[อ้อแอ้อู้โอ้ว!] พ่อของข้าคือผู้กล้าอันดับหนึ่ง!

    บทที่ 13 วิกฤตแห่งเขาซุยซาน


    error loadedณ หมู่บ้านวายุพิรุณท่ามกลางยามเย็นก่อนเข้าสู่ช่วงกลางคืน ในห้วงเวลาราตรีที่เจ็ดของงานเทศกาลพญามังกรเฮอเหลียว ตามฤกษ์คือคืนพระจันทร์เต็มดวง ถือเป็นช่วงเวลามงคลสำคัญยิ่งสำหรับเหล่าชาวบ้าน พวกเขาจะจุดตะเกียงและคบเพลิงโดยแขวนประดับเอาไว้ทั่วทุกที่ นอกจากนี้จะเตรียมธงทิวรูปพญามังกร ธงประจำจักรวรรดิต้าจินมาแขวนไว้บนเสาธงให้โบกสะบัดทั่วกันเทศกาลครั้งนี้เป็นการรวมผู้คนจำนวนมากจากหลากหลายท้องถิ่น เดินทางมาเพื่อร่วมกันเฉลิมฉลองตลอดทั้งสัปดาห์ งานรื่นเริง มหรสพอันแสนอลังการจะถูกจัดขึ้นตามจัตุรัสทุกมุมเมือง ประกอบด้วยกิจกรรมแสงสีนานาชนิด ทั้งเชิดมังกร ตีกลองชัย ละครกลางแปลง มายากลและการเต้นรำก็มีเช่นกันสิ่งที่ขาดไม่ได้คือสุราอาหารเลิศรสถูกจัดทำอย่างพิถีพิถันเป็นพิเศษ เพื่อให้ทุกคนได้อิ่มหนำสำราญภายในงานรื่นเริงและได้รับชมพลุดอกไม้ไฟบูชาพญามังกร อันเป็นส่วนสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของงานเทศกาลเฉลิมฉลองตำนานช่วงเทศกาลพญามังกรเฮอเหลียว เป็นเวลาสำคัญของการรำลึกถึงวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ตลอดเจ็ดวันเจ็ดคืนของเทพเจ้ามังกร ผู้คุ้มครองจักรวรรดิต้าจินจากมหาเภทภัยอันชั่วร้ายกล่าวคือครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เมื่อหลายพันปีก่อน ประเทศแห่งนี้ได้เข้าสู่ยุคแห่งสงคราม ในยามยุคเข็ญนั้นมีอสุรกายมาโจมตีชาวบ้านมิได้ขาดสาย บ้านเมืองลุกเป็นไฟ สารพัดโรคภัยไข้เจ็บ โจรปล้นทรัพย์และปัญหาความอดอยากเมื่อนั้นเอง ท่ามกลางช่วงเวลาตะวันตกดิน พญามังกรเฮอเหลียวก็ปรากฏกายลงมาจากฟากฟ้า ลงมาจากยอดเขาสูงซุยซานอันแสนหนาวเหน็บ...‘…เราจะช่วยเหลือพวกเจ้าทุกคน ด้วยพลังและสติปัญญาทั้งหมดที่มี’เทพเจ้าผู้แข็งแกร่งและเปี่ยมด้วยเมตตาได้ช่วยเหลือผู้คนอย่างแข็งขันบรรดาสัตว์อสูรทั้งหลายต่างพ่ายแพ้ต่ออิทธิฤทธิ์อันแก่กล้า จนไม่กล้ามาย่างกรายดินแดนมนุษย์อีกท่านเทพมังกรได้ออกเหาะเหินเคลื่อนร่างอันมหึมา เดินทางท่องไปยังทั่วทั้งแผ่นดินต้าจินเพื่อขจัดกลียุคตำนานเล่าว่าเทพมังกรช่วยเยียวยาต้าจินจนหมดสิ้นทุกข์โศกปัญหาทั้งปวงได้ในเจ็ดวัน จากนั้นแล้วเทพเฮอเหลียวจึงเสาะแสวงหาสถานที่อันอบอุ่นและปลอดภัย ท่านเนรมิตสร้างเมืองให้แก่ปวงชนขึ้นมาใหม่...ซึ่งในปัจจุบันก็คือ เทียนอัน เมืองหลวงของจักรวรรดิต้าจินนั่นเอง...หลังจากนั้นพญามังกรก็โผบินขึ้นสู่ท้องฟ้า กลับไปปลีกวิเวก ยังเทือกเขาซุยซานอันหนาวเย็น และไม่มีใครพบพานท่านอีกเลย...จากตำนานเล่าขานเรื่องท่านเทพมังกรลงมายังโลกมนุษย์ เพื่อช่วยเหลือผู้คนให้รอดพ้นจากเภทภัย จึงถูกนักกวีนำมาขับขานร้องเป็นเพลง รูปร่างมังกรเฮอเหลียวได้ถูกสลักเกียรติคุณลงบนผืนธง เป็นธงประจำจักรวรรดิ และมีการจัดงานเทศกาลบูชา เพื่อเชิดชูและเคารพพญามังกรสืบมาจวบจนปัจจุบัน...“ต่อจากนี้ไปขอเชิญทุกท่านเตรียมตัวรับชมชุดพลุดอกไม้ไฟชุดพิเศษ ในการเฉลิมฉลองทวยเทพพญามังกรเฮอเหลียวแห่งภูเขาซุยซาน! ขอเชิญทุกท่านรับชม ขอเชิญรับชม!”ชาวบ้านผู้หนึ่งประกาศด้วยเสียงอันดัง ก่อนที่กลองชัยถูกตีขึ้นระรัว เป็นสัญญาณการเริ่มต้นของพลุดอกไม้ไฟ ชาวบ้านต่างเริ่มแห่แหนไปจับจองพื้นที่ที่มองเห็นทิวทัศน์ภูเขาซุยซานในทันที บ้างปัดกวาดพื้นแล้วนั่งลงไม่สนสภาพอากาศอันหนาวเหน็บ บ้างก็พาลูกเล็กเด็กแดงมาปูเสื่อกางผืนผ้ากันทั้งครอบครัวเพื่อรับชมความบันเทิงแห่งแสงสีสัน         ตูมมม!เสียงระเบิดดังขึ้นท่ามกลางชาวบ้านที่กำลังรอรับชม เสียงฮือฮาของหมู่คนดังขึ้นในทันที...หากแต่นั่นไม่ใช่เสียงของดอกไม้ไฟแต่อย่างใด         ครืนนนนนนนนนนนนนน!!!“กริ๊ดดดดดดดดดด”เสียงระเบิดดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงกรีดร้องของประชาชนที่เห็นภาพตรงหน้าแสงเปลวไฟสีฟ้าระเบิดขึ้นอย่างรุนแรง ณ ตรงยอดภูเขาซุยซานอันเป็นที่สถิตของพญามังกรเฮอเหลียวภาพที่ทุกคนกำลังเห็นคือหมู่มวลหิมะมหึมากำลังถล่มครืนลงมาอย่างรวดเร็ว!!


    ...ย้อนกลับไปในวันแรก ที่คณะซือหลินมายังถ้ำพญามังกรเฮอเหลียวภายในถ้ำน้ำแข็งขนาดมหึมาของพญามังกรเฮอเหลียว มีช่องโพรงกับหลุมอยู่มากมายหลายแห่ง กล่าวได้ว่าเป็นดินแดนเขาวงกต มันคือสถานที่ที่แสนลี้ลับและสลับซับซ้อนมากที่สุดแห่งหนึ่งในจักรวรรดิต้าจิน ภายในถ้ำมีช่องทางเข้าออกอยู่มากมาย ทว่าหลายช่องทางพังถล่มตามกาลเวลา หลายช่องทางก็เป็นทางตัน หลายช่องนำพาไปสู่หุบเหวลึกอันแสนอันตราย...มีเพียงผู้อาศัยอยู่นับพันปีและลูกศิษย์เพียงคนเดียวอย่างซือหลินเท่านั้น ที่ล่วงรู้ลู่ทางทั้งหมดของถ้ำแห่งนี้...เพื่อไม่ให้คณะของตนหลงทาง ซือหลินจึงใช้อุปกรณ์ที่ขนมาโดยเจ้าลมกรดออกมาใช้ นั่นคือตะเกียงและเชือกยาวเส้นหนาสีแดงสด ซือหลินจุดไฟตะเกียงให้มันส่องสว่างนำทาง พร้อมทั้งผูกเชือกโยงตามทางเอาไว้ เพื่อไม่ให้หลงทางด้วยอีกชั้นหนึ่ง“คำสอนการฝึกพิเศษของวันนี้นะ เวทิน เจ้าต้องจำไว้ว่าต้องเตรียมพร้อมรับมือเสมอ!”ซือหลินกล่าวขึ้นกับเวทิน ขณะที่มองออกไปยังวิวทิวทัศน์ด้านนอก ตอนนี้พวกเขากำลังยืนอยู่บริเวณหน้าถ้ำซึ่งอากาศหนาว และมีลมแรงพัดอยู่ตลอดเวลา“แต่ว่าข้ายังไม่สันทัดเรื่องอาวุธเท่าไรนักนะครับ”เด็กชายนักบวชตอบ พลางมองดาบสั้นซึ่งเป็นอาวุธของตน“ข้าคิดว่าตัวเองยังไม่พร้อมนัก”“ไม่เป็นไรหรอก”ซือหลินปลอบ“บางครั้งคนเราก็พร้อม แม้แต่ตอนที่เรารู้สึกว่าจะไม่พร้อมก็ตาม ทีนี้ลองชักดาบออกมาแล้วซิ มันพอใช้ได้ไหม”“เดี๋ยวก่อน นี่เจ้าสอนอะไรที่นี่เนี่ย?”เพตราถาม เธอเดินเข้ามาใกล้อย่างรวดเร็ว“จะช้าหรือเร็ว เขาต้องเรียนรู้เรื่องนี้นะ”ผู้กล้าวัยลุงกล่าว“มันก็ใช่ แต่สอนที่นี่ไม่ดีเลย ให้เวทินไปอยู่ข้างในเถอะ จะให้เด็กๆ มาอยู่ข้างนอกแบบนี้ได้ยังไงกัน”เพตราแย้ง ก่อนหันไปหานักบวชวัยสิบปีที่อยู่ใกล้ตัว“ไปเถอะเวทิน เดี๋ยวตรงนี้ข้ากับซือหลินจะดูแลจัดการเอง”เวทินก้มหน้าลงเล็กน้อยก่อนตอบตามตรง“แต่ว่าข้าอยากช่วยเป็นกำลังให้พวกท่านทั้งสองนะครับ”เพตรายิ้มน้อยๆ ก่อนลูบหัวของเขา“ข้าชอบในน้ำใจเจ้า แต่การปกป้องทุกคน ก็เป็นหน้าที่ของข้าเช่นกัน”เธอพูดอย่างอ่อนโยน“เช่นนั้นเจ้าช่วยดูแลฟานแทนซือหลินได้ไหม”ซือหลินนิ่วหน้าก่อนเอ่ย“ลูกสาวสุดที่รักของข้า ซือหลินคนนี้ดูแลได้อยู่แล้ว!!”“ท่านอาจารย์ก็พูดอยู่หยกๆ เจ้าจะทำเป็นหูทวนลมไม่ได้นะ!”‘มันจะลำบากตรงที่เจ้าไม่มีอาวุธ เจ้าแก่งั่กไปสู้พวกอสุรกายมือเปล่า พร้อมกับกระเตงปกป้องลูกของเจ้านี่แหละ ข้าเป็นห่วงจุดนี้มากกว่า!’คำพูดของเฮอเหลียว มังกรในร่างมนุษย์ดังก้องขึ้นในหัวซือหลิน“...เจ้าไม่รู้หรอกว่าตอนที่ลูกสาวสุดที่รักหายไปจากเปล มันน่ากลัวแค่ไหน ข้าจะไม่อยู่ห่างจากนางเด็ดขาด!”อัศวินหญิงเหล่ตาไปทางอื่นก่อนพูดอย่างใจเย็น“เรื่องที่เจ้าพูดก็ถูกต้อง ข้าไม่รู้ว่าเจ้ารู้สึกอย่างไร...”เพตราลูบเรือนผมของตนพลางพูดต่อ“แต่เจ้าจะต่อสู้โดยอุ้มกระเตงลูกสาวแบบนี้ไม่ได้นะ นึกถึงตอนอ่าวตะวันดูซิ อย่าลืมซิว่าเจ้าต้องสาปอยู่ ขนาดจะเดินเหินยังลำบากปวดเมื่อยอยู่เลยไม่ใช่หรือไง?”เมื่อถูกโต้แย้งอย่างตรงจุด ผู้กล้าวัยกลางคนจึงทำหน้าปั้นยาก ถอนหายใจเบาๆแล้วจึงจำยอม“เฮ้อ ข้าเข้าใจแล้ว ฝากลูกสาวข้าหน่อยนะเวทิน อุ้มระวังล่ะ นางกำลังหลับสนิท”ว่าแล้วซือหลินก็ปลดผ้าพันทารกน้อยออก ฟานดวงตากลมใสกระพริบ มองไปรอบด้านอย่างรวดเร็ว"โอ้ ตื่นแล้วหรือลูกรัก ดูดวงตากลมโตเป็นประกายนั่นซิ เป็นเด็กดีอยู่กับพี่เวทินก่อนนะ เดี๋ยวพ่อเสร็จธุระจะรีบบึ่งไปหาหนูเลยนะจ๊ะคนดี" ซือหลินบีบเสียงหวานคุยกับลูกสาว จบที่จูบที่หน้าผากก่อนจะส่งฟานให้กับเวทินเวทินค่อยๆประคองร่างทารกก่อนเอ่ยอย่างแผ่วเบา“ไม่ต้องห่วงนะครับท่านซือหลิน ข้าจะดูแลลูกสาวท่านอย่างดี” ผู้กล้าวัยกลางคนพยักหน้าตอบรับ“ไปอยู่กับท่านพญามังกรใกล้ห้องถลุงเหล็ก น่าจะอบอุ่นที่สุด เจ้าเดินตามเส้นด้ายไปนะ ระวังอย่าเดินออกนอกเส้นทางล่ะ”เพตราชี้ไปที่เส้นด้ายสีแดงที่โยงยาวหายลับเข้าไปกับความมืดในถ้ำ“ครับ ท่านเพตรา”เวทินตอบ เขาค่อยๆเดินเข้าไปภายในถ้ำพร้อมฟานอย่างใจเย็น สองผู้กล้ามองร่างเล็กของเด็กชายไปจนสุดลับสายตา ซือหลินก็เอ่ยขึ้นมา“ลูกข้ายังไม่ถึงขวบปี ข้าต้องฝากนางไปอยู่ชายอื่นเสียแล้ว เฮ้อ”พูดพลางเกาผมสีดอกเลาดังแกรกๆ“พูดจาอะไรของเจ้าเนี่ย...ทำตัวเหมือนคนแก่จริงๆไปได้”“ข้าก็แก่จริงอยู่นี่ไง...ถึงไม่อยากยอมรับความจริงข้อนี้แต่ข้ากลายเป็นคนแก่อารมณ์แปรปรวนไปแล้ว”ซือหลินหันกลับไปยังปากถ้ำ มองก้อนหิมะขาวโพลนด้านนอก“ช่างเป็นคำสาปอาถรรพณ์พิลึก!”“…ว่าแต่ว่าเจ้าไปเอาอาวุธพวกนี้มาจากไหนน่ะ?”ดาบ หอก ลูกธนู ขวานและอื่นๆ กองอาวุธสารพัดชิ้นถูกวางกองพะเนินสูงเท่าหัวเข่าของซือหลินที่นั่งอยู่ ผู้กล้าวัยกลางคน เหลือบมองกองอาวุธเล็กน้อยก่อนหันไปตอบเพื่อนผู้กล้าหญิงตามจริง“…ข้าเดินเก็บระหว่างทางเดินในถ้ำท่านอาจารย์นั่นแหละ ตั้งแต่เมื่อก่อนมีผู้คนมากมายมาท้าดวลฝีมือ มาลองของบ้าง หรือไม่ก็พยายามมาล่าค่าหัวท่าน แต่พอเจออาจารย์ตัวเป็นๆ ก็เผ่นหนีทิ้งอาวุธเอาไว้กลาดเกลื่อน ที่นี่ของประเภทนี้อยู่เยอะแยะไปหมดเลย ถ้ามองหาดูให้ดีๆ เจ้าก็จะเจอ”เพตรามองบรรดากองอาวุธก่อนพูด“สำหรับชาวต้าจิน เทพเฮอเหลียวเป็นเทพผู้พิทักษ์นี่ ใครกันกล้ามาทำร้ายท่าน”“มองข้ามเรื่องเทพผู้พิทักษ์ออกไป ท่านอาจารย์เฮอเหลียวปลีกวิเวกทางโลกมาสักพักแล้ว แต่กระนั้นความจริงที่ว่าท่านเป็นพญามังกรก็เป็นจริง เพตรา เผ่ามังกรทุกวันนี้ก็แทบจะสูญสิ้นไปหมดแล้ว”เพตราพยักหน้าอย่างเข้าใจต้าจินมีประวัติศาสตร์นำเหล่ามังกรมาในการออกศึก ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่ใช่มังกรชั้นสูงอย่างเฮอเหลียวที่มีสติปัญญาและพลังแก่กล้า พวกมังกรจะแบ่งออกเป็นสองประเภทคือเผ่าพันธุ์เวิ้งนภา เป็นเผ่าที่มีน้อยนิด มีสติปัญญา เรียนรู้อาคมมนตราและภาษาต่างๆได้ อีกประเภทถูกเรียกว่าเผ่ามังกรสามัญ แบ่งอีกหลายประเภทยิบย่อยปัจจุบันยังมีบางคนอาจนับถือมังกรเป็นเหมือนดังเทพเจ้า ตัวอย่างชัดเจนคือที่หมู่บ้านวายุพิรุณ ซึ่งนับถือเฮอเหลียวเป็นที่สุด แต่ทว่าก็มีคนนอกจำนวนไม่น้อยที่มองว่าพญามังกรและพวกมังกรสามัญอย่างเหมารวม ว่าเป็นเพียงสัตว์อสูรประเภทหนึ่งเท่านั้น พวกมันสามารถถูกล่าได้ไม่ต่างจากสัตว์ป่าในสมัยโบราณเคยมีความเชื่อประหลาดในหมู่ราชวงศ์และชาวบ้าน เป็นความเชื่อแปลกประหลาดซึ่งแพร่กระจายว่าหากได้กินเลือดหรือเนื้อมังกรจะเป็นอมตะ บ้างก็ว่าหากบาดแผลหรือโรคภัยไข้เจ็บที่เป็นอยู่จะหายชะงักพวกมังกรถูกล่าครั้งใหญ่ จนมีกลอนเขียนไว้ในยุคสมัยนั้นว่า ยุคสมัยแห่งมังกรอาบโลหิตเป็นเวลาเกือบหนึ่งร้อยปี กาลเวลาก็พิสูจน์แล้วว่าข่าวลือเหล่านั้นไม่มีมูลความจริงแม้แต่น้อย ถึงกระนั้นรูปร่างอันสง่างามและแข็งแกร่งของพวกมังกร ก็ยังได้รับความนิยมของชนชั้นสูงอยู่เป็นเนืองๆ ข่าวคราวเรื่องมีการจับหรือล่ามังกร แปรเปลี่ยนเป็นการล่าเพื่อการค้า การจับมาใช้เป็นสัตว์พาหนะ หรือเพื่อหาความบันเทิงแทนกระทั่งในรัชสมัยของจักรพรรดิองค์ปัจจุบัน ทรงมีราชโองการกฏบัญญัติให้ควบคุมการออกล่าและควบคุมการดูแลมังกรขึ้น มีผลให้เกิดระบบควบคุมเพาะเลี้ยงขึ้นในสถานที่เฉพาะ ทำให้เผ่ามังกรทั่วไปรอดพ้นจากการสูญพันธุ์ในที่สุด“ที่ผ่านมาอาจารย์เจ้าจะรู้สึกอย่างไรกันนะ? ที่เผ่ามังกรโดนไล่ล่าน่ะ”“ข้าไม่อาจคาดเดาใจของท่านอาจารย์ได้เลย”ซือหลินเอ่ยฟิ้ว... ฟิ้ว...“ชู่ว!”เพตรากระซิบหลังจากทั้งสองนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง เธอจึงพูดอย่างแผ่วเบา“ได้ยินเสียงอะไรไหม?”“ถึงหูตึงขึ้น แต่...”ซือหลินเค้นเสียงกระซิบเพื่อตั้งใจฟังให้มั่นใจ“ข้าคิดว่าได้ยินเสียงอะไรบางอย่างอยู่นะ”เพตราพยักหน้าเล็กน้อยก่อนพูด“เราเดินไปดูกัน”อัศวินหญิงหยิบธนูประจำตัวของตนออกมา เธอเตรียมพร้อมง้างศรศาสตราเอาไว้พร้อมสรรพ ทางด้านซือหลินก็หยิบดาบจากกองอาวุธออกมาเล่มหนึ่ง ผู้กล้าทั้งสองเดินย่องอย่างช้าช้าแล้วมองด้านนอกปากถ้ำ ทั้งสองแยกกันไปดูทางซ้ายและขวาเพตราสำรวจด้านซ้ายของปากถ้ำ ท่ามกลางหิมะขาวโพลนและหนาในยามราตรี บนยอดเทือกเขาสูงที่มีเพียงต้นสนขนาดใหญ่กับอากาศเย็นเฉียบ อัศวินหญิงไม่พบปรากฏร่องรอยของสิ่งมีชีวิตหรือสิ่งผิดปรกติใดแม้แต่น้อย “ทางนี้ปลอดภัย ทางเจ้าเจออะไรไหม? ซือหลิน?”เพตราเอ่ยเมื่อมั่นใจในสถานการณ์ เธอเดินระมัดระวังเข้าไปหาซือหลินในทันที“ใจข้าอยากบอกว่าไม่เจออะไร เพตรา...” ซือหลินตอบอย่างใจเย็นerror loaded
    สิ่งที่พบคือรอยเท้าขนาดใหญ่มหึมาจนน่าขนลุกมันเป็นรอยเท้าขนาดใหญ่กว่าตัวเขาและเพตราเสียอีก รอยเท้าคู่นี้เหมือนกรงเล็บนก เป็นร่องรอยเดียวที่ซือหลินพบจากปากถ้ำ ไม่ปรากฏร่องรอยก้าวเดินอื่นแต่อย่างใด...“ข้าคิดว่ามันอยู่จนถึงเมื่อครู่นี้”เพตราวิเคราะห์อย่างใจเย็น“และมันบินได้...อย่างเงียบเฉียบทีเดียว”“ข้าชักสงสัยแล้ว สัตว์อสุรกายแบบไหนที่ยังอาจหาญ คิดจะลองดีกับท่านอาจารย์เฮอเหลียว มันเป็นตัวอะไรกันแน่?”error loaded


    ขณะเดียวกันอีกด้านหนึ่ง ภายในถ้ำพญามังกรเฮอเหลียว...“อากาศหนาวจังเลยนะฟาน”เวทินพูดขึ้นขณะเดินเท้าฉับๆตามเชือกและคบเพลิงที่โยงกันไม่ให้หลงทาง สายลมไอหนาวพัดจนเกิดเสียงดังหวีดหวิวไปทั่วภายในถ้ำ“อ้อแอ้”ฟานร้องราวกับเห็นพ้องต่อคำพูดของผู้ที่อุ้มตนอยู่“อยากเข้าห้องน้ำจัง...”เวทินอุทานพลางหันไปทางซ้ายขวา ทันใดนั้นเขาก็พบป้ายไม้เก่าเขียนว่า'ห้องน้ำ'แขวนอยู่“พอดีเลย เดี๋ยวพี่ไปห้องน้ำสักครู่นะฟาน เจ้าอย่าไปไหนล่ะ รอตรงนี้นะ”เวทินปูผ้าลงบนพื้น ก่อนวางเด็กทารกวัยอ้อแอ้ไว้บนผ้า ฟานเริ่มร้องด้วยความสงสัย ดวงตากลมโตมองไปรอบๆ มือเล็กเอื้อมแตะพื้นน้ำแข็งเย็นเฉียบ "แอ้!" เมื่อโดนพื้นเย็นๆ เด็กทารกน้อยก็ไม่กล้าคลานออกมาจากขอบเขตผ้าที่ปูไว้"รอข้าสักครู่นะ แล้วข้าจะรีบมา!"เวทินเอ่ยพลางรีบวิ่งไปเข้าห้องน้ำในทันที“โอ้ว...”ฟานร้อง เด็กทารกนั่งนิ่งมองประตูห้องน้ำตากระพริบปริบๆ         ตึง!"แอ๊?"ฟานสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงดังจนประตูกระเทือน ทารกหญิงตัวน้อยเอียงคอทำหน้าสงสัย...ไอเย็นยะเยือกพัดออกมาจากประตูห้องน้ำจนคบเพลิงรอบด้านลู่ตามลม...ทันใดนั้นเองเวทินก็เปิดประตูวิ่งพรวดพราดออกมา เขาชักดาบอาวุธคู่กาย พร้อมพุ่งไปคว้าร่างฟานเอาไว้แนบอก"น้องฟาน เราต้องหนีจากที่นี่!"เด็กชายตะโกน เมื่ออุ้มทารกไว้แนบอกแล้ว เขาก็วิ่งอย่างสุดแรงทันทีขณะอยู่ในอ้อมแขน ฟานก็หันมองประตูห้องน้ำอีกครั้ง         "โฮกกกกกกกก"เสียงดังคำรามกึงก้องจนพื้นสั่นไหว ตามหลังทั้งสองคนในระยะประชิด!!!


    สวัสดีครับรีดทุกท่าน ไรท์เบนนี่เองครับ ติดตามการผจญภัยท่องยุทธภพแฟนตาซีของคณะผู้กล้าพ่อลูกอ่อน [อ้อแอ้อู้วโอ้ว!]พ่อของข้าคือผู้กล้าอันดับหนึ่ง! กันต่อด้วยนะครับ ~(˘▾˘~)
    error loaded