ยุทธจักรเทพยุทธ์ (แปลจบแล้ว)

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 85 นภาเปลี่ยนสี

            “ดูเร็วนั่นมันอะไร?”

            จู่ๆท่ามกลางยามรัตติกาลอันมืดมิด มีคนเห็นว่าบริเวณที่ตั้งของบ้านสกุลเยี่ยจุดศูนย์กลางของเมืองสือเฉิงมีคลื่นพลังอันน่ากลัวกำลังแผ่ออกมา

           ท้องฟ้าราตรี มีเมฆลอยปกคลุมทั่วท้องฟ้า จากนั้นเริ่มมีฟ้าแลบทำให้ห้วงนภาสว่างจ้าดั่งยามกลางวันฟ้าแลบเหล่านี้ทำให้ผู้คนที่พบเห็นหวั่นเกรงและใจสั่น

            พลเมืองกว่าสิบล้านคนในเมืองสือเฉิงตื่นตระหนกตกใจกันยกใหญ่ต่างขวัญผวาขนลุกขนพอง

            “จ้าวแห่งสายฟ้าทำเพื่อเมืองสือเฉิงปกปักรักษาบ้านสกุลเยี่ยของพวกเรามาทั้งชีวิตในที่สุดก็เดินมาถึงวันสุดท้ายแล้วจริงๆ งั้นหรือ”

            ภายนอกสิ่งปลูกสร้างจะว่าคล้ายเรือนก็ไม่ใช่จะว่าเหมือนเจดีย์ก็ไม่ปาน แววตาที่ปกติดูเย็นชาของเยี่ยจื่อจินมีน้ำตาคลอจ้องมองด้วยความโศกเศร้า

            “พวกเราทั้งตระกูลพยายามสุดแรงแล้วทว่ากลับทำอะไรไม่ได้ พวกเราไม่สามารถช่วยให้ จ้าวแห่งสายฟ้าก้าวผ่านจุดนี้ไปได้ข้าช่างไร้ความสามารถจริงๆ” เยี่ยเป่าหลินเศร้าสลดใจใบหน้าอันหล่อเหลาดูเศร้าหมอง

            “เกิดปรากฏาการณ์แสงสุดท้ายแล้วใช่หรือไม่เริ่มปฏิบัติการได้”

            มีเงาคนยืนอยู่บนหลังคารอคอยสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในตอนนี้มาหลายปี นัยน์ตาของเขาสั่นไหวอย่างตื้นตัน

            บริเวณยอดเขาแห่งหนึ่ง มีเงาคนยืนอยู่“ก่อนโอกาสมาแล้ว บ้านสกุลฉินทุ่มสุดตัว”

            บนเกาะเล็กแห่งหนึ่งบนทะเลสาบมีเงาชายชราคนหนึ่งยืนอยู่ เขามองไปในทิศทางบ้านสกุลเยี่ยที่อยู่กลางเมือง พูดพึมพำออกมาว่า“ผลลัพธ์สุดท้ายจะเป็นอย่างไรน่าจะรู้กันพรุ่งนี้เพียงแต่ไม่รู้ว่าเลือกแบบนี้ไปแล้วสุดท้ายจะเป็นอย่างไร แต่บ้านสกุลไป๋ก็ต้องพนันหน่อยแล้ว”

            ยามเช้าตรู่ณ ที่ห่างไกลไปจากเมืองสือเฉิง รอบๆ เต็มไปได้ภูเขาอุดมสมบูรณ์เขียวขจีมากมายเขาแต่ลูกเรียงรายซ้อนกันลักษณะคล้ายคลื่น ดูแข็งแกร่งแต่เพียบพร้อมด้วยความงดงาม

            “โครม!”

            บ้านสกุลฉินที่เงียบสงัดมาตลอดในหลายวันที่ผ่านมาเริ่มเกิดเสียงโครมครามประตูใหญ่อันโอ่อ่าสวยงามของบ้านสกุลฉินถูกเปิดออก ผู้คนท่าทางปราดเปรื่องของบ้านสกุลฉินพร้อมหน้ากันรุดออกมาจากด้านนั้นบริเวณนั้นตลบอบอวลด้วยพลังปราณที่แข็งแกร่ง

            “ตึงโครม!”

            เกือบจะในเวลาเดียวกันบริเวณสองแห่งจากสองทิศทางในเมืองสือเฉิงเกิดพลังปราณอันแข็งแกร่งพลุ่งพล่านออกมาแผ่ไปถึงท้องฟ้า

            ท้องฟ้ายามอรุณที่ปกคลุมเมืองสือเฉิง จู่ๆก็เปลี่ยนสีในทันใด!

            “ในที่สุดพวกเขาก็เริ่มลงมือแล้ว”

            ในบ้านสกุลตู้ ตู้เจิ้นอู่แหงนมองนภาที่อยู่ห่างไกลสีหน้าเคร่งขรึม

            ตู้จื้อสยงขมวดคิ้วแหงนหน้าเล็กน้อย กล่าวว่า “พี่ใหญ่งั้นตอนนี้พวกเราควรทำอย่างไร?”

            ตู้เจิ้นอู่จ้องมองท้องฟ้าที่อยู่ด้านหน้าเงียบไปสักครู่ จากนั้นกล่าวว่า “ตอนแรกข้าไม่ได้อยากเข้าร่วมไม่อยากทำให้คนในบ้านสกุลทุกคนต้องลำบาก แต่ตอนนี้ไม่มีทางเลือก ยิ่งไปกว่านั้นขณะนี้เซ่าฝู่ยังอยู่ในเหลยฉือ และก็เป็นที่ของบ้านสกุลเยี่ย”

            “พี่ใหญ่คงไม่ได้สงสัยว่าที่เซ่าฝู่ยังไม่ออกมาที่จริงเป็นเพราะว่าถูกบ้านสกุลเยี่ยกักตัวเอาไว้ เหตุผลที่ทำเพราะไม่เชื่อใจบ้านสกุลตู้ของพวกเราใช่หรือไม่?” ตู้จื้อสยงสีหน้าเปลี่ยน

            “ข้าก็ไม่กล้ามั่นใจทว่าไม่ว่าอย่างไร พวกเราถอนตัวจากเหตุการณ์นี้ไม่ได้แล้ว ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว” ตู้เจิ้นอู่นอันกล่าว

            ตู้จื้อสยงเงียบไปสักครู่ จากนั้นกล่าวว่า “ข้าเข้าใจแล้ว ข้าจะไปเตรียมการเดี๋ยวนี้”

            เมืองสือเฉิงเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่พลเมืองกว่าสิบล้านคนอกสั่นขวัญแขวนไม่เป็นอันกินอันนอน

            ใครก็ดูออกเมืองสือเฉิงที่สงบสุข ขณะนี้กำลังเปลี่ยนไปแล้ว

            นอกบ้านสกุลเยี่ยในห้วงเวหามีกลุ่มเมฆหนาลอยปกคลุม ทำให้แสงตะวันยามเช้าแทบจะไม่สามารถเล็ดลอดส่องมายังโลกได้เช้าตรู่ของเมืองนี้ในวันนี้เต็มไปด้วยความมืดทะมึนอึมครึมและเศร้าหมอง

            “โครม!”

            ถนนสายเดียวที่ตรงมายังประตูหลักของบ้านสกุลเยี่ยมีเงาคนจำนวนมากกำลังมุ่งหน้าตรงมาอย่างเอิกเกริก

            คนหลายสิบคนที่อยู่ด้านหน้าขี่อสูรที่มาจากเทือกเขาอสุรกายเป็นพาหนะพวกมันคืออสูรหมาป่าขนทองที่พบเห็นได้ยาก

            อสูรหมาป่าขนทองเป็นอสูรขั้นต่ำทว่าสามารถนำมาเลี้ยงดูฝึกให้เชื่องเพื่อนำมาเป็นพาหนะได้และก็กลายเป็นสิ่งมีชีวิตราคาสูงลิบลิ่วเพราะไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่คนธรรมดาจะฝึกให้เชื่อฟังได้

            ทว่าอสูรหมาป่าขนทองจำนวนมากมายหลายสิบตัวกลายมาเป็นพาหนะของบ้านสกุลฉินแสงถึงอำนาจของบ้านสกุลฉินได้เป็นอย่างดี

            ทางบ้านสกุลฉินยังมีกองทหารจำนวนกว่าสามร้อยคนที่ขี่ “อาชาพายุหิมะ” อสูรที่แข็งแกร่งกว่าอสูรหมาป่าขนทองทั้งตัวของมันเป็นสีขาวบริสุทธิ์ดั่งหิมะ ขนเงางามราวกับหยกขาว ว่ากันว่าอาชาพายุหิมะเป็นสิ่งมีชีวิตที่สิ่งได้เร็วมาก

            บนหลังของอาชาพายุหิมะคือคนที่สวมชุดเกราะครบชุดมือถือดาบยาว พลังปราณดูดุดันน่าเกรงขามมาก

            คนสวมชุดเกราะพวกนี้ชัดเจนว่าไม่ใช่คนของบ้านสกุลฉิน

            คนที่มีความรอบรู้แค่เห็นก็พอรู้คนเหล่านี้คือสมาชิกอัศวินแคว้น เป็นกลุ่มคนที่เก่งฉกาจทำงานอยู่ในกองทัพแคว้นเป็นกองทหารที่จัดเตรียมโดยจักรวรรดิสือหลง คนของจังหวัดหลิวอวิ๋น

            “ดูเหมือนว่าบ้านสกุลเยี่ยเกิดเรื่องใหญ่บ้านสกุลฉินจึงตั้งใจมาช่วยเหลือ”

            ด้านหน้ากลุ่มคนบ้านสกุลฉินคือฉินจงฉยงที่เป็นผู้ปกครองจังหวัดขี่อสูรหมาป่าขนทองที่ตัวใหญ่ล่ำบึกที่สุดกว่าตัวอื่นๆเขาจ้องที่ประตูหน้าที่ปิดสนิทของบ้านสกุลเยี่ยพร้อมกับตะโกนเสียงดังบอกคนด้านใน

            “บ้านสกุลอั้นก็มาช่วยเหลือบ้านสกุลเยี่ยอีกแรง”

            “บ้านสกุลไป๋ก็มาช่วยบ้านสกุลเยี่ยอีกแรงเช่นกัน”

           ฉินจงฉยงเพิ่งพูดจบ บริเวณด้านข้างของบ้านสกุลเยี่ยอีกสองด้านก็เต็มไปด้วยพลังปราณคุกรุ่นกลุ่มหนึ่งมากับฝูงอสูรหมีศิลาร้าวกับอีกกลุ่มหนึ่งมาพร้อมกับฝูงอสูรวัวหลังเหล็ก

           อสูรหมีศิลาร้าวกับอสูรวัวหลังเหล็กอสูรสองพันธุ์นี้ขนาดไม่เล็กเท่าไร ต่างก็เป็นอสูรขั้นต่ำทว่าเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็วมาก

           กลุ่มคนที่ขี่อยู่บนหลังของอสูรหมีศิลาร้าวคือเหล่าทายาทฝีมือดีของบ้านสกุลอั้นอั้นชิงซงนำอยู่ข้างหน้า รอบๆ คือยอดฝีมือของบ้านสกุลอั้นอั้นหลงอั้นหู่ก็อยู่ในกองทัพนี้ด้วย

           ส่วนกลุ่มคนจำนวนไม่น้อยที่นั่งอยู่บนหลังอสูรวัวหลังเหล็กคือกลุ่มยอดฝีมือบ้านสกุลไป๋ ทั้งกองทัพแผ่พลังปราณอันแข็งแกร่งออกมา ไป๋ซวี่หรูท่าทางดูสง่าและปราดเปรื่องอย่างมากไป๋ไฉ่อีติดตามอยู่ข้างๆ

           “โฮกๆ……!”

           “แฮ่ๆ……!”

           “มอๆ……!”

           สามบ้านสกุลใหญ่มากันอย่างพร้อมเพรียง อสูรหมาป่าขนทองอสูรหมีศิลาร้าว อสูรวัวหลังเหล็ก อาชาพายุหิมะต่างแข่งกันร้องคำรามแผดเสียงสั่นสะเทือนไปทั้งเมืองสือเฉิงรัศมีพลังอานุภาพรุนแรงแผนจนอากาศบริเวณนั้นมีลมพัดปลิวว่อน!

           “ให้อดทนรอมาตั้งนาน ทำให้ทุกท่านลำบากเลย”

           เสียงเรียบๆ ดังขึ้นมา ประตูใหญ่ของบ้านสกุลเยี่ยเปิดออกจากนั้นทายาทและคนของบ้านสกุลเยี่ยต่างกรูกันออกมาพลังปราณที่แผ่ออกมาของพวกเขาไม่ได้ด้อยไปกว่าสามบ้านสกุลใหญ่เลย

           คนของบ้านสกุลเยี่ยท่าทางแข็งแกร่งจำนวนกว่าพันคนกรูกันออกมาเรียงแถวเป็นกองทัพเตรียมป้องกันอยู่รอบๆบ้านสกุลเยี่ยอย่างเป็นระเบียบ พลังปราณของพวกเขารุนแรงน่าเกรงขาม

           กลุ่มคนเรียงกันเป็นแถวๆมียอดฝีมือจำนวนมากติดตามเยี่ยเป่าหลินอย่างใกล้ชิด

           เยี่ยจื่อจินก็อยู่ในนั้น ด้วยบุคลิกและใบหน้าท่าทางของนางจึงทำให้นางดูโดดเด่นที่สุด

           ฉินจงฉยงนัยน์ตาสั่นไหว มองหน้าเยี่ยเป่าหลินกล่าวว่า “เจ้าเมือง บ้านสกุลเยี่ยเกิดเหตุการณ์ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่พวกเราแค่อยากมาช่วยเหลือเท่านั้น”

           “ฮ่าๆ……”

           เยี่ยเป่าหลินหัวเราะเป็นเสียงหัวเราะแห้งๆ ไม่ได้ฟังดูยินดีอะไรรอยยิ้มและบุคลิกของเขาไม่เหมือนปกติที่ดูอ่อนโยนและเป็นมิตร จ้องหน้าฉินจงฉยงเขากล่าวว่า “พวกเจ้ามามีเป้าหมาย ทุกคนต่างรู้ดีแก่ใจไม่เห็นจำเป็นต้องทำเป็นเสแสร้งเลย การกระทำเช่นนี้ดูจอมปลอมไม่จริงใจเกินไปหน่อยนะ”

           “ถูกต้องเวลานี้แล้วคงไม่จำเป็นต้องเสแสร้งแล้วล่ะ”

           อั้นชิงซงบังคับให้อสูรหมีศิลาร้าวเดินหน้าขึ้นไปสองก้าวจ้องไปที่เยี่ยเป่าหลิน กล่าวว่า “เจ้าเมือง บ้านสกุลอั้นของข้าตรงไปตรงมาส่งร่างของอสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้ามา บ้านสกุลเยี่ยของเจ้ายังได้เป็นผู้ปกครองเมืองสือเฉิงส่วนกระดูกหายากบนตัวอสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้า บ้านสกุลอั้น บ้านสกุลไป๋ บ้านสกุลเยี่ยพวกเราสามบ้านสกุลมาแบ่งร่วมกัน เจ้าคิดว่าอย่างไร?”

           “นึกไม่ถึงว่าบ้านสกุลอั้นร่วมมือกับบ้านสกุลไป๋แล้วเป็นเรื่องที่ไม่คาดคิดจริงๆ”

           เยี่ยเป่าหลินมองไปที่ไป๋ซวี่หรูสีหน้าแววตาดูประหลาดใจเล็กน้อย

           ไป๋ซวี่หรูสีหน้านิ่งสงบเมื่อได้ยิน ก็ถอนหายใจเล็กน้อย เขาทำสีหน้าเสียดายและพูดกับเยี่ยเป่าหลินด้วยน้ำเสียงเหนื่อยใจ“สหายเยี่ย พวกเราต่างก็จวนตัวไม่มีทางเลือกกันทั้งนั้นบางทีนี่อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด หากเจ้าเห็นด้วยก็จะไม่ต้องเกิดการฆ่าฟันและเกิดเหตุการณ์เลือดนองครั้งใหญ่ในเมืองสือเฉิง”

           “ฉินจงฉยงเจ้าล่ะ ที่แต่งงานกับบ้านสกุลเฉา เป้าหมายที่แท้จริงเพื่อวันนี้ใช่หรือไม่?”

           เยี่ยเป่าหลินกวาดสายตามองกองทัพอัศวินประจำแคว้นจำนวนหลายร้อนคนที่อยู่กับทางบ้านสกุลฉินสุดท้ายก็จ้องมองไปที่ฉินจงฉยงแห่งบ้านสกุลฉิน

           “เจ้าเมืองเยี่ยคนฉลาดจะเข้าใจกระแสของกาลเวลา บ้านสกุลเยี่ยครอบครองเมืองสือเฉิงมาก็นานหลายปีแล้วน่าจะพอแล้ว ถึงเวลาลงจากตำแหน่งแล้วล่ะ” ฉินจงฉยงกล่าว

           เยี่ยเป่าหลินมองไปที่สามบ้านสกุลใหญ่ที่มาสีหน้าคมคายของเขาดูเคร่งเครียดยิ่งขึ้นเรื่อยๆ หลังจากนิ่งเงียบไปสักครู่เขาก็กล่าวว่า “น่าเสียดาย แต่พวกเจ้ายังไม่เหมาะสมที่จะเป็น!”

           “เยี่ยเป่าหลิน หรือว่าเจ้าคิดว่าวันนี้บ้านสกุลเยี่ยของเจ้าจะสามารถต่อกรกับพวกเราทุกคนได้อย่างนั้นหรือ?” ฉินจงฉยงแสดงแววตาที่ดุดัน

           “โครม……”

           ฉินจงฉยงเพิ่งพูดจบจู่ๆ ก็มีเสียงดังมาจากทางมุมด้านหนึ่งของถนนเป็นกลุ่มคนที่มีพลังปราณอันแข็งแกร่ง

           ทุกสายตาจับจ้องไปตามทิศทางนั้นมีกลุ่มม้าเหงื่อโลหิตกำลังควบมาทางนี้ ท่าทางของคนกลุ่มนี้ดูองอาจและน่าเกรงขาม

           “บ้านสกุลตู้มาแล้ว!”

           เมื่อเห็นนัยน์ตาของทุกคนก็สั่นไหวกองทัพที่ปรากฏตัวคือคนของบ้านสกุลตู้

           ตู้เจิ้นอู่ตู้เจิ้นซิ่ง และยอดฝีมือคนอื่นๆ ของบ้านสกุลตู้ รวมถึงท่านผู้อาวุโสใหญ่ของบ้านสกุลตู้เองก็มากันทั้งหมด

           “ฮ่าๆดูครึกครื้นดีจริงๆ ดูท่าข้ามาสายไปหน่อย”

           ตู้เจิ้นอู่หัวเราะออกมาเสียงดังกังวานพูดด้วยน้ำเสียงสดใส เขานั่งอยู่บนม้าเหงื่อโลหิตนำกองทัพอยู่ด้านหน้าเสื้อผ้าของเขาถูกพัดโชยตามลม ท่าทางของเขาดูสง่างามมาก

           เมื่อบ้านสกุลตู้มาถึงด้านนอกบ้านสกุลเยี่ยและอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับบ้านสกุลใหญ่บ้านอื่นๆฉินจงฉยงจ้องตู้เจิ้นอู่ พร้อมเอ่ยถามด้วยเสียงดังฉะฉานว่า “ตู้เจิ้นอู่ บ้านสกุลตู้ของเจ้าคิดจะช่วยเหลือบ้านสกุลเยี่ยจริงๆ หรือ?”

           ดูจากความสัมพันธ์ของบ้านสกุลตู้กับบ้านสกุลเยี่ยช่วงนี้การมาในครั้งนี้ของบ้านสกุลตู้ ทุกคนมองว่าบ้านสกุลตู้เป็นพันธมิตรกับบ้านสกุลเยี่ยบ้านสกุลตู้มาเพื่อช่วยเหลือบ้านสกุลเยี่ย

           “เป็นคนเมืองสือเฉิงแน่นอนว่าต้องทุ่มเทแรงเพื่อช่วยเมืองสือเฉิง ไม่อยากให้เมืองสือเฉิงต้องจมนองด้วยกองเลือดสิ”

           ตู้เจิ้นอู่กล่าว แม้เขาไม่ได้พูดอย่างชัดเจนแจ่มแจ้งทว่าความหมายทุกคนต่างก็เข้าใจดี

           อั้นชิงซงจ้องมองตู้เจิ้นอู่ด้วยแววตาอาฆาตวันนี้เป็นวันดีที่เหมาะแก่การคิดบัญชีกับบ้านสกุลตู้ “ตู้เจิ้นอู่ บ้านสกุลตู้เพิ่งผงาดรุ่งเรืองในเมืองสือเฉิงมาสิบกว่าปี คิดว่าจะมาอยู่ในฐานะเท่าเทียมกับพวกเขาได้แล้วจริงๆงั้นหรือ! น่าขำสิ้นดี!”

           “อั้นชิงซง เท่าที่ข้ารู้มา บ้านสกุลตู้ของข้าพำนักอาศัยอยู่ในเมืองสือเฉิงมาหลายรุ่นหลายสมัยยาวนานกว่าบ้านสกุลอั้นของเจ้าเสียอีก หากพูดถึงประวัติศาสตร์ความเก่าแก่ในเมืองสือเฉิงบ้านสกุลอั้นเทียบชั้นไม่ติดเลยล่ะ!” ตู้จื้อสยงพูดโต้กลับไปเสียงดังเมื่อพูดจบ ม้าเหงื่อโลหิตก็ผงาดหน้ายกขาหน้าสองข้างพร้อมกับร้องคำรามเป็นภาพที่ดูแล้วช่างน่าเกรงขามเหลือเกิน

           “เหอะไม่รู้จักกำลังความสามารถของตัวเอง หาเรื่องก่อภัยให้ตัวเองชัดๆ อย่างพวกเจ้าไม่สมควรจะมีชีวิตอยู่ต่อไปหรอก!” อั้นชิงซงตะโกนตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชา

           “สหายตู้ขอบใจมาก เมื่อเรื่องวันนี้ผ่านไป บ้านสกุลเยี่ยของข้าคงต้องติดค้างหนี้บุญคุณอันใหญ่หลวงกับบ้านสกุลตู้ของเจ้าแล้ว”

           เยี่ยเป่าหลินหันหน้าไปมองตู้เจิ้นอู่พร้อมกับพยักหน้าเพื่อแสดงความรู้สึกขอบคุณใบหน้าของเขาดูองอาจปราดเปรื่องอย่างมาก

           ตู้เจิ้นอู่หันหน้าไปถามเยี่ยเป่าหลิน “ไม่ทราบว่าหลานชายข้าเซ่าฝู่เป็นอย่างไร?”

           เยี่ยเป่าหลินตะลึงกับคำถามแต่ก็สามารถเข้าใจความหมายที่ตู้เจิ้นอู่อยากจะสื่อมาได้อย่างดี ยิ้มพร้อมกับกล่าวตอบไปว่า“สหายตู้เจ้าวางใจเถิด เซ่าฝู่อยู่ในเหลยฉือปลอดภัยดี และเขาได้ทำลายสถิติไปเรียบร้อยแล้วขณะนี้ก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะออกมาเลย น่าจะได้ประโยชน์จากเหลยฉือมากที่สุดและใช้เวลาในนั้นนานที่สุดในประวัติศาสตร์แล้วต่อให้ไม่มีเรื่องในวันนี้ เขาก็สามารถออกมาจากเหลยฉืออย่างปลอดภัยไม่มีอะไรต้องห่วง”

           “ทำลายสถิติแล้ว”

           คนในฝูงชนที่พากันมาอยู่ตรงนี้ อั้นหลง อั้นหู่ไป๋ไฉ่อีและคนอื่นๆ เมื่อได้ยิน ก็มีสีหน้าเคร่งขรึม นัยน์ตาสั่นไหว

    คล้ายกับเรื่องยุทธจักรเทพยุทธ์ (แปลจบแล้ว) ที่คุณอ่าน