ท่ามกลางความมืดมิด
เสียงสนทนาของคนสองคนดังแว่วขึ้น
"กู่ยวี่ เ้าไม่เป็ไรใช่ไหม?"
"แค่สำลักน้ำจนหมดสติไปครู่หนึ่ง ตอนนี้ไม่เป็ไรแล้ว"
"ที่ซ่อนนี่... มีใครรู้เห็นบ้างหรือเปล่า?"
"ที่นี่ห่างจากเขาเสวียนฮวงราว 3 ถึง 5 ลี้ ข้าใช้พักค้างแรมเวลาลงเขา ไม่มีใครรู้หรอก เ้าวางใจเถอะ"
"แล้วทำไมถึงเอาของพวกนี้มาเก็บไว้ที่นี่?"
"เวลาลงเขาไปซื้อของชิ้นใหญ่ ข้าจะเอามาฝากไว้ที่นี่ก่อน ส่วนใหญ่ก็พวกข้าวสาร น้ำมัน เกลือ... เอ๊ะ มืดจนมองไม่เห็นนิ้วมือแบบนี้ เ้ามองเห็นได้ยังไง... หรือว่าเ้าเปิดััิญญาได้แล้ว?"
"ข้าทำให้เ้าต้องพลอยเดือดร้อน"
"เฮ้อ ข้าไม่รู้หรอกนะว่าเ้ามีเื่บาดหมางอะไรกับเขาเสวียนฮวง ข้าแค่ทำตามคำสั่ง ส่วนศิษย์พี่เฉินฉี่เขาก็..."
แสงตะเกียงน้ำมันถูกจุดขึ้นขับไล่ความมืด
เผยให้เห็นถ้ำขนาดเล็กที่มีกองฟืน ข้าวสาร และเสบียงวางระเกะระกะ
เด็กหนุ่มสองคนนั่งเบียดกันอยู่บนพื้น สภาพเปียกมะลอกมะแลกราวกับเพิ่งรอดพ้นจากความตาย
หลังจากหนีจากริมทะเลสาบได้ไม่นาน กู่ยวี่ก็ฟื้นคืนสติ เขาเป็คนบอกทางพาอวี๋เย่มาหลบซ่อนที่นี่
แม้ถ้ำจะคับแคบ แต่ก็มิดชิดพอให้ซ่อนตัว
"ศิษย์พี่เฉินฉี่ทำผิดกฎสำนักร้ายแรง อาจารย์ไม่มีทางละเว้นแน่"
กู่ยวี่ยังคงมีสีหน้ากังวล เขาหันมากล่าวกับอวี๋เย่ "เ้าพักอยู่ที่นี่ให้สบายใจสักสองสามวันเถอะ ข้าจะรีบกลับไปรายงานเื่นี้ที่สำนัก..."
ทว่าเขายังไม่ทันขยับตัวลุกขึ้น ก็ถูกอีกฝ่ายเอ่ยรั้งไว้
"ข้าเกรงว่าเ้าคงกลับไปไม่ได้แล้ว"
"ทำไมล่ะ?"
กู่ยวี่หันขวับมามองอวี๋เย่
แม้จะเกิดเื่เหนือความคาดหมาย แต่เขาเสวียนฮวงคือสำนักเซียนที่มีกฎระเบียบเคร่งครัด ขอเพียงเขานำความจริงกลับไปรายงาน ศิษย์พี่ที่อุกอาจระรานผู้อื่นย่อมต้องรับโทษหนัก
อวี๋เย่ส่ายหน้า น้ำเสียงเยือกเย็นเกินวัย "เฉินฉี่อยากฆ่าข้าก็แล้วไป แต่การที่มันกล้าลงมือกับเ้า แสดงว่ามันไม่เห็นหัวศิษย์ร่วมสำนัก และไม่เห็นเขาเสวียนฮวงอยู่ในสายตาอีกต่อไป"
"ยิ่งรวมกับเื่ที่มันพูดถึงยอดฝีมือระดับสร้างรากฐาน... ข้าเกรงว่าเขาเสวียนฮวงกำลังเผชิญหน้ากับหายนะ"
"ยอดฝีมือระดับสร้างรากฐาน?"
"ผู้ฝึกตนระดับกลั่นปราณ ต่อให้ฝึกบรรลุถึงขั้น 9 ซึ่งเป็ขีดสุด อายุขัยก็ไม่เกิน 120 ปี"
"แต่ระดับสร้างรากฐาน คือผู้ที่หลอมรวมกายและจิติญญาเป็หนึ่ง เริ่มหยั่งรู้หยินหยาง สื่อสารกับฟ้าดิน ขี่กระบี่เหินเวหาได้หมื่นลี้ อายุขัยยืนยาวถึง 250 ปี พลังระดับนั้นย่อมอาละวาดไปทั่วต้าเจ๋อได้โดยไร้ผู้ต่อต้าน"
"ข้าจำได้ว่าก่อนหน้านี้เ้าไม่รู้อะไรเลยนี่..."
"หากเ้ากลับสำนักตอนนี้ ผลลัพธ์ยากจะคาดเดา สู้กบดานอยู่ที่นี่สักสองวัน รอให้เื่ซาลงค่อยกลับก็ยังไม่สาย"
"อืม ข้าเชื่อเ้า"
กู่ยวี่มองอวี๋เย่ด้วยสายตาสับสน
พรานป่าที่เคยดูโง่เขลา จู่ๆ กลับมีพลังบำเพ็ญเพียร ทั้งยังใช้ออกด้วยปราณกระบี่ในตำนานจนทำร้ายศิษย์พี่ผู้เก่งกาจได้ ซ้ำยังพาเขาพุ่งทะยานหลบหนีผ่านป่าเขามาด้วยความเร็วเหนือชั้น พอนึกย้อนไป เขาก็ยังแทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง
อวี๋เย่ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดต่อ เขาหลับตาลงด้วยความเหนื่อยล้า
ความวุ่นวายที่ประดังเข้ามาในวันนี้ เหนือความคาดหมายของเขาเช่นกัน
จากคำพูดของเฉินฉี่ เดาได้ไม่ยากเลยว่าสิ่งที่ไป๋จื่อพร่ำบอกก่อนหน้านี้ ล้วนเป็คำลวง นางไม่เพียงหลอกเขา แต่ยังหลอกเฉินฉี่
และเฉินฉี่เองก็หลอกไป๋จื่อ ซ้ำยังหลอกหงกูผู้เป็อาจารย์ด้วยเช่นกัน
ศิษย์อาจารย์ ศิษย์พี่ศิษย์น้อง... ความสัมพันธ์ที่ควรผูกพันฉันครอบครัว กลับเต็มไปด้วยการหักหลังและหลอกลวง พวกเขาทำไปเพื่ออะไรกันแน่?
แล้วยอดฝีมือระดับสร้างรากฐานจากฉีชวน ดั้นด้นมาถึงต้าเจ๋อเพื่อสิ่งใด?
หรือว่า... จะเป็เพราะมุกั?
เฮ้อ...
เมื่อก่อนเขาอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ โง่เขลาเบาปัญญา มาตอนนี้แม้จะรู้หนังสือ ศึกษาคัมภีร์ และเริ่มเข้าใจวิถีเซียน ทว่าเขากลับยังมองสันดานคนไม่ออก
ในเมื่อมองไม่ออก คิดให้ตายก็คิดไม่ตก เช่นนั้นก็ปล่อยมันไป
ดั่งที่คัมภีร์กล่าวไว้ 'รักษาใจตน เห็นตัวตนที่แท้จริง มุ่งมั่นในมรรคาที่ถูกต้อง แล้วจะหวาดกลัวอนาคตไปไย'
อวี๋เย่ผ่อนลมหายใจ จิตใจเริ่มสงบนิ่ง
แต่เมื่อลองโคจรพลัง เขากลับพบว่าจิติญญาอ่อนล้า ร่างกายไร้เรี่ยวแรง แม้แต่ปราณแท้ในร่างก็เหือดแห้งจนถึงขีดสุด
เกิดอะไรขึ้นอีก?
อวี๋เย่ครุ่นคิดชั่วครู่ก็กระจ่างใจ
มิน่าเล่า หลังจากเล่นงานเฉินฉี่ เขาก็ไม่อาจรีดเร้นปราณกระบี่ได้อีก นั่นเพราะการฟาดฟันปราณกระบี่ออกไปครั้งแรก ได้สูบปราณแท้ในร่างของเขาไปจนหมดสิ้น
สาเหตุหลักเป็เพราะพลังฝึกตนของเขายังอ่อนด้อยเกินไป!
หนทางเดียวที่จะฟื้นฟูปราณแท้กลับมาได้ คือการทู่หน่าปรับลมหายใจเพื่อดูดซับพลังิญญาฟ้าดิน
กู่ยวี่เห็นอวี๋เย่นั่งสมาธิเข้าสู่ห้วงฌาน เขารู้ดีว่าไม่ควรรบกวน จึงถอดชุดเต๋าที่เปียกโชกออกผึ่งไว้ด้านข้าง
เดิมทีเขาก็ตั้งใจจะนั่งสมาธิเช่นกัน แต่ด้วยเพิ่งผ่านเหตุการณ์เฉียดตายมาหมาดๆ ร่างกายจึงทั้งง่วงงุนและเหนื่อยล้า สุดท้ายก็ทนไม่ไหว พิงผนังถ้ำหลับสนิทไป...
สามวันต่อมา
อวี๋เย่พ่นลมหายใจขุ่นมัวออกจากปาก ก่อนจะค่อยๆ ลืมตาขึ้น
ไม่รู้ว่าเป็เพราะพลังิญญาในที่แห่งนี้เบาบาง หรือขาดโอสถช่วยหนุนนำ ต่อให้ทู่หน่าปรับลมหายใจตลอดทั้งวันทั้งคืน เขาก็ฟื้นฟูปราณแท้กลับมาได้เพียง 4-5 ส่วนเท่านั้น
การฝึกฝนที่เชื่องช้าปานนี้ ยากจะยกระดับพลัง และเมื่อไร้พลังปราณหนุนหลัง เขาย่อมไม่สามารถใช้ออกด้วยปราณกระบี่เพื่อสังหารเฉินฉี่ได้
แต่ก็ใช่ว่าจะมืดมนไปเสียหมด อย่างน้อยััิญญาและพละกำลังทางกายของเขาก็ฟื้นฟูกลับมาสมบูรณ์แล้ว
ทันใดนั้น เสียงะโก็ดังแว่วมา
"อวี๋เย่—"
กู่ยวี่ซ่อนตัวอยู่ในถ้ำมาสามวันจนทนอุดอู้ไม่ไหว แอบย่องออกไปสำรวจด้านนอก ไม่รู้ว่าไปเจออะไรเข้าถึงได้แหกปากะโลั่นขนาดนี้
อวี๋เย่ลุกพรวดขึ้นจากพื้น
ไม่ไกลนักคือปากถ้ำที่ถูกปิดทับด้วยกองฟืน เขาเป่าตะเกียงจนดับ ย้ายฟืนออก แล้วก้มตัวมุดออกไป
ลมเย็นะเืพัดปะทะใบหน้า เงาไม้เบื้องหน้าไหวระริก
ป่าด้านนอกเงียบสงัด มีเพียงกลุ่มควันจางๆ ลอยกรุ่น ตามมาด้วยกลิ่นหอมฉุยของเนื้อย่าง
กู่ยวี่กำลังก่อกองไฟเล็กๆ อยู่ตรงลานกว้างกลางป่า
อวี๋เย่ชะงักฝีเท้า กวาดสายตาระแวดระวังไปรอบด้าน
กู่ยวี่เห็นดังนั้นจึงเอ่ยขึ้น "เฮ้! ข้าเดินวนหาในป่ามาเป็ชั่วยามแล้ว ไม่เจอใครสักคน เลยจับกระต่ายป่ามาทำมื้อรองท้องซะเลย"
ผืนป่ากว้างใหญ่เงียบสงัด ไร้ซึ่งร่องรอยผิดปกติใดๆ
อวี๋เย่จึงค่อยคลายความระแวงลง เขาจัดแจงเสื้อผ้าให้เข้าที่ ชุดเต๋าที่เคยเปียกโชกแห้งสนิทดีแล้ว จะมีก็แต่เส้นผมที่ยุ่งเหยิงไม่เป็ทรง เขาจึงรวบผมมัดเป็มวยลวกๆ แล้วเดินไปหากู่ยวี่
ผู้บำเพ็ญเพียรระดับสูงมักตัดขาดจากอาหารมนุษย์เดินดิน แม้แต่ศิษย์สายนอกก็ยังกินเพียงข้าวกับน้ำ รสชาติจืดชืดไร้สีสัน การได้กินเนื้อกระต่ายย่างหอมๆ เพื่อดับความอยากเช่นนี้ ก็นับเป็รสชาติ์บนดินแล้ว
ซอกหินสองก้อนมีกองไฟลุกโชน เบื้องบนมีเนื้อกระต่ายเสียบกิ่งไม้ย่างจนเหลืองกรอบส่งกลิ่นยั่วน้ำลาย
กู่ยวี่ดึงเนื้อกระต่ายลงมา หักกิ่งไม้แบ่งครึ่ง ยื่นส่วนหนึ่งให้อวี๋เย่ แล้วสวาปามส่วนของตัวเองอย่างตะกละตะกลาม ทั้งที่ร้อนจนต้องเป่าปาก แต่ก็ยังสวาปามคำโต
"อื้ม... หอมสุดๆ!"
อวี๋เย่รับเนื้อกระต่ายมากัดชิมคำหนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าหงึกหงักเห็นด้วย
ตลอด 3 เดือนที่ผ่านมา หากไม่กินผลไม้แห้ง ก็ต้องกลืนสมุนไพรหรือโอสถ แม้แต่แป้งแผ่นสักชิ้นก็ยังไม่ตกถึงท้อง หากจะบอกว่าเขาโหยหาเนื้อสัตว์รสเลิศก็คงไม่ผิดนัก
กระต่ายป่าตัวเดียวไม่พอให้ยาไส้ ยิ่งแบ่งกันสองคน เพียงพริบตาเดียวเนื้อก็อันตรธานหายวับ ทั้งคู่ได้แต่เลียริมฝีปากแผล็บด้วยความเสียดาย
"เฮ้อ! วันหลังข้าต้องจับกระต่ายมาอีกสักหลายๆ ตัว ไก่ป่าหรือหนููเาก็ได้ ต้องจัดมื้อใหญ่ให้พุงกางไปเลย!"
หลังประกาศปณิธานอันยิ่งใหญ่จบ กู่ยวี่ก็แหงนมองท้องฟ้า ก่อนจะคว้ากระบี่ยาวขึ้นมาแล้วพยักพเยิดหน้า
"กลับสำนักกันเถอะ!"
อวี๋เย่ยืนนิ่งไม่ขยับตัว
กู่ยวี่ชะงักด้วยความแปลกใจ "เ้าไม่กลับสำนักกับข้าหรือ?"
อวี๋เย่ส่ายหน้า
กู่ยวี่ลังเลอึกอัก "แล้ว... ถ้าศิษย์พี่หญิงถาม ข้าจะตอบว่ายังไง?"
"ก็บอกความจริงไป"
"ข้าจะรายงานศิษย์พี่หญิง ให้ท่านทวงความยุติธรรมให้เ้าเอง!"
"ไม่จำเป็หรอก"
กู่ยวี่ยังอยากเกลี้ยกล่อมต่อ แต่เห็นสายตาเด็ดเดี่ยวของอวี๋เย่ก็รู้ว่าป่วยการ จึงไม่เซ้าซี้ ได้แต่พึมพำ
"ก็จริง... ถ้าเป็ข้า ข้าก็ไม่อยากกลับไปให้ใครหยามเกียรติเหมือนกัน..."
แม้น้ำเสียงจะฟังดูเห็นด้วย แต่ใบหน้ากลับฉายแววอาลัยอาวรณ์อย่างปิดไม่มิด
ั้แ่เข้าเป็ศิษย์เขาเสวียนฮวง เขาแทบไม่เคยคลุกคลีกับใคร ยิ่งได้มาสนิทกับคนวัยไล่เลี่ยกันและนิสัยเข้ากันได้อย่างอวี๋เย่ตลอด 3 เดือนที่ผ่านมา พอต้องมาแยกย้ายกะทันหัน จึงอดวูบโหวงในใจไม่ได้
ต่างจากอวี๋เย่ที่ปลงตกได้ง่ายกว่า
เขาเคยผ่านความสูญเสีย พลัดพรากจากคนรักและครอบครัวมาแล้ว การจากลากับกู่ยวี่ในครั้งนี้ นับว่าโชคดีมากแล้วที่ยังมีชีวิตรอดทั้งคู่
เด็กหนุ่มประสานมือคำนับด้วยท่าทางหนักแน่นเยี่ยงผู้ใหญ่
"ฟ้ากว้างน้ำไกล แล้วพบกันใหม่!"
"อืม แล้วพบกันใหม่"
ณ ลานกว้างกลางป่าลึก เด็กหนุ่มสองคนโบกมืออำลา
ทันใดนั้น กู่ยวี่ก็โยนกระบี่ยาวในมือมาให้ พร้ะโกนไล่หลัง
"ปราณกระบี่ของเ้าน่ะร้ายกาจก็จริง แต่ดูทรงแล้วเ้าคงไม่มีอาวุธดีๆ ติดตัว กระบี่เล่มนี้เก็บไว้ป้องกันตัวเถอะ วันหน้าค่อยเอามาคืนข้าก็ยังไม่สาย!"
อวี๋เย่คว้ากระบี่ไว้ด้วยความใ "ทำแบบนี้ไม่ได้..."
กู่ยวี่เพียงหันมายิ้มกว้าง ก่อนจะสาวเท้าวิ่งหายลับเข้าไปในป่า
อวี๋เย่ก้มมองกระบี่ในมือ พลันนึกถึงมีดพรานที่อวี๋เอ้อร์โก่วเคยมอบให้
กระบี่เหล็กเขียวที่หลอมโดยสำนักเซียน... ใบกระบี่ยาว 3 ฉื่อครึ่ง ด้ามจับยาว 8 ชุ่น ฝักกระบี่หุ้มด้วยหนังปลา พร้อมสายหนังสำหรับผูกติดตัว เนื้องานประณีตล้ำค่า ว่ากันว่ากระบี่เล่มนี้สามารถนำไปแลกมีดพรานได้ถึงหนึ่งร้อยเล่ม
แม้ศาสตราจะต่างชนิด ทว่าน้ำใจที่มอบให้นั้น... หนักแน่นไม่ต่างกัน
กู่ยวี่กลับสำนักไปแล้ว เขาก็ควรต้องไปเสียที
เขาต้องถอยห่างจากเขาเสวียนฮวง ห่างจากไป๋จื่อ ห่างจากเฉินฉี่ และยอดฝีมือระดับสร้างรากฐานผู้นั้น!
แม้ตอนนี้เขาจะก้าวเข้าสู่เส้นทางผู้ฝึกตนเต็มตัว ทว่าศัตรูที่ต้องเผชิญหน้ากลับแข็งแกร่งยิ่งกว่าหลายขุม
อวี๋เย่ยืนนิ่งงันอยู่ชั่วอึดใจ ก่อนจะพลิ้วกายหายลับเข้าไปในดงไม้ทึบ
ทั้งเขาและกู่ยวี่ต่างไม่รู้เลยว่า หายนะอันใดได้กวาดล้างเขาเสวียนฮวงไปแล้ว จึงจำต้องแยกย้ายจากกันอย่างเร่งรีบเช่นนี้
หวังเพียงว่า... ฟ้ากว้างน้ำไกล คงมีวาสนาได้พบกันใหม่จริงๆ
เที่ยงคืนสงัด ดวงจันทร์สาดแสงกระจ่างตา
ท่ามกลางป่าเขารกชัฏ เงาร่างสายหนึ่งทะยานวูบผ่านไป ทิ้งจังหวะก้าวสืบเท้ายาว 2-3 จั้ง รวดเร็วปราดเปรียวราวกับภูตผี เพียงพริบตาก็พุ่งหลุดออกจากแนวป่า ะโเหยียบย่ำโขดหินไม่กี่ก้าวก็ทะยานขึ้นมายืนหยัดบนยอดเนินเขา
เด็กหนุ่มในชุดเต๋า มือกระชับกระบี่ยาวแน่น หอบหายใจแ่เบาพลางหันขวับกลับไปมองเส้นทางเื้ั
หลังแยกทางกับกู่ยวี่ เพื่อความปลอดภัย อวี๋เย่จึงเลี่ยงเส้นทางหลัก แล้วเลือกมุดลัดเลาะฝ่าป่าโบราณ
กระทั่งความมืดมิดโรยตัวคลุมแผ่นดิน เขาจึงรีดเร้นปราณวิ่งทะยานเต็มกำลัง วิชาตัวเบาที่แอบครูพักลักจำมา... ในที่สุดก็ได้สำแดงเดชจริงๆ เสียที
วิชาตัวเบาถือเป็วิชาพื้นฐานของสำนักเซียน หากฝึกฝนจนเชี่ยวชาญ แม้เป็มนุษย์ธรรมดาก็สามารถข้ามเขาข้ามลำธารได้อย่างคล่องแคล่ว ยิ่งเมื่อผู้ฝึกตนเป็ผู้ใช้ออก ร่างกายจะเบาหวิวดุจขนนก พุ่งทะยานรวดเร็วราวกับปักษาติดปีก
ตะบึงหนีมาครึ่งค่อนคืน ระยะทางน่าจะปาเข้าไป 100-200 ลี้แล้ว ร่างกายจึงเริ่มประท้วงด้วยความเหนื่อยล้า เขาจึงตัดสินใจใช้ลานหินราบบนยอดเนินแห่งนี้เป็จุดพักสายตัว
อวี๋เย่ทิ้งตัวลงนั่ง พาดกระบี่ยาวไว้บนตัก
เขาไม่ได้รีบร้อนทู่หน่าปรับลมหายใจ แต่ล้วงหยิบแผ่นหนังสัตว์เก่าคร่ำคร่าออกมาจากอกเสื้อ
ก่อนสิ้นลม เฝิงเหลาชีทิ้งสมบัติไว้ให้เขาเพียงไม่กี่ชิ้น ได้แก่ แผนที่เขาลู่ิ กระบี่สั้น และเศษเงินทองเล็กน้อย
บัดนี้กระบี่กับเงินทองอันตรธานหายไปหมดสิ้น เหลือเพียงแผนที่แผ่นนี้ที่เขาเก็บซ่อนติดตัวไว้ตลอด
คำสั่งเสียสุดท้ายของเฝิงเหลาชี คือหวังให้อวี๋เย่ดั้นด้นไปเขาลู่ิ เพื่อขุดเอาทรัพย์สมบัติที่เขาซ่อนไว้ และแวะเวียนไปดูดำดูดีครอบครัวที่หมู่บ้านเป่ยมัง
ตอนนั้นอวี๋เย่ยังตาบอดตัวหนังสือ ดูแผนที่ไม่เป็ ซ้ำร้ายยังโดนจับตัวมาขังที่เขาเสวียนฮวง เื่นี้จึงถูกพับเก็บเข้ากรุไปโดยปริยาย
แต่ในเมื่อตกปากรับคำลูกผู้ชายไว้แล้ว ย่อมต้องทำให้ลุล่วง
ตอนนี้ในเมื่อหนีรอดจากเขาเสวียนฮวงมาได้แล้ว ก็ถึงเวลาสานต่อปณิธานสุดท้ายของเฝิงเหลาชีเสียที
อวี๋เย่ชูแผ่นหนังขึ้น เพ่งสายตาพินิจอย่างตั้งใจ
ััิญญาที่เพิ่งฝึกปรือจนคุ้นชิน สามารถแผ่รัศมีครอบคลุมได้ไกลกว่า 10 จั้ง การมองเห็นท่ามกลางความมืดมิดจึงสว่างแจ้งราวกับกลางวัน
เส้นสายบนแผนที่ปรากฏชัดเจน มีทั้งแนวเขาและสายน้ำที่ทอดยาวสู่เขาลู่ิ รวมถึงสัญลักษณ์ของเมืองผิงสุ่ย
ทว่า... พิกัดที่แน่ชัดของเขาลู่ิกลับไม่ได้ระบุไว้
ส่วนหมู่บ้านเป่ยมังนั้น... ยิ่งไร้ซึ่งเบาะแสใดๆ
เขาลู่ิกับหมู่บ้านเป่ยมัง... แท้จริงแล้วมันซุกซ่อนอยู่ที่หนใดกันแน่...