จารึกที่ 87 : วิกฤตเงินตรา : ข้อเสนอจากคุณชายตระกูลเฟิง
ณ ตลาดการค้าศิษย์สายนอก สำนักหมึกวารี
แสงแดดยามบ่ายที่ร้อนระอุสาดส่องลงมากระทบหลังคากระเบื้องสีซีดของร้านรวงต่างๆ ในย่านการค้า ฝุ่นละอองสีทองเต้นระบำอยู่ในลำแสงที่ลอดผ่านชายคาลงมา บรรยากาศโดยรอบเต็มไปด้วยเสียงจอแจของการต่อรองราคา เสียงตะโกนเรียกลูกค้า และเสียงโลหะกระทบกันจากการตีเหล็ก ดังเซ็งแซ่ไปทั่วบริเวณ
ทว่า สำหรับ อาเจีย แล้ว ความคึกคักเหล่านี้กลับดูเหมือนภาพสีเทาที่ไร้ชีวิตชีวา
หลังจากเหตุการณ์ระทึกขวัญเมื่อช่วงสายที่โรงอาหาร... แผนการอันชาญฉลาดที่จะใช้วิชา 'เส้นด้ายวิญญาณ' เพื่อเก็บตกเศษเงินที่ตกหล่นตามพื้น ต้องพังทลายลงไม่เป็นท่า เมื่อถูก หลินชิงเสวี่ย ศิษย์พี่หญิงจอมจับผิดแห่งยอดเขาพู่กันหยก จับได้คาหนังคาเขา แถมยังโดนข่มขู่ด้วยแววตาพิฆาตจนเขาต้องรีบโกยแน่บออกมาโดยไม่ได้เงินติดมือมาแม้แต่อีแปะเดียว
ความหวังสุดท้ายในการกู้วิกฤตทางการเงินของเขา จึงตกมาอยู่ที่สมุนไพรเพียงต้นเดียวที่เขายอมเสี่ยงตายไปเก็บมาจากหุบเขาอสรพิษเมื่อคืนก่อน
"สองตำลึงเงิน..."
เสียงแหบแห้งของชายวัยกลางคนรูปร่างท้วม ไว้หนวดเคราแพะสั้นๆ ดังขึ้นทำลายความเงียบ
เถ้าแก่ร้าน 'หอโอสถร้อยสมุนไพร' วางเหรียญเงินเก่าๆ สองเหรียญลงบนถาดไม้อย่างไม่ไยดี พลางดีดลูกคิดรางใหญ่เสียงดัง แกรก... แกรก... โดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมามองลูกค้า
อาเจียยืนเกาะเคาน์เตอร์ไม้เก่าคร่ำคร่า มือที่กำขอบโต๊ะเริ่มสั่นระริก ดวงตาจ้องมองเหรียญเงินสองเหรียญนั้นราวกับเห็นศัตรูคู่อาฆาต
"เถ้าแก่... ท่านล้อข้าเล่นรึเปล่าขอรับ?" อาเจียพยายามข่มอารมณ์โกรธ น้ำเสียงสั่นเครือ "นี่คือ 'หญ้าเกล็ดงู' อายุห้าสิบปีเชียวนะ! ข้าต้องปีนหน้าผาสูงชันในหุบเขาอสรพิษ ต้องหลบหลีกงูหลามยักษ์ตาแดงที่จ้องจะงับหัวข้า จนเกือบเอาชีวิตไม่รอด! ท่านให้ราคาข้าแค่นี้... มันไม่ต่างกับปล้นกันกลางแดดเลยนะ!"
เถ้าแก่ร้านโอสถหยุดมือที่ดีดลูกคิด เงยหน้าขึ้นมามองอาเจียด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความเบื่อหน่ายแบบพ่อค้าที่เจนโลก
"อาเจียเอ๋ย... เจ้าเป็นศิษย์สายนอกมานานเท่าไหร่แล้ว? ไม่รู้หรือว่าช่วงนี้ตลาดสมุนไพรม้นเป็นอย่างไร?"
เถ้าแก่หยิบหญ้าเกล็ดงูต้นนั้นขึ้นมาส่องกับแสงแดด "ดูนี่สิ... หญ้าเกล็ดงูของเจ้า ถึงใบจะยังสด แต่รากฝอยตรงนี้ขาดไปหนึ่งส่วน สรรพคุณทางยาหายไปแล้วอย่างน้อยหนึ่งในสิบ แถมช่วงนี้พวกศิษย์สายในแห่กันไปทำภารกิจล่าสัตว์อสูร นำหญ้าพวกนี้กลับมาขายกันเกลื่อนตลาด อุปทานล้นตลาด ราคามันก็ต้องตกลงเป็นธรรมดา"
เถ้าแก่วางสมุนไพรลง แล้วดันถาดเงินมาข้างหน้า
"สองตำลึงเงิน... นี่ข้าให้ราคา 'มิตรภาพ' เพราะเห็นแก่ที่เจ้าเป็นลูกค้าประจำหรอกนะ ถ้าเจ้าไม่พอใจ ก็ลองเดินไปร้าน 'โอสถสวรรค์' ฝั่งตรงข้ามดูสิ ร้านนั้นคงกดราคาเจ้าเหลือแค่หนึ่งตำลึงห้าสิบอีแปะแน่ๆ"
อาเจียกัดฟันกรอด เสียงกรามขบกันดัง กรอด เขาอยากจะตะโกนด่าเถ้าแก่หน้าเลือดผู้นี้ให้ลั่นตลาด อยากจะเสกเจ้าสัวออกมาทุบร้านให้พังพินาศ แต่ความเป็นจริงคือเขาทำไม่ได้ ขืนก่อเรื่องในเขตการค้า มีหวังโดนผู้คุมกฎจับไปโบยหลังลายและขับออกจากสำนักแน่นอน
"ก็ได้... สองตำลึงก็สองตำลึง!"
อาเจียกระแทกเสียง กวาดเหรียญเงินสองเหรียญลงถุงผ้าเก่าๆ ที่เอวอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหมุนตัวเดินกระแทกเท้าออกมาจากร้านด้วยความหงุดหงิด
"พ่อค้าหน้าเลือด! สักวันเถอะ... สักวันข้าจะเปิดร้านขายยาแข่งให้เจ๊งกันไปข้าง!" เขาบ่นพึมพำสาปแช่งไปตลอดทาง
อาเจียเดินเตะฝุ่นไปตามทางเดินแคบๆ ระหว่างแผงลอย สมองอันรวดเร็วของเด็กหนุ่มผู้หิวโหยเริ่มทำงานอย่างหนัก ดีดลูกคิดในจินตนาการเพื่อคำนวณสถานะทางการเงินในปัจจุบัน
"รายรับ... สองตำลึงเงิน..."
"รายจ่าย..."
ภาพรายการค่าใช้จ่ายผุดขึ้นมาในหัวเป็นฉากๆ ราวกับบัญชีนรก
ค่าซ่อมรอยขีดข่วนบนไหล่ขวาของ เจ้าสัว (หุ่นเชิดหยกทมิฬ) ที่เกิดจากการฝึกซ้อมเมื่อวันก่อน ต้องใช้ 'ผงหยกดำ' เกรดต่ำ อย่างน้อยหนึ่งขวด... ราคาห้าสิบตำลึงทอง
ค่าอาหารเนื้อสัตว์อสูรเกรดดีสำหรับ เจ้าถุงเงิน (แมงมุมทมิฬ) เพื่อเร่งการเจริญเติบโตของต่อมพิษ... ห้าตำลึงทอง
ค่าเช่าที่ดินแปลงเล็กๆ ท้ายสำนักสำหรับปลูกผักปราณ... สิบตำลึงทอง
ไหนจะค่ากินอยู่ ค่าเช่าคัมภีร์วิชาพื้นฐาน...
ยิ่งคิด ตัวเลขสีแดงในบัญชีก็ยิ่งพุ่งสูงขึ้นจนทะลุเพดาน
"ข้ากำลังจะล้มละลาย!"
อาเจียหยุดเดิน ทรุดตัวลงนั่งยองๆ ข้างกำแพงตึกแถวที่ร่มรื่น ยกมือขึ้นกุมขมับด้วยความสิ้นหวัง
"ชีวิตหนอชีวิต... รอดตายจากสุสานบรรพชนมาได้ ได้ครอบครองวิชาระดับตำนาน มีหุ่นเชิดระดับเทพ... แต่กลับต้องมาอดตายเพราะไม่มีเงินเนี่ยนะ? มันตลกร้ายเกินไปแล้ว"
เขามองเหม่อไปที่แผงขายซาลาเปาฝั่งตรงข้าม กลิ่นหอมของแป้งนึ่งและไส้หมูสับลอยมาแตะจมูก ท้องของเขาร้องประท้วงเสียงดัง โครกคราก
"รู้งี้ข้าน่าจะเสี่ยงขโมยถุงเงินศิษย์พี่หญิงหลินตอนนั้นซะก็สิ้นเรื่อง..." อาเจียรำพึงรำพันกับตัวเอง "แต่ก็นั่นแหละ... นางหูดีขนาดนั้น ขืนข้าขยับนิ้ว นางคงใช้วิชาดัชนีกระบี่ตัดมือข้าขาดก่อนจะได้แตะถุงเงินแน่ๆ เฮ้อ..."
ในขณะที่อาเจียกำลังจมดิ่งสู่ห้วงแห่งความสิ้นหวัง เงาร่างหนึ่งก็ทาบทับลงมาบดบังแสงแดด
พร้อมกับกลิ่นหอม... ไม่ใช่กลิ่นซาลาเปา แต่เป็นกลิ่นหอมเย็นสดชื่นของเครื่องหอมราคาแพงระยับระดับ 'ไม้กฤษณาสวรรค์' ที่มีแต่ชนชั้นสูงเท่านั้นที่จะใช้ได้
"นั่นมัน... ศิษย์น้องอาเจีย ผู้รอดชีวิตดวงแข็งจากเหตุการณ์สุสานบรรพชนถล่มมิใช่รึ?"
น้ำเสียงนุ่มทุ้ม กังวาน แต่แฝงไว้ด้วยความหยิ่งทะนงเล็กๆ ดังขึ้นเหนือหัว
อาเจียค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองอย่างเชื่องช้า ดวงตาที่หรี่ปรือเพราะความหิวค่อยๆ เบิกกว้างขึ้น... กว้างขึ้น... จนตาโตเท่าไข่ห่าน
ผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้าคือชายหนุ่มรูปงาม ผิวพรรณขาวผ่องเนียนละเอียดราวกับหยกเนื้อดี สวมชุดคลุมยาวทำจากผ้าไหมแพรพรรณสีฟ้าคราม ปักลวดลายเมฆาด้วยดิ้นเงินระยิบระยับยามต้องแสงแดด ที่เอวห้อยหยกพกราคาแพงและกระบี่ด้ามทองคำฝังพลอย ในมือถือพัดจีบที่ทำจากกระดูกสัตว์อสูรระดับสูง ท่วงท่าสง่างามสมกับเป็นลูกผู้ดีมีตระกูล
ด้านหลังของชายหนุ่ม มีผู้ติดตามร่างกายกำยำสวมชุดสีดำสองคนยืนคุมเชิงอยู่ห่างๆ แผ่กลิ่นอายของผู้ฝึกยุทธ์ระดับกลางออกมา
เฟิงอี้หราน... คุณชายใหญ่แห่งตระกูลเฟิง ตระกูลมหาเศรษฐีอันดับต้นๆ ของเมือง และเป็นศิษย์แลกเปลี่ยนจาก สำนักพู่กันเพลิง พันธมิตรของสำนักหมึกวารี ผู้ขึ้นชื่อเรื่องความร่ำรวยระดับตำนาน!
สมองของอาเจียประมวลผลทันที รวดเร็วยิ่งกว่าสายฟ้าแลบ
เฟิงอี้หราน = มหาเศรษฐี = บ่อเงินบ่อทอง = ทางรอดจากความอดอยาก!
อาเจียลุกพรึ่บขึ้นยืนทันที ปัดฝุ่นที่ก้นอย่างรวดเร็ว ปรับเปลี่ยนสีหน้าจากยาจกผู้สิ้นหวัง ให้กลายเป็นศิษย์น้องผู้เปี่ยมด้วยรอยยิ้มการค้าที่จริงใจที่สุดในโลก
"โอ้! คุณชายเฟิง!" อาเจียประสานมือคารวะอย่างนอบน้อมโค้งตัวจนแทบจะขนานกับพื้น "เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้พบท่านขอรับ! ลมอะไรหอบท่านมาเยือนย่านการค้าศิษย์สายนอกที่แสนจะซอมซ่อของพวกข้าขอรับ? หรือว่าท่านหลงทาง? ให้ข้าน้อยนำทางไหมขอรับ?"
เฟิงอี้หรานสะบัดพัดจีบหุบลงดัง พรึ่บ สายตาคมกล้ากวาดมองไปรอบๆ อย่างระแวดระวัง ก่อนจะโบกมือไล่ผู้ติดตามทั้งสองให้ถอยออกไปไกลกว่าเดิม แล้วดึงแขนอาเจียเข้าไปในตรอกแคบๆ ข้างร้านขายของเก่าที่ปลอดคน
"ข้าไม่ได้หลงทาง..." เฟิงอี้หรานกระซิบเสียงเครียด แววตาที่เคยถือดีดูฉายแววกังวลลึกๆ "ข้ามาหาเจ้าโดยเฉพาะ... อาเจีย"
"หาข้า?" อาเจียเลิกคิ้วสูง ชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง "ข้าน้อยเป็นแค่ศิษย์สายนอกต่ำต้อย ไร้ชื่อเสียงเรียงนาม..."
"เลิกถ่อมตัวได้แล้ว" เฟิงอี้หรานตัดบทเสียงเข้ม "ข้าสืบประวัติเจ้ามาหมดแล้ว ในเหตุการณ์สุสานบรรพชนถล่มเมื่อเดือนก่อน... ศิษย์สายนอกนับร้อยคนบาดเจ็บล้มตาย หรือไม่ก็ต้องถูกหามออกมาในสภาพปางตาย แต่เจ้า... กลับเดินออกมาได้หน้าตาเฉยโดยไร้รอยขีดข่วน ราวกับแค่เข้าไปเดินเล่นในสวนหลังบ้าน"
เฟิงอี้หรานขยับหน้าเข้ามาใกล้ จ้องตาอาเจียเขม็ง "สถานการณ์วิกฤตขนาดนั้น แต่เจ้ากลับรอดมาได้ครบสามสิบสองประการ นั่นแปลว่า เจ้าต้องมี 'สัญชาตญาณการเอาตัวรอด' ที่ไม่ธรรมดา... หรือไม่ก็มี 'ของดี' ติดตัวที่คนอื่นไม่รู้"
อาเจียยิ้มแห้งๆ เหงื่อตกในใจ 'หมอนี่สืบเก่งใช้ได้... แต่ท่าทางร้อนรนแบบนี้ แสดงว่ามีเรื่องเดือดร้อนแน่ และเรื่องเดือดร้อนของคนรวย มักจะมาพร้อมกับค่าตอบแทนที่งดงามเสมอ'
"โชคช่วยทั้งนั้นขอรับ..." อาเจียยังคงแบ่งรับแบ่งสู้เพื่อหยั่งเชิง
"ข้าไม่สนว่าโชคหรือฝีมือ แต่ข้าต้องการคนแบบเจ้า" เฟิงอี้หรานเข้าประเด็นทันที "ข้าได้รับภารกิจด่วนจากผู้อาวุโสของตระกูลเฟิง ให้ไปสำรวจ 'เหมืองร้างหุบเขาหมอก' ทางทิศอุดร เพื่อหาแร่ 'เหล็กไหลทมิฬ' และ 'แร่โลหิต' มาซ่อมแซมอาวุธประจำตระกูล..."
น้ำเสียงของคุณชายเฟิงเริ่มสั่นเครือเล็กน้อย
"แต่ข้ารู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี... ในตระกูลข้าตอนนี้มีการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นเพื่อตำแหน่งผู้นำตระกูลรุ่นต่อไป ข้าไม่ไว้ใจคนคุ้มกันที่ตระกูลส่งมาให้ ข้ากลัวว่าพวกมันจะเป็นหนอนบ่อนไส้ที่รอจังหวะเชือดข้าทิ้งกลางทาง แล้วป้ายความผิดให้สัตว์อสูร"
"ข้าต้องการ 'คนนอก'..." เฟิงอี้หรานจ้องตาอาเจียสื่อความหมาย "คนที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับการเมืองในตระกูลเฟิง คนที่เห็นแก่เงินมากกว่าอำนาจ และที่สำคัญ... ต้องเป็นคนที่ 'ตายยาก' เหมือนแมลงสาบอย่างเจ้า"
อาเจียกระตุกมุมปาก 'เปรียบเทียบได้เห็นภาพมากพ่อคุณ... ข้าควรจะดีใจไหมเนี่ยที่เหมือนแมลงสาบ'
เฟิงอี้หรานชูนิ้วเรียวยาวขึ้นมาสองนิ้ว
"ไปเป็นเพื่อนข้า... แค่ไปช่วยดูต้นทาง คุ้มกัน และเป็นหูเป็นตา ไม่ต้องออกหน้าสู้ถ้าไม่จำเป็น ข้าให้ค่าจ้าง ยี่สิบตำลึงทอง"
หัวใจของอาเจียเต้นผิดจังหวะทันที ตึกตัก! ตึกตัก!
ยี่สิบตำลึงทอง!
นั่นมันเท่ากับเงินเดือนศิษย์สายนอกสิบปี! ซื้อผงหยกดำได้ครึ่งขวด! ซื้อซาลาเปากินได้ทั้งชาติ!
แต่สัญชาตญาณพ่อค้าหน้าเลือดที่ฝังอยู่ในสายเลือดร้องเตือนว่า 'อย่าเพิ่งรีบตะครุบเหยื่อ! ยิ่งเขาร้อนรน ยิ่งโก่งราคาได้! นี่คือโอกาสทองฝังเพชร!'
อาเจียแสร้งทำสีหน้าลำบากใจ ถอนหายใจยาวเหยียดราวกับแบกโลกไว้ทั้งใบ
"โธ่... คุณชายเฟิง ท่านก็รู้ว่าเหมืองหุบเขาหมอกน่ะอันตรายแค่ไหน ขึ้นชื่อเรื่องไอพิษมรณะและสัตว์อสูรดุร้ายที่ซ่อนอยู่ในเงามืด... ข้าเป็นแค่ศิษย์สายนอกพลังปราณต้อยต่ำ ชีวิตน้อยๆ ของข้าคงมีค่ามากกว่ายี่สิบตำลึงทองกระมังขอรับ..."
เขาแอบชำเลืองมองเฟิงอี้หรานด้วยหางตา แล้วพูดต่อเสียงอ่อย
"อีกอย่าง ช่วงนี้ข้ากำลังยุ่งกับการดูแลแปลงผักกาดขาว ถ้าข้าไป ผักข้าคงเฉาตายหมด..."
เฟิงอี้หรานกัดฟันกรอด เขารู้ทันทีว่าไอ้หมอนี่กำลังโก่งราคา แต่เขาไม่มีเวลาไปหาคนอื่นแล้ว
"ห้าสิบตำลึงทอง!" เฟิงอี้หรานประกาศเสียงดังฟังชัด "จ่ายก่อนครึ่งหนึ่งเป็นมัดจำ! และถ้าเจอสมบัติอะไรระหว่างทาง ข้าให้สิทธิ์เจ้าเลือกก่อนหนึ่งชิ้น! นี่คือข้อเสนอสุดท้าย ถ้าเจ้าไม่เอา ข้าจะไปจ้างศิษย์สำนักกระบี่!"
อาเจียหยุดหายใจไปชั่วขณะ สมองคำนวณความคุ้มค่าเสร็จสิ้นภายในเสี้ยววินาที
ห้าสิบตำลึงทอง... บวกกับสิทธิ์เลือกสมบัติ... คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม! นี่มันปล้นคนรวยชัดๆ!
"ตกลงครับนายท่าน!"
อาเจียตอบรับทันทีชนิดที่เฟิงอี้หรานยังไม่ทันหุบปาก มือแบออกมารับถุงเงินมัดจำใบอวบอ้วนที่เฟิงอี้หรานยื่นให้อย่างรวดเร็วราวกับกลัวอีกฝ่ายเปลี่ยนใจ
"ตัวข้าและวิชาป้องกันตัวอันน้อยนิด พร้อมให้บริการท่านแล้วขอรับ! รับรองความปลอดภัยระดับพรีเมียม! เราจะออกเดินทางกันเมื่อไหร่ขอรับ?"
เฟิงอี้หรานถอนหายใจอย่างโล่งอก แม้จะรู้สึกเจ็บใจที่โดนขูดรีด แต่ความปลอดภัยของชีวิตสำคัญกว่าเงินทอง
"เดี๋ยวนี้เลย... ข้าไม่อยากให้ใครรู้ว่าข้าออกจากสำนัก โดยเฉพาะพวกที่จ้องจะเล่นงานข้า... ไปเจอกันที่ประตูทิศอุดรในอีกครึ่งชั่วยาม!"
เฟิงอี้หรานสะบัดชายเสื้อเดินจากไปพร้อมกับผู้ติดตาม ทิ้งให้อาเจยายืนยิ้มกริ่มอยู่ลำพังในตรอก
อาเจียโยนถุงเงินขึ้นในอากาศแล้วรับไว้อย่างแม่นยำ เสียงเหรียญทองกระทบกัน กริ๊ง ฟังดูไพเราะยิ่งกว่าเสียงพิณสวรรค์ รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นบนใบหน้า
"หวานหมู... แค่ไปเดินเที่ยวเหมือง ได้เงินมาฟรีๆ ห้าสิบตำลึง แถมยังได้สิทธิ์เลือกสมบัติ"
เขาลูบถุงเงินเบาๆ ก่อนจะกระซิบกับ 'พู่กันนิรันดร์' ในจิตใจ
"ท่านมู่เฉิน... เตรียมตัวให้พร้อม งานนี้เราจะได้เงินไปซื้อแร่มาปรับปรุงเจ้าสัวให้แกร่งกว่าเดิมแล้ว!"
หารู้ไม่ว่า... เงินก้อนโตนี้คือค่าจ้างเดินทางสู่ประตูนรก และเหมืองร้างแห่งนั้น ไม่ได้มีแค่แร่เหล็ก... แต่มันกำลังรอคอยพวกเขาด้วย "ความตาย" จากเงามืดที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าสัตว์อสูร