ราชันหมื่นอักขระ

จารึกที่ 354 : รอยแยกแห่งสัจธรรมลี้ลับ

จารึกที่ 354 : รอยแยกแห่งสัจธรรมลี้ลับ : อาบโลหิตเบิกมรรคาบรรพกาล


ห้วงเวลาที่เงามืดทอดตัวปกคลุมสุสานแห่งเผ่าเซียนโบราณ ความเงียบงันที่เคยดำรงอยู่มานับสหัสวรรษ พลันถูกฉีกกระชากด้วยเสียงลั่นกึกก้องของโลหะดาวตก เตาหลอมดาราบรรพกาลที่เคยยิ่งใหญ่ตระหง่าน บัดนี้กำลังสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงจากรากฐานเบื้องล่าง รอยแยกมิติสีแดงฉานประดุจโลหิตที่ปรากฏขึ้นใต้กลีบดอกบัวโลหะ ค่อยๆ ขยายตัวกว้างขึ้นทีละชุ่น ทีละชุ่น


มันมิใช่การปริแตกของผืนดินธรรมดา ทว่ามันคือการปริร้าวของ 'กฎเกณฑ์แห่งมิติ' กลิ่นอายที่พวยพุ่งออกมาจากรอยแยกนั้น ปราศจากความร้อนแรงของอัคคี ปราศจากความเย็นยะเยือกของเหมันต์ แต่มันคือความเก่าแก่ ดิบเถื่อน และหนักอึ้งอย่างหาที่สุดไม่ได้ ราวกับลมหายใจของเอกภพในยุคที่ฟ้าดินยังไม่ถูกแบ่งแยกชัดเจน


อาเจียหยัดยืนอยู่เหนือรอยแยกนั้น อาภรณ์สีครามสะบัดพลิ้วอย่างบ้าคลั่งตามกระแสลมมิติที่พุ่งสวนขึ้นมา ดวงตาอันลึกล้ำของชายหนุ่มหรี่ลงเล็กน้อย เขามิได้ถอยร่นแม้แต่ครึ่งก้าว ทว่ากลับกางแขนออกเพื่อรับสัมผัสจากกลิ่นอายนั้นอย่างเต็มที่ สมอแห่งเต๋าในห้วงวิญญาณของเขาเต้นระริก มันคือความสั่นสะท้านที่ผสมผสานระหว่างความเจ็บปวดจากรอยร้าวเดิม และความกระหายที่จะหยั่งรู้สัจธรรมใหม่


"กลิ่นอายเช่นนี้... มิใช่พลังทำลายล้างของวิหารเทพอนันตกาล และมิใช่เจตจำนงของเผ่าเซียนโบราณ..." อาเจียพึมพำเสียงแผ่วเบา ทว่าหนักแน่นดุจขุนเขา "มันบริสุทธิ์เกินกว่าที่จะเป็นของเผ่าพันธุ์ใด มันคือ 'ปราณต้นกำเนิด' ที่ถูกแยกส่วนและกดทับเอาไว้ สวรรค์เบื้องบนไม่ได้สร้างเตาหลอมนี้เพื่อหล่อหลอมศัสตรา ทว่าเผ่าเซียนโบราณต่างหากที่สร้างมันขึ้นมา เพื่อเป็น 'กุญแจ' ขังสิ่งที่สวรรค์หวาดกลัว"


มู่เฉินก้าวเดินเข้ามาเคียงข้างศิษย์รัก ปรมาจารย์เฒ่าทอดสายตามองรอยแยกสีเลือดด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรำลึกและตื่นตระหนก "อาเจีย... สิ่งที่หลับใหลอยู่เบื้องล่างนั้น ทรงพลังเกินกว่าที่พวกเราจะประเมินได้ หากผนึกนี้พังทลายลงอย่างสมบูรณ์ พลังมหาศาลจะกลืนกินป้อมปราการหมื่นอักขระและพวกเราทุกคนให้หายไปในความว่างเปล่า"


"ท่านอาจารย์กล่าวถูกต้องขอรับ..." อาเจียแย้มยิ้มบางเบา เป็นรอยยิ้มที่แฝงความเจ้าเล่ห์และเด็ดขาดอย่างถึงที่สุด ชายหนุ่มหันมาสบตากับสหายทุกคนที่กำลังยืนคุมเชิงอยู่เบื้องหลัง เขาตีหน้าเศร้าเล่าความชอบธรรมอีกครา ทว่าครั้งนี้เจือไปด้วยอุดมการณ์ที่ลุกโชน


"สวรรค์มักจะซุกซ่อนความจริงที่พวกตนหวาดกลัว เอาไว้ใต้ข้ออ้างของการปกป้องโลก... พวกเขากดขี่สรรพชีวิต ลบล้างประวัติศาสตร์ และข่มเหงพวกเราจนไร้ที่ยืน ทว่าในวันนี้ สายตาของพวกเราได้มองเห็นถึงสิ่งที่พวกเขากำเพียรซ่อนเร้น... หากเราถอยหนี ย่อมเท่ากับยอมรับในความมืดบอดที่สวรรค์ยัดเยียดให้ ทว่าหากเราก้าวเดินลงไป... เราอาจจะค้นพบ 'สัจธรรม' ที่สามารถใช้พลิกกระดานหมากรุกของสามภพนี้ได้!"


คำกล่าวของอาเจียจุดประกายไฟในดวงตาของสหายทุกคน ฉินมู่หลางกระชับปลอกหุ้มกระบี่ศิลาดาราที่เพิ่งได้รับมา รังสีอำมหิตถูกบีบอัดจนมิติรอบกายบิดเบี้ยว เฟิงอี้หรานลูบกำไลอัคคีบรรพกาลที่ข้อมือ เปลวเพลิงสีแดงอมทองของเขาลุกโชนอย่างเสถียรภาพและเปี่ยมด้วยเจตจำนง หลินชิงเสวี่ยและเย่ปิงอวิ๋นกระชับศัสตราประกอบค่ายกลในมือ พร้อมที่จะผสานเจตจำนงเข้ากับรากฐานของสำนักในทุกเสี้ยวลมหายใจ


เฟิงหลิงเอ๋อร์ก้าวออกมายืนเคียงข้างอาเจีย ดวงตากลมโตที่บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินเข้มลึกล้ำ ภายในรูม่านตาปรากฏจุดแสงแห่งข่ายดาราจักรที่หมุนวนอย่างเชื่องช้า นางจ้องมองลึกลงไปในรอยแยกสีเลือดนั้น


"อาเจีย..." น้ำเสียงของนางใสกระจ่างทว่าหนักแน่น "รอยแยกนี้มิใช่หลุมพรางที่ไร้ก้นบึ้ง ทว่ามันถูกล้อมรอบด้วย 'โซ่ตรวนแห่งกฎเกณฑ์' นับหมื่นเส้น... เส้นสายเหล่านี้มีความซับซ้อนยิ่งกว่าค่ายกลใดๆ ที่ข้าเคยเห็น มันถักทอกันเป็นตาข่ายมิติ คอยดูดซับแรงดันจากเตาหลอมดาราเพื่อกดทับบางสิ่งเอาไว้... ทว่าการที่ท่านรื้อถอนฟันเฟืองเมื่อครู่ ทำให้โซ่ตรวนเหล่านั้นคลายตัวออกสามเส้น"


"สามเส้น... เพียงพอแล้วที่จะสอดมือเข้าไปหยั่งรู้" อาเจียตอบกลับ ดวงตาสาดประกายความกระหายในวิถีเต๋า "หลิงเอ๋อร์ ข้าต้องการให้เจ้าใช้เนตรดาราของเจ้า เป็น 'แผนที่' นำทางให้แก่พวกเรา จงบอกข้าว่าโครงสร้างของโซ่ตรวนเหล่านั้นทำงานอย่างไร จุดอ่อนของมันอยู่ที่ใด... ข้าจะใช้ปลายพู่กันนี้ รื้อถอนกำแพงที่สวรรค์ตั้งไว้เอง!"


"รับคำสั่ง!" เฟิงหลิงเอ๋อร์พยักหน้า นางทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิบนพื้นโลหะเย็นเยียบ ไม่ได้รีดเค้นปราณอัคคีในร่าง ทว่าปลดปล่อยจิตวิญญาณให้สงบนิ่งประดุจผิวน้ำ ใช้เนตรดาราสะท้อนภาพสัจธรรมเบื้องล่าง


"ระวังตัวด้วย!" องค์หญิงน้อยลอยออกมาจากห้วงวิญญาณของอาเจีย ใบหน้าเล็กๆ ของนางเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด "เจ้านาย... กลิ่นอายที่เล็ดลอดออกมานี้ มันทำให้ชั้นหนังสือวิญญาณของข้าสั่นสะเทือน มันมีความขัดแย้งของยุคสมัยอย่างรุนแรง หากเจ้าก้าวพลาดเพียงก้าวเดียว ปฏิกิริยาสะท้อนกลับจะลบเจ้าออกจากความทรงจำของจักรวาลทันที!"


"ความเสี่ยงคือเงามืดของความสำเร็จเสมอ องค์หญิงน้อย" อาเจียเอ่ยตอบอย่างเยือกเย็น ชายหนุ่มตวัดพู่กันนิรันดร์ขึ้นระดับสายตา โคจรปราณหมึกสีเทาเงินยวงแห่งวิถีสูญตาให้ไหลเวียนครอบคลุมร่างของตนเองและสหายทุกคน


"มู่หลาง อี้หราน ชิงเสวี่ย ปิงอวิ๋น... พวกเราจะลงไปพร้อมกัน! จงใช้ศัสตราใหม่ของพวกเจ้าต้านทานแรงกดดันทางกายภาพ อย่าใช้ปราณฟ้าดินในการต่อต้านกฎเกณฑ์โดยตรงเด็ดขาด!"


สิ้นคำบัญชา อาเจียทะยานร่างกระโจนลงสู่รอยแยกสีเลือดนั้นอย่างไร้ความลังเล สหายทั้งสี่พร้อมใจกันพุ่งตามลงไปติดๆ มู่เฉินและเฟิงหลิงเอ๋อร์รั้งอยู่เบื้องบนเพื่อทำหน้าที่นำทางและประคองรากฐานของค่ายกล


*วูบบบบ!*


ทันทีที่ร่างของอาเจียและสหายล่วงล้ำเข้าสู่รอยแยกมิติ ภูมิทัศน์รอบด้านพลันแปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง พวกเขามิได้ตกลงไปในหลุมดำที่มืดมิด ทว่ากำลังล่องลอยอยู่ในห้วงอวกาศที่เต็มไปด้วยแสงสีเลือดและละอองดาวที่แตกสลาย!


รอบกายของพวกเขา มีโซ่ตรวนขนาดมหึมาที่ถักทอขึ้นจากอักขระสีทองคำและสีดำทมิฬนับหมื่นเส้น โซ่ตรวนเหล่านี้โยงใยสานกันเป็นโครงข่ายขนาดยักษ์ คอยรัดตรึงบางสิ่งบางอย่างที่อยู่ลึกลงไปเบื้องล่าง กลิ่นอายแห่งความตายและการเกิดใหม่ปะทุขึ้นสลับกันอย่างบ้าคลั่ง


แรงกดดันที่นี่แตกต่างจากเตาหลอมดาราเบื้องบน มันมิใช่แรงดึงดูดทางกายภาพ ทว่ามันคือ 'แรงกดดันทางเจตจำนง' ทุกเสี้ยวลมหายใจที่สูดเข้าไป ราวกับมีกระบี่นับพันเล่มกรีดเฉือนทารกวิญญาณ


"อั้ก!" เฟิงอี้หรานกระอักเลือดสีสดออกมา แม้จะมีกำไลอัคคีบรรพกาลช่วยปรับสมดุล ทว่าความหนาแน่นของเจตจำนงในที่นี้ก็รุนแรงเกินกว่าที่ขอบเขตวิญญาณแรกเริ่มจะทนทานได้


"อย่าฝืนต้านทานด้วยความแข็งกร้าว อี้หราน!" เสียงใสกระจ่างของเฟิงหลิงเอ๋อร์ถ่ายทอดผ่านค่ายกลจิตวิญญาณลงมา "เนตรดาราของข้ามองเห็นแล้ว... โซ่ตรวนเหล่านี้ทำงานด้วยการ 'สะท้อนกลับ' ยิ่งท่านใช้พลังต้านทานมันมากเท่าใด มันจะยิ่งบดขยี้ท่านแรงขึ้นเท่านั้น จงปล่อยให้ปราณในร่างโอนอ่อนดุจสายน้ำ!"


คำชี้แนะของศิษย์น้องทำให้เฟิงอี้หรานและทุกคนตระหนักถึงวิถีทาง พวกเขารีบปรับวิถีโคจรปราณ ลดการป้องกันที่แข็งขืน เปลี่ยนเป็นการใช้ปราณธาตุไหลเวียนไปตามจังหวะของมิติ แรงกดดันที่เคยกดทับบดขยี้พลันลดทอนลงไปกว่าครึ่ง


"สายตาของเจ้าช่างเฉียบแหลมนัก หลิงเอ๋อร์" อาเจียเอ่ยชมผ่านกระแสจิต ชายหนุ่มลอยตัวอยู่ใจกลางดงโซ่ตรวนขนาดยักษ์ ดวงตาของเขากวาดมองเส้นสายอักขระสีทองคำเหล่านั้นด้วยความกระหาย "สวรรค์ใช้อักขระแห่งความสว่างเพื่อกักขัง... และใช้โลหะดาวตกแห่งความมืดเพื่อถ่วงน้ำหนัก ช่างเป็นโครงสร้างสมการที่วิปลาสและงดงามในเวลาเดียวกัน"


"อาเจีย... ท่านระวังตัวด้วย โซ่ตรวนสามเส้นที่คลายตัวออก อยู่เบื้องหน้าท่านเพียงร้อยจั้ง!" เฟิงหลิงเอ๋อร์เตือน


อาเจียเพ่งมองไปเบื้องหน้า ท่ามกลางโครงข่ายที่แน่นหนา มีโซ่ตรวนขนาดยักษ์สามเส้นที่หลุดรุ่ยและขาดสะบั้น ปลายโซ่ที่ขาดออกนั้นกำลังสะบัดแกว่งไปมาอย่างบ้าคลั่งประดุจอสรพิษที่บาดเจ็บ แต่ละครั้งที่มันตวัดฟาดฟัน มิติรอบด้านจะเกิดรอยฉีกขาดและแผ่กลิ่นอายทำลายล้างออกมา


"นั่นคือจุดอ่อนของสมการ... และเป็นประตูสู่ความลับ" อาเจียพึมพำ ชายหนุ่มกำพู่กันนิรันดร์แน่น "ทว่าก่อนที่จะก้าวผ่านประตูนั้นไปได้ ข้าต้อง 'ทำความเข้าใจ' กับยามเฝ้าประตูก่อน"


อาเจียทะยานร่างเข้าไปใกล้โซ่ตรวนที่กำลังสะบัดคลั่งนั้น เขามิได้หลบหลีก ทว่าจงใจก้าวเข้าไปในรัศมีวงสวิงของมัน!


*เปรี้ยงงงง!*


ปลายโซ่ตรวนสีทองคำที่อัดแน่นด้วยกฎเกณฑ์สวรรค์ ตวัดฟาดเข้าใส่ร่างของอาเจียอย่างจัง!


"อาเจีย!" สหายทั้งสี่เบิกตากว้างพร้อมกับตะโกนสุดเสียง


ทว่า ร่างของอาเจียมิได้แหลกสลาย ในเสี้ยววินาทีก่อนที่โซ่ตรวนจะปะทะ ชายหนุ่มได้ใช้วิถีแห่งสูญตา ขั้นสูงสุด บังคับให้ร่างกายของตนเองเข้าสู่สภาวะ 'กึ่งว่างเปล่า' โซ่ตรวนสวรรค์ทะลุผ่านร่างของเขาไปประดุจฟาดฟันอากาศธาตุ ทว่า... ปฏิกิริยาสะท้อนกลับทางกฎเกณฑ์ก็ยังคงเกิดขึ้น!


อาเจียกระอักเลือดสีเข้มออกมาคำใหญ่ ร่างกายสั่นสะท้านอย่างรุนแรง สมอแห่งเต๋าในห้วงวิญญาณเกิดรอยร้าวเพิ่มขึ้นอีกสองสาย ความเจ็บปวดทะลวงลึกถึงแก่นวิญญาณ ทว่าดวงตาของชายหนุ่มกลับทอประกายเจิดจ้าอย่างถึงที่สุด!


"ข้าได้สัมผัสแล้ว... สัมผัสถึงความกลัวที่ซ่อนอยู่ในโซ่ตรวนนี้..." อาเจียเช็ดคราบเลือดที่มุมปาก รอยยิ้มเย็นชาปรากฏขึ้น "มันมิได้ตวัดฟาดฟันเพื่อโจมตีผู้บุกรุก... ทว่ามันกำลัง 'ดิ้นรน' เพื่อปกป้องตัวมันเอง จากสิ่งที่อยู่เบื้องล่างต่างหาก!"


การทดลองด้วยชีวิตของตนเอง นำมาซึ่งความรู้ที่ไม่อาจประเมินค่าได้ อาเจียเข้าใจหลักการทำงานของผนึกนี้แล้ว สวรรค์ไม่ได้ใช้โซ่ตรวนเพื่อขังสิ่งนั้นให้อยู่กับที่ ทว่าใช้เพื่อ 'ถ่วงรั้ง' ไม่ให้สิ่งนั้นลอยขึ้นไปสู่เบื้องบน!


"มู่หลาง อี้หราน! ข้าต้องการให้พวกเจ้าเบี่ยงเบนความสนใจของโซ่ตรวนอีกสองเส้นที่เหลือ! ชิงเสวี่ย ปิงอวิ๋น กางค่ายกลมิติและพฤกษาเพื่อชะลอความเร็วของมัน!" อาเจียสั่งการเสียงก้อง "ข้าจะใช้พู่กันของข้า แทรกซึมเข้าไปรื้อถอนสมการของพวกมัน!"


"รับทราบ!" สหายทั้งสี่ตอบรับอย่างพร้อมเพรียง


ฉินมู่หลางชักกระบี่หยกเย็นออกจาก 'ปลอกหุ้มกระบี่ศิลาดารา' ทันทีที่กระบี่พ้นฝัก รังสีอำมหิตที่ถูกบีบอัดไว้ก็ระเบิดออกดุจพายุหิมะคลั่ง! ยอดกระบี่หนุ่มฟาดฟันคลื่นกระบี่สีขาวโพลนเข้าปะทะกับโซ่ตรวนเส้นหนึ่งเบี่ยงเบนทิศทางของมันได้อย่างงดงาม


เฟิงอี้หรานปลดปล่อยเพลิงอัคคีบรรพกาลผ่าน 'กำไลอัคคีเสถียรภาพ' เปลวเพลิงสีแดงอมทองของเขาไม่แตกกระจาย ทว่าควบแน่นเป็นแส้เพลิงขนาดยักษ์ เข้าพัวพันและรัดรึงโซ่ตรวนอีกเส้นหนึ่งไว้แน่น ความร้อนของมันไม่ได้เผาผลาญกฎเกณฑ์ ทว่าทำให้สัจธรรมของโซ่ตรวนนั้นหลอมละลายและทำงานช้าลง


หลินชิงเสวี่ยและเย่ปิงอวิ๋นประสานงานกันอย่างรู้ใจ ม่านมิติสีเงินและเถาวัลย์พฤกษาถูกถักทอเข้าด้วยกัน กลายเป็นตาข่ายหนืดที่คอยซับแรงกระแทกจากการสะบัดของโซ่ตรวนทั้งสามเส้น


เมื่อสหายทั้งสี่เปิดทางให้ อาเจียก็ไม่ปล่อยให้โอกาสสูญเปล่า ชายหนุ่มทะยานร่างเข้าประชิดโซ่ตรวนเส้นแรกที่เขาเพิ่งเอาตัวเข้าแลกเพื่อทดสอบ พู่กันนิรันดร์ในมือขวาสะบัดตวัดอย่างรวดเร็วและแม่นยำประดุจเทพจำแลง


"อักขระสวรรค์นั้นยึดมั่นในความสมบูรณ์แบบ... ทว่าความสมบูรณ์แบบ ย่อมพังทลายเมื่อพบกับ 'ความว่างเปล่า' ที่ยอมรับทุกความวิปริต!"


อาเจียวาด บัญชาอักขระ: สัจธรรมรื้อถอน 符令: 瓦解真言 (ฝูลิ่ง: หว่าเจี่ยเจินเหยียน) ด้วยหมึกปราณสีเทาเงินยวงแห่งวิถีสูญตา เส้นสายอักขระของเขาไม่ได้พุ่งเข้าโจมตีโซ่ตรวน ทว่ามัน 'ไหลซึม' เข้าไปตามรอยแตกร้าวที่เกิดจากการคลายตัวของผนึก


ทันทีที่อักขระสูญตาแทรกซึมเข้าไป มันทำหน้าที่ดุจปลวกที่กัดกินเสาเรือนจากภายใน กฎเกณฑ์สวรรค์ที่เคยแข็งแกร่งและหยิ่งยโส เริ่มเกิดความขัดแย้งในตรรกะของตนเอง โซ่ตรวนสีทองคำค่อยๆ หม่นแสงลง รอยร้าวลุกลามไปทั่วพื้นผิว


*แคร่ก... แคร่ก... เปรี๊ยะ!*


"โซ่ตรวนเส้นแรก... ถูกปลดแล้ว!" เฟิงหลิงเอ๋อร์รายงานจากเบื้องบน น้ำเสียงของนางแฝงความตื่นเต้น


อาเจียไม่รอช้า เขาพุ่งเป้าไปที่โซ่ตรวนเส้นที่สองและสามอย่างต่อเนื่อง การรื้อถอนสมการของสวรรค์ต้องอาศัยสมาธิและพลังวิญญาณมหาศาล ทุกครั้งที่เขาขีดเขียนอักขระสูญตา สมอแห่งเต๋าของเขาจะสะเทือนและเกิดรอยร้าวเล็กๆ เพิ่มขึ้น อาเจียต้องกัดฟันฝืนทนความเจ็บปวดที่แผ่ซ่านไปทั่วร่าง ทว่าแววตาของเขากลับยิ่งทอประกายความบ้าคลั่งและกระหายในสัจธรรม


"ความกดดัน... เป็นเพียงตัวกระตุ้น!" อาเจียแผดเสียงในใจ รีดเค้นสติปัญญาและวิถีเต๋าทั้งหมดที่มี "ข้าคือผู้กำหนดอักขระ ข้าจะไม่ยอมให้กฎเกณฑ์ใดมาตีกรอบความจริงของข้า!"


*เปรี๊ยะ! เปรี๊ยะ!*


โซ่ตรวนเส้นที่สองและสามถูกรื้อถอนสมการจนแหลกสลายกลายเป็นเพียงละอองแสงสีทองคำที่ไร้พิษสง!


ทันทีที่โซ่ตรวนทั้งสามเส้นซึ่งเป็นกุญแจสำคัญของผนึกถูกทำลาย... ความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัวก็เข้าปกคลุมห้วงมิติสีเลือดอีกครั้ง


สหายทั้งสี่หอบหายใจหนักหน่วง ลอยตัวเข้ามาสมทบกับอาเจีย ทุกคนต่างทอดสายตามองลึกลงไปเบื้องล่างสุดของรอยแยกมิติ


ม่านหมอกสีเลือดที่เคยกดทับบางสิ่งเอาไว้ บัดนี้ค่อยๆ จางหายไป เผยให้เห็นสิ่งที่วิหารเทพอนันตกาลหวาดกลัวและต้องใช้โครงสร้างอันยิ่งใหญ่เพื่อสะกดมันไว้ในมุมมืดของประวัติศาสตร์!


มันมิใช่อสูรบรรพกาลขนาดยักษ์ มิใช่ซากศพของมหาเทพ และมิใช่ขุมสมบัติที่เต็มไปด้วยแก้วแหวนเงินทอง...


ทว่าสิ่งที่ลอยเคว้งคว้างอยู่ท่ามกลางความว่างเปล่าเบื้องล่างนั้น คือ 'แผ่นศิลาสีเทาหม่น' ขนาดเพียงหนึ่งจั้ง (ประมาณ 3 เมตร) แผ่นศิลานั้นปราศจากลวดลายวิจิตรตระการตา ปราศจากแสงสว่างที่บาดตา ทว่าบนพื้นผิวของมัน... มี 'รอยขีดเขียน' เพียงหนึ่งเส้น!


เป็นเพียงเส้นสายหนึ่งเส้นที่ดูเรียบง่าย คล้ายกับการตวัดพู่กันของเด็กน้อยที่เพิ่งหัดเขียนหนังสือ ทว่า... กลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากรอยขีดเขียนนั้น กลับทำให้ห้วงวิญญาณของสรรพชีวิตที่จ้องมองต้องสั่นสะท้านจนแทบกราบกราน!


"นั่นมัน... สิ่งใดกัน?" เฟิงอี้หรานพึมพำด้วยความตกตะลึง เพลิงในกำไลของเขาถึงกับดับวูบลงโดยสัญชาตญาณ


"อาเจีย..." เสียงของมู่เฉินที่ส่งผ่านมาทางจิตวิญญาณสั่นสะท้านอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน "รอยขีดเขียนนั่น... มันคือร่องรอยของ 'อักขระปฐมกาล' 原始符文 (หยวนสื่อฝูเหวิน)... มันคือรอยตวัดพู่กันเส้นแรก ที่ให้กำเนิดสัจธรรมของจักรวาลนี้! สวรรค์ไม่ได้ขังอสูร... ทว่าพวกมันขัง 'ความจริง' ที่บ่งบอกว่าอำนาจของพวกมัน หาใช่สิ่งสูงสุดที่แท้จริง!"


อาเจียเบิกตากว้าง ดวงตาอันลึกล้ำของเขาสะท้อนภาพรอยขีดเขียนบนแผ่นศิลานั้น หัวใจของชายหนุ่มเต้นรัวด้วยความตื่นเต้นที่ไม่อาจปิดบัง ความเจ็บปวดจากรอยร้าวในแก่นวิญญาณมลายหายไปจนสิ้น


"อักขระที่ถือกำเนิดก่อนสวรรค์... กฎเกณฑ์ที่ดำรงอยู่ก่อนลิขิตฟ้า..." อาเจียกำพู่กันนิรันดร์แน่นจนข้อขาว รอยยิ้มแห่งความมุ่งมั่นและทะเยอทะยานปรากฏบนใบหน้า "นี่คือสิ่งที่ข้าตามหามาตลอด... จิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายที่จะทำให้วิถีแห่งสูญตาของข้าสมบูรณ์แบบ!"


คล้ายกับเรื่องราชันหมื่นอักขระ ที่คุณอ่าน

กำเนิดใหม่ : ปรมาจารย์เทพโอสถ [จบ]

กำเนิดใหม่ : ปรมาจารย์เทพโอสถ [จบ]

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
6.78M 1459
ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

นิยาย แฟนตาซี
161K 179
ประชา : 2090 (จบแล้ว)

ประชา : 2090 (จบแล้ว)

นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
18K 258
บุตรอสูรบรรพกาล

บุตรอสูรบรรพกาล

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
553K 714
ฤทธาสยบฟ้า ใต้หล้าเหนือพันธนาการ [จบ]

ฤทธาสยบฟ้า ใต้หล้าเหนือพันธนาการ [จบ]

นิยาย แฟนตาซี
3.82M 1844
มหาพิภพ เทพมังกรสยบราชัน

มหาพิภพ เทพมังกรสยบราชัน

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
1.40M 2022
ความโกรธแค้นของชูร่า

ความโกรธแค้นของชูร่า

นิยาย เกมออนไลน์
2.39M 852
ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
207K 185
(จบ) Guardian and Demon ข้านี่แหละราชาปีศาจ

(จบ) Guardian and Demon ข้านี่แหละราชาปีศาจ

นิยาย แฟนตาซี
146K 134
ยุทธเวทผลาญปีศาจ

ยุทธเวทผลาญปีศาจ

นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
223K 810