ตอนที่ 52 ไปกับข้าเถอะ
หลังจากที่ภาพจากแผ่นหยกหายไปเสียงสูดลมหายใจก็ดังออกมาจากเหล่าบรรดาผู้อาวุโสของตระกูลหม่าพวกมันล้วนเต็มไปด้วยความตกตะลึงและความประหลาดใจ
“มัน...เป็นไปได้หรือไม่ว่ามันคือผู้ถูกเลือกหรือกงจื่อ[คุณชาย]ของสำนักจิ่วหลง(เก้ามังกร)”
หนึ่งในผู้อาวุโสกล่าวออกมาตอนนี้ไม่สำคัญว่าพวกมันจะมีสายโลหิตหลักหรือรองในเมื่อคนที่สังหารหนึ่งในนายน้อยของตระกูลเป็นคนนอก พวกมันย่อมต้องร่วมมือหารือกันเพราะนี่ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวอีกต่อไปแต่เป็นเรื่องของตระกูลหม่าทั้งหมด!
“ส่งคนออกไป! สืบหาข้อมูลของคนผู้นี้ให้ไวที่สุด” ปรมาจารย์ชราสั่งความออกไปแววตาเต็มไปด้วยแสงแห่งความครุ่นคิด
“มีความเป็นไปได้น้อยมากที่มันจะเป็นศิษย์ของสำนักจิ่วหลงแห่งแดนใต้ด้วยระยะทางอันห่างไกลถึงแม้วิชาเวทศักดิ์สิทธิ์ของมันจะเต็มไปด้วยกลิ่นอายของมังกรที่แท้จริงก็ตาม
แต่หากมันมีความเกี่ยวข้องกับสำนักนั้นจริงๆหากไม่ใช่ระดับศิษย์สายในขึ้นไป เหล่าฟู ก็ยินดีที่จะให้มันตกตายลงไป!”
ปรมาจารย์ชรากล่าวออกมาพร้อมกับสะบัดตัวจากไปทุกคนต่างตระหนักได้ถึงคำพูดของปรมาจารย์ชราหลังจากได้เห็นเรื่องราวทั้งหมด
ดูเหมือนว่าเป็นกลุ่มคนของมันเองที่ก้าวเท้าเดินเข้าไปหาความตาย แต่หากหลินเฟยไม่ได้มีบุคคลหรือสำนักที่ยิ่งใหญ่หนุนหลังก็รับรองได้เลยว่าจากนี้ตระกูลหม่าจะกลายเป็นศัตรูของหลินเฟยไปในทันที
แต่หากหลินเฟยมีสำนักจิ่วหลงอยู่เบื้องหลังแต่ถ้าศักดิ์ฐานะของหลินเฟยในที่แห่งนั้นไม่สูงพอตระกูลหม่าก็จะยังคงไล่ล่าสังหารเขาไป
สุดท้ายหากหลินเฟยมีศักดิ์ฐานะที่สูงส่งเป็นหนึ่งในผู้ถูกเลือกของฟ้าดินพวกมันก็ได้แต่ทำใจตระกูลหม่าไม่มีปัญญาจัดการกับบุคคลที่อยู่ในระดับนั้นได้ทั้งในแง่ของอำนาจหรือพละกำลัง
ดวงตาของหม่าสุ่ยหลงแวบไปด้วยประกายแสงแห่งความไม่ยินยอมก่อนจะจากไปด้วยจิตใจที่เต็มไปด้วยโทสะ
ภายในใจของหม่าสุ่ยหลงเต็มไปด้วยความเคียดแค้น วิชาเวทและพลังจากพื้นฐานฝึกตนของหลินเฟยที่มันได้เห็นผ่านภาพที่ฉายออกมาจากแผ่นหยก
ทำให้มันมีความมั่นใจมากกว่าแปดส่วนว่าหลินเฟยคือศิษย์ของสำนักจิ่วหลง และด้วยรูปร่างหน้าตาที่ยังคงเยาว์วัยนั้นแต่กลับมีพื้นฐานฝึกตนที่แกร่งกร้าวเช่นนั้นได้เห็นได้ชัดถึงสถานะที่ไม่ธรรมดาของหลินเฟย
ด้วยความที่มันคือผู้อาวุโสสูงสุดของสายโลหิตรองแห่งตระกูลหม่ามันไม่ยินดีให้ตระกูลของมันต้องพบเจอกับพลังทำลายล้างจากสำนักใหญ่ แต่มันก็ไม่ยินดีจะปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปเช่นกัน
มันนั่งขัดสมาธิลงในห้องลับส่วนตัวของมันก่อนจะหลับตาลงครุ่นคิดทบทวนถึงสิ่งต่างๆอยู่หนึ่งคืนเช้าวันต่อมาดวงตาที่ลืมขึ้นก็เต็มไปด้วยแสงแห่งความดุร้ายและรังสีสังหารที่เข้มข้น
“ข้าไม่ได้ไปในฐานะผู้อาวุโสตระกูลหม่า แต่ไปในฐานะบิดา!”
ย้อนกลับไปเมื่อหนึ่งปีก่อน
แสงจากแท่นบูชาขนาดใหญ่กระจายออกไปทั่วทั้งสำนักนภาดาราแห่งดินแดนภาคกลางพื้นดินของสำนักสั่นไหวไปมาราวกับกำลังเกิดภัยพิบัติอันร้ายแรงทำให้ทั้งสำนักตกอยู่ในความปั่นป่วนวุ่นวายโดยสิ้นเชิง
เจ้าสำนัก ผู้อาวุโส รวมถึงปรมาจารย์นับร้อยคนในสำนักต่างออกจากการเข้าฌานมารวมกันที่รอบๆแท่นบูชาอันสูงใหญ่ที่กำลังสาดประกายแสงสีทองออกมาอย่างต่อเนื่อง
เจ้าสำนักนภาดาราเป็นบุรุษวัยกลางคนหนวดเคราที่ถูกตัดแต่งอย่างดีช่วยเสริมให้บุคลิกภาพของมันดูน่ายำเกรงคลื่นพลังที่กระจายออกมาจากตัวมันทำให้ท้องฟ้าในยามราตรีแวบไปด้วยสีสัน
มันวาดมือออกไปทำให้เกิดเกราะป้องกันเวทรูปทรงกลมที่ตัดขาดพวกมันออกจากเหล่าบรรดาลูกศิษย์ที่กำลังมุงดูอยู่โดยรอบถึงแม้จะมองเห็นแต่ไม่มีใครสามารถได้ยินเสียงเล็ดลอดออกมาจากภายในของค่ายกลเวทได้
“หนึ่งในเนตรบรรพกาลปรากฏขึ้นแล้ว และมันอยู่ในดินแดนของเผ่ามนุษย์” เจ้าสำนักกล่าวขึ้นมองเห็นแสงในดวงตาส่องประกายเต็มไปด้วยความตื่นเต้น จากการที่แท่นบูชานี้สาดประกายก็หมายความว่าเนตรบรรพกาลได้ปรากฏขึ้นในดินแดนของเผ่ามนุษย์
“ความผันผวนที่แปลกประหลาดใกล้กับเมืองหน้าด่านนภาสองฟ้าคือจุดที่น่าสงสัยมากที่สุด แต่ศิษย์หลักหยางเทียนรายงานกลับมาแล้วว่าเมื่อไปถึงกลับไม่มีสิ่งใดผิดปกติ” ชายชราในชุดยาวสีเขียวกล่าวขึ้น
“ในบันทึกลับของบุรพาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนักได้กล่าวไว้ว่าหนึ่งในเนตรบรรพกาลได้ถูกผนึกไว้ในดินแดนของมนุษย์ ท่านยังได้ใช้ทรัพยากรที่มากมายมหาศาลสร้างแท่นศิลานี้ขึ้นมาเพื่อให้รับรู้ได้ถึงดวงเนตรที่ว่านั้น
...ตลอดระยะเวลาหลายพันปีแท่นนี้ไม่เคยมีปฏิกิริยาเช่นนี้เกิดขึ้นมาก่อน พวกเราต้องเร่งรวบรวมข้อมูล ข่าวสารทุกอย่างต่อให้เป็นปรากฏการณ์เล็กๆน้อยแต่หากเกิดในช่วงนี้ให้ส่งระดับผู้อาวุโสออกไปด้วยตนเอง
เนตรบรรพกาลที่ผนึกไว้ในดินแดนของเผ่ามนุษย์นี้มีความสำคัญต่อสำนักนภาดาราของเรามาก จะให้คนนอกครอบครองไปไม่ได้ มันคือกุญแจสำคัญในการทำให้เป้าหมายที่มีมาแต่เดิมของสำนักนภาดาราเรามีโอกาสสำเร็จเพราะมันคือดวงเนตรของเผ่าเทพ! มันถูกเรียกว่า เนตรดาราสยบฟ้า!”
หนึ่งในสิบปรมาจารย์ของสำนักนภาดารากล่าวขึ้นอย่างเคร่งขรึมลึกลงไปภายในดวงตาเต็มไปด้วยร่องรอยแห่งความโหดเหี้ยม!
หลินเฟยยืนมองเสี่ยวหู่ที่เต็มไปด้วยความโศกเศร้าอยู่นานมันสามารถรอดชีวิตและมีชีวิตที่ยืนยาวไปได้อีกนานนับจากนี้ เส้นลมปราณในร่างต่างพร้อมที่จะทำการบำเพ็ญตบะเพื่อก้าวไปสู่ความแข็งแกร่งและด้วยโลหิตบริสุทธิ์ราวกับหลุดมาจากยุคสมัยโบราณทำให้เส้นทางของมันไร้ขีดจำกัด
มันยังคงคลอเคลียอยู่รอบๆซากศพของพยัคฆ์เขี้ยวโลหิตผู้เป็นแม่ดวงตาพยัคฆ์น้อยๆของมันแทบจะมองเห็นความทุกข์ระทมอยู่ภายในนั้น มันส่งเสียงร้องครวญครางออกมาอย่างเจ็บปวดใจเป็นภาพที่ทำให้หลินเฟยให้เวทนายิ่งนัก
“ข้า ขอโทษ หากข้ารวดเร็วกว่านี้อีกสักนิดมารดาของเจ้า...”
หลินเฟยกล่าวออกมาอย่างแผ่วเบาน้ำเสียงเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกขยับกายนั่งลงลูบไปที่เสี่ยวหู่อย่างอ่อนโยน พยัคฆ์น้อยมองไปที่หลินเฟยแล้วใช้หัวของมันถูไปที่มือเขาราวกับจะบอกว่าอย่าได้โทษตัวเอง
สายพันธุ์ของเสี่ยวหู่คือหนึ่งในราชันแห่งสรรพสัตว์แล้วจะให้มันโง่เขลาได้อย่างไรตลอดระยะเวลาเกือบครึ่งเดือนมานี้หลินเฟยทุ่มเทที่จะช่วยเหลือมันอย่างเต็มที่ ทั้งยังกำจัดศัตรูที่สังหารมารดาของมันไปทำให้มันซาบซึ้งอยู่ภายในจิตใจอยู่นานแล้ว
“ไปกับข้าเถอะ ซากศพของมารดาเจ้านั้นมีค่ามากนักพวกเราไม่อาจจะฝังร่างของมารดาเจ้าไว้ได้ พวกมันต้องกลับมาอีกแน่นอนและเมื่อนั้นซากศพของมารดาเจ้าก็จะถูกนำไป”
เมื่อคิดไปถึงวิญญาณกำเนิดศักดิ์สิทธิ์ของหม่าจิ่วต้าที่หลบหนีไปได้ทำให้แสงเย็นเยียบพาดผ่านดวงตาไป และนี่คือข้อเสียของการไม่ตัดรากถอนโคน การปล่อยให้ศัตรูหลบหนีรอดไปได้ก็จำเป็นที่จะต้องรับให้ได้เมื่อพวกมันทำการโจมตีมาอีกครั้ง
“ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ต้องการให้พวกมันทำเช่นนั้น พวกเรามาส่งมารดาของเจ้าไปสู่สวรรค์กันเถอะ อย่าอ่อนแอมารดาของเจ้าเสียสละชีวิตเพื่อให้เจ้าได้คงอยู่ต่อไป...ดูไปที่แววตาของนาง มันคือความเด็ดเดี่ยวที่หาไม่ได้จากทุกผู้คนต่อให้ต้องตกตายไปนับร้อยครั้งมารดาของเจ้าก็ยังคงจะเลือกเช่นนี้ เลือกที่จะให้เจ้าอยู่รอด!”
เสี่ยวหู่มองไปยังดวงตาของพยัคฆ์เขี้ยวโลหิตผู้เป็นแม่มันประทับทุกๆสิ่งอย่างเก็บไว้ในความทรงจำมันตัดสินใจที่จะแข็งแกร่งเพื่อไม่ให้ใครต้องมาปกป้องและต้องตกตายไปอีกในวันข้างหน้ามันจะเป็นฝ่ายที่ต้องปกป้องคนอื่นบ้าง!
และบุคคลเดียวที่มันคิดว่าสามารถวางใจได้อย่างแท้จริงก็เหลืออยู่เพียงคนเดียวในโลกใบนี้นั่นก็คือ
หลินเฟย!
พรึ่บ!
แสงจากเปลวเพลิงสีส้มสุกใสเต็มไปด้วยจิตอันบริสุทธิ์ไร้ซึ่งพลังในการทำลายล้าง เปลวเพลิงส่ายไหวไปมาส่องสว่างไปทั่วบริเวณหลินเฟยอุ้มเสี่ยวหู่ที่ร้องอย่างเจ็บปวดออกมามันจะแสดงความอ่อนแอออกมาเป็นครั้งสุดท้ายและหลังจากนี้มันจะแข็งแกร่ง แข็งแกร่งขึ้นไปเพื่อกลายเป็นโล่ที่คอยปกป้องได้อย่างแท้จริง
สามวันต่อมา
หลินเฟยบินอยู่บนฟากฟ้าโดยมีเสี่ยวหู่เกาะอยู่ที่หัวขาเล็กๆสองข้างพาดอยู่ที่ไหล่ของหลินเฟยมันหลับตาเข้าฌานอยู่ตลอดเวลาทำให้ดูคล้ายกับเป็นหมวกน้อยๆหนึ่งใบ
หลินเฟยพุ่งทะยานกลับตามเส้นทางเลี่ยงเมืองเพื่อกลับไปยังสำนักโลหิตมังกรและแวะรับจางเสี่ยวเหมยกลับไปด้วยกัน
หลินเฟยไม่ใช่คนโง่เขลาแม้ตระกูลหม่าจะไม่ใช่ตระกูลใหญ่แต่ก็ไม่เล็กเช่นกัน อำนาจของมันภายในเมืองนภาสองฟ้าและบริเวณโดยรอบก็ไม่ใช่ธรรมดา
เขาควรจะหลบไปจากที่แห่งนี้ในทันทีและกลับไปตั้งหลักยังสำนักก่อนเป็นอันดับแรกด้วยพื้นฐานฝึกตนที่สูงขึ้นของหลินเฟย ผู้อาวุโสสองซุนม่อหลงย่อมต้องพึงพอใจและให้การปกป้องเขามากขึ้นหากเป็นตามนี้ผู้อาวุโสห้าเจียนเหินก็คงต้องคิดให้มากสักหน่อยหากอยากจะสังหารเขาไป
หลินเฟยไม่กล้าเสี่ยงแม้จะคิดว่าพวกมันไม่กล้าสังหารหากรู้ว่าเขาคือศิษย์หลักของสำนักโลหิตมังกร สำนักที่เป็นอันดับหนึ่งของแดนตะวันออก
แต่ถ้าพวกมันคิดโจมตีเขามาด้วยความที่รากฐานในสำนักของหลินเฟยยังไม่ลึกล้ำชื่อเสียงในสำนักของเขาก็น้อยนิดเสียจนแทบไม่มีใครรู้จัก หากเขาตกตายไปจะมีสักกี่คนที่โกรธเกรี้ยว
เช่นนั้นนอกจากเป็นการหลบหนีตระกูลหม่าแล้วเขายังตั้งใจที่จะกลับไปสร้างชื่อเสียง!
ในโลกที่ปลาใหญ่กินปลาเล็กผู้แข็งแกร่งกลืนกินผู้อ่อนแอมีแต่ต้องกลายเป็นดวงตะวันที่เจิดจ้าขึ้นมาเท่านั้น!
หลังจากเจิดจ้าจนทุกคนสามารถมองเห็นได้เมื่อนั้นเขาก็จะมีสำนักโลหิตมังกรอันแข็งแกร่งหนุนหลังอยู่ทุกที่ในโลกแห่งการฝึกตนนี้!
.
.
.
**************************
วันหยุดเลยมาอีกตอน
เชื่อไหมครับสิ่งที่ทำให้ผมมีใจอยากจะนั่งเขียนตอนนึงสองสามชม. ไม่ใช่เพราะเงินที่ได้จากผู้สนับสนุนไม่กี่คน
แต่เป็นเพราะคอมเม้นที่เราได้พูดคุยกัน ที่จริงผมกะว่าสามวันตอนนึงแต่หลังๆมานี่ตัวเองก็ยังแปลกใจวันสองวันก็เสร็จตอนนึงแล้ว
นี่ละครับผลที่เห็นได้ชัดของกำลังใจที่จับต้องไม่ได้ ♥
ขอบคุณที่ติดตามครับ