หญิงสาวคนหนึ่งอุ้มลูกไว้ในอ้อมแขนกำลังร้องไห้ดั่งดวงใจจะแตกสลายเพราะถูกขับไล่ออกมาจากโรงหมอ ช่างน่าเวทนายิ่งนัก
“ท่านหมอซ่ง โปรดช่วยลูกชายข้าด้วยเถอะ ข้าขอร้อง โปรดช่วยลูกชายข้าด้วย!
ข้ามีเงินมาด้วย ขอเพียงรักษาลูกชายข้าให้หาย ค่ารักษาเท่าไรข้าก็ยอมจ่าย!”
หญิงสาวตะโกนขอร้องพร้อมพยายามออกแรงฝ่าการขัดขวางของเด็กรับใช้เข้าไปด้านใน
แม้จะอุ้มลูกอยู่แต่นางก็มีเรี่ยวแรงไม่น้อย ต้องอาศัยเด็กรับใช้ถึงสองคนจึงจะขวางนางเอาไว้ได้
มนุษย์ล้วนชอบความบันเทิงกันทั้งนั้น ยามนี้จึงมีฝูงชนกลุ่มใหญ่มุงดูอยู่โดยรอบ และเมื่อได้รู้ว่า สาเหตุที่หญิงสาวผู้นี้ถูกขับไล่ออกมาไม่ใช่เพราะไม่มีเงินจ่าย ความสนใจของพวกเขาจึงเพิ่มพูนขึ้นกว่าเดิมทันที
เหอจิ่วเหนียงก็ปะปนอยู่ในฝูงชน แม้จะยืนอยู่รอบนอกแต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อความอยากรู้อยากเห็นของนาง
“เหตุใดเจ้าถึงพูดไม่รู้เรื่องกัน ก็ท่านหมอซ่งบอกไปแล้วว่าไร้หนทางรักษา เจ้าอย่าบีบบังคับให้เราลำบากใจเลย รีบกลับไปทำใจและเตรียมจัดพิธีศพเถอะ!”
“เป็นไปไม่ได้! ไม่มีทาง! ต้องรักษาให้หายได้สิ! ลองรักษาอีกครั้งเถอะนะ! ท่านหมอซ่ง ได้โปรด ข้าขอร้องละ ลองรักษาอีกครั้งเถอะ ได้โปรด!”
คนเป็นแม่คุกเข่าลง โขกศีรษะกับพื้นอย่างแรงราวกับไม่รู้สึกเจ็บปวดจนหน้าผากมีเลือดซึมออกมา
ทุกคนเห็นดังนั้นก็ทนดูเฉย ๆ ไม่ได้อีก จึงพากันช่วยพูด “ท่านหมอซ่งเป็นหมอหลวงเก่าจากวังไม่ใช่หรือ ฝีมือการรักษาก็ดีจนเป็นที่เลื่องลือ ฮูหยินผู้นี้ขอร้องขนาดนี้แล้ว ลองรักษาให้ลูกนางอีกครั้งเถอะ!”
“ใช่ ๆ ข้าเห็นเด็กแน่นิ่งไม่ขยับตัวเช่นนี้น่าสงสารยิ่งนัก!”
“แต่ข้าว่าคนเป็นหมอก็มีหัวใจของความเป็นพ่อแม่เหมือนกัน หากรักษาได้ท่านหมอซ่งไม่มีทางเพิกเฉยแน่นอน เว้นเสียแต่เด็กคนนี้จะเป็นโรคที่ไร้หนทางรักษาจริง ๆ!”
เหล่าคนมุงต่างแสดงทัศนะแตกต่างกันไป เหอจิ่วเหนียงสงสัยยิ่งนักว่าเด็กคนนี้เป็นโรคอะไรกันแน่ จึงเบียดฝูงชนไปด้านหน้า
ในขณะเดียวกัน ชายชราผมหงอกผู้หนึ่งก็เดินออกมาจากโรงหมอ คนผู้นี้ก็คือท่านหมอซ่งที่ทุกคนกำลังกล่าวถึง
ทันทีที่หญิงสาวอุ้มลูกเห็นชายชราก็รีบคลานเข้าหา กอดขาคร่ำครวญพร่ำคำอ้อนวอน “ท่านหมอซ่ง โปรดช่วยลูกชายข้าด้วย ได้โปรดช่วยลูกชายข้าด้วย ฮือ ๆ ๆ…”
ชายชราถอนหายใจออกมา “ข้าบอกเจ้าแล้วไง หากเจ้าพาเขามารักษาเร็วกว่านี้ก็คงมีทางหาย แต่ตอนนี้เชื้อมันลามไปทั่วร่างแล้ว ข้าหมดปัญญาจริง ๆ เจ้าอย่าทำให้ข้าลำบากใจเลย ให้ลูกเจ้าจากไปอย่างสงบเถอะ”
อันที่จริงท่านหมอซ่งไม่จำเป็นต้องออกมาแถลงก็ได้ แต่เขากลัวว่าหญิงสาวผู้นี้จะโวยวายเป็นเรื่องราวใหญ่โต จนทำลายชื่อเสียงความเป็นอันดับหนึ่งของโรงหมอแห่งนี้
เขาทำงานในวังมาเกินครึ่งชีวิต วันข้างหน้าครอบครัวเขายังต้องอาศัยชื่อเสียงที่สะสมมานานหลายปีนี้ในการดำรงชีพ จะปล่อยให้พังลงเพราะสตรีที่พูดไม่รู้เรื่องคนเดียวได้อย่างไร
ท่านหมอซ่งถือเป็นหมอมีชื่อเสียงมากในจิงโจวและเมืองโดยรอบเนื่องจากเขาเคยเป็นหมอหลวงในวัง หลังวัยเกษียณหมอชราก็ออกมาสานต่อกิจการโรงหมอ ตระกูลสูงศักดิ์หลายตระกูลมักเชิญเขาไปตรวจดูอาการรักษาโรคภัยไข้เจ็บให้ เขาค่อนข้างสุภาพถ่อมตัว และได้รับการสนับสนุนจากคนจำนวนมาก
ถ้อยแถลงของอดีตหมอหลวงไขข้อกังขาให้ฝูงชนได้ทันที จากที่เคยออกหน้าแทนหญิงสาว พวกเขาต่างพากันเปลี่ยนฝ่ายไปทางท่านหมอซ่ง “ในเมื่อเจ้าเป็นแม่ที่รักลูกมากเช่นนี้ เหตุใดถึงปล่อยให้เวลาล่วงเลยจนถึงตอนนี้จึงจะพามารักษาล่ะ นี่ไม่เท่ากับว่าเป็นการทำให้ท่านหมอซ่งลำบากใจหรอกหรือ?”
“นั่นสิ ตอนที่ลูกเจ้าเพิ่งเริ่มป่วยเหตุใดถึงไม่พามารักษา เจ้ามีเงินไม่ใช่หรือ?”
“จะอย่างไรเสียอีกล่ะ คงคิดว่าอาการไม่รุนแรงก็เลยลากมาจนถึงตอนนี้น่ะสิ”
ยิ่งเผชิญหน้ากับคำครหา หญิงสาวก็ร้องไห้จนไม่อาจระงับได้อีกต่อไป นางส่ายหน้าด้วยความเจ็บปวด “ไม่ใช่ ไม่ใช่แบบนั้น ไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากพาลูกมาหาหมอ! แต่ว่า…แต่ว่าสามีข้าจากไปแล้ว เรื่องในบ้านท่านลุงเป็นคนดูแล พวกเขาไม่ให้ข้าพาลูกมาโรงหมอ ข้าขอร้องอยู่นาน ข้าขอร้องพวกเขาอยู่นาน ฮือ ๆ ๆ…”
ครั้นนึกถึงเรื่องเจ็บปวดหญิงสาวก็ยิ่งร้องไห้หนักขึ้นจนหายใจแทบไม่ทัน หากสามีของนางยังอยู่ คงไม่ปล่อยให้บุตรชายต้องทนทรมานถึงขั้นนี้
ฝูงชนได้รู้สาเหตุจากฝ่ายสตรีอาภัพก็เริ่มเห็นใจนางอีกครั้ง การเป็นหญิงม่ายไม่ง่ายเลยจริง ๆ
เหอจิ่วเหนียงไม่อยากข้องแวะกับเรื่องของคนอื่นเลย แต่นางไม่อาจทนมองผู้หญิงร้องไห้เช่นนี้ได้ สุดท้ายจึงต้องเอ่ยถามด้วยความเห็นใจ “เด็กป่วยเป็นอะไรหรือ?”
เด็กน้อยในอ้อมแขนถูกห่อตัวด้วยผ้าหนึ่งผืน ดูไม่ออกว่าป่วยเป็นอะไร นอนแน่นิ่งอยู่ในอ้อมแขนของมารดา มีความเป็นไปได้ถึงแปดส่วนว่าเขาหมดสติไปแล้ว
ท่านหมอซ่งไม่เห็นเหอจิ่วเหนียง แต่ได้ยินเสียงจึงตอบกลับไป “เป็นแผลหนองลามไปทั่วตัว ผิวหนังทั้งตัวเน่าเปื่อย ข้าไร้หนทางรักษาแล้ว”
สดับวาจาหมอหลวงเก่า เหล่าคนมุงที่เดิมอยากดูเด็กน้อยต่างพากันถอยร่นออกไปโดยสัญชาตญาณ ร่างกายพุพองเป็นหนองไปทั้งตัว ไม่มีใครรู้ได้ว่าจะแพร่เชื้อหรือไม่
“บังเอิญจริง ๆ”
เหอจิ่วเหนียงเบียดเสียดออกมาจากฝูงชน และเอ่ยกับสตรีผู้นั้น “ที่บ้านเกิดข้ามีเทียบยาอยู่สองฉบับสำหรับรักษาแผลหนองโดยเฉพาะ แต่ไม่รู้ว่าสาเหตุการป่วยของเด็กน้อยเกิดจากความร้อนชื้นสะสมเรื้อรังหรือเกิดจากม้ามพร่อง หากเชื่อใจข้า ให้ข้าดูหน่อยได้หรือไม่?”
สตรีอุ้มลูกยังไม่ทันเอ่ยปาก คนข้าง ๆ ที่เห็นว่าคนที่เสนอตัวเข้ามาเป็นเพียงหญิงสาวคนหนึ่งก็อดถามด้วยความแปลกใจไม่ได้ “นี่เจ้าเป็นหมอหรือ?”
เหอจิ่วเหนียงส่ายหน้า และเอ่ยคำลวงออกไป “ข้าไม่ใช่หมอ แต่ข้ามีเทียบยาจากบ้านเกิดของข้า”
สตรีอับจนหนทางเมื่อได้ยินว่ายังมีหนทางการรักษาบุตรชายก็ไม่สนใจแล้วว่าอีกฝ่ายจะเป็นหมอหรือไม่ ดึงผ้าคลุมตัวลูกน้อยออกทันที ผิวหนังเน่าเปื่อยพลันประจักษ์แก่สายตาสาธารณชน ทุกคนพานสูดลมหายใจเย็นเข้าปอดโดยมิได้นัดหมาย
“นี่มันเวรกรรมอะไรกัน เน่าเปื่อยขนาดนี้เชียวหรือ! นี่เด็กต้องเจ็บปวดทรมานขนาดไหนกัน!”
“ลุงเจ้าช่างใจไม้ไส้ระกำจริง ๆ เด็กเป็นถึงขั้นนี้แล้วเพิ่งจะให้มารักษา นี่มันจะฆ่าจะแกงกันชัด ๆ!”
“ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับเด็กตัวแค่นี้และหญิงม่ายเลยจริง ๆ!”
เหอจิ่วเหนียงไม่ได้สนใจคำวิพากษ์วิจารณ์ของคนรอบข้าง นางย่อตัวนั่งลงและตรวจดูอาการของเด็กน้อยอย่างละเอียด
แผลหนองทั่วไปจะแตกและปล่อยน้ำเหลืองออกมา หลังจากแห้งแล้วแผลจะตกสะเก็ด แต่อาการของเด็กคนนี้มีความพิเศษตรงที่แผลกลับไม่ตกสะเก็ด แถมแผลยังขยายตัวเป็นวงกว้าง ทำให้ผิวหนังรอบบาดแผลได้รับผลกระทบและกลายเป็นเนื้อเน่าเปื่อย
โดยเฉพาะอากาศในตอนนี้ที่ร้อนมาก กระตุ้นให้แผลติดเชื้อง่าย อาการจึงยิ่งรุนแรง
“แม่นาง อาการของลูกข้ายังรักษาได้หรือไม่?”
หญิงสาวอุ้มลูกเห็นสตรีตรงหน้าไม่ได้มวยผมจึงคิดว่าอีกฝ่ายยังไม่แต่งงาน ดังนั้นจึงเรียกขานไปเช่นนั้น
เหอจิ่วเหนียงพยักหน้าเบา ๆ “โชคดีที่เป็นเพราะความร้อนชื้นสะสมเรื้อรัง เทียบยาที่ข้ารู้สองฉบับนั้นเป็นเทียบยาที่รักษาอาการร้อนชื้นสะสมเรื้อรังพอดี หากฮูหยินเชื่อใจข้าจะลองรักษาก็ได้ เพียงแต่ข้าไม่รู้ตัวหนังสือ คงต้องขอให้ท่านหมอซ่งช่วยเขียนเทียบยาตามที่ข้าบอกและช่วยดูว่าถูกต้องหรือไม่แล้ว”
ทุกคนคิดไม่ถึงเลยว่าจะมีเรื่องบังเอิญเช่นนี้เกิดขึ้น พวกเขาหันไปมองหมอชราด้วยสายตาคาดหวัง
ที่น่าเหลือเชื่อยิ่งกว่าคือ หมอซ่งเองก็มีความคิดแบบเดียวกับคนเหล่านี้ อดีตหมอหลวงสังวรเสมอว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้า แม้จะเคยเป็นหมอหลวง แต่เขาไม่เคยคิดว่าตนอยู่เหนือหมอชาวบ้าน ดังนั้นหมอใหญ่ใจอารีจึงเต็มใจเชิญสตรีชาวนาเข้าไปด้านใน และนั่งเขียนเทียบยาตามที่นางบอก
ทุกคนเข้าไปมุงดู เบียดเสียดจนโรงหมอแน่นขนัดทั้งด้านในและด้านนอก
เหอจิ่วเหนียงแสร้งทำเป็นพยายามเค้นสมองคิดเนื้อหาในเทียบยาอย่างหนัก บอกออกมาติด ๆ ขัด ๆ
“เทียบยามีสองส่วน ส่วนแรกจะเป็นเทียบยาขู่เซิงเสอฉวงชังจู๋ สำหรับอาบ ใช้ขู่เซิง เสอฉวงจื่ออย่างละสามสิบเค่อ(กรัม) ชังจู๋ หวงป้อ พริกเสฉวนอย่างละสิบห้าเค่อ ชิงเฝิ่นหนึ่งเค่อ นำสมุนไพรทั้งหมดนี่ใส่หม้อต้มน้ำ เมื่อยาอุ่นแล้วนำมาล้างแผลวันละสามเวลา
เทียบยาส่วนที่สองคือเทียบยาขู่เซิงชังจู๋ไป๋จื่อ ใช้สำหรับทา ใช้ขู่เซิงอ่อนสามสิบเค่อ เสอฉวงจื่อ สารส้มบดละเอียด ฮวาเจียว โกฐเขมา โกฐสอ ปิงหลางอย่างละสิบแปดเค่อ และใช้ตะขาบบดละเอียดหกตัวผสมพร้อมกับตัวยา จากนั้นเคี่ยวด้วยน้ำมันหมู กรองเศษออก รอให้เย็นจนแข็งตัว แล้วจึงนำมาใช้ทาแผล
ยาทั้งสองตัวนี้ใช้ร่วมกัน ใช้ยาอาบก่อนแล้วจึงใช้ยาทา ห้าถึงเจ็ดวันแผลก็จะตกสะเก็ดและเริ่มหาย”
.
.
.