EP3
"ยังไงกูก็ต้องไปซ้อมวาดภาพที่นั่น ไอ้เื่เวลาต้องห้ามที่มีอาถรรพ์หรือมีอะไรโผล่ในเวลานั้นกูก็ยังไม่เชื่อซะทีเดียว อีกอย่างนะ กูก็ไม่ได้ไปคนเดียว ยังมีนายบรรชิตที่อยู่ห้องห้าที่อาจารย์ดรุณีได้เลือกให้ไปประกวดคู่กับกูด้วย อ้อ... แล้วก็ยังมีพี่รสสุคนธ์ที่อยู่ ม.6 อีกคนด้วยนะ พี่เขาก็ถูกอาจารย์ดรุณีส่งเข้าไปประกวดในชั้น ม.ปลายด้วยเว้ยมึง เห็นไหม กูก็ไม่ได้ไปซ้อมวาดภาพคนเดียวซะหน่อย และพอสักไม่เกินสี่โมงเย็นพวกเราก็จะแยกย้ายกันกลับบ้านแล้วล่ะ ยังห่างจากเวลาต้องห้ามนะมึง" ผมบอกไอ้โย่งให้เข้าใจถึงสถานการณ์จริงๆของวันที่มีการซ้อมวาดภาพเพื่อให้มันคลายกังวลเกี่ยวกับตัวผม
"แต่กูรู้สึกสังหรณ์อะไรบางอย่าง" ไอ้โย่งพูดหน้าเข้มๆ
"บ๊ะ... ! มึงจะหอนอะไรอีกล่ะนี่ ?" ผมชักเซ็งกับมันจริงๆ
"กูว่านะ นิสัยแปลกๆของมึงน่ะ จะทำให้มึงไปขลุกอยู่ที่นั่นจนเลยเวลา และถ้ามึงดันอยู่ถึงเวลาต้องห้ามล่ะก็..."
เ้าโย่งพูดค้างอยู่แค่นั้น แต่ผมก็ถึงกับหัวเราะออกมาอย่างขำๆ
"ก็ให้มันรู้ไปสิว๊ะ ว่ากูจะต้องเจอผีตอนหกโมงเย็น ไอ้โย่ง หกโมงเย็นน่ะมันยังไม่มืดหรอกนะ ถ้ามีผีหรืออะไรออกมาจริงๆ กูก็ยังวิ่งเผ่นออกมาข้างนอกได้อย่างโล่งอกแน่ๆว่ะ"
ถูกล่ะ ผมคิดอย่างนั้นของผมจริงๆ หากว่ามีอะไรน่ากลัวโผล่ออกมาในเวลาต้องห้ามในขณะที่ผมยังไม่ออกจากอาคารศิลปะ ผมก็แค่วิ่งหนีออกมา หรือวิ่งไปที่หน้าโรงเรียนที่ในเวลานั้นก็มักยังมีพวกเด็กนักเรียนกำลังเตะบอลกันอยู่ที่สนามกีฬาหน้าโรงเรียนหลายคนทีเดียว
ไอ้โย่งมองหน้าผมอย่างพินิจพิเคราะห์
"มึงมั่นใจว่าตัวมึงเองจะไม่ช็อคไปซะก่อนหรือกลับไปนอนจับไข้หัวโกร๋นอยู่ที่บ้านหรอกนะ ?"
"กูว่ากูมั่นใจในตัวเอง !" ผมบอกมันอย่างหนักแน่น
หลังจากที่ผมจบการสนทนากับไอ้โย่งในครั้งนี้แล้ว ผมก็มาคิดกับตัวเองในภายหลังว่า หากว่าถึงเวลานั้นจริงๆ เวลาต้องห้ามที่หลายๆคนกลัว และตัวผมเองยังไม่ทันจะออกจากอาคารศิลปะแล้ว ตัวของผมเองน่ะจะไม่ช็อกไปจริงๆล่ะหรือ ?
ก่อนจะถึงวันพุธ ผมยังได้มาหาข้อสรุปกับนักเรียนคนอื่นๆจำนวนหนึ่งที่ได้เคยเข้าไปลองดีที่อาคารศิลปะในเวลาต้องห้าม ซึ่งข้อสรุปของพวกเขาในการไปพบเจอหรือเห็นอะไรบางสิ่งที่ในนั้นก็มีความพ้องต้องกันอยู่หลายส่วนเหมือนกัน จนผมก็อดจะคิดไม่ได้เหมือนกันว่า หรือว่าสิ่งที่พวกเขาได้ไปเห็นไปเจอกันในนั้น มันจะเป็เื่จริง หรือว่าเป็สิ่งเดียวกันจริงๆล่ะนี่ ?
ส่วนใหญ่แล้ว จะพูดคล้ายๆกันว่า พอหกโมงเย็นหลังจากที่เสียงเพลงเคารพธงชาติได้จบลงแล้ว คนที่ป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ๆอาคารศิลปะจะได้ยินเสียงร้องของสัตว์บางอย่างที่น่าจะเป็เสียง'แมว'ที่มันร้องโหยหวนดังกังวาลย์สะท้อนไปมาอยู่ในอาคารนั้น
เสียงที่ฟังเหมือนแมวนั้นมันฟังดูคล้ายๆกับเสียงแมวที่กำลังติดสัดหรือว่าร้องหาคู่ มันร้องทีละสามครั้ง ก่อนที่จะทิ้ง่ไปราวครึ่งนาที แล้วก็เริ่มต้นร้องใหม่อีกสามครั้ง วนอยู่อย่างนั้นไปเรื่อยๆราวครึ่งชั่วโมง และใน่ท้ายๆของการร้องนั้น เสียงของแมวที่ว่านี้ยิ่งดูกังวาลย์โหยหวนกว่าเดิมและเต็มไปด้วยความสลดหดหู่บางอย่าง ราวกับว่ามันนั้นจะสิ้นใจตายไปเพราะหาคู่ชีวิตไม่ได้ !
และสำหรับคนที่ได้อยู่ในอาคารใน่เวลาต้องห้ามนั้น บางคนก็เล่าว่า นอกจากจะได้ยินเสียงแมวร้องใกล้ๆหูแล้ว แต่พอหาตัวตอนแรกๆก็หาไม่เจอ แต่พอลองเปิดห้องที่ใช้เก็บพวกตำราสอนวาดรูปที่มีอยู่หลายเล่มแล้ว พวกเขาก็ได้ยินเหมือนเสียงแมวะโจากอีกที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งภายในห้อง แต่จนแล้วจนรอดก็หาตัวแมวไม่เจอ แต่ในขณะที่จะเลิกหาและออกมาจากห้องเก็บตำรานั้น ที่ผนังของห้องด้านหนึ่งก็ปรากฏเงาของแมวตัวใหญ่ขึ้นมาอย่างทันที !
แต่สิ่งที่ทำให้คนที่อยู่ในห้องต้องช็อคจนกลับไปนอนจับไข้กันหลายคนนั้นก็เป็เพราะ เงาของแมวที่ทอดเป็เงาดำอยู่ที่ผนังด้านหนึ่งของห้องนั้น กลับเป็'แมวไม่มีหัว' !
เงาแมวไม่มีหัวที่กำลังเดินงุ่นง่านหงุดหงิดอยู่บนผนังห้อง...?!!
*โปรดติดตามในบทต่อไป เร็วๆนี้ล่ะเด้อ*