บทที่ 50 โจรปล้นบ้าน (1) (รีไรต์)
รุ่งเช้าหลังจากที่ฉินเหล่าเอ้อร์และฉินเหล่าซานทานอาหารเช้าเสร็จ พวกเขาก็พาเด็ก ๆ ไปช่วยซ่อมบ้านให้กับผู้เฒ่าผู้แก่ที่อาศัยอยู่คนเดียว
อากาศหนาวขึ้นทุกวัน อีกไม่นานหิมะก็คงจะตก พวกเขาจึงต้องเร่งมือซ่อมแซมบ้านเรือนให้เสร็จโดยเร็วที่สุด ไม่เช่นนั้น บ้านเรือนเหล่านั้นคงไม่อาจต้านทานความหนาวเย็นและหิมะที่ตกหนักได้
“พวกเจ้าลงมาพักกันก่อนเถิด”
วันนี้พวกเขามาซ่อมบ้านให้กับแม่เฒ่าหวัง ที่อยู่ติดกับบ้านของฉินฟู่หลิน
เมื่อฉินฟู่หลินเดินออกมา ก็เห็นฉินเหล่าเอ้อร์ตอกตะปูอยู่บนหลังคา ส่วนฉินเหล่าซานก็ส่งของให้เขาอยู่ข้างล่าง
เด็ก ๆ ก็ช่วยกันนำดินเหนียวไปอุดรอยรั่วบนผนังอย่างขะมักเขม้น
“ใกล้เสร็จแล้วขอรับ” ฉินเหล่าเอ้อร์ตอบ แล้วลงมือทำงานต่อ
ฉินฟู่หลินมองดูบ้านที่ใกล้จะซ่อมเสร็จก็รู้สึกยินดีและซาบซึ้งใจ
หากพวกเขาไม่ได้พาลูกหลานมาช่วยซ่อมแซมบ้านเรือนให้ผู้เฒ่าผู้แก่ที่อาศัยอยู่เดียว อีกไม่นานยามหิมะโปรยปรายลงมา หน้าหนาวนี้คงมีคนตายไปหลายคน
ฉินเหล่าเอ้อร์เคาะตะปูที่ตอกไว้บนขื่อ ตรวจดูให้แน่ใจว่าไม่มีปัญหา จึงค่อย ๆ ไต่บันไดลงมา
แม่เฒ่าหวังรีบยกน้ำที่ต้มจนเย็นแล้วมาให้พวกเขาดื่มคนละถ้วย
“ข้าจะตอบแทนพวกเจ้าอย่างไรดี หากไม่ได้พวกเจ้ามาช่วย ยายแก่อย่างข้าคงไม่อาจมีชีวิตรอดผ่านพ้นฤดูหนาวอันเหน็บหนาวนี้ไปได้”
ฉินเหล่าเอ้อร์โบกมือ “พวกเราเป็นเพื่อนบ้านกัน ช่วยเหลือกันก็สมควรแล้วขอรับ”
ฉินเหล่าซานคืนถ้วยเปล่าให้แม่เฒ่าหวัง มองไปที่บ้านแล้วเอ่ยกับฉินฟู่หลินว่า
“ท่านอา ข้ามีเรื่องอยากเสนอ ไม่ทราบว่าควรกล่าวดีหรือไม่”
“เจ้าว่ามาเถิด มีสิ่งใดต้องเกรงใจกัน ขาดไม้หรือว่าขาดอิฐ” ฉินฟู่หลินเอ่ยถาม
ฉินเหล่าซานส่ายหน้าแล้วชี้นิ้วไปที่บ้านหลังอื่น ๆ “สองสามวันมานี้ ข้าและพี่รองพาเด็ก ๆ ไปดูรอบ ๆ หมู่บ้าน พบว่าบ้านของผู้เฒ่าผู้แก่หลายหลังทรุดโทรมมาก แม้จะซ่อมแซมก็คงต้านทานหิมะที่ตกหนักไม่ไหว”
“ตอนที่พวกข้าอาศัยอยู่แถบชายแดน หัวหน้าหมู่บ้านที่นั่นจะรวมคนชราที่อาศัยอยู่คนเดียว หรือผู้ที่เดินเหินไม่สะดวกให้มาอยู่รวมกัน เพื่อให้สะดวกในการดูแล”
ทันทีที่ฉินเหล่าซานพูดจบ ฉินฟู่หลินก็พอจะเข้าใจ จึงถามเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง
“เจ้าหมายความว่าให้หมู่บ้านของพวกเรารวมคนชราที่อาศัยอยู่คนเดียวมาอยู่รวมกัน เพื่อให้สะดวกในการดูแลใช่หรือไม่”
ฉินเหล่าซานพยักหน้า “อย่างแม่เฒ่าจางกับแม่เฒ่าหวังต่างก็มีร่างกายไม่แข็งแรง อีกทั้งบ้านก็อยู่ไกลกัน คนหนึ่งอยู่ต้นหมู่บ้าน อีกคนอยู่ท้ายหมู่บ้าน หากเกิดเรื่องอะไรขึ้นคงช่วยเหลือไม่ทันการณ์”
“แล้วยังมีผู้เฒ่าหลี่กับลุงหลิวอีก คนหนึ่งเดินไม่สะดวก อีกคนหูตึง ใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก พวกเราน่าจะย้ายพวกเขามาอยู่บ้านเดียวกันจะได้สะดวกในการดูแล แล้วยังทำให้พวกเขามีเพื่อนคุย คลายเหงา ไม่น่าเบื่อหน่าย ชีวิตพวกเขาก็จะไม่ยากลำบากนัก”
ฉินฟู่หลินดวงตาเป็นประกาย เมื่อไม่กี่ปีก่อนที่เมืองชิงเหอเกิดเหตุโจรปล้นหมู่บ้าน หลาย ๆ ที่ได้รับความเสียหาย แม้แต่หมู่บ้านตระกูลฉินก็มีผู้ที่สูญเสียลูกหลานไปหลายคน เขากำลังคิดไม่ตกว่าปีนี้จะทำอย่างไรดี ฉินเหล่าซานก็มาเสนอความคิดดี ๆ ให้เขาพอดี
“วิธีนี้ดี ข้าเห็นด้วย แต่ข้าต้องไปถามความเห็นทุกคนก่อน เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องของทุกคน”
ฉินฟู่หลินเป็นคนใจร้อน พูดจบก็รีบวิ่งไปปรึกษากับชาวบ้านทันที
เขาไปถามทีละบ้าน บ้านสุดท้ายคือบ้านของแม่เฒ่าจาง
ลูกชายของแม่เฒ่าจางเคยเป็นผู้ดูแลโรงเตี๊ยมในอำเภอ ตอนที่สร้างบ้านจึงสร้างบ้านหลังใหญ่โต เป็นบ้านสองชั้น ใหญ่โตเทียบเท่ากับบ้านของแม่เฒ่าฉิน
ตอนที่ลูกชายของแม่เฒ่าจางพาหลานชายเข้าเมือง แต่ในระหว่างทางดันเจอโจรปล้น ถูกฆ่าตาย บ้านหลังใหญ่นี้จึงเหลือเพียงแม่เฒ่าจางคนเดียว เมื่อได้ยินข้อเสนอของผู้นำหมู่บ้าน แม่เฒ่าจางก็เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง
ประจวบเหมาะกับบ้านของแม่เฒ่าจางมีสองชั้น ผู้ชายก็พักอยู่ชั้นบน ผู้หญิงก็พักอยู่ชั้นล่าง แบบนี้ก็ยังคงมีพื้นที่ส่วนตัว และยังสามารถช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้
เมื่อชาวบ้านคนอื่น ๆ ได้ยินต่างก็อาสาช่วยขนย้ายข้าวของให้ พาคนชราเหล่านั้นมาอยู่รวมกัน
สวี่ซิ่วอิงกับสือไห่ถังก็ช่วยกันทำความสะอาดบ้าน จัดเก็บข้าวของ ปูที่นอน ก่อไฟให้อุ่น
คนชราเหล่านี้ล้วนไม่มีลูกหลาน อีกทั้งยังเคลื่อนไหวลำบาก หรือไม่ก็มีโรคประจำตัว แค่ใช้ชีวิตประจำวันให้รอดไปวัน ๆ ก็ลำบากแล้ว ส่วนผ้าห่มและเสื้อผ้าก็แค่เอาออกมาตากแดดบ้างเป็นบางครั้ง ไม่ค่อยได้ซักจึงสกปรกมาก
แม่เฒ่าฉินให้เงินฉินเหล่าซาน เข้าเมืองไปซื้อผ้าห่มใหม่ที่สะอาดและอุ่นสบายมาเปลี่ยนให้
กว่าจะทำทุกอย่างเสร็จ ก็กินเวลาไปสามวันเต็ม ๆ บ้านของแม่เฒ่าจางจึงสงบลง
บ้านของแม่เฒ่าจางที่เคยรก ก็กลายเป็นสะอาดเรียบร้อยขึ้นมา
ชาวบ้านบางคนก็นำตุ๋นไก่ และของอื่น ๆ มาให้ บ้านที่เคยเงียบเหงาค่อย ๆ มีชีวิตชีวาและมีเสียงหัวเราะ
ฉินลิ่งผิงกับฉินลิ่งอันเป็นเด็กซุกซน วัน ๆ ก็มาวิ่งเล่นที่นี่ บ้างก็รบเร้าให้ผู้เฒ่าหลี่เล่าเรื่องตอนที่เป็นทหารออกรบ บ้างก็ไปอ้อนผู้เฒ่าผู้แก่คนอื่น ๆ ทำให้บ้านที่เคยเงียบสงบ เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและความสนุกสนาน
……
“ไอ้โจรตาบอดคนไหนกล้าบุกเข้ามาขโมยของในบ้าน?!”
วันรุ่งขึ้นฟ้าเพิ่งจะสางเท่านั้น เสียงตวาดเกรี้ยวกราดของสือไห่ถังก็ดังก้องไปทั่วทั้งหมู่บ้าน
ฉินเยาเยาที่กำลังหลับสบาย ต้องสะดุ้งตื่นเพราะเสียงตะโกนของป้าสะใภ้สาม แม่เฒ่าฉินจึงรีบเข้ามาลูบหลังหลานสาวตัวน้อยปลอบ
ประโลม
“โอ๋ ๆ เด็กดี ไม่ต้องกลัวนะ”
ฉินเยาเยาสะดุ้งตื่นแล้วก็ข่มตานอนไม่หลับ จึงอ้อนขอติดตามท่านย่าออกไปดูเหตุการณ์ภายนอกด้วย
เมื่อก้าวพ้นประตูห้องก็พบกับป้าสะใภ้สามที่กำลังเดินไปมา ใบหน้าที่เคยอ่อนโยน บัดนี้กลับบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ
“สะใภ้สาม เช้าตรู่เช่นนี้ เจ้าส่งเสียงร้องโวยวายอันใด หากทำให้เล่อเหนียงตื่นตกใจ ข้าจะลอกหนังเจ้าเสีย” แม่เฒ่าฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ท่านแม่ บ้านเราถูกโจรปล้นเจ้าค่ะ!”
แม่เฒ่าฉินหันไปมองยังบริเวณลานบ้าน ใบหน้าพลันเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบ
เนื้อกระต่ายตากแห้ง ผักตากแห้ง รวมถึงหนังเสือที่แขวนตากไว้ในลานบ้าน ล้วนหายไปจนหมดสิ้น
ฝ่ายฉินเหล่าเอ้อร์ได้ยินเสียงเอะอะจึงพากันเดินออกมา เมื่อเหลือบเห็นเชือกที่ใช้สำหรับตากผักในลานบ้านว่างเปล่า ทุกคนต่างก็หน้าซีดเผือด
นั่นมันผักที่พวกเขาจะเก็บไว้กินตอนหน้าหนาวนะ!
ฉินเยาเยาร้องไห้ออกมา เบะปากด้วยความไม่พอใจ
นั่นมันหนังเสือที่ท่านพ่อให้นาง ท่านย่ายังคิดอยู่เลยว่าจะเอาหนังเสือผืนนี้ไปทำเสื้อคลุมให้นาง
“โอ๋ ๆ เด็กดีของย่า ไม่ร้องนะ ไม่ร้อง”
แม่เฒ่าฉินเห็นหลานสาวร้องไห้เช่นนี้ ก็อดสงสารไม่ได้จึงรีบอุ้มแล้วปลอบโยนเบา ๆ
สือไห่ถังก็รู้ตัวว่าตนเองตะโกนเสียงดังจนทำให้เล่อเหนียงตกใจ จึงรีบลดเสียงลงแล้วกล่าวขอโทษ
“เล่อเหนียง ป้าขอโทษนะ ป้าไม่ได้ตั้งใจ เพียงแต่เจ้าหัวขโมยนั่นมันช่างร้ายกาจเหลือเกิน เจ้าดูสิ มันขโมยเอาเนื้อที่พวกเราตากไว้กลางลานบ้านไปจนหมด ป้าถึงได้เผลอตะโกนเสียงดัง เจ้าให้อภัยป้าเถิดนะ”
ฉินเยาเยาไม่สนใจคำพูดของสือไห่ถัง แต่กลับยกนิ้วป้อม ๆ ชี้ไปที่พื้นว่างเปล่ากลางลานบ้าน แล้วร้องไห้ไม่หยุด