ราชันย์ลมปราณอนันต์

    ตอนที่ 34: ความพิโรธของตระกูลเว่ย

    ตอนที่ 34: ความพิโรธของตระกูลเว่ย

    เช้าวันรุ่งขึ้น ซากโกดังค้าไม้ที่กลายเป็นเถ้าถ่านคือหัวข้อสนทนาที่ร้อนแรงที่สุดในเมืองหลวง เจ้าหน้าที่จากกระทรวงยุติธรรมเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุอย่างละเอียด แต่พวกเขาก็ไม่พบร่องรอยการบุกรุกหรือสารเร่งไฟที่เป็นที่รู้จักเลยแม้แต่น้อย

    หลังจากสืบสวนอยู่ครึ่งค่อนวัน รายงานอย่างเป็นทางการก็สรุปออกมาว่า "อาจเป็นอุบัติเหตุที่เกิดจากสินค้าประเภทเครื่องเทศและผ้าไหมทำปฏิกิริยากันในที่อับอากาศจนเกิดการลุกไหม้"
    นี่คือข้อสรุปที่เฟิงหวงต้องการให้เป็น!

    แต่แน่นอนว่าตระกูลเว่ยและพระจักรพรรดินีไม่ทรงเชื่อเช่นนั้น! พวกเขารู้ดีว่านี่คือการจงใจโจมตี!
    "ฝีมือของพวกเศษเดนองค์ชายรองแน่นอน!" ขุนนางตระกูลเว่ยผู้หนึ่งทุบโต๊ะอย่างเดือดดาลในที่ประชุมลับ "พวกมันต้องโกรธแค้นที่เราเป็นต้นเหตุให้เฟิงหลงต้องสิ้นอำนาจ!"

    องค์ชายสี่ เฟิงเยว่ ผู้มีใบหน้าเคร่งขรึมอยู่เสมอ พยักหน้าเห็นด้วย "สมเหตุสมผลที่สุด พวกมันไม่มีอะไรจะเสียแล้ว การลอบกัดเช่นนี้คือวิธีการเดียวที่พวกมันทำได้"
    ด้วยความโกรธแค้นและความทะนงตน พวกเขาปักใจเชื่อในทฤษฎีที่ดูสมเหตุสมผลที่สุด และมองข้ามความเป็นไปได้อื่นๆ ไปจนหมดสิ้น อ๋องสันติผู้ไร้ค่า? ไม่ได้อยู่ในสายตาของพวกเขาเลยแม้แต่น้อย

    พระจักรพรรดินีจึงได้ใช้เหตุการณ์นี้เป็นข้ออ้างในการกดดันองค์ฮ่องเต้ให้กวาดล้างผู้ที่เคยเกี่ยวข้องกับองค์ชายรองทั้งหมดอย่างเด็ดขาด คุกหลวงเต็มไปด้วยขุนนางที่เคยสนับสนุนเฟิงหลง บรรยากาศแห่งความหวาดกลัวเข้าปกคลุมเมืองหลวงอีกครั้ง
    แต่ในขณะที่ตระกูลเว่ยกำลังเพลิดเพลินกับการไล่ล่าศัตรูทางการเมือง...เฟิงหวงก็ได้เริ่มเคลื่อนไหวในแนวรบที่สองเขาได้เรียกอาหยินเข้าพบ

    "อาหยิน ข้าต้องการให้เจ้าปล่อย 'นิทาน' เรื่องหนึ่งออกไป" เฟิงหวงกล่าวด้วยรอยยิ้ม "นิทานเกี่ยวกับ 'ตระกูลพ่อค้าหน้าเลือด' ตระกูลหนึ่งที่ร่ำรวยจากการผูกขาดการค้าและลักลอบขนของหนีภาษี ทำให้ชาวบ้านต้องซื้อของแพงและพ่อค้าเล็กๆ ต้องล้มละลาย"

    "ไม่ต้องเอ่ยชื่อตระกูลเว่ยโดยตรง" เขาสั่ง "แต่จงบรรยายลักษณะของธุรกิจ สถานที่ตั้ง และพฤติกรรมของคนในตระกูลนั้นให้ชัดเจน...ชัดเจนจนทุกคนที่ได้ฟังรู้ได้ในทันทีว่าหมายถึงใคร"

    อาหยินรับคำสั่งด้วยดวงตาที่ทอประกาย นางเข้าใจในทันทีว่านี่คือการโจมตีที่แยบยลและร้ายกาจยิ่งกว่าการวางเพลิงเสียอีก
    เครือข่ายเนตรทิพย์เริ่มทำงานทันที!
    ไม่นานนัก "นิทาน" เรื่องนี้ก็ถูกเล่าขานไปทั่วทุกโรงน้ำชาและตลาดในเมืองหลวง นักเล่านิทานนำไปดัดแปลงเป็นบทเพลงขับขานอย่างสนุกปาก เด็กๆ นำไปร้องเล่นเป็นเพลงล้อเลียน
    "เศรษฐีหน้าเลือดเว่ย หอยาพิษไว้ในกำมือ
    ซื้อของถูกขายแพงลิบลิ่ว ชาวบ้านต้องทนกล้ำกลืน..."

    ข่าวลือแพร่กระจายเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง! จากเรื่องซุบซิบกลายเป็นความไม่พอใจ จากความไม่พอใจกลายเป็นความโกรธแค้นของประชาชน! ชื่อเสียงของตระกูลเว่ยที่เคยดูสูงส่ง บัดนี้กลับมัวหมองและถูกเกลียดชังจากชาวบ้านไปทั่วทุกหย่อมหญ้า
    สถานการณ์นี้สร้างแรงกดดันมหาศาลให้กับราชสำนัก ในยามที่บ้านเมืองต้องการความสามัคคีเพื่อรับมือศึกชายแดน แต่ตระกูลของพระจักรพรรดินีกลับถูกเปิดโปงว่าเป็นผู้ที่ขูดรีดประชาชนเสียเอง

    ณ ท้องพระโรงในวันประชุมขุนนางอีกครั้ง...
    บรรยากาศเต็มไปด้วยความอึดอัด ท่านราชเลขาธิการหวังผู้เที่ยงธรรมได้ก้าวออกมารายงานถึงความไม่พอใจของประชาชนที่กำลังลุกลามบานปลาย
    จักรพรรดิเฟิงเทียนประทับอยู่บนบัลลังก์ด้วยพระพักตร์ที่ดำคล้ำยิ่งกว่าครั้งไหนๆ พระองค์ไม่ได้มองเหล่าขุนนาง แต่กลับจ้องตรงไปยังโอรสองค์ที่สี่ของตนเอง

    "เฟิงเยว่!" สุรเสียงของพระองค์กังวานและแฝงไว้ด้วยความพิโรธ "เรื่องราวเหล่านี้...เจ้ามีอะไรจะอธิบายให้พ่อฟังหรือไม่!?"
    องค์ชายสี่ที่เคยเป็นดาวรุ่งพุ่งแรง บัดนี้กลับต้องยืนตัวแข็งทื่ออยู่กลางท้องพระโรง เขาถูกบิดาของตนเองซักฟอกต่อหน้าขุนนางนับร้อย! เขากำลังจะแก้ตัว แต่กลับพบว่าตนเองพูดอะไรไม่ออก

    จากผู้ล่า...เขากำลังจะกลายเป็นผู้ถูกล่าเสียเอง
    และที่ตำหนักเมฆาคล้อยอันแสนห่างไกล เฟิงหวงกำลังนั่งจิบชาและฟังรายงานจากลุงจงด้วยรอยยิ้มที่สงบนิ่ง
    ไฟที่เขาจุดขึ้น...บัดนี้มันได้ลามไปเผาทำลายฐานที่มั่นของศัตรูได้อย่างงดงามแล้ว

    คล้ายกับเรื่องราชันย์ลมปราณอนันต์ ที่คุณอ่าน