เมืองหย่งผิง ทางทิศตะวันออกของแคว้นฉู่ ค่ายทหารตั้งอยู่ท่ามกลางทุ่งหญ้าแห้งอันกว้างไกล สายลมยามเย็นพัดผ่านธงทหารที่ปักเรียงราย เสียงผืนผ้ากระทบกันดังกรอบแกรบ คล้ายสะท้อนความอึมครึมในใจผู้คน
แม่ทัพใหญ่เซียวหลิงเจานั่งอยู่หัวโต๊ะประชุม เกราะเงินยังไม่ทันถอดออกจากร่าง ดวงตาคมกริบทอดมองแผนที่ที่คลี่อยู่ตรงหน้า เส้นทางหลายสายถูกขีดวงไว้ เป็นเขตที่ชนเผ่าเร่ร่อนหลายกลุ่มมักใช้เป็นที่เคลื่อนไหว รุกล้ำดินแดนแคว้นฉู่อยู่เนือง ๆ
การศึกครั้งนี้ เดิมทีฮ่องเต้ประกาศต่อหน้าขุนนางทั้งราชสำนักอย่างยิ่งใหญ่ ว่าจะส่งแม่ทัพเซียวหลิงเจาไปปราบปรามชนเผ่าเร่ร่อนให้สิ้นซาก พร้อมให้คำมั่นว่าจะสนับสนุนกำลังพลและเสบียงอาหารอย่างเต็มที่ เพื่อขจัดภัยคุกคามแคว้นฉู่ให้ราบคาบ
ทว่าเมื่อถึงวันออกทัพจริง กองกำลังที่ถูกจัดสรรกลับเหลือเพียงครึ่งหนึ่งของจำนวนที่รับสั่งไว้ เหตุผลที่ถูกหยิบยกขึ้นมาล้วนฟังดูสมเหตุสมผล ทหารส่วนใหญ่ยังมีบาดแผลจากศึกกับแคว้นเหลียงซาน อีกทั้งยังจำเป็นต้องเก็บกำลังไว้ป้องกันเหตุไม่คาดฝันภายในเมืองหลวง
นายทหารคนหนึ่งถอนหายใจ ก่อนเอ่ยเสียงต่ำ “กำลังพลของเราตอนนี้ ลำพังรักษาค่ายยังลำบาก หากต้องกระจายกำลังออกไปรบกับหลายเผ่าพร้อมกัน เกรงว่าจะ…”
คำพูดนั้นถูกกลืนหายไปในความเงียบ
เสบียงอาหารก็ไม่ต่างกัน จากที่ฮ่องเต้เคยรับปากว่าจะลำเลียงมาอย่างต่อเนื่องกลับถูกส่งมาทีละเล็กทีละน้อย บางคราวก็อ้างว่าเกวียนคว่ำระหว่างทาง บางคราวอ้างว่าข้าวเน่าเสียเพราะฝนตกหนักทั้งที่มิใช่ฤดูฝน จนบัดนี้เสบียงในค่ายเหลือเพียงพอให้ทหารประทังชีวิตไปวัน ๆ เท่านั้น
เซียวหลิงเจายกมือขึ้นเล็กน้อย เสียงในที่ประชุมก็เงียบลงในทันที
“ราชสำนักไม่ได้ลืมเรา” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่แฝงความเย็นชา “เพียงแต่มีผู้ไม่อยากให้ศึกครั้งนี้จบง่ายเกินไป”
นายทหารสิบกว่าคนที่ร่วมประชุมต่างสบตากัน ไม่มีผู้ใดโง่พอจะไม่เข้าใจ ความยิ่งใหญ่ของคำประกาศจากราชสำนักในวันนั้น กับความแร้นแค้นในวันนี้ ต่างกันราวฟ้ากับดิน
เซียวหลิงเจาเงยหน้าจากแผนที่ สายตากวาดมองเหล่านายทหารตรงหน้า
“ศึกใหญ่กว่านี้ เราก็เคยผ่านมาแล้ว พวกเจ้าไม่จำเป็นต้องไปสนใจว่าฝ่าบาทจะคิดสิ่งใด อย่างไรเสียเขาก็ไม่กล้าตัดเสบียงจนเราหมดหนทางเป็นแน่ หากทหารแนวหน้าถูกบีบคั้นถึงตายย่อมเกิดความโกรธแค้น และเรื่องนี้ย่อมถูกเปิดเผยในภายหลัง ฝ่าบาทไม่ปล่อยให้ไฟลุกลามมาถึงพระองค์เองหรอก”
เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวต่ออย่างเย็นชา
“สิ่งที่ฝ่าบาททำอยู่ตอนนี้ ก็เพียงต้องการสร้างความลำบากให้ข้าเท่านั้น”
ยังไม่ทันที่ใครจะเอ่ยตอบ หยางเหวินก็หัวเราะหยัน พลันคว้าชุดเสื้อเกราะที่วางพิงผนังกระโจม โยนขึ้นไปบนโต๊ะ
“ดูเอาเถิด! ของเก่าที่กองทัพเลิกใช้นานแล้ว ยังกล้าส่งมาให้แนวหน้า ไม่กลัวทหารจะแอบสาปแช่งเอาหรือไร!”
นายทหารอีกคนรีบลุกขึ้นห้าม สีหน้าเคร่งเครียด “หยางเหวิน ระวังคำพูดหน่อย ที่นี่มีเพียงพวกเราเท่านั้นที่ไว้ใจกันได้ ที่เหลือ…ยังไม่แน่ว่าฝ่าบาทจะส่งใครมาสอดแนมบ้าง”
หยางเหวินสบถเสียงต่ำสีหน้าไม่พอใจ ก่อนจะคว้ากระสอบผ้าขนาดเล็กโยนขึ้นมาบนโต๊ะอีกหลายใบ
“เช่นนั้นดูนี่! ใบชาทั้งนั้น ส่งมามากกว่าเนื้อหมูเสียอีก ฝ่าบาทคิดว่าที่แนวหน้า เรายังมีเวลานั่งต้มน้ำจิบชากันหรืออย่างไร!”
เท่านั้นยังไม่พอ เขาโยนกระบอกไม้ไผ่ปิดผนึกด้วยกระดาษขี้ผึ้งขึ้นมาอีกหลายท่อน ก่อนจะหยิบท่อนหนึ่งส่งให้เซียวหลิงเจา
“อย่างน้อยฝ่าบาทก็ไม่ลืมว่าท่านชอบดื่มชานี่”
เซียวหลิงเจารับกระบอกไม้ไผ่ไว้ ดวงตานิ่งสนิท
เขารู้ดีว่าภายในคือชาเหล็กดำ ‘อู๋เสวี่ย’ ชาที่รสฝาดขม กลิ่นควันหนัก ไม่เป็นที่นิยมในหมู่ผู้ดี แต่เขากลับดื่มมันมาตั้งแต่ยังเป็นทหารหนุ่ม เพราะรสขมจัดนั้นทำให้จิตใจตื่นตัว และเตือนให้ไม่ลืมรสชาติของสนามรบ
มุมปากของชายหนุ่มยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเหยียดบาง ๆ ที่ไม่ได้ปรากฏบ่อยนัก
“เอาชาเหล็กดำแจกให้ทุกคนในที่ประชุม ของดี ไม่ควรดื่มคนเดียว” เขาสั่งเสียงเรียบ
หยางเหวินรับคำอย่างรวดเร็ว
“ส่วนชาในกระสอบพวกนั้นก็ส่งออกไปให้ทหารทั้งหมด ให้พวกเขาได้มีอะไรอุ่นท้องบ้าง”
หยางเหวินกำลังจะหันไปจัดการตามคำสั่ง ทว่ากลับนึกขึ้นได้อีกเรื่องหนึ่ง เขาล้วงจดหมายที่ผนึกตราประทับอย่างเรียบร้อยออกมาจากอกเสื้อ แล้วยื่นไปข้างหน้า
“ท่านแม่ทัพ จดหมายจากเมืองหลวงขอรับ เป็นของฮูหยินใหญ่”
คำว่า ฮูหยินใหญ่ ทำให้บรรยากาศในกระโจมเงียบลงทันที
เซียวหลิงเจาเพียงปรายตามองไม่ยื่นมือไปรับ สีหน้าของเขาเรียบเฉยราวกับไม่ได้ยิน ทว่าในใจกลับไหววูบเล็กน้อย
หลายศึกที่ผ่านมา มารดาไม่เคยส่งจดหมายมาหาเขาแม้แต่ฉบับเดียว จดหมายครานี้…คงเป็นเพราะเรื่องของกวานซูเหยียน
เขาพอจะเดาได้ไม่ยาก นางชื่นชมลูกสะใภ้ผู้นั้นมาตลอด จดหมายฉบับนี้ คงเต็มไปด้วยถ้อยคำยกย่องนาง เพื่อให้เขาใจอ่อนและหันกลับไปสนใจเรื่องในเรือนบ้าง
รอบด้าน นายทหารทุกคนต่างเงียบงัน สายตาหลายคู่จับจ้องมาที่เขาอย่างลุ้นระทึก พวกเขารู้ดีไม่แพ้กัน ถังฮูหยินไม่เคยส่งจดหมายมาแนวหน้า และยิ่งไม่เคยส่งมาในยามศึก
แรงกดดันจากสายตาเหล่านั้นทำให้เซียวหลิงเจานิ่งไปชั่วขณะ เขาแสร้งทำเป็นไม่ใส่ใจ แม้ในใจจะเกิดความอยากรู้ขึ้นมาเล็กน้อย
สุดท้าย เขากล่าวเสียงห้วน “ข้าไม่มีเวลาสนใจเรื่องจดหมาย เจ้าอ่านให้ข้าฟังแล้วกัน” เซียวหลิงเจาหันไปสั่งหยางเหวิน ก่อนจะนึกขึ้นได้
หากปล่อยให้หยางเหวินอ่านทุกถ้อยคำออกมาต่อหน้าผู้คน แล้วถ้ามารดาเขียนสิ่งใดที่ทำให้เขาตกอยู่ในฐานะอับอาย หรือกล่าวถึงเรื่องในเรือนมากเกินไป ย่อมไม่งามยิ่งในยามศึก
เขาเป็นแม่ทัพ แนวหน้ามิใช่ที่สำหรับถ้อยคำส่วนตัว โดยเฉพาะถ้อยคำที่อาจสั่นคลอนศักดิ์ศรี ดังนั้นเขาจึงรีบกำชับอีกครั้ง
“เอาแต่สาระ ข้าไม่ต้องการคำพร่ำเพ้อ”
หยางเหวินรับคำสั่ง เปิดจดหมายออกอ่าน เพียงกวาดสายตาไปได้ไม่กี่บรรทัดสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนฉับพลัน ดวงตาเบิกกว้างอย่างห้ามไม่อยู่
ความผิดปกตินั้นทำให้คนอื่น ๆ ในกระโจมเริ่มกระสับกระส่าย สายตาหลายคู่จับจ้องไปที่หยางเหวินอย่างลุ้นระทึก
หยางเหวินกลืนน้ำลาย มือที่ถือกระดาษสั่นเล็กน้อย ริมฝีปากขยับราวกับจะพูดแต่กลับลังเล ไม่รู้ว่าควรเอ่ยออกมาหรือไม่
“จดหมายว่าอย่างไรเล่า อย่าทำให้พวกเราเสียเวลาสิ!” ทหารนายหนึ่งเร่งเร้า
หยางเหวินส่ายหน้า “เอาไว้ให้ท่านแม่ทัพอ่านเองก่อนนอนจะดีกว่าขอรับ” เขาพับจดหมายกลับคืนอย่างรวดเร็ว
เซียวหลิงเจาขมวดคิ้ว ความอดทนเริ่มหมดลง
“สรุปมา” เขากล่าวเสียงเย็น “เร็ว ๆ”
หยางเหวินสะดุ้งเฮือก ก่อนสูดลมหายใจลึก แล้วตะโกนออกมาราวกับตัดใจ
“ฮูหยินใหญ่..นาง..เขียนมาบอกว่า ฮูหยินท่านแม่ทัพ…หนีออกจากจวนไปแล้วขอรับ!”
คำพูดนั้นราวสายฟ้าฟาดกลางกระโจม
แววตาเซียวหลิงเจาวูบไหวเพียงเสี้ยวอึดใจก่อนจะกลับมาเย็นชาดังเดิมราวกับไม่สนใจแม้แต่น้อย เขาไม่กล่าวถ้อยคำใด ทำเพียงยกมือปิดแผนที่บนโต๊ะอย่างช้า ๆ ทว่าในอกกลับเดือดพล่าน
โกรธ ที่นางกล้าหนี ห่วง ที่นางอาจทำให้มารดาต้องเดือดร้อน และยิ่งโกรธ เพราะไม่ว่าผู้ใดจะมองมานางก็คือภรรยาของเขา!!
“น่าตายยิ่งนัก!!”
นายทหารในกระโจมต่างสัมผัสได้ถึงแรงกดดันที่แผ่ออกมาผ่านคำพูดประโยคเดียว พวกเขารีบลุกขึ้น ค่อยๆ ก้าวถอยหลังออกจากกระโจมไปอย่างเงียบงัน ไม่มีผู้ใดกล้าอยู่ต่อแม้แต่วินาทีเดียว
ไม่นานนัก เสียงฝีเท้ารีบร้อนก็ดังขึ้นหน้ากระโจม คำสั่งออกศึกถูกส่งออกมาจากกระโจมท่านแม่ทัพอย่างฉับพลัน
“เรียกรวมกองหน้า เตรียมเคลื่อนพลเดี๋ยวนี้!” เสียงของหยางเหวินดังชัด ฝ่าไปตามทางค่ายที่มืดสลัว
คำสั่งนั้นกะทันหันจนหลายคนชะงัก ทว่ามิใช่ผู้ใดจะแปลกใจได้จริง นายทหารบางคนสบตากันเพียงครู่เดียวก็เข้าใจตรงกันโดยไม่ต้องเอ่ยคำใด
ทุกคนต่างรู้ดี นี่มิใช่เพียงการเคลื่อนไหวทางทหาร หากเป็นการระบายโทสะของแม่ทัพใหญ่เซียวหลิงเจา โทสะที่ไม่มีผู้ใดกล้ารับไว้โดยตรง!