ที่จ้าวฉือพาเซี่ยตันมา ถึงกับเป็ตรอกผี
ตรอกผีนี้ ย่อมมิได้หมายถึงตรอกที่มีภูตผีหลอกหลอน แต่เป็ตรอกที่เต็มไปด้วยแหล่งอบายมุขทุกชนิดที่มนุษย์สามารถคิดค้นขึ้นมาได้ เพราะเป็แหล่งรวมสถานที่อโคจร จึงเรียกกันว่าตรอกผี
คนเช่นจ้าวฉือ แม้มิใช่สันดานเลวร้าย แต่มันอย่างไรย่อมมิสามารถสรรหาสถานที่เลอเลิศได้เป็อันขาด
เนื่องเพราะมันเติบโตมาในสังคมเช่นนี้เอง
สายันต์เคลื่อน ทิวาคล้อยแล้ว
ในตรอกเริ่มสว่างไสวด้วยแสงโคม บนถนนมีผู้คนสูงๆ ต่ำๆ เดินกันขวักไขว่ ต่างสวมเสื้อผ้าตามฐานะที่พอจะหาได้ กงจื่อรุ่มรวยซ้ำยังอายุเยาว์เช่นเซี่ยตันที่สวมเสื้อผ้าราคาแพงมาปรากฏตัวอยู่ในตรอกผีเช่นนี้ นับว่าก่อกวนให้ผู้คนสนใจได้จริงๆ
ที่ร่วมทางมากับมัน นอกจากจ้าวฉือยังมีบุคคลอีกผู้หนึ่ง
คนผู้นี้มีวัยราวสี่สิบ ไว้หนวดยาวเล็มเป็ระเบียบ สวมเสื้อตัวยาวสีครามรัดปลอกแขน เกล้ามวยสูง ที่เอวรัดไว้ด้วยเข็มขัดหนัง เหน็บกระบี่ข้างละเล่ม สั้นข้าง ยาวข้าง รูปร่างสันทัด ยามกล่าววาจามักมีรอยยิ้มปรากฏอยู่ในดวงตาเสมอ
เซี่ยตันเรียกคนผู้นี้ว่า หม่าเอ้อร์ซู (ท่านอารองแซ่หม่า)
จ้าวฉือประหลาดใจกับประการนี้อยู่บ้าง กงจื่อในตระกูลร่ำรวย ข้างกายมักมีบ่าวรับใช้รุ่นราวคราวเดียวกัน แต่เซี่ยตันมิปรากฏบ่าวรับใช้สักผู้หนึ่ง ที่ติดตามมันมา ถึงกับเป็ท่านอารองของมันไปได้
ตอนเซี่ยตันจะออกจากโรงเตี๊ยมมาที่นี่ มันก็ไปบอกต่อท่านอารองแซ่หม่าผู้นี้ ท่านก็มิได้ห้ามปราม แต่ขอติดตามมาด้วย
ดังนั้นตอนนี้ทั้งสามคนจึงเดินอยู่ในตรอกผีที่สว่างไสวไปด้วยแสงไฟ เป็เซี่ยตันเดินอยู่กับจ้าวฉือ ส่วนหม่าเออร์ซูเดินตามหลังอยู่ห่างๆ คล้ายมิ้ารบกวนการสนทนาของพวกมันทั้งคู่ เพียงแต่ติดตามมาดูสถานการณ์เท่านั้น
“ท่านอาของเ้าผู้นี้ น่ากลัวต้องเป็ชนชั้นมิใช่ธรรมดา เราเคยได้ยินว่าผู้ใช้กระบี่คู่มีอยู่มิมาก ยิ่งเป็กระบี่คู่สั้นยาว ยิ่งนับว่ามีน้อยจริงๆ ที่เตียเตียเราเคยพูดถึง มีอยู่ผู้หนึ่ง ฉายากระบี่เป็ตาย ครั้งหนึ่งเคยมีชื่อขึ้นทำเนียบผู้ยอดยุทธ์แห่งยุค แต่นั่นก็เป็เื่เมื่อหลายสิบปีมาแล้ว มิทราบจะเป็...”
เซี่ยตันแย้มยิ้มให้มันแล้วตอบ “ข้าพเ้าก็เคยเห็นหม่าเอ้อร์ซูใช้เพลงกระบี่ นับว่าดุดันหวาดเสียวเป็อย่างยิ่ง แต่จะใช่ผู้เดียวกับที่ท่านคาดเดาหรือไม่นั้น ข้าพเ้าก็มิทราบได้ เนื่องเพราะท่านอาเองก็มิเคยบ่งบอกออกมา บางทีอาจมิใช่ก็ได้”
“เ้ามิได้สอบถาม?”
“ข้าพเ้าไยต้องสอบถาม?”
จ้าวฉืองงงันวูบ ถามต่อไป “หรือเ้ามิสงสัย คนผู้นี้แท้จริงเป็ผู้ใดแน่”
เซี่ยตันยิ้มอีกแล้วกล่าว “ข้าพเ้าจะสงสัยไปไย หม่าเอ้อร์ซูก็คือหม่าเอ้อร์ซู ข้าพเ้าพอจำความได้ก็พบเห็นท่านแล้ว”
“หรือหม่าเอ้อร์ซูผู้นี้ เป็ผู้คุ้มครองประจำตัวของเ้า?”
“จะใช่ได้อย่างไร ท่านเป็ถึงเอ้อร์ซู (ท่านอารอง) ที่ติดตามมาด้วย เพราะเตียเตียสั่งมาให้คอยสอดส่องความประพฤติของข้าพเ้าดอก”
จ้าวฉืออดมิได้ต้องหัวร่อออกมา “กระทั่งเตียเตียก็มิเชื่อถือในความประพฤติของเ้า ประการนี้เรากลับเห็นด้วยอยู่”
“ข้าพเ้าทั้งสุภาพนุ่มนวล เรียบร้อยออกเช่นนี้ เดินทางไกลคราแรก เตียเตียย่อมห่วงเป็ธรรมดา”
“เพ้ย เรียบร้อย? เ้าเดินตามเรามาในตรอกผีเช่นนี้ สามารถกล่าวว่าตัวเองเรียบร้อยได้?”
เซี่ยตันปั้นหน้าไร้เดียงสาพลางกล่าว “ท่านเรียกให้ข้าพเ้าติดตามมา ข้าพเ้าก็ติดตามมา นี่ยังไม่เรียกว่าเรียบร้อยได้?”
“....”
เห็นจ้าวฉือมีหน้าคล้ายดั่งปวดศีรษะขึ้นมา เซี่ยตันจึงแย้มยิ้มแล้วกล่าวสืบต่อ “ฉือเกอ สถานที่อโคจรเช่นตรอกผีนี้ ข้าพเ้าเพิ่งเคยมาเป็ครั้งแรก นับว่าผิดคาดหมายไปจริงๆ”
“ผิดคาดหมายอย่างไร”
“ในความคิดของข้าพเ้า สถานที่เช่นนี้ล้วนเป็ที่รวมตัวของบรรดานักเลง ขบวนการมิจฉาชีพ เมื่อก้าวเท้าเข้ามา น่ากลัวต้องถูกจี้ปล้นสมบัติไปสักครึ่งตัวก่อน จึงพอหายใจหายคอโล่งได้ แต่ถึงตอนนี้ กระทั่งขอทาน ข้าพเ้าก็ไม่เห็นแม้แต่ผู้เดียว อย่าว่าแต่โจรวิ่งราวเลย”
จ้าวฉือหัวร่อออกมา “บอกต่อเ้า ที่ตรอกผีแห่งนี้ นอกจากเป็ตัวเ้าใช้มือของเ้าเองล้วงเอาอัฐของตัวเองออกมาแล้ว ก็มิมีผู้ใดกล้าล่วงเกินเงินทองของเ้าอย่างเด็ดขาด”
เซี่ยตันเบิ่งตากลมกว้าง “คนที่นี่เรียบร้อยถึงปานนั้น ข้าพเ้ามิทราบมาก่อน”
“เป็ตรงข้าม ผู้คนที่นี่มิมีผู้ใดเรียบร้อยสักครึ่งคน แต่ที่ทุกคนสามารถเรียบร้อยต่ออัฐในมือของผู้อื่นได้นั้น เนื่องเพราะหากมีผู้ใดก่อเหตุปล้นชิง ผู้นั้นจะต้องถูกลงโทษตามกฎของตรอกนี้ กล่าวคือถูกตัดมือทิ้งกลายเป็คนพิการไป”
“อ้อ ข้าพเ้าเข้าใจแล้ว เนื่องเพราะที่นี่ประกอบกิจการไม่สุจริต ดังนั้นจึงต้องมีผู้คุ้มครอง กอปรกับผู้ที่มาก็มิใช่ผู้สุจริต หากไม่มีกฎเกณฑ์เข้มงวด ก็ไม่สามารถค้าขายกันได้อย่างราบรื่น”
“ถูกต้องแล้ว”
แย้มยิ้มแล้วกล่าวต่อ “นับว่าฉือเกอท่านพาข้าพเ้ามาเปิดหูเปิดตาจริงๆ”
ที่ตรอกแห่งนี้ สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านรวงและแผงลอย ล้วนแต่วางขายของแปลกๆ ที่มิมีให้พบเห็นในตรอกทั่วๆ ไป เซี่ยตันในตอนนี้ ก็ถึงกับถูกเสียงะโบรรยายสรรพคุณสินค้าของเ้าของแผงเ่าั้ดึงดูดเข้าแล้ว
“ต้าเกอ ข้าพเ้าได้ยินท่านว่ามีขนกิเลนจำหน่าย?”
เ้าของแผงผู้นั้นพอเห็นกงจื่อวัยเยาว์ที่แต่งตัวอู่ฟู่หรูหราเดินเข้ามาสอบถามที่แผงก็ดีใจจนใบหน้าแดงปลั่ง ถูมือพลางส่งเสียงกล่าวขึ้นทันที
“กงจื่อท่านได้ยินถูกต้องแล้ว ข้าพเ้ามีขนกิเลนจริงๆ”
“ให้ข้าพเ้าชมดูได้หรือไม่?”
“ย่อมได้ๆ เพียงแต่... ขนกิเลนนี้ได้มายากอย่างยิ่ง ข้าพเ้ามีเพียงปอยเดียว ท่านต้องใช้ความระมัดระวังในการดูสักเล็กน้อย อย่าได้จุดชุดไฟขึ้นส่องเป็อันขาด”
“อ้อ”
กล่าวจบก็หยิบเอากล่องไม้สีแดงใบหนึ่งขึ้นมา แง้มฝาด้านในออก มองเห็นขนสีเทาซีดปอยหนึ่งวางอยู่ด้านใน เซี่ยตันคิดอ้าปากถามสิ่งใดต่อ จ้าวฉือก็เดินมาขนาบข้างมัน แล้วกล่าว “ขนกิเลนอุบาทว์ใดของท่าน นี่เป็เพียงขนหางม้าที่ถูกนำไปต้มแช่ในน้ำขี้เถ้าจนสีซีดจางอยู่ชัดๆ”
“เ้า!” คนค้าขายผู้นั้นพอได้ยินก็ตวาดออกมา แต่พอมองเห็นใบหน้าของจ้าวฉือ ท่าทางของมันก็พลันอ่อนลงทันที
“ที่แท้ก็เป็ต้าฉือตี้ (ท่านน้องฉือ) วันนี้มิทราบน้องท่านไปมีโทสะมาจากที่ใด ถึงได้มาระบายที่กิจการของเราเล่า”
จ้าวฉือแยกเขี้ยวตอบไป “หากข้าพเ้าไปมีโทสะมา รับรองต้องไม่ปราณีต่อท่านเช่นนี้ เสี่ยวหูลี่ผู้นี้เป็สหายของข้าพเ้า อย่าได้คิดว่ามันเป็สุกรอ้วนพีที่เคี้ยวง่ายทีเดียว ข้าพเ้าชิงเปิดโปงท่านก่อนเพื่อมิต้องให้ท่านถูกมันตลบหลังดอก”
คนค้าขายผู้นั้นหันไปมองเซี่ยตันคราหนึ่ง เซี่ยตันเห็นดังนั้นก็แย้มยิ้มให้มันแล้วกล่าว “ข้าพเ้าเพิ่งมาที่นี่เป็ครั้งแรก สามารถได้เห็นขนกิเลน นับว่ามีวาสนาอยู่ ที่จริงถ้ามันมิได้เปิดโปงท่าน ข้าพเ้าก็คิดจะควักกระเป๋าอยู่แล้วเทียว”
คนค้าขายผู้นั้นหันไปจ้องจ้าวฉือเขม็ง เซี่ยตันจึงกล่าวสืบต่อ “ราคาที่ข้าพเ้าจะจ่ายให้ท่าน ย่อมมิใช่ราคาของขนกิเลนปอยนี้ แต่เป็ราคาของวิธีที่ได้มา หากท่านเล่าได้สนุกสนานเร้าใจไม่แพ้นักเล่าเื่ที่โรงน้ำชา ข้าพเ้ารับรองท่านต้องได้ไม่น้อยกว่าพวกประดานั้นแน่นอน”
“....”
“ท่านสนใจอยากเล่าหรือไม่?”
คนค้าขายผู้นั้นฝืนยิ้มแล้วกล่าว “ข้าพเ้าไหนเลยจะรบกวนเวลากงจื่อเช่นนั้นได้ หากท่านมิคิดซื้อขนกิเลนปอยนี้ ก็แล้วไปเถิด”
“น่าเสียดายอย่างยิ่ง ที่จริงข้าพเ้า้าฟังนิทานแปลกใหม่ที่สนุกสนานเร้าใจอยู่ทีเดียว” กล่าวจบก็หันกายหมายเดินออกไป คนค้าขายผู้นั้นรีบส่งเสียง
“มิทราบกงจื่อจะให้ราคาประมาณเท่าใด?”
“เมื่อครู่มิใช่ข้าพเ้าบอกแล้ว? หากสนุกสนานเร้าใจกว่านักเล่าเื่ที่โรงน้ำชา ข้าพเ้าจะจ่ายท่านมิด้อยไปกว่าที่จ่ายพวกประดานั้น”
“แล้วหากไม่สนุกสนานกว่าเล่า?”
“ท่านต้องจ่ายให้ข้าพเ้า และยังเป็การเต็มใจจ่ายอีกด้วย”
“ไฮ้ นี่นับเป็เื่ราวใด?”
เซี่ยตันแย้มยิ้มแล้วกล่าว “บอกท่านตามตรง ราคาของเื่เล่า ไหนเลยจะเทียบราคาของขนกิเลนได้ ท่านเล่าได้ไม่สนุกสนานเร้าใจ ผู้ใดจะยอมซื้อขนกิเลนของท่านในราคาสูง แต่หากท่านมีนิท่านที่สนุกสนานเร้าใจ ก็จะสามารถขายขนกิเลนนี้ในราคาสูงได้ อันนิทานที่สนุกสนานเร้าใจนั้น มีองค์ประกอบหลายสิ่ง ทั้งเนื้อเื่ ตัวละคร และวาทศิลป์ ประการนี้ต้องใช้เวลาศึกษา แต่ข้าพเ้ารับประกัน ภายในชั่วเวลาหม้อน้ำเดือด ข้าพเ้าจะทำให้ท่านสามารถเล่านิทานที่สมเหตุสมผล เต็มไปด้วยกลอุบายและความยากลำบาก ทั้งยังสนุกสนานเร้าใจ จนผู้ฟังต้องควักกระเป๋าซื้อขนกิเลนของท่านในราคาตามที่ท่านเสนอ ท่านว่า นี่มิใช่เื่ที่คุ้มค่าต่อการลงทุนดอกหรือ?”
คนค้าขายผู้นั้นคล้ายมีสีหน้าเห็นคล้อยขึ้นมาด้วยบ้างแล้ว แต่ตอนที่มันจะอ้าปาก ก็ถูกจ้าวฉือชิงพูดขึ้นก่อน
“หลูเกอ (พี่ชายแซ่หลู) ท่านอย่าได้หลงคารมจิ้งจอกน้อยตัวนี้เป็อันขาด มิเช่นนั้นเงินทองในกระเป๋าอันเบาหวิวของท่าน ก็กลายเป็กลายไปหนักอยู่ในกระเป๋าของผู้อื่น ท่านอย่าได้ลืมว่าต้องเป็ผู้ได้เงินทองจากมัน มิใช่เป็มันดึงเงินทองจากกระเป๋าท่านไป”
หลูเกอผู้นั้นสะดุ้งคล้ายเพิ่งตื่นจากภวังค์ จึงแสร้งหัวร่อแล้วกล่าวขึ้น “ในเมื่อถูกเปิดโปงแล้ว ข้าพเ้าไหนเลยจะเหนี่ยวรั้งกงจื่อไว้ได้อีก ท่านไปเถิด”
จ้าวฉือดึงแขนเซี่ยตันออกมาจากแผงข้างทาง แน่นอนว่าเซี่ยตันย่อมมิขัดขืน เดินตามมันมาแต่โดยดี
“เสี่ยวหูลี่ ตัวเ้าที่เป็กงจื่อรุ่มรวยสวมใส่เสื้อผ้าอาภรณ์อันเลอค่าเยี่ยงนี้ ยังสามารถคิดวิธีไปหลอกลวงเงินจากผู้ที่กระเป๋าเบาลีบเช่นนั้นได้อีก เราคาดมิถึงจริงๆ”
“ท่านไฉนใส่ไคล้ปรักปรำข้าพเ้าได้ ข้าพเ้าไหนเลยต้องไปหลอกลวงคนผู้นั้นด้วย”
“เมื่อครู่เ้าเพิ่งบอกจะคิดราคาค่าสอนเล่าเื่มันอยู่ชัดๆ นี่ยังมิใช่เรียกการหลอกลวงอีก”
เซี่ยตันพลันทอดถอนใจแล้วกล่าว “หากคนผู้หนึ่งทำผิดเงื่อนไขที่กล่าวไว้ นั่นจึงถือเป็การหลอกลวง เกอเกอผู้นั้นขายขนกิเลนปลอม ย่อมต้องเรียกหลอกลวง แต่ที่ข้าพเ้าสอนมันเล่านิทาน เป็ความสัตย์จริงทั้งสิ้น จะเรียกหลอกลวงได้อย่างไร”
“เ้าสอนผู้อื่นเล่านิทาน ยังสามารถคิดราคาได้ด้วย”
“ถูกต้องแล้ว นิทานที่ข้าพเ้าจะสอนคนผู้นั้นเล่า ย่อมเป็นิทานที่สนุกสนานจนทำให้ผู้ฟังสามารถเคลิบเคลิ้ม ควักกระเป๋าจ่ายค่าขนกิเลนปลอมนั้นได้อย่างเต็มใจ ดังนั้นนี่จึงเป็การลงทุนอย่างหนึ่ง การลงทุนย่อมต้องมีราคา เว้นเสียแต่ท่านกระทำการค้าไม่ลงทุน (ปล้นชิง) ประการนี้มิทราบท่านสามารถเข้าใจได้หรือไม่?”
จ้าวฉือยามนี้ก็รู้สึกปวดศีรษะมากกว่าเดิมแล้วจริงๆ เซี่ยตันเห็นมันมิกล่าววาจาตอบโต้ดังนั้นจึงส่งเสียงขึ้นต่อ “แต่ว่า... หากท่านคิดทำการค้าที่ต้องลงทุนขึ้นมา ข้าพเ้าก็สามารถให้คำปรึกษาท่านได้ ท่านเป็สหายของข้าพเ้า ข้าพเ้าย่อมมิคิดราคาต่อท่านดอก”
จ้าวฉือพลันทอดถอนใจ แล้วกล่าว “ก่อนที่เราจะคิดเื่การลงทุน เราน่ากลัวต้องคิดเื่ทำอย่างไรมิให้ถูกเ้านำไปลงทุนเสียก่อน”
“ข้าพเ้าจะนำท่านไปลงทุนได้อย่างไร ในเมื่อศีรษะของท่านยามนี้ ยังมิมีผู้ใดให้ราคาเลยแม้แต่เหวินเดียว”
“....”
“แต่ท่านมิต้องเป็กังวลไป ข้าพเ้าแม้เป็คนค้าขาย แต่มิใช่คนขายมิตรสหายเป็อันขาด”
“เ้าเป็คนค้าขาย?”
“ถูกต้อง ไฉนท่านต้องทำหน้าเช่นนั้น?”
จ้าวฉือมิทราบตอนนี้มันทำหน้าเยี่ยงไร จึงได้แต่ส่งเสียงกล่าว “ท่าทางของเ้าเหมือนมาจากตระกูลขุนนางอยู่ชัดๆ อย่างน้อยต้องเป็คหบดีมีชื่อเสียง ไฉนกล่าวว่าตัวเองเป็คนค้าขาย” (ประเทศจีนโบราณได้รับอิทธิพลของขงจื้อ ซึ่งมองว่าพ่อค้าเป็อาชีพที่เอารัดเอาเปรียบผู้อื่น ดังนั้นจึงเป็อาชีพที่มีศักดิ์ศรีต่ำต้อยที่สุดในบรรดาอาชีพทั้งหมด)
“ข้าพเ้าก็เป็คนค้าขายจริงๆ” เซี่ยตันส่งเสียงตอบด้วยสีหน้าจริงจัง “ขงจื้อกล่าวว่า พ่อค้าคืออาชีพเอารัดเอาเปรียบ เป็ดั่งกาฝากของสังคม เื่เอารัดเอาเปรียบข้าพเ้าก็ยอมรับอยู่ แต่เื่เป็กาฝากของสังคม ประการนี้ข้าพเ้ามิอาจยอมรับได้ ท่านลองคิดดู ต้าิกว้างใหญ่ หากราชสำนักกะเกณฑ์แรงงานเพื่อเก็บเกี่ยวผลิตผลของทุกภูมิภาคเข้าสู่คลัง แล้วจึงค่อยนำออกมาแจกจ่าย มิทราบต้องสิ้นเปลืองงบประมาณเท่าไร ต้องใช้ผู้ดูแลควบคุมสักกี่มากน้อย คนค้าขายเดินทางระหว่างพื้นที่ กระจายผลผลิตไปสู่ภูมิภาคต่างๆ ราชสำนักนอกจากมิต้องสิ้นเปลืองกำลังคน ยังสามารถจัดเก็บภาษีเพิ่มเติมจากพวกเราได้อีกด้วย อีกทั้งมิต้องรับความเสี่ยงจากการเดินทางเอง เพียงประการนี้ก็มิสมควรถูกมองเป็กาฝากอีกต่อไปแล้ว”
“คารมของเ้านับว่าร้ายกาจ เพียงมิกี่ประโยคก็คล้ายสามารถสร้างเกียรติให้คนค้าขายได้ แต่เท่าที่เราทราบ บรรดาตระกูลร่ำรวย ล้วนแต่ผันเปลี่ยนตัวเองไปเป็คหบดีหมดสิ้นแล้ว ไฉนเ้าจึงยังเรียกตัวเองเป็คนค้าขายอีก”
“เนื่องเพราะโดยดั้งเดิมครอบครัวข้าพเ้าก็เป็คนค้าขาย ตอนนี้ก็ยังเป็อยู่ และจะยังเป็ต่อไป”
“เฮอะ ดูเ้าภาคภูมิกับการเป็คนค้าขายของตัวเองถึงเพียงนั้น ทั้งที่สารรูปมิได้ใกล้เคียงเลย”
เซี่ยตันหัวร่อแล้วกล่าว “ข้าพเ้ามิจำเป็ต้องมีสารรูปเช่นเกอเกอที่ขายขนกิเลนปลอมนั้น ก็สามารถค้าขายได้เช่นกัน ประการสำคัญ ที่บ้านของข้าพเ้ายึดหลักสามไม่”
“หลักสามไม่?”
“ไม่กดราคาจนผู้อื่นไม่เหลือกำไร ไม่คดโกง ไม่ปัดความรับผิดชอบ นี่คือหลักสามไม่”
“อ้อ...”
“ท่านต้องทราบไว้ ความร่ำรวยของผู้ค้าขาย มิใช่ได้มาโดยง่าย ล้วนแต่ต้องอาศัยความมานะอดทน ยินยอมเสี่ยงชีวิตเดินทาง ยังต้องวางแผนอย่างรัดกุม เปลืองเรี่ยวแรงเปลืองสมองมากมาย ถึงได้กำไรตอบแทนกลับมา หากบอกว่าข้าพเ้ามิโกรธเคืองท่านเลยที่มาปล้นเอาการค้าไปสองครั้งก่อนหน้า ก็ต้องเรียกว่าข้าพเ้ามุสา แต่เมื่อทราบว่าท่านมิได้นำทรัพย์นั้นไปใช้จ่ายเอง แต่กลับแจกจ่ายผู้อื่น ที่โกรธก็กลายเป็พิศวงไป ดังนั้นข้าพเ้าจึงได้มาเอง มาเพื่อดูว่าท่านเป็บุคคลเช่นไรแน่ นับว่าข้าพเ้ามิได้มาเสียเที่ยวเลย”
จ้าวฉือมิทราบ สมควรรู้สึกต่อวาจาประการนี้ของเซี่ยตันเยี่ยงไร จึงได้แต่เสมองไปในทิศทางอื่น
..............................................