได้ผ่านเหตุการณ์ต่างๆ มาด้วยกันมากมายเขาจึงรู้สึกสบายใจเมื่อได้อยู่ใกล้นาง
“ท่านจ้องข้าอีกแล้ว” ลู่เจียวซินกล่าวพลางยิ้ม
จางฝูลู่เพิ่งรู้สึกตัวจึงยิ้มเขิน“ข้าขออภัย”
ลู่เจียวซินมองจางฝูลู่ที่แก้มและใบหูเป็นสีแดงขึ้นมาเล็กน้อยพลางยิ้ม
พ่อและลูกชายตระกูลลู่แอบยืนมองทั้งคู่อยู่ในมุมมืด ใบหน้ายิ้มกริ่ม
วันต่อมาเมื่อหมอมาตรวจดูอาการให้เฉินอี้เรียบร้อยแล้วก็กล่าวว่าเขาแข็งแรงดีไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง เฉินอี้จึงได้รับอนุญาตให้ลงจากเตียง
ลู่จางเหว่ยพาเฉินอี้เดินเล่นรอบๆคฤหาสน์ มิว่าอนุของลู่ฉงเยวี่ยคนรับใช้ในเรือน หรือบ่าวรอบๆ เรือนเมื่อพบเฉินอี้ก็จะคำนับและเอ่ยทักทายด้วยความเคารพทุกคนจนเฉินอี้รู้สึกประหม่าไปหมด
ลู่จางเหว่ยหัวเราะและกล่าวว่า“มิใช่เฉพาะในเรือนหรอกที่รู้จักเจ้า ตอนนี้ชื่อของเจ้าลือกระฉ่อนไปทั้งฉางผิงแล้วในฐานะผู้มีบุญคุณต่อชาวเมืองฉางผิงที่ช่วยจับโจรร้ายได้และในฐานะทูตสื่อวิญญาณ”
เฉินอี้ขมวดคิ้วกลืนน้ำลายดังอึ้ก“ทะ….ทูตสื่อวิญญาณหรือ”
ลู่จางเหว่ยหัวเราะฮ่าๆ“ใช่สิ เมื่อวานนี้สิ่งที่เจ้าทำ คนทั้งสามร้อยคนต่างเห็นกันหมดเจ้าโด่งดังในชั่วข้ามคืนเลยล่ะ เฉินอี้”
เฉินอี้ยิ้มแหยๆ
เมื่อลู่จางเหว่ยถามว่าเฉินอี้อยากออกไปเดินเล่นในเมืองบ้างหรือไม่เฉินอี้ก็รีบปฏิเสธ ด้วยกลัวว่าคนอื่นๆ จะมองเขาเป็นตัวประหลาดลู่จางเหว่ยส่ายหน้า
“ไม่มีใครมองเจ้าเป็นเช่นนั้นหรอก และข้าขอยืนยันเลยว่าจะไม่มีใครมารบกวนเจ้าให้ลำบากใจเพราะทุกคนต่างรู้ดีว่าเจ้าทำเพื่อคน ฉางผิงมามากขนาดไหน”
เฉินอี้คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงพยักหน้านั่นเพราะเขาสัญญากับเหม่ยลี่เต๋อไป๋หู่เอาไว้ว่าจะซื้อขนมกุ้ยฮวากับขนมเทียนเอ๋อต้านให้นาง
ลู่ฉงเยวี่ยและลู่เจียวซินพาจินลี่หยางจางฝูลู่ เฉินอี้ จงฉง และต้วนห่าวอู๋ออกมาเดินเล่นในตลาดเหยียนตั้น โดยมีบ่าวคอยติดตามอีกกว่าสิบคนกลายเป็นขบวนใหญ่ราวกับขบวนแห่ต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองก็มิปาน
ทุกคนหันมาสนใจบุคคลที่เดินอยู่ตรงกลางถือไม้เท้า และมีนัยน์ตาสีม่วง ทูตสวรรค์สื่อวิญญาณคนนั้น
ข้าวของที่บ่าวรับใช้ช่วยกันถือนั้นแทบมิต้องซื้อหาเพราะชาวบ้านร้านตลาดต่างนำมาเป็นของกำนัลให้พวกเขาแทบทั้งสิ้น
เฉินอี้เห็นว่าเป็นโอกาสที่ดีจึงได้กล่าวกับชาวเมืองฉางผิงว่าความดีความชอบในครั้งนี้ล้วนได้รับมาจากภูติอารักษ์แห่งเขาซีฝู่แม้ว่าภูติอารักษ์จะเป็นดวงจิตพยัคฆ์ขาว แต่นางก็มิได้ชอบกินเนื้อและสุราต่อไปนี้เมื่อมีเทศกาลสำคัญหรือผู้ใดต้องการเซ่นไหว้ภูติอารักษ์ภูเขาให้นำขนมหวานไปเป็นเครื่องเซ่น โดยเฉพาะขนมกุ้ยฮวา ภูติอารักษ์จะชอบมากเป็นพิเศษ
ชาวบ้านทุกคนต่างฮือฮาและรับปากว่าต่อไปนี้จะไม่นำสุราและเนื้อสัตว์ไปเซ่นไหว้อีกเฉินอี้ยิ้มพอใจ
เมื่อกลับถึงคฤหาสน์ลู่ฉงเยวี่ยก็สั่งให้คนนำของไปเก็บเข้าที่ให้เรียบร้อยลู่จางเหว่ยกลับมาบ้านและมาร่วมพูดคุยกับพวกเขา
ลู่จางเหว่ยบอกกับเฉินอี้ว่าจิงอี๋เหนียงได้ลงนามในหนังสือมอบโรงน้ำชาของนางและรายได้ทั้งหมดให้เป็นของเฉินอี้
เฉินอี้รีบปฏิเสธ“มิได้หรอกขอรับ โรงน้ำชาของนางมิใช่เล็กๆอีกอย่างหนึ่งพรุ่งนี้ข้าก็จะเดินทางกลับซุนฉือแล้ว คงไม่สามารถรับน้ำใจนี้ของนางไว้ได้ขอรับ”
ลู่ฉงเยวี่ยยิ้ม“มิต้องลำบากใจไปหรอกเฉินอี้ เรื่องโรงน้ำชานี้ข้าจะดูแลจัดการให้ คนของข้ายังมีข้าจะให้เข้าไปช่วยดูแลแทนเจ้า ส่วนเรื่องผลกำไรนั้น ข้าจะจัดการส่งไปให้เจ้าทุกเดือนมิต้องห่วง”
เฉินอี้ยังคงรู้สึกไม่สบายใจมากอยู่ดีที่อยู่ๆ จะรับของมีมูลค่ามากมายเช่นนี้ไว้ ลู่ฉงเยวี่ยมิรอให้เฉินอี้ปฏิเสธเขาส่งหนังสือมอบอำนาจและโฉนดที่ดินของโรงน้ำชาให้เฉินอี้รับไว้ทันทีจางฝูลู่ยิ้มและขอบคุณ ลู่ฉงเยวี่ยแทนเฉินอี้และบอกว่าเขาจะช่วยเฉินอี้เก็บเอกสารสำคัญรวมทั้งดูแลของมีค่าของเฉินอี้ไว้เป็นอย่างดีโดยเขาจะทำบัญชีเก็บไว้ให้สามารถตรวจสอบได้อย่างชัดเจน
ตกเย็นภายในคฤหาสน์ก็จัดงานเลี้ยงฉลองอีกครั้งแต่ครั้งนี้มีแต่คนในบ้านตระกูลลู่และแขกที่ได้รับการเชื้อเชิญให้พักอยู่ในคฤหาสน์
ลู่ฉงเยวี่ยว่าจ้างคณะดนตรีมาขับกล่อมสร้างความผ่อนคลายและครื้นเครงสุราอาหารยังคงจัดวางอย่างอลังการเช่นเดิม บ่าวรับใช้เดินบริการอาหารและสุราให้แขกผู้มีเกียรติบรรยากาศครึกครื้นและเป็นกันเอง
เฉินอี้นั่งอยู่ภายในงานเลี้ยงที่บรรยากาศอบอุ่นสนุกสนานก็รู้สึกอารมณ์ดีไม่น้อย
ทั้งอนุและบ่าวหญิงชายต่างมองเฉินอี้ด้วยความสนใจใคร่อยากรู้จักคุณชายนัยน์ตาสีม่วงใบหน้างดงามผู้นี้เหลือเกิน