บันทึกรักเทพบรรพกาล ภาค เสี่ยวจื่อไม่ว่าง...สังเคราะห์แสงอยู่ (-_-)

    ตอนที่ 15 ความสัมพันธ์ที่คืบหน้า

    ตอนที่ 15 ความสัมพันธ์ที่คืบหน้า
    “อืม… ฮ้าววววววว หลับสบายชะมัดเลย…..”เฟยหลงตื่นขึ้นมาในยามเช้าพร้อมกับหาววอดอย่างง่วงงุน หรี่ตาเล็กน้อยสองสามทีก็เปิดเปลือกตาออกมาจ้องมองโลกภายนอกได้สำเร็จ ก่อนจะได้พบกับภาพที่คุ้นเคยคือเจ้าต้นไม่บ๊องเสี่ยวจื่อกำลังยืนหันหน้ารับแสงอาทิตย์อยู่ข้างๆ กันท่าทางสดชื่นสดใสเป็นอย่างยิ่ง“….. เสี่ยวจื่อ? ทำอะไรอยู่? …..”เฟยหลงเอ่ยปากถามไปอย่างนั้นเอง เสี่ยวจื่อก็ทำแบบนี้อยู่ทุกวัน จะเป็นอะไรได้นอกจากสังเคราะห์แสง“อ๋า! จื่อหลงตื่นแล้วเหรอ เสี่ยวจื่อสังเคราะห์แสงอยู่ แดดดี๊ดีหล่ะ จื่อหลงดูสิ คุณพระอาทิตย์ยิ้มให้เสี่ยวจื่อด้วย! >_<”ฟังคำพูดนำเสนออย่างชื่นบานของเสี่ยวจื่อ เฟยหลงก็จำต้องหันไปมองตามทิศที่เสี่ยวจื่อว่าอย่างสงสัย“พระอาทิตย์ก็เหมือนกันทุกวัน ร้อนจ้าแดดแรงแสงสว่างแสบตาขนาดนั้น ดูยังไงว่ามันยิ้มให้ เพ้อเจ้อจริงๆ เลย!”เห็นเสี่ยวจื่อแสดงอาการคลั่งไคล้พระอาทิตย์มากๆ เฟยหลงก็เป็นต้องหงุดหงิดทุกที ก็เข้าใจอยู่หรอกว่าแสงแดดเป็นสิ่งจำเป็นของต้นไม้ แต่ก็ไม่เข้าใจว่าจะชื่นชอบอะไรนักหนา ขนาดตีมึนทำลืมเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานแล้วตื่นมาผึ่งแดดได้ตั้งแต่หัววันขนาดนี้ แปลว่าในชีวิตนี้จะไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าการสังเคราะห์แสงแล้วใช่มะ?“จื่อหลงไม่รู้อะไร พระอาทิตย์เป็นเพื่อนคนสำคัญของเสี่ยวจื่อนะ ตอนที่จื่อหลงยังไม่มา เสี่ยวจื่อก็มีพระอาทิตย์นี่แหละที่คอยอยู่เป็นเพื่อนทุกวันเลย >_<”ยิ่งฟังแล้วก็ยิ่งหงุดหงิด เฟยหลงจึงได้หลุดประชดออกมาคำโต“งั้นอย่างงี้พระจันทร์กับดาวก็นับเป็นเพื่อนเสี่ยวจื่อด้วยสินะ… ช่างเพื่อนเยอะซะจริง…"“พระจันทร์ไม่ใช่เพื่อนเสี่ยวจื่อนะ เสี่ยวจื่อไม่ชอบพระจันทร์ล่ะ พอมืดทีไรเสี่ยวจื่อก็หลับก่อนทุกทีเลยไม่เคยได้เจอพระจันทร์เลยสักที แต่เสี่ยวจื่อก็ไม่อยากเจอหรอก…..”ได้ฟังเสี่ยวจื่อบอกเล่าถึงสิ่งที่ไม่ชอบเป็นครั้งแรก เฟยหลงก็แปลกใจนัก… คนไร้สติอย่างเจ้าต้นไม้โง่นี่จะมีสิ่งที่ไม่ชอบด้วยรึ?“ว่าแต่… คุณตาปีศาจงูหายไปไหนแล้วล่ะจื่อหลง? ไม่ต่อสู้ช้งเช้งกับจื่อหลงแล้วเหรอ? … ว้า… เสี่ยวจื่อก็ไม่มีอะไรสนุกๆ ให้ดูเลยสิ….”ไม่รู้คิดไปเองรึเปล่า เฟยหลงรู้สึกว่าเสี่ยวจื่อกำลังแกล้งเนียนเปลี่ยนเรื่อง แต่เอาเถอะ วกกลับมาเรื่องของเขาได้ก็ดี เฟยหลงคันปากอยากคุยเรื่องนี้เต็มแก่แล้ว“ปีศาจงูนั่นโดยข้าจัดการไปแล้ว… ไม่ต้องห่วงหรอก จากนี้จะไม่มีอะไรมาก่อกวนพวกเราได้อีก… แต่น่าเสียดายที่มันเลือกทำลายตัวเองไปข้าจึงไม่ได้กินมันให้ได้พลังบำเพ็ญเพิ่ม… จากนี้ก็คงต้องทุ่มเทให้มากขึ้นอีกล่ะนะ…”“อ่าาาา… แบบนี้นี่เอง…..”เห็นเสี่ยวจื่ออืออาเหมือนเข้าใจ เฟยหลงก็ได้แต่หรี่ตามองอย่างไม่ไว้ใจ… ‘จะเข้าใจจริงรึเปล่าก็ไม่รู้….’ แต่เห็นเสี่ยวจื่อไม่ได้เอ่ยปากถามอะไรโง่ๆ ออกมาอีก เฟยหลงก็เลยมองข้ามไปแล้วเอ่ยถามเรื่องต่อไปที่ติดอยู่ในใจมาตลอดตั้งแต่ลืมตาฟื้นตื่นขึ้นมา“เสี่ยวจื่อ… เมื่อรุ่งสรางมีนางไม้หรือภูติดอกไม้โผล่มาบ้างรึเปล่า? ….”“นางไม้เหรอ? เสี่ยวจื่อไม่เห็นนะ"เสี่ยวจื่อก็เอ่ยตอบความไปตามจริง ที่นี่นอกจากเสี่ยวจื่อกับจื่อหลงแล้วก็ไม่มีใครคนอื่นเลยนี่น่า จะไปมีนางไม้โผล่มาได้ยังไง?“เหรอ? … น่าเสียดายชะมัด… สงสัยข้าจะละเมอไปเอง…. แต่เสี่ยวจื่อรู้มั้ย! นางไม้ที่ข้าเห็นในฝันงดงามมากๆ เลย! ตอนที่ข้าอยู่ในแดนปีศาจก็ได้พบเห็นปีศาจสาวที่งดงามมามากมาย แต่ไม่เคยมีใครสักคนที่งดงามได้อย่างนางไม้ในฝันของข้าหล่ะ!”“จริงเหรอ? … งดงามมากเลยเหรอ…จื่อหลงชอบมากเลยเหรอ? … เสี่ยวจื่ออยากเห็นพี่นางไม้ของจื่อหลงบ้างจังเลยน้า…."เสี่ยวจื่อฟังคำบอกเล่าและบรรยายเกี่ยวกับความงดงามของนางไม้ของจื่อหลงไปก็ตื่นเต้นไป นึกอยากเห็นคนที่อีกฝ่ายกล่าวถึงขึ้นมาบ้าง ขณะเดียวกันก็นึกอิจฉา… นอกจากพลังบำเพ็ญแล้วจื่อหลงก็ไม่เคยบอกว่าชอบอะไรมากๆ แบบนี้มาก่อน‘พี่นางไม้คงจะงดงามมากจริงๆ … จื่อหลงจะชอบพี่นางไม้มากกว่าเสี่ยวจื่อรึเปล่าน้า…..’“จื่อหลงๆ … เสี่ยวจื่อก็มีร่างเซียนเหมือนจื่อหลงด้วยล่ะ!”เมื่อความอิจฉากลัวถูกแย่งชิงความสนใจบังเกิดขึ้น เสี่ยวจื่อจึงรีบเอ่ยปากอวดตัวเองอย่างร้อนรนเหมือนเด็กๆ แต่ไหนแต่ไรมาเสี่ยวจื่อก็อยู่คนเดียวมาตลอดไม่เคยต้องสนใจใคร พอมีเฟยหลงมาอยู่ด้วยก็รับเอาความสนใจจากอีกฝ่ายไว้คนเดียวเต็มๆ แบบไม่ต้องแบ่งใคร ก่อนหน้านี้เฟยหลงพูดจาให้ความสนใจปีศาจงูเสี่ยวจื่อก็ไม่นึกหวงเพราะน้ำเสียงยามที่พูดถึงไม่ได้ดูเปี่ยมความชื่นชมทั้งยังดูชิงชังจนเสี่ยวจื่อพานจะชิงชังไปด้วยอีก มาตอนนี้พอได้ยินเฟยหลงแสดงความชอบคนอื่นต่อหน้าต่อตา เสี่ยวจื่อก็นึกไม่พอใจขึ้นมา“หา? จริงเหรอ? .... งั้นแปลงให้ดูหน่อยสิ ข้าอยากเห็น! แต่ว่า... คงแปลงออกมาแล้วกลายเป็นเด็กเล็กสามสี่ขวบหรือไม่ก็ร่างคนตัวแคระเบลอๆ ขี้เหร่แหงๆ แค่นึกก็อยากจะหัวเราะแล้ว ฮ่าฮ่าฮ่า”เฟยหลงได้ยินเสี่ยวจื่อเล่าก็ให้ชวนหัวนัก เขาไม่แปลกใจตอนเสี่ยวจื่อบอกว่ามีร่างแปลงเพราะมันสมควรจะมีตั้งนานแล้ว แต่ถ้าลองไม่เคยแปลงมาก่อนแบบนี้คงไม่พ้นแปลงออกมาได้เป็นร่างเด็กน้อยแหงๆ“ทำไมล่ะ... เป็นเด็กน้อยสามสี่ขวบหรือขี้เหร่ไม่ดีหรือ”“ก็ไม่ใช่ไม่ดี... แต่พอข้าคิดว่าเป็นเจ้าอยู่ในร่างแบบนั้นก็ขันนัก ข้าว่าเจ้าต้องออกมาเป็นแบบนั้นแน่ๆ หล่ะ เจ้าต้นไม้โง่เสี่ยวจื่อ ฮ่าฮ่าฮ่า”พอโดนทักเสี่ยวจื่อก็ไม่มั่นใจขึ้นมา เพราะเขาเองก็ไม่มั่นใจว่าร่างแปลงของตนจัดเป็นประเภทไหน ‘หากแปลงแล้วออกมาขี้เหร่จื่อหลงยิ่งไม่ชอบจะเป็นยังไงล่ะ... แบบนั้นเสี่ยวจื่อทนไม่ไหวหรอกนะ...’“งั้นเสี่ยวจื่อไม่แปลงแล้ว เดี๋ยวจื่อหลงหัวเราะเยาะเสี่ยวจื่อ!”ว่าแล้วก็สะบัดเสียงพูดใส่อย่างงอนๆ ทำเอาเฟยหลงยิ่งขำไปกันใหญ่ สงสัยว่าความจริงแล้วจะยังแปลงไม่ได้นั่นแหละ‘ว่าแต่... วันนี้เสี่ยวจื่อแปลกๆ แฮะ ดูชักจะเริ่มมีอารมณ์คล้ายกับหงุดหงิดขึ้นมาบ้าง...’ถ้าเป็นในร่างเซียนแบบเขา ตอนนี้เสี่ยวจื่อคงเชิดหน้าสะบัดสะบิ้งใส่เขาไม่ต่างจากสตรีขี้งอนหรือไม่ก็เด็กน้อยยามถูกผู้ใหญ่ขัดใจ หรือบางทีอาจจะเป็นทั้งสองอย่าง...“เอาเถอะๆ มาที่เรื่องสำคัญดีกว่า... เมื่อข้าจัดการปีศาจงูที่ขวางทางไปได้ แปลว่าหลังจากนี้ก็คงจะขยายแนวออกไปสำรวจได้ไกลขึ้น ถ้าโชคดีเผลอๆ ข้าอาจออกไปจากเขตแดนของแดนลับแลนี้ได้ด้วยนะ!”“หง่า... ทำไมจื่อหลงต้องอยากออกจากแดนลับแลด้วยล่ะ... อยู่ที่นี่กับเสี่ยวจื่อไม่สนุกเหรอ? ....”ได้ยินเสี่ยวจื่อเอ่ยปากถามขึ้นมาอย่างหงอยๆ เฟยหลงก็เป็นต้องรีบหันมามองสำรวจเสี่ยวจื่ออย่างสนใจ โชคร้ายที่ร่างต้นไม้ทื่อๆ นี่ทำให้เขาไม่อาจเห็นสีหน้าอีกฝ่าย แต่ฟังแค่เสียงก็บอกได้ว่ากำลังน้อยใจ“อยู่กับเจ้าก็ไม่ได้แย่ เพียงแต่ข้าต้องออกไปเรียนรู้โลกกว้างถ้าอยากจะเติบโตขึ้นมาอย่างชาญฉลาดและเข้มแข็ง... จะให้อยู่แต่ในเขตปลอดภัยนี่ไปตลอดชีวิตไม่ได้หรอก...”เฟยหลงเอ่ยปากบอกออกไปตามจริง เรื่องสงสารเสี่ยวจื่อก็สงสาร คนอยู่ด้วยกันมาหลายปีย่อมต้องมีผูกพันเป็นธรรมดา แต่ความผูกพันนี้ก็ไม่อาจทำให้เขายอมหักใจละทิ้งอนาคตของตนเองไปได้“แล้วเสี่ยวจื่อจะอยู่คนเดียวยังไงล่ะ... เสี่ยวจื่อชอบตอนที่มีจื่อหลงอยู่เป็นเพื่อนนะ จื่อหลงไปแล้วจะไม่คิดถึงเสี่ยวจื่อเหรอ? ... ฮะ... ฮึก... เสี่ยวจื่อไม่อยากให้จื่อหลงไปเลยอ่าาาาาา ฮือออออ”เห็นเสี่ยวจื่อตั้งท่าจะร้องไห้โวยวาย เฟยหลงก็เป็นอันหงุดหงิดทำอะไรไม่ถูก จึงได้รีบคืนร่างกลับเป็นลูกมังกรแล้วเลื้อยไปพันร่างเสี่ยวจื่อเอาไว้เป็นการปลอบประโลม ปากก็พูดไปว่าอีกนานกว่าจะออกไปได้ และถึงจะออกไปได้แล้วก็ยังกลับมาเยี่ยมเสี่ยวจื่อได้แน่หล่ะ... ต้นไม้พลังบำเพ็ญเยอะขนาดนี้ไม่ได้หาได้ง่ายๆ เขาไม่คิดจะทิ้งไปเฉยๆ อยู่แล้ว...ความจริงแล้วก็มีความคิดอีกอย่างแวบขึ้นมาในหัว... เมื่อวานนี้เขาถอนเสี่ยวจื่อออกมาได้ ก็แปลว่าเขาพาเสี่ยวจื่อเคลื่อนที่ได้ ไม่แน่ว่าเสี่ยวจื่อจะต้องอยู่แค่ที่ในเขตปลอดภัยนี้หรือแค่ในดินแดนลับสักหน่อย แค่เขาจับใส่กระถางก็สามารถหิ้วไปได้ทุกที่แล้ว ตราบใดที่เสี่ยวจื่อยังไม่ต้นใหญ่เกินไปนัก แต่เขายังไม่อยากพูดความคิดนี้ออกไปให้เสี่ยวจื่อได้ฟังเพราะเขายังไม่อยากให้ความหวังเสี่ยวจื่อเขาก็เป็นเด็กน้อยคนหนึ่งที่ยังมีความโลภความต้องการและเห็นแก่ตัว โลกกว้างเป็นยังไงยังไม่ทันได้พบเห็นจะรีบร้อนสร้างพันธะเอาชีวิตของตนเองไปผูกไว้กับคนอื่น จนมีภาระกระดิกตัวไม่ได้ก็คงไม่ใช่ที่ ในเมื่อภายภาคหน้าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างก็ยังไม่มีใครรู้ ต่างคนก็ต่างต้องมีทางเดินเป็นของตนเองนั่นแหละ...….
    อีกด้านหนึ่ง ณ อุทยานหลวงในตำหนักสวรรค์เอ้อหลางหู่องครักษ์หลวงกำลังนั่งคุกเข่ารายงานเรื่องความคืบหน้าในการตามหาองค์ไท่จื่อน้อยเฟยหลงให้กับเทียนโฮ่วได้ฟัง“จริงรึที่พบร่องรอยของเฟยหลงที่แดนลับแล?!! ช่างเป็นข่าวดีจริงๆ แล้วยังรออะไรอยู่ล่ะ ทำไมถึงไม่รีบไปพาตัวเขาออกมา!!!”“ทูลเทียนโฮ่ว… ดินแดนลับแลหลายแสนปีมานี้นับเป็นดินแดนต้องห้ามของเผ่าเทพจึงยังไม่สามารถทำการอุกอาจได้พ่ะย่ะค่ะ แต่องค์เง็กเซียนก็มีคำสั่งเร่งด่วนมาแล้วว่าให้หาทางช่วยเหลือไท่จื่อเฟยหลงอย่างเต็มที่ อีกไม่นานคงมีความคืบหน้าพ่ะย่ะค่ะ”“เช่นนั้นก็ดี… จำไว้เอ้อหลางหู หากมีข่าวอะไรต้องรีบมารายงานข้าทุกอย่าง!”“รับทราบพ่ะย่ะค่ะ!”พูดจบ เทียนโฮว่ก็โบกมือเป็นสัญญาณให้เทพองครักษ์เอ้อหลางหูออกไป ก่อนที่นางจะยืนมองต้นท้อในอุทยานแล้วถอนใจออกมาได้ฟังข่าวดีเรื่องที่ลูกชายยังมีชีวิตอยู่ได้ไม่ทันไร ก็ต้องมารู้ว่าที่ๆ ลูกชายอยู่นั้นเต็มไปด้วยอันตรายมากมายอีก คนเป็นแม่อย่างนางจึงยากที่จะทำใจได้‘เฟยหลง… ลูกต้องเข้มแข็งแล้วกลับมาพบแม่ให้ได้นะลูก…’
    _____________________ขอบคุณคอมเมนต์ค่า