เล่มที่ 1 บทที่ 48 ระหว่างเดินทาง
ณ แดนฟ้าเมฆินทร์ เมื่อประตูใหญ่ด้านหน้าของป้อมปราการยุทธ์มังกรบินในตัวเมืองของมณฑลใหญ่อุดรถูกเปิดกว้างจนสุด ขบวนรถลากขบวนหนึ่งก็แล่นติดตามกันออกไป ผ่านไปหลายชั่วโมงหลังขบวนรถลากกลไกที่ขับเคลื่อนบนที่ราบที่ผลัดกันผุดไอน้ำลอยขึ้นจากเครื่องจักรกระบอกสูบทั้งสองข้างที่ติดตั้งไว้ด้านหลัง เคลื่อนออกจากนอกเมือง ผ่านเส้นทางคดโค้งทัศนีย์ภาพทั้งภูเขาสูง เส้นทางที่มองเห็นริมธารน้ำใสไหลเอื่อย เป็นช่วงระยะครึ่งทางก็จะถึงมณฑลใหญ่ภาคกลาง รถลากกลไกเหล่านี้นับว่าขับเคลื่อนใช้การได้ดีไม่น้อย ไม่เช่นนั้นลู่เตี้ยนหัวหน้าปราการจักรกลเพลิงที่คิดค้นขึ้นคงถูกลู่พั่งกินหัวนอนสะดุ้งหนวดกระดิกไปหลายคืน รถลากกลไกคันแรกที่กว้างขวางกว่าคันอื่นและถูกออกแบบคล้ายห้องทึบสี่เหลี่ยมเคลื่อนที่ขนาดย่อมมีสองชั้น ชั้นล่างนอกจากแถวหน้าสุดที่เป็นที่นั่งของพลขับของปราการจักรกลเพลิงแล้ว แถวถัดไปก็นั่งไว้ด้วยอาจารย์ซูไฉ และลู่เก่ยลี่หัวหน้าปราการมหากาฬ เหลือที่ว่างอยู่ 2 ที่ ที่ว่างที่หนึ่งเป็นที่วางก้นของร่างอ้วนเตี้ยลู่พั่งที่เพิ่งยกก้นปีนขึ้นไปชั้นสองที่หลังคาทำเป็นชั้นระเบียงเสริมพิเศษที่เปิดโล่งรับลมชื่นชมวิวทิวทัศน์สองข้างทาง ชั้นที่สองแถวหน้านั่งประจำไว้ด้วยลู่เตี้ยนหัวหน้าปราการจักรกลเพลิง และบริวารอีกสองคนที่คอยควบคุมดูแลระบบกลไกและระบบป้องกันที่ติดตั้งไว้รอบคัน ขบวนรถลากกลไกที่นำออกมานี้ นอกจากพื้นรถจะมีกลไกให้ยกตัวขึ้นสูงได้ให้สามารถวิ่งบนทางทุรกันดารและมีล้อสำรองจำเพาะไว้เปลี่ยนแล้ว ยังมีกลไกอื่นที่ซับซ้อนไม่น้อย ทั้งชั้นบนและชั้นล่างยังติดตั้งใบพัดระบายความร้อนในรถ ความจริงรถลากกลไกคันนี้จะพิสดารไปมากกว่านี้ เนื่องเพราะลู่เตี้ยนเสนอลู่พั่งให้ติดตั้งปีกทั้งสองข้างของรถลากกลไก โดยปรับรูปทรงรถลากให้ลู่ลมตามแบบที่ปราการจักรกลเพลิงของเขาคิดค้นขึ้นเพื่อทดแทนเรือกลไฟที่ยังลอยตัวได้ช้า โดยลู่เตี้ยนคุยโว้ว่ารถกลไกต้นแบบที่พวกเขาคิดค้นขึ้นนี้ เปรียบเหมือนนกเหล็กแล่นลอยค้างบนฟ้าได้ แต่ถูกลู่พั่งยับยั้งไว้เสียก่อนกลัวว่าจะล้ำโลกไปมากกว่านี้หรือกลัวนำมาแล่นลอยใช้งานจริงแล้วจะพาร่างอ้วนเตี้ยและบุตรีของมันตกกระแทกพื้นบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ เงินทองที่เพียรหามาไม่มีวาสนาได้ใช้อีกก็ไม่อาจทราบได้ ที่ตามหลังเป็นรถลากกลไกอีกสองคันมีเพียงชั้นเดียวที่หอบวางสัมภาระ เสบียง และเครื่องไม้เครื่องมือที่จำเป็นมาด้วยเต็มคันรถ ในรถนั่งไว้ด้วยบรรดาบริวารที่มีฝีมือติดตามมาอีก 20 กว่าคน บนรถลากกลไกคันแรกขณะที่สายตาของติงคายเชอพลขับของปราการจักรกลเพลิงที่ในใจยังคิดถึงเมื่อตอนเช้าร่ำลาเมียสาวกลัวนางสวมเขาให้สามีที่ไม่อยู่บ้านเป็นเดือน จับจ้องมองเส้นทางข้างหน้าตลอดเวลา บนชั้นเสริม..ที่เปิดโล่งนั้น สำหรับลู่เตี๋ยที่มือน้อยกุมจับราวระเบียงอยู่ในชุดสีชมพูอ่อนดั่งเทพธิดาตัวน้อยที่ไม่เคยออกมาภายนอก ลมเบาบางที่โชยพัดเชยแก้มนุ่มของนาง เพียงทิวทัศน์ข้างทางยังละลานตา ยังสราญใจกว่าบรรยากาศภายในป้อมปราการยุทธ์มังกรบินและตัวเมืองของมณฑลใหญ่อุดรมากนัก รู้เช่นนี้ลู่เตี๋ยให้บิดานางพาท่องเที่ยวภายนอกนานแล้ว ทุกสิ่งข้างทางล้วนสร้างความเบิกบานใจ ต่อมาเด็กน้อยเฝ้ามองแม้หนูข้างทางที่ผุดขึ้นจากรู นิ้วน้อยๆวาดชี้ชวนชมให้ผู้เป็นบิดาดู " บิดาดูหนูขาวตัวนั้น " เสียงดั่งระฆังแก้วใบน้อย " โอ้ หนูท้องขาว มันออกมาทักเจ้านั่นเอง " ลู่พั่งขยับมาใกล้ราวระเบียงกว่าเดิมมองดูหนูท้องขาวที่โผล่มองรถลากกลไก " น่ารักยิ่งนัก เตี๋ยเตี๋ยนำไปเลี้ยงได้หรือไม่ " ลู่เตี๋ยแววตาส่องประกาย " ไฉนไม่ได้ เจ้ากลับไปย่อมมีหนูน้อยน่ารักไว้ที่ห้องตัวหนึ่ง " เสียงของลู่พั่งประโยคนี้ดังขึ้นอยู่บ้าง ลู่พั่งเพียงมองเหลือบมาทางรถคันหลัง ก่อนหันมาดูก้อนเมฆที่ลู่เตี๋ยชี้ว่าเหมือนใบหน้าลู่ตันเจ้าปราการดาวจรัส บริวารที่อยู่รถลากกลไกด้านหลังสองคัน สิบกว่าคนวิ่งกรูลงมาไล่หนูแทบไม่ทัน หลังจากเดินทางจากมณฑลใหญ่อุดรได้ครึ่งค่อนวัน ขณะลู่เตี๋ยและบิดายังเถียงกันยกใหญ่ว่าก้อนเมฆคล้ายใบหน้าลู่ตันหรือลู่ตันที่เกิดมาใบหน้าคล้ายก้อนเมฆบนชั้นระเบียงเสริม พอผ่านเส้นทางโค้งข้างหน้าไม่นาน ซูไฉก็สะกิดให้ลู่เก่ยลี่ดูตึกตระหง่าน ห้าง ร้านรวงอันเป็นชุมชนแปลกตาที่เริ่มปรากฏให้เห็น ถัดไปไม่ไกลนักมองเห็นเป็นเรือนพักหลังใหญ่อันเป็นร้านอาหารแลที่พักบนเส้นทางสัญจรหลักที่แสดงว่าเริ่มจะเข้าใกล้เขตตัวเมืองของมณฑลใหญ่ภาคกลางแล้ว ความเจริญมั่งคั่งนับเป็นที่สุดของแดนฟ้าเมฆินทร์อยู่เบื้องหน้าอีกไม่ไกลนัก ขณะรถลากกลไกขับเคลื่อนเข้ามาในชุมชนที่ค่อนข้างเจริญนี้ ก็มีคนตามท้องถนนชี้ให้ดูรถลากกลไกและผู้คนที่อยู่บนรถขบวนนี้ ยังมีเด็กชายสองสามคนวิ่งออกมาดูตรงข้างรถลากกลไก จนมารดาผมฟูของเขาต้องออกมาตามจับกลับไป วัฒนธรรมการแต่งกายและความเป็นอยู่ในตัวมณฑลใหญ่ภาคกลางถึงกลับแตกต่างจากมณฑลใหญ่ที่อื่นอยู่หลายสิ่ง ที่เดินชิดขอบท้องถนนมาเป็นชายสี่คนที่เป็นพี่น้องกันเดินเกาะกลุ่มสวนทางผ่านมาก็ชี้มือวิจารณ์เช่นกัน " พวกเจ้าดูรถลากขบวนนั้น " ชายชุดขาวที่ยืนรั้งหน้าเป็นน้องรองที่คิ้วหนาชี้มือกล่าวขึ้น " แปลกอันใด น้องรองเจ้าไม่เห็นคนอ้วนเตี้ยที่ยืนอยู่บนรถลากคันแรกนั้น " ชายที่มีคิ้วหนาที่สุดและอายุมากกว่าเพื่อนถลึงตาขึ้นจนคิ้วหนากระดิก " โธ่พี่ใหญ่ มิตาบอดย่อมมองเห็น เขาเป็นผู้ใดกัน " ชายชุดขาวน้องรองที่สงสัยจนคิ้วหนาขมวด ถามแค่นี้พี่ใหญ่ของเขาถึงกับหัวร้อนขึ้นมา " ก็ประมุขป้อมปราการยุทธ์มังกรบินของมณฑลใหญ่อุดรที่อยู่ทางเหนือ ยังจะมีผู้ใด " พี่ใหญ่น้ำเสียงไล่สูงขึ้น คนสูงวัยกว่าเพื่อนที่ถูกเรียกว่าพี่ใหญ่พอกล่าวถึงลู่พั่งคล้ายมีควันเบาบางผุดลอยบนหัว " ข้านึกว่าเป็นรถลากของวังอ๋องเลี่ยน เพียงสงสัยพวกมันไม่แต่งกายเช่นทหาร " ชายชุดดำน้องสามขนคิ้วหนาไม่แพ้กันพูดขึ้นบ้าง " อ้วนเตี้ยแซ่ลู่ ที่เล่าลือว่าขุนโจรในคราบพ่อค้าใหญ่นะรึ " ชายชุดเทาน้องสี่ที่ขนคิ้วเรียวบางหากมิใช่คิ้วหนาเป็นยีนด้อยก็เป็นมารดามันเบื่อสามียามเปลี่ยวเหงาแอบย่องไปข้างบ้านหาพริกกินยามค่ำคืน โพล่งเสียงดังขึ้นมา " จุ๊ๆ พวกเจ้าอย่างส่งเสียงดังไป ข้ายังสั่งสินแร่ของป้อมมันมาตีเหล็กที่ร้านทุกวัน " สุดท้ายพี่ใหญ่ตีคิ้วหนา หน้าขึงขังไปเท่านั้น หากอ้วนเตี้ยแซ่ลู่รู้ว่าพวกมันนินทาเขา สินแร่ที่มีแต่ป้อมมันขายยังจะแพงขูดเลือดขึ้นกว่านี้อีกหรือไม่ " พี่ใหญ่กล่าวถูกต้อง ร้านข้าก็เช่นกัน " ชายชุดดำน้องสามที่หัวคิ้วหนาตกลงมาเล็กน้อย เหลียวมองดูน้องสี่ที่แลดูสีผิวคล้ำกว่าผู้อื่นที่มักทะลุปล้องออกมา นิสัยไม่ค่อยเหมือนพี่น้องคนอื่น " ผู้นี้นะรึลู่พั่ง เตี้ยถึงเพียงนี้ยังกล้ากินหัวขูดเลือดผู้คน " ชายชุดเทาน้องสี่ที่ขนคิ้วบางไม่เข้าพวกยังตีคิ้วบางร่ำร้องออกมา " เจ้าอย่าพูดดังนัก มิเห็นมันมองมาทางนี้แล้ว " พี่ใหญ่ตีคิ้วหนาหน้าขึงขังกว่าเดิมมุบมิบปากส่งเสียงออกมา บนรถลากกลไกลู่พั่งถึงกลับหันมาทางนี้จริงๆ พวกเขาทั้งสี่พอเห็นลู่พั่งหันมาก็ก้มศีรษะหัวคิ้วหนาบางคลี่คลายออกกลั้วยิ้มขึ้นเต็มใบหน้าถ้วนทุกคน …………………………….. แม้ยังไม่ใช่เขตตัวเมือง แต่ที่นี้ยังมีการจัดทำผังที่ตั้งของชุมชนร้านรวงต่างๆจัดเป็นสัดส่วน ถนนหนทางกว้างขึ้นเห็นได้อย่างชัดเจน หลังเดินทางมาเหนื่อยล้ามาครึ่งค่อนวัน ขบวนรถลากกลไกก็หยุดลงตรงหน้าเรือนพักหลังใหญ่ที่ลู่พั่งหมายตาไว้ สุดท้ายเมื่อขบวนรถลากกลไกจอดสนิทลงทั้งสามคัน ทุกคนลงจากรถลากกลไก พลขับเคลื่อนรถไปจอดยังที่ว่าง สัมภาระที่จำเป็นล้วนถูกขนลงวาง หลังลู่พั่งสังเกตว่ามีผู้คนชี้มือชี้ไม้มาทางตนจึงกวาดตามอง ที่นี้แม้ห่างจากมณฑลใหญ่อุดรไม่น้อย แต่ย่อมมีผู้เคยยลบารมีเหลี่ยมพ่อค้าใหญ่ของตน เขาหันมองเข้าไปในเรือนพักหลังที่หมายตาไว้ เมื่อเห็นว่าคนไม่พลุกพล่านนัก เหลียวไปดูสัมภาระล้วนขนมาวางเตรียมพร้อมเคลื่อนย้ายแล้ว ขณะผู้อื่นกำลังหันหน้าแลหลังมองดูที่สถานที่ที่เพิ่งเดินทางมาถึง และคนโดยรอบก็เหลียวมองผู้คนต่างถิ่นที่มาเยือน ลู่พั่งและบุตรีก็มองสำรวจรอบข้างเช่นกัน ลู่เตี๋ยเขินอายเล็กน้อยที่มีผู้คนมากหลายมองมาที่นาง จึงขยับไปใกล้บิดาของนาง ลู่เตี๋ยที่อยู่ในชุดสีชมพูอ่อน แม้อายุยังน้อยเพียง 10 ขวบ แต่ดวงหน้าเรียวเล็กงดงาม ผิวพรรณเนียนละเอียดขาวราวหยกย่อมเป็นเป้าสายตาของคนหลายคนเมื่อนางปรากฏโฉมดั่งเทพธิดาตัวน้อยขึ้น ลู่พั่งดูท่าทีของบุตรีท่าทางอาจเหนื่อยล้าและไม่คุ้นกับสายตาที่ผู้คนรอบข้างมองมาจึงเดินเข้าหาเขา นางคงไม่คุ้นกับผู้คนแปลกหน้า เขาจึงร่ำร้องขึ้น '' ไปแจ้งเจ้าของสถานที่แห่งนี้ โต๊ะนั่งที่เหลือห้องพักที่ว่างแถบหนึ่ง อ้วนเตี้ยแซ่ลู่แห่งป้อมปราการยุทธ์มังกรบินล้วนเหมาไว้หมดสิ้น " ไม่ทราบมันสั่งกับผู้ใด แต่บริวารสิบกว่าคนก็วิ่งตามกรูกันเข้าไป " เชิญอาจารย์ซูไฉเข้าไปพักผ่อน " ลู่พั่งเชิญซูไฉก่อน เมื่อเห็นนางเดินตามลู่เก่ยลี่ที่เดินนำเข้าไปก่อน จึงเหลียวมองไปยังลู่เตี๋ยแล้วคว้ามือนุ่มของนางตามซูไฉเข้าไป ในรัศมีหลายสิบกิโลเมตรการที่จะหาที่พักที่โอ่โถกว้างใหญ่เช่นเรือนพักแห่งนี้หาได้ยาก นอกจากที่พักในตัวเมืองมณฑลใหญ่ภาคกลาง ส่วนต้อนรับลูกค้าตรงชั้นล่างมีสตรีหลายคนดูแล ชั้นบนที่มีสามชั้นเป็นห้องพักหลายสิบห้องไว้รองรับลูกค้า การค้าช่วงนี้ร้างผู้คนไปบ้างประกอบกับราคาค่าที่พักค้างแรมที่แพงอยู่ไม่น้อยจึงมีห้องพักว่างกว่ายี่สิบห้องล้วนซึ่งถูกลู่พั่งเหมาไปหมดสิ้น ที่เขาทำเช่นนั้นเพื่อความปลอดภัยและสบายใจของบุตรี ภายในเรือนพักชั้นล่าง กลับมีคนนั่งอยู่สามคนที่เดินทางออกจากมณฑลใหญ่อุดรที่มุ่งหน้าสู่มณฑลใหญ่ประจิมเช่นกัน ทั้งสามเดินทางมาถึงก่อนกำลังนั่งสนทนากันอยู่บนโต๊ะที่อยู่ตรงกลางห้องโถงใหญ่ หมิงจื่อที่นั่งหันหน้าให้ประตูทางเข้าหันไปดูชายสิบกว่าคนที่กรูกันเข้ามาในร้านส่งเสียงวุ่นวายแว่วมา นางสนใจฟังอยู่บ้าง แต่ในปากยังกัดค้างขนมหนวดมังกรที่หยิบขึ้นทานอยู่ตรงหน้า ก่อนหันมาสนใจทวนสั้นที่อยู่บนหลังหมิงเย่าผู้เป็นบิดา " ท่านพ่อ จื่อจื่อไฉนไม่เคยเห็นทวนหน้าตาประหลาดที่ท่านพ่อนำติดตัวมาด้วย " หมิงเย่ามองดูดวงตากลมโตของนางที่มองดูทวนสั้นที่เขาสะพายติดตัวมา หลังพวกเขาจับจองห้องพักชั้นบนที่เรือนพักหลังนี้แล้วจึงชวนกันลงมาทานอาหารว่างชั้นล่าง ปกติทวนสั้นเจ็ดท่อนที่รูปร่างแปลกตาที่เพียงสะพายไว้ยังแทบจะโผบินออกมานี้เรียกว่า‘ทวนพายุบินเจ็ดตระการตระกูลหมิง’ ทวนสั้นประจำตระกูลนี้เก็บรักษาไว้ในห้องคลังอาวุธในหอสัประยุทธ์เจ็ดตระการของตระกูลหมิงที่คนของตระกูลหมิงและบ่าวไพร่อาศัยอยู่ จึงมิใช่เรื่องแปลกที่พี่สาวและน้องชายของเขา หมิงเหลียนและหมิงเฉินที่ฝึกปรือสุดยอดวรยุทธ์และใช้ชีวิตอยู่เพียงในหอสัประยุทธ์เจ็ดตระการนับครั้งที่ออกมาภายนอกได้จึงไม่มีผู้ใดรู้จัก .............................................