***ภูติน้อยผู้มีความรัก [ลิลลี่ ออฟซิเดียน]
“เหวอ! ยิงกันตู้มตามเลยดอง!? ”
ข้างนอกกำลังเต็มไปด้วยแสงไฟกับเสียงระเบิดดังกู่ก้อง
ถึงจะอยู่ห่างไกลออกไปจนเห็นเป็นเมล็ดถั่ว แต่ความรุนแรงของมันช่างน่ากลัว จนเพียงแค่มองดูก็สัมผัสได้ถึงอันตรายของสงคราม
การโจมตีของยานอวกาศโบราณลึกลับ มันรุนแรงจนสามารถเปลี่ยนภูมิทัศน์ของทวีปได้ในพริบตาเดียว
ฉันเห็นแผ่นดินถูกกดจบยุบเป็นเส้นตรงยาว และเห็นกองเรือรบที่ยิ่งใหญ่ถูกคลื่นทะเลดูดกลืนจมหายไปต่อหน้า
“ไพไรต์ โทแพซ โนอาร์... พวกเธอแน่ใจจริง ๆ หรือ ว่านี่เป็นวิธีที่ถูกต้องแล้ว… ดอง…”
ฉันไม่อยากให้มีใครตาย เพราะความตายจากสงครามมันน่าเศร้า
เพียงแค่พริบตาเดียว กองเรือก็ถูกพวกโนอาร์จมหายไปในทะเลแล้ว
บนเรือลำนั้นมีทหารกี่ชีวิตกันนะดอง?
เรือบริวารหนึ่งลำคงมีไม่ต่ำกว่าสามถึงสี่ร้อยคน
แล้วอย่างเรือบรรทุกเครื่องบินกับเรือธงปืนใหญ่ละ?
คงมีไม่ต่ำกว่าหกร้อยชีวิตละมั้ง?
ชีวิตที่ต้องใช้เวลาหลายสิบปี ต้องมาจบลงเพียงพริบตาเดียวโดยไม่ทันได้กล่าวอำลาใคร
ตายไป… ในพริบตาเดียวเท่านั้น
“กำลังรู้สึกเศร้าอยู่หรือค่ะ~”
“...ดอง? ”
ใครกันนะ?
ฉันหันไปทางต้นเสียงนั้น
คนที่เข้ามาทักฉัน คือสตรีเผ่ามนุษย์นกที่มีใบหน้าอ่อนเยาว์น่ารัก
มีผมสีแดงตัดสั้น กับขนปีกสีขาวสลับแดงสวยงาม
ฉันรู้จักพี่สาวคนนี้
“คุณเปอร์ไซด์? ดอง? ”
พี่สาวคือคนที่เคยช่วยชีวิตฉันเอาไว้ ในตอนที่ฉันมาที่ทวีปแห่งนี้ครั้งแรก
เคยได้ยินมาจากท่านแม่กับท่านพ่อว่าเป็นเพื่อนเก่าแก่ และยังเป็นสุดยอดสิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกด้วย
แต่ฉันว่าพวกท่านน่าจะเล่นมุขกับฉันมากกว่า
ฉันคิดว่าพี่สาวก็แค่บินเก่งกว่าคนอื่นในเผ่าเท่านั้นเอง
ดูยังไง คนที่น่ารักบอบบางแบบนี้ ก็ไม่มีทางต่อสู้เก่งได้หรอกนะดอง
ว่าแต่ทำไมพี่สาวคนนี้ถึงเข้ามาพูดคุยกับฉันกันละดอง?
“คงกำลังคิดอยู่ว่าทำไมฉันถึงเข้ามาคุยใช่ไหมละคะ? มันไม่มีเหตุผลอะไรเป็นพิเศษหรอก แค่ว่าว่างอยู่เลยอยากหาคนคุยนะคะ~”
อะ… อ่านใจได้ด้วยหรือนี่? ดอง?
“หุ หุ หุ คงคิดว่าฉันอ่านใจได้สินะคะ~ แค่ว่ามันออกมาทางสีหน้า เลยพอจะเดาได้นะว่าคิดอะไรอยู่ค่ะ”
“...”
“นี่~ ดูนั่นสิ~ ที่เมืองของพวกเราเริ่มเปิดฉากป้องกันเต็มกำลังแล้วค่ะ~”
“ดอง? ”
ฉันมองผ่านหน้าต่างออกไปข้างนอก
ที่เมืองท่าทั้งห้า เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง
ที่ตรงนั้น มีวัตถุทรงไข่สีเทาขนาดสามเมตรจำนวนมากกำลังลอยอยู่
สิ่งนั้นถูกปล่อยออกมาจากฐานทัพที่สร้างกระจายอยู่ในป่ารอบนอกของเมืองทั้งสิบแห่ง
พวกมันลอยขึ้นไปที่เหนือกำแพง แล้วสร้างเส้นแสงเชื่อมต่อกันจนเป็นม่านสีฟ้า
ม่านสีฟ้านั้นดูอ่อนโยนและงดงาม มันเข้าปกคลุมเมืองทั้งสี่ในลักษณะรูปทรงของโดม
ไม่สิ
ม่านนั้นไม่ได้แค่ห่อหุ้มเมือง แต่มันจมลึกฝังลงไปในผิวดินเลยต่างหาก
มันจมลึกลงไปในผิวดิน ราวกับจะหยั่งรากลงไปมิให้ตัวมันเองสั่นคลอน
กำแพงเมืองเริ่มส่องแสงสว่างสีฟ้า แล้วหมุนวนเป็นวงแหวนรอบตัวเมือง
สิ่งนั้นเชื่อมกับม่านแสงสีฟ้า ประหนึ่งดั่งทำหน้าที่เป็นเข็มขัด ที่ไม่ยอมให้ม่านแสงขยายตัวออกจากขอบเขตของเมือง
หากจะพูดให้เห็นภาพอย่างง่าย คงต้องบอกว่ามันมีลักษณะเหมือนเมืองจำลองที่บรรจุในลูกแก้วสีฟ้าละดอง
เพียงแค่สามนาที เมืองทั้งห้าก็ถูกหุ้มด้วยโดมแสงสีฟ้า แล้วพาบินทะยานขึ้นท้องฟ้า
ใช่… มันบินขึ้นมาทั้งเมืองเลยละดอง
สิ่งก่อสร้างทรงไข่ที่บินวนรอบเมือง คือเครื่องจักรที่จำลองการทำงานการใช้พลังเวทมนตร์ของเผ่าภูติ
มันสามารถทำลายพันธะมวลสารทุกชนิดที่อยู่โดยรอบ รวมไปจนถึงสลายเพื่อสร้างพันธะอะตอมใหม่ขึ้นมาได้
หรือถ้าพูดให้เข้าใจง่าย มันก็คือ [คฑาเวทมนตร์] ขนาดยักษ์ที่สร้างด้วยพลังวิทยาศาสตร์นั่นเอง
พวกมันสร้างม่านพลังงานหุ้มทั้งเมือง แล้วปรับความหนาแน่นโดยรวมของภายในม่านบาเรีย กับภายนอกบาเรีย จนทำให้ตัวมันเองลอยอยู่ในอากาศ เสมือนหนึ่งเป็นเรือดำน้ำที่ลอยอยู่ในน้ำทะเลลึก
ไม่เพียงแค่เมืองทั้งห้า แม้แต่ฐานทัพนอกเมืองที่มีด้วยกันถึงสิบจุดก็ยังบินขึ้นมาในลักษณะที่ไม่ต่างกัน
สะ… สุดยอดไปเลยดอง
"แบบนี้… ดูท่าจะรุนแรงขึ้นแล้วสิน้า~ ว่าแต่… ความรู้สึกที่ไม่อันตรายนี้… อนาคตคงไม่น่าเป็นห่วงหรอกมั้ง? "
"ดอง? "
คุณพี่เปอร์ไซด์พูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่ผ่อนคลาย ก่อนจะพยักหน้าเหมือนเข้าใจอะไรสักอย่าง แล้วเดินกลับไปรวมกลุ่มกับผู้อำนวยการบานาที่กำลังโดนเมียจับตีก้นอยู่ทางด้านหลัง
อะไรของเขากันนะ?
ว่าแต่ท่าน ผอ. บานา…
" ขะ… ขอโทษจ๊ะที่รัก… พี่… พี่จะไม่แหย่สาวอื่นเล่นอีกต่อไปแล้ว… เจี๊ยก! "
สภาพที่ถูกคุณภรรยาตีก้นต่อหน้าสาธารณชน… มันช่างสุดจะหาคำมาบรรยายจริง ๆ เลยดอง
"..."
หมดกัน ภาพลักษณ์ของยอดวีรบุรุษของฉัน
ดอง…
ฉันเบือนสายตาหนีจากสิ่งไร้สาระตรงหน้า แล้วหันไปสังเกตุการข้างนอกต่อ
เมืองทั้งห้า กับฐานทัพทั้งสิบที่บินขึ้น กำลังเผชิญหน้ากับภาพของไพไรต์ขนาดยักษ์ที่ถูกฉายขึ้นเหนือทวีป
ก้อนทรงกลมสีฟ้า กับบุรุษสิงโตร่างยักษ์ที่มียานอวกาศเก่าเก็บเป็นฉากหลัง
มันช่างดูตลกขบขัน แต่กลับให้ความรู้สึกที่กดดันอย่างน่าประหลาด
ประหนึ่งดั่งกำลังดูหนังสัตว์ยักษ์ถล่มเมือง ที่กำลังเผชิญหน้ากับกองทัพอันเกรียงไกร
แล้วการต่อสู้ก็เริ่มขึ้น
ฝ่ายที่เปิดฉากโจมตีก่อนไพไรต์
เขากวาดวาดมือไปในท้องฟ้า
หมูเมฆที่ผ่านมือของเขา ฉับพลันกลายเป็นสีดำ แล้วปล่อยสายฟ้าฟาดสีแดง แฉลบผ่านท้องนภาสู่เมืองตรงหน้า
สายฟ้านั้นมีขนาดใหญ่มาก ใหญ่จนกินพื้นที่ถึงหนึ่งในห้าของขนาดเมือง
วิสัยทัศน์ตรงหน้าพร่ามัวฉับพลัน
อึ๊ก… แสบตาอ๊ะดอง
แต่ยังพอมองเห็นว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นตรงหน้า
แสงไฟที่สาดส่องนั้น ทำได้แค่วิ่งไหลไปตามผิวบาเรียสีฟ้าเท่านั้น
แต่ราวกับว่าต้องการล้มศัตรูตรงหน้าให้สิ้นซาก
ไพไรต์ยังคงโบกโจมตีใส่ด้วยสายฟ้าอย่างต่อเนื่องไม่ยอมหยุด…
"เจ้าบ้าไพไรต์ ไหนบอกว่าจะทำสงครามจอมปลอมไม่ใช่หรือดอง! "
ถ้าเมืองถูกทำลาย มันจะต้องมีคนตายมากมายเลยนะดอง!
ที่สำคัญ พ่อกับแม่เองก็อาจจะอยู่ในเมืองด้วยดอง!
ถ้ามาให้เหตุผลทีหลังว่า "เผลอตัว" ละก็ ฉันไม่ยอมยกโทษให้นายแน่นอนดอง!
"... หยุดโจมตีได้ซะทีดอง"
ฉันไม่รู้ว่าไพไรต์หมดแรงหรือโนอาร์หมดแรง
หรืออาจจะรู้ตัว ว่าโจมตีต่อไปก็เปล่าประโยชน์
เพราะผลลัพธ์ของการโจมตี คือสภาพของเมืองที่ไร้ซึ่งรอยขีดข่วนแม้แต่มิลลิเมตรเดียว
".. หืม? นั่นมัน? คิดที่จะโต้กลับหรือดอง? "
กระแสไฟฟ้าที่โจมตีอาบลงไปบนผิวของบาเรีย กำลังวิ่งไหลไปรวมที่หน้าผิวของแต่ละเมืองกับฐานทัพ
กระแสไฟฟ้าเหล่านั้น เริ่มก่อตัวเป็นก้อนพลังงานสีฟ้าอมแดงขนาดใหญ่ดั่งดวงอาทิตย์ขนาดย่อม
มันถูกนำมารวม แล้วลั่นยิงออกไปเป็นลำแสงสังหาร
แผ่นดินถูกเป่าแยกออกเป็นสองส่วน
เสียงทำลายล้างดังกังวาล
มวลอากาศถูกเป่ากระจาย จนแม้แต่เครื่องบินลำนี้ที่บินอยู่ห่างออกมา ยังต้องสั่นไหวอย่างรุนแรง
"พลังสุดยอด! "
ลำแสงนั้นพุ่งทะลุภาพของไพไรต์ เป่าสนามรบที่น่านฟ้าระหว่างกองยานโดรนกับแมงกะพรุนจนแหลกทั้งสองฝ่าย แล้วไปหยุดลงที่ม่านบาเรียสีดำอันมืดมิด
แต่พลังงานมหาศาลนั้น กลับถูกวังวนสีดำจับเหวี่ยง แล้วแตกสลายหายไป ไม่ต่างจากกระสุนเรลกันที่ยิงออกไปนัดแรก
"... ถ้าบาเรียของพวกเราคือดูดซับพลังงานแล้วยิงสวนกลับ ของโนอาร์ก็คือปล่อยให้ไหลไปตามผิว แล้วสลายหายไปเองสินะดอง? "
ฉันคิดว่าหลักการน่าจะเป็นแบบนั้น
ต่างฝ่ายต่างไม่สามารถเจาะบาเรียของอีกฝ่ายได้
แต่ถึงจะเป็นแบบนั้น พวกเขาก็ยังยิงตอบโต้ด้วยอาวุธระยะไกลอย่างไม่ขาดสาย
การโจมตีของไพไรต์จะเน้นไปที่ลำแสงเลเซอร์สีแดง กับคลื่นสนามแม่เหล็กที่บดขยี้ได้แม้แต่ขุนเขา
ส่วนฝ่ายของพวกเรานั้น จะเน้นไปที่หัวรบจรวดนำวิถี ปืนใหญ่ คลื่นพลาสม่า กับการสะท้อนพลังกลับด้วยม่านบาเรียที่ยิงออกมาจากฐานทัพทั้งสิบที่บินรอบนอก
ส่วนตัวเมืองทั้งห้านั้น พวกมันเริ่มหนีออกจากสนามรบ ขยับเคลื่อนตัวไปทางมหาสมุทรอย่างช้า ๆ ราวกับจะหนีไปให้พ้นจากระยะโจมตีของโนอาร์
ไม่เพียงแค่อาวุธที่ยิงสาดกระสุนใส่กัน แต่ยังมีบรรดาโดรนสงครามที่ปล่อยออกมาบินโฉบเฉี่ยวใส่กันด้วย
โดรนสงครามของโนอาร์จะถูกสร้างไปทางรูปลักษณ์ของแมงกะพรุนกับปลาหมึก ในขณะที่ของฝ่ายเราคือเครื่องบินไอพ่นที่กางปีกเหล็กพุ่งทะยานอย่างรวดเร็ว
เพราะการรบพุ่งที่รุนแรงนี้ เลยยังทำให้พวกเราบินกลับเข้าไปในเมืองไม่ได้
แถมสงครามชิงน่านฟ้ากับสงครามแลกกระสุนก็ดูท่าจะกินเวลาอีกยาวนาน
เพราะมันไม่มีใครที่ได้เปรียบหรือเสียเปรียบอีกฝ่ายเลย
"... เล่นตลกอะไรกันเนี่ยดอง? "
พวกเขายิงแลกกันอย่างไม่เหน็ดเหนื่อยร่วมนานกว่าสิบนาที
ยิงใส่กันทั้งที่ทราบดีว่าไม่สามารถทำอะไรอีกฝ่ายได้
เพราะบาเรียมันแข็งพอกันทั้งสองฝ่าย
หรือว่าพวกเขากำลังวิเคราะห์จุดอ่อนในระหว่างที่ยิงกันหรือเปล่าดอง?
… ก็ไม่น่าจะใช่
แถมการสาดกระสุนใส่กันที่เกิดขึ้น แทบจะไม่ทำลายธรรมชาติโดยรอบเลยสักนิด
ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับพื้นทวีป มีแค่การโจมตีใหญ่สองสามครั้งแรกเท่านั้น
ฉันไม่แปลกใจการโจมตีของฝั่งไพไรต์ เพราะเขาต้องต่อสู้เพื่อปกป้องทวีปนี้
แต่ฝั่งฉันนี่สิ
พวกเขาไม่มีความจำเป็นต้องเกรงใจทวีปนี้เลยสักนิด
อาวุธที่รุนแรงกว่านี้มันก็มีอยู่ไม่ใช่หรือดอง?
ถึงจะดีใจที่ไม่ถูกนำมาใช้ แต่มันก็อดสงสัยไม่ได้ ว่าทำไมถึงไม่ยอมใช้มัน
ทำไมต้องมายิงแลกสาดกระสุนห่วย ๆ ให้เปลืองเล่นแบบนี้ด้วยละ?
นี่เหมือน… จงใจยิงแลกเพื่อให้เปลืองทรัพยากรเล่นมากกว่า
"... หนูลิลลี่ ตอนนี้หรี่ตาลงน่าจะดีกว่านะค่า~"
พี่สาวเปอร์ไซด์เตือนฉันมาจากด้านหลัง
ฉันหันไปมองทางต้นเสียงนั้น
พี่สาวนกน้อยน่ารักคนนั้น กำลังใช้ปากกาในมือวาดเล่นบนก้นของ ผอ. บานา ที่บวมแดงเพราะพึ่งโดนคุณภรรยาตีก้นมาอยู่
เออ… คน ๆ นี้รู้ถึงสถานการณ์ปัจจุบันกับเขาบ้างไหมเนี่ยดอง?
ว่าแต่ที่ให้หรี่ตานี่… เชื่อหน่อยน่าจะดี
เพราะเผ่ามนุษย์นกนั้น ว่ากันว่ามีสัญชาตญาณที่เฉียบคมมาก
"ยี่~ ตา~ ดอง~"
หรี่ตา… หรี่ตาตา…
หรี่…
ดอง…
คร๊อก….
Zzzz…
***
การโจมตีสุดท้ายได้เกิดขึ้นในระหว่างที่ลิลลี่นอนหลับไปแล้ว
แสงสว่างนั้น กำลังเริ่มเจิดจ้าขึ้นเหนือผืนทวีปที่วุ่นวาย
แสงนั้นมีด้วยกันอยู่สองสี
ฝั่งหนึ่งคือสีแดง
ฝั่งหนึ่งคือสีฟ้า
ฝั่งสีแดงถูกยิงลงมาจากท้องฟ้า ยิงมาจากจากส่วนยอดของยานที่ทะลุเมฆขึ้นไป
ประหนึ่งดั่งเป็นความพิโรธของพระเจ้า
ส่วนแสงสีฟ้า ถูกยิงมาจากฐานทัพทั้งสิบที่บินมารวมตัว แล้วรวมพลังงานของม่านบาเรีย ยิงเป็นลำแสงพลาสม่าสีฟ้าสวนกลับออกไปขึ้นท้องฟ้า
ประหนึ่งเป็นเปลวไฟจากอเวจี ที่หมายจะใช้เพื่อทำลายสรวงสวรรค์ให้ร่วงหล่น
พลังงานสีแดงกับพลังงานสีฟ้า แสงทั้งสองเริ่มปะทะกันใจกลางอากาศ
พวกมันเข้าปะมะ แล้วสลายหายไปแทยจะในพริบตา
เมื่อสิ้นการโจมตี ทุกอย่างก็สงบลง
แม้แต่การโจมตีสุดยอดยังถูกสกัดได้ แล้วใยจะต้องยิงโต้กันอีกเล่า?
อีกฝ่ายเองก็มิอาจเจาะบาเรียของเราได้
ด้วยความคิดเช่นนี้ เลยทำให้โนอาร์ล้มเลิกความคิดที่จะโจมตี
ในทางกลับกัน อีกฝ่ายเองก็หยุดยิงด้วยเหตุผลที่คล้ายกัน
ไม่มีเสียงของอาวุธ ไม่มีเสียงระเบิด
แม้แต่ทหารฝ่ายชนเผ่าสัตว์ ยังถึงกับหยุดเคลื่อนทัพเพราะสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า
ทุกสิ่งล้วนสงบหยุดนิ่งลง
หยุดนิ่ง… เพื่อรอรับพายุลูกใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้