เอกไม่รู้ว่าเจมส์กับบาสจะไปกับเขาหรือไม่ เพราะการเก็บของเก่านั้นเป็งานที่ผู้อื่นรังเกียจ ทั้งคู่อาจไม่ไปกับเขาก็ได้
แต่ก็ผิดคาดเพราะทั้งคู่ตอบตกลงในทันที เพราะปกติพวกมันก็ไม่มีอะไรทำกันอยู่แล้ว
เมื่อตกลงกันว่าจะทำอย่างไรในการเก็บของเก่า เอกและผองเพื่อนก็กลับมาที่บ้านของเขาอีกครั้ง เพื่อเตรียมอุปกรณ์
หลังจากที่บ้านของเขาเกี่ยวข้าวเสร็จแล้ว รถเข็นพ่อแม่ก็ไม่ได้เอาไปทุ่งนาด้วย ดังนั้นมันจึงเหมาะมากสำหรับบรรทุกของเก่าที่เก็บได้
รถเข็นคันเดียวคงไม่เพียงพอ เตรียมถุงใส่ของเก่าไปด้วย เผื่อว่าจะเก็บได้เยอะ
เมื่อเตรียมการทุกอย่างเสร็จสิ้น เอกก็พาเจมส์กับบาสไปที่ท้ายหมู่บ้าน ซึ่งที่นั่นมีพื้นที่เผาขยะประจำหมู่บ้านอยู่
ด้วยเหตุนั้นจึงมีของเก่าจำนวนมาก ซึ่งผู้คนส่วนมากมองข้าม เพราะมันเป็ที่ที่ค่อนข้างสกปรก
(สงสัยว่าหมู่บ้านนั้นไม่มีรถเก็บขยะเหรอ? ใช่ครับ ก็เป็หมู่บ้านชนบทติดป่าสงวนไร้ความเจริญเข้าถึงนี่นา~)
ก่อนที่แก๊งสามหน่อจะไปที่ลานเผาขยะ พวกเขาก็ได้เข็นรถเข็นรอบหมู่บ้านหนึ่งรอบ เพื่อเก็บขวดน้ำ ขวดเหล้าเบียร์ ทุกสิ่งที่สามารถขายได้เป็อันดับแรก
หลังจากที่เก็บของเก่ารอบหมู่บ้านเสร็จ สามสหายเก็บของที่ขายได้มามากทีเดียว เพราะไม่ค่อยมีคนในหมู่บ้านทำแบบนี้สักเท่าไร
ก็อย่างว่า งานแบบนี้มันดูไม่ค่อยมีเกียรติ พวกชาวบ้านที่ห่วงหน้าตาของตนเองทั้งหลาย และกลัวการตกเป็ขี้ปากนินทาเป็ที่สุด จึงไม่มีผู้ใดกล้าทำอย่างเปิดเผย ส่วนมากจะเก็บของเก่าที่ตนเองใช้แล้วเท่านั้น
แต่สำหรับเอกที่เคยใช้ชีวิตในเมืองหลวงของประเทศมีประสบการณ์มากถึง30กว่าปีแล้วนั้น เื่ดูิ่นินทาขี้ปะติ๋วแค่นี้ เขาไม่สนใจหรอก ไม่สิ ไม่ให้ค่าด้วยซ้ำ ก็มันไม่ทำให้เขาอิ่มท้อง
ถ้าใส่ใจคำพูดของคนอื่น พลางทำให้จิตตกไปเปล่าๆ มีแต่ส่งผลเสียกับตนเอง ถ้าไม่มีอะไรทำให้ชีวิตดีขึ้น เขาไม่เก็บเอามาใส่ใจหรอก...
กว่าแก๊งสามหน่อจะไปถึงพื้นที่เผาขยะ พวกเอกก็ได้ขวดพลาสติก ขวดแก้วเยอะมากทีเดียว รวมถึงลวดเหล็กชิ้นเล็กชิ้นน้อยด้วย
เวลาผ่านไปครึ่งชั่วโมงเอกและผองเพื่อนก็มาถึงพื้นที่เผาขยะ หลายคนอาจสงสัยว่าพื้นที่เผาขยะมันจะไปมีอะไร ในเมื่อมันโดนเผาไปแล้วไม่ใช่เหรอ?
ผิดแล้ว ถ้าคุณนักอ่านที่เคารพเป็ผู้บรรลุนิติภาวะ หรือโตพอที่เข้าใจโลกแล้วละก็ คุณจะรู้ได้ทันทีเลยว่าอุปนิสัยของมนุษย์นั้นเป็เช่นไร
บางคนมีนิสัยดีหน่อยพอมีความรับผิดชอบอยู่บ้าง พวกเขาก็จะทิ้งขยะเป็ที่เป็ทาง บางคนนี่!?...เอาเป็ว่าไม่พูดถึงแล้วกัน ทุกคนคงรู้ดีอยู่แล้ว
เหมือนดั่งคนในหมู่บ้านของเอก ในเมื่อไม่มีคนรับผิดชอบพื้นที่เผ่าขยะ ดังนั้นแล้วทุกคนต้องรับผิดชอบขยะของตนเอง นี่คือกฎที่ส่วนรวมที่ทุกคนในหมู่บ้านตั้งไว้
แล้วคนในหมู่บ้านมีความรับผิดชอบทุกคนหรือเปล่าล่ะ? ไม่เลย! บางคนก็เผา บางคนก็เทขยะทิ้งแล้วกลับบ้านทันที ขยะที่กล่าวมามันไม่ใช่มีน้อยๆ ด้วย ดังนั้นที่แห่งนี้เป็ขุมทรัพย์ดีๆ นี่เอง
เอกมองไปยังพื้นที่100ตารางกิโลเมตรตรงหน้าด้วยแววตาที่ลุกวาว ถึงกลิ่นมันจะเหม็นไปหน่อยแต่ก็พอทนได้ เพื่อเงินแล้วละนะ
“เฮ้พวก! ถ้าเจอเหล็กเอาเหล็กก่อน รองลงมาคือพลาสติกใส ขวดแก้วเอาไว้ทีหลัง เรียงตามราคา ดีนะที่กูเอาที่เสริมยกสูงของรถเข็นมาด้วย ไม่งั้นเราขนได้น้อยแน่ๆ”
เมื่อเอกพูดจบทั้งสองคนก็รีบเก็บของทันทีเพราะไม่อยากอยู่ที่เหม็นๆ นี่นาน
ทว่าเด็กน้อยทั้งสองต้องเสียใจ เพราะเอกจะพาพวกเขามาที่นี่อีกหลายรอบอย่างแน่นอน
พอเวลาผ่านไปหนึ่งชั่วโมง รถเข็นบรรจุของเก่าก็เริ่มจะเต็มแล้ว ทุกคนที่กำลังเก็บก็เริ่มหยุดหาของ เพราะยังไงก็เอาไปไม่ได้อีก
แต่ขณะนั้นเองมีคนมาทิ้งขยะพอดี ซึ่งเป็คนที่เอกและเพื่อนๆ นั้นรู้จักดีเสียด้วย คนคนก็นั้นคือต๊ะคนที่ชอบหาเื่แก๊งเอกนั่นเอง
ต๊ะมีอายุมากกว่าเอกถึงสองปีมีรูปร่างเท่าๆ และเขาเป็คนที่แอบชอบพี่น้ำพี่สาวของเอกมาตั้งนานแล้ว โดยทุกครั้งที่เขาจะไปคุยและไปเล่นกับพี่น้ำ เอกจะคอยออกมาขัดขวางอยู่เสมอ ดังนั้นทั้งคู่เลยไม่ค่อยถูกกันเท่าไหร่
ถึงตอนนี้จะไม่ค่อยมาหาเื่เหมือนแต่ก่อน ไม่รู้เพราะโตขึ้นหรืออะไรก็ช่าง อย่างไรก็ตาม 'ต๊ะ' ก็เคยเป็คนที่พวกเขาทั้งสามเหม็นขี้หน้า พอพบหน้ากันจะกล่าวทักทายด้วยดีได้อย่างไร...
“อ้าวเฮ้ย!! พ่อเอกสุดหล่อของเราตกระกำลำบากถึงขั้นต้องมาเก็บของเก่าแล้วเหรอวะ! เอ้านี่ข้าให้ฮ่าๆๆ” พูดจบต๊ะก็โยนขยะมาทางเอก แต่ก็โยนไม่ถึงเพราะระยะทางไกลเกินไป
โยนเสร็จต๊ะรีบบึ่งปั่นจักรยานหนีไปอย่างรวดเร็ว เพราะกลัวโดนทั้งสามหน่อรุมกระทืบเหมือนเมื่อก่อน เขาไม่โง่พอที่จะเข้าไปฟัดกับทั้งสาม ทั้งที่เขาตัวคนเดียวหรอก
สามต่อหนึ่งยังไงก็ไม่มีทางสู้ไหว และเขาเองก็เคยสู้พวกมันมาแล้วด้วย วันนั้นสภาพของเขาแทบดูไม่ได้เลย...
“หน็อยไอ้บ้านั่น เจออีกทีพ่อจะอัดให้ร่วงเลย” เจมส์แค้นใจเป็พิเศษเพราะต๊ะเคยเอาขนมมากินอวดเขาอยู่บ่อยๆ
“ใช่พ่อจะเลาะฟันมันเอามาทำลูกหนังสติ๊ก” บาสกำหมัดแน่น ถามว่าทำไมต้องเป็ฟัน? ก็ต๊ะฟันเหยินไง!
“อย่าใส่ใจที่มันพูดเลย ถึงตอนนี้มันจะมีเงินมากกว่าเรา เอาขนมมากินอวดเราบ่อยๆ ก็เถอะ ในวันข้างหน้าเราจะมีมากกว่ามันเป็สิบเท่า ฉันให้สัญญา!” เอกพูดอย่างจริงจัง ก็ต๊ะเป็ลูกของแม่ค้าร้านของชำ ถึงร้านจะไม่ใหญ่ที่สุดในหมู่บ้านก็เถอะ แต่ก็เป็ครอบครัวก็มีการเป็อยู่ที่ดี
“แต่ตอนนี้เราเอาของพวกนี้ไปขายก่อน...”
“ได้ๆ”
ทั้งสามคนช่วยกันเข็นรถเข็นด้วยความยากลำบาก เพราะมันค่อนข้างหนักมากสำหรับเด็กอย่างพวกเขา ใช้เวลานานมากทีเดียวกว่าจะไปที่บ้านคนรับซื้อของเก่า.
..
หลังจากชั่งเสร็จ พ่อค้ารับซื้อของเก่าก็ทวนของที่ชั่งได้และเริ่มคิดเงิน
“เหล็ก20กิโล กิโลละ8บาท ขวดพลาสติก8กิโล กิโลละ12บาท ขวดแก้ว16กิโล กิโลละ4บาท รวมทั้งเป็320บาท เอ้านี่เงินของพวกเอ็ง”
“เฮ้ยเอก มันถูกเปล่าวะ?” เจมส์หันมาถามเอกด้วยความสงสัยเพราะกลัวว่าโดนโกง อีกอย่างเอกหัวดีที่สุดในแก๊งแล้ว
ร่างกายของเจมส์ดูสั่นเล็กน้อย บาสก็ไม่ต่างกันมากนัก เพราะเด็กอย่างพวกเขาไม่เคยที่จะได้เงินขนาดนี้มาก่อน
ในหมู่สามหน่อมีแค่เอกเท่านั้นที่นิ่งเฉย
ขณะเดียวกันเอกที่กำลังคำนวณในใจอยู่นั้น ก็พลางพยักหน้า “ถูกแล้ว งั้นเรากลับไปเอาที่เหลือมาขายให้หมดเถอะ”
“โอ้” ครั้งนี้เด็กน้อยทั้งสองตอบตกลงอย่างมีแรงฮึกเหิม ก็เงินดีขนาดนี้ จะไม่มีกำลังใจได้อย่างไร
ใช้เวลาอีกหนึ่งชั่วโมงทั้งสามคนก็เอาของเก่ากลับไปขายทั้งหมด ถึงจะไม่ได้เงินเยอะเท่าเดิมก็เถอะ เพราะครั้งนี้ไม่มีเหล็กเลย
อย่างไรก็ตามครั้งนี้ทั้งสามคนก็ได้เงินมาเพิ่มอีกตั้ง180บาทอยู่ดี
เอกแบ่งเงินให้คนละเท่าๆ กันเหลือ160บาทส่วนเศษที่เหลือนั้นเอาไปซื้อลูกอมแบ่งกัน แฟร์ดี ซึ่งไม่มีใครคัดค้านอยู่แล้ว เพราะวิธีนี้ยุติธรรมสุดนั่นเอง
จากนั้นทั้งสามหน่อก็แยกย้ายกลับบ้านอย่างมีความสุข...
ระหว่างเดินกลับบ้านนั้นจู่ๆ เอกก็คิดถึงอดีตที่ผ่านมา ภายในโรงงานที่เขาเคยทำงานอยู่ซึ่งมีพนักงานถึงหนึ่งพันกว่าคน หนึ่งคนอย่างน้อยก็ต้องดื่มน้ำชูกำลังหนึ่งขวดในแต่ละวัน ยังไม่รวมน้ำอัดลมแล้วก็น้ำผลไม้ ถ้าเขาเริ่มเก็บั้แ่ตอนนั้นเขาจะได้เท่าไหร่นะ...
...หนึ่งปีคงจะเยอะน่าดู...
คิดไปก็เสียใจเปล่าๆ ยังไงเขาก็ได้รับโอกาสย้อนกลับมาอีกครั้งแล้ว ในเมื่อเป็เช่นนี้เขาจะไม่ทำให้ชีวิตของตอนเองและคนรอบข้างที่เขารักต้องลำบากอีก...