ตอนที่ 9: อาคารประมูล์ร่วงและการเผชิญหน้าในเขตต้องห้าม
สถาปัตยกรรมของอาคารประมูล์ร่วงตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางย่านการค้าที่รุ่มรวยที่สุดของเมืองเมฆาคราม ตัวอาคารสร้างขึ้นจากศิลาหยกดำที่ขัดเงาจนวาววับ ยามแสงแดดสาดกระทบจะบังเกิดรัศมีสีม่วงจางๆ แผ่ออกมาอย่างน่าเกรงขาม ภายใต้ เงา ของยอดอาคารที่สูงเสียดฟ้า บรรยากาศรอบด้านเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความมั่งคั่งและอำนาจที่คนธรรมดามิอาจเอื้อมถึง ทหารยามในชุดเกราะหนักยืนนิ่งประดุจรูปสลัก ทว่ากระแสพลังปราณที่ไหลเวียนอยู่รอบกายพวกเขากลับบอกชัดว่า คนเหล่านี้ล้วนเป็ผู้ฝึกตนระดับก่อตั้งปราณเป็อย่างน้อย
จ้าวหานเดินขนาบข้างมู่รุ่ยเสวี่ยเข้าสู่ประตูบานั์ที่แกะสลักลวดลายัทะยาน ทุกลำฝีเท้าที่เขากดลงบนพื้นหยกส่งเสียงกังวานทึบหนักแน่น อันเป็ผลมาจากความหนาแน่นของ 'กายาหินผา' ที่บีบอัดมวลสารจนถึงขีดสุด ชุดคลุมสีดำที่มู่รุ่ยเสวี่ยจัดหามาให้นั้นช่วยพรางรูปร่างที่เริ่มจะดูมีมวลกล้ามเนื้ออัดแน่นของเขาได้ดี ทว่ากลับมิอาจปกปิดกลิ่นอายความดุดันที่แผ่ออกมาโดยไม่ตั้งใจได้
"คุณชายจ้าว โปรดจำไว้ว่าภายในอาคารนี้มีอาคมป้องกันระดับสูงติดตั้งอยู่" มู่รุ่ยเสวี่ยกระซิบบอกพลางคลี่พัดจีบขึ้นบังใบหน้าครึ่งหนึ่ง "หากไม่จำเป็จริงๆ อย่าเพิ่งเผยความลับของอาวุธท่านที่นี่ เพราะเ้าของอาคารประมูลแห่งนี้มีเื้ัที่ลึกลับยิ่งนัก แม้แต่ตระกูลใหญ่ทั้งสามยังต้องให้เกียรติสามส่วน"
จ้าวหานพยักหน้ารับคำอย่างสงบ แววตาของเขากวาดมองไปรอบโถงรับรองขนาดกว้างขวาง
[ตรวจพบความเข้มข้นของพลังงานปราณหนาแน่นกว่าภายนอกถึงสามเท่าครับเ้านาย] เสียงของศูนย์ (Zero) ดังขึ้นในโสตประสาท [อาคารนี้มีการติดตั้งเครื่องรวมพลังงานิญญาเอาไว้ที่จุดกึ่งกลาง... แต่ที่น่าสนใจกว่าคือเหล่าผู้ฝึกตนที่มาในวันนี้ ผมสแกนพบระดับ 'ทองคำเขียว' อย่างน้อยเจ็ดรายที่แฝงตัวอยู่ในหมู่แขกวีไอพี ดูเหมือนการชิงแก่นอสูรเพลิงโลกันต์ในครั้งนี้จะไม่ใช่งานง่ายๆ เสียแล้ว]
"ทองคำเขียวเจ็ดรายรึ... น่าสนุกดีนี่" จ้าวหานรำพึงในใจพลางแสยะยิ้ม
ในขณะที่พวกเขากำลังจะเดินเข้าสู่ห้องประมูลส่วนตัวของตระกูลมู่ เสียงฝีเท้าที่หนักหน่วงและเต็มไปด้วยจิตสังหารก็ดังมาจากทิศทางตรงกันข้าม หลินเทียนอวี่เดินนำหน้าขบวนของตระกูลหลินเข้ามาด้วยท่าทางโอหัง ใบหน้าของเขาแม้จะยังมีรอยฟกช้ำจางๆ จากการถูกโยนออกจากหอสุรา แต่แววตาบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความอาฆาตมาดร้ายที่ปิดไม่มิด
ข้างกายของหลินเทียนอวี่คือชายวัยกลางคนร่างกำยำในชุดคลุมสีเทาเข้มที่มีตราสัญลักษณ์พยัคฆ์สีดำติดอยู่ที่หน้าอก ผู้นำของกลุ่มทหารรับจ้าง 'พยัคฆ์ทมิฬ' นั่นเอง
"นึกว่าใครที่ไหน... ที่แท้ก็แม่นางมู่กับไอ้สุนัขพเนจร" หลินเทียนอวี่เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน ท่ามกลาง เงา ของผู้ติดตามที่ยืนเรียงรายอยู่ด้านหลัง "เ้ากล้าโผล่หัวมาที่นี่จริงๆ ด้วยนะจ้าวหาน ข้าล่ะนับถือในความรนหาที่ตายของเ้าเสียจริง"
จ้าวหานหยุดเดิน หันไปมองด้วยสายตาเรียบเฉย "คุณชายหลิน... ข้านึกว่าน้ำในบ่อน้ำหน้าร้านจะทำให้เ้ามีสติขึ้นมาบ้างเสียอีก หรือว่าแรงกระแทกมันน้อยไปจนลืมความเ็ปไปแล้ว?"
"สามหาว!" ชายชุดเทาข้างกายหลินเทียนอวี่คำราม แผ่กลิ่นอายพลังปราณระดับทองคำเขียวออกมาบีบคั้นอากาศรอบตัวทันที "เ้าหนู เ้าทำร้ายคนของตระกูลหลินแล้วยังกล้ามาอวดดีที่นี่อีกรึ? รู้หรือไม่ว่าข้าคือ 'เหยาจ้าน' หัวหน้ากลุ่มพยัคฆ์ทมิฬ เพียงแค่ข้าสะบัดมือเดียว กระดูกทุกชิ้นในร่างเ้าก็จะแหลกเป็ผุยผง!"
มู่รุ่ยเสวี่ยก้าวออกมาข้างหน้าทันที "ท่านหัวหน้าเหยา ที่นี่คืออาคารประมูล์ร่วง หากท่านคิดจะใช้กำลังล่วงเกินแขกของตระกูลมู่ ข้าเกรงว่าเ้าของอาคารคงจะไม่ยอมอยู่เฉยแน่"
เหยาจ้านชะงักไปเล็กน้อย เขารู้ดีถึงกฎเหล็กของสถานที่แห่งนี้ จึงได้แต่เก็บงำพลังปราณกลับไป แต่สายตาที่เขามองจ้าวหานนั้นไม่ต่างจากการมองคนตาย
"ฝากไว้ก่อนเถอะ... ในป่าหรือนอกกำแพงเมือง ข้าจะทำให้เ้ารู้ว่าความตายที่แท้จริงหน้าตาเป็อย่างไร" เหยาจ้านเค้นเสียงรอดไรฟัน
"ข้าจะรอ..." จ้าวหานตอบสั้นๆ ก่อนจะเดินผ่านหน้าคนตระกูลหลินเข้าไปในห้องประมูลอย่างไม่ไยดี
ภายในห้องประมูลส่วนตัวของตระกูลมู่ถูกตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจง ผนังด้านหนึ่งเป็กระจกอาคมที่มองเห็นเวทีประมูลเบื้องล่างได้อย่างชัดเจน แต่คนภายนอกมิอาจมองเข้ามาได้ จ้าวหานทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้หนานมู่ พลางหยิบองุ่นปราณที่วางอยู่บนโต๊ะมาเคี้ยวเล่นอย่างสบายใจ
[เ้านายครับ... เนื้อเยื่อบริเวณปลายนิ้วชี้ขวาของคุณที่ใช้ยิง Micro-Burst เมื่อวานนี้ ได้รับการซ่อมแซมและบีบอัดจนมีความหนาแน่นเพิ่มขึ้นอีก 2 เปอร์เซ็นต์แล้วครับ] ศูนย์รายงานข้อมูลทางเทคนิคสลับกับเสียงกวนประสาท [แต่การดูดซับสารอาหารในวันนี้ยังไม่ถึงเกณฑ์ที่ผมตั้งไว้ ถ้าคุณอยากจะสู้กับไอ้หัวหน้าพยัคฆ์นั่นในระดับที่เหนือกว่า คุณต้องกินมวลสารที่มีความหนาแน่นสูงกว่านี้อีก]
"ข้ารู้... แก่นอสูรเพลิงโลกันต์นั่นแหละคือคำตอบ" จ้าวหานพึมพำ
ไม่นานนัก แสงไฟในห้องโถงประมูลก็เริ่มหรี่ลง พร้อมกับการปรากฏตัวของหญิงสาวงามล่มเมืองในชุดผ้าไหมสีม่วงบนเวทีกลาง นางคือผู้ดำเนินการประมูลที่เลื่องชื่อ 'เยว่ซิน'
"ยินดีต้อนรับแขกผู้มีเกียรติทุกท่านเข้าสู่งานประมูลครั้งใหญ่แห่งทศวรรษ!" เสียงของนางกังวานใสไปทั่วทุกซอกมุมของอาคาร "วันนี้เรามีสมบัติล้ำค่ามากมายที่ท่านมิอาจหาได้จากที่ใดในใต้หล้า... และเพื่อไม่ให้เป็การเสียเวลา เรามาเริ่มกันที่สิ่งของชิ้นแรกกันเลย!"
การประมูลเริ่มต้นขึ้นอย่างคึกคัก สิ่งของแต่ละชิ้นล้วนเป็ของหายาก ไม่ว่าจะเป็กระบี่ระดับปฐีชั้นสูง โอสถทิพย์ร้อยิญญา หรือคัมภีร์วิชาลับที่สาบสูญ มู่รุ่ยเสวี่ยประมูลสิ่งของไปสองสามรายการด้วยราคามหาศาลเพื่อรักษาสถานะและเตรียมการบางอย่าง ส่วนจ้าวหานนั่งมองทุกอย่างด้วยสายตาเฉยเมย เขาไม่ได้มาที่นี่เพื่อของเล่นพวกนี้
จนกระทั่งถึง่ครึ่งหลังของงาน...
"และต่อจากนี้... คือสิ่งที่ทุกท่านรอคอย!" เยว่ซินประกาศด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้นกว่าเดิม พนักงานประมูลสองคนช่วยกันยกกล่องที่ทำจากศิลาเยือกแข็งพันปีออกมาวางบนแท่น
เมื่อฝากล่องถูกเปิดออก รัศมีสีแดงเพลิงที่ร้อนแรงและทรงพลังก็ะเิออกมาราวกับดวงอาทิตย์ขนาดย่อส่วน แผ่ซ่านไปทั่วโถงประมูลจนผู้ฝึกตนหลายคนถึงกับต้องโคจรพลังปราณขึ้นมาคุ้มกันความร้อน มันคือแก่นพลังงานรูปทรงกลมที่เต็มไปด้วยลวดลายอักขระธรรมชาติที่ไหลเวียนราวกับลาวา
"แก่นอสูรเพลิงโลกันต์! จากอสูรระดับห้าที่อาศัยอยู่ในใจกลางูเาไฟหมื่นปี!" เยว่ซินะโ "คุณสมบัติของมันคือการปลดปล่อยพลังหยางบริสุทธิ์ที่เข้มข้นที่สุด เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่้าทะลวงคอขวดระดับสูง หรือผู้ฝึกกายาสายร้อนแรง!"
จ้าวหานจ้องมองวัตถุนั้นตาไม่กะพริบ เขาを感じได้ถึง 'แรงดึงดูด' ของมวลสารที่อัดแน่นอยู่ภายในนั้น
[พระเ้าช่วย! เ้านายครับ!] ศูนย์ร้องลั่นในหัวด้วยความตื่นเต้นสุดขีด [นั่นมันไม่ใช่แค่แก่นอสูรธรรมดา! จากการสแกนด้วยคลื่นวิทยุความถี่สูง... สิ่งนั้นคือสสารที่มีความหนาแน่นในระดับ 'ไอโซโทป' พิเศษ! หากเราได้มันมา ผมสามารถใช้มันสร้างเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ชีวภาพภายในร่างคุณได้ทันที! คุณจะไม่ต้องพึ่งพาการกินอาหารปริมาณมหาศาลเพื่อสร้างมวลยิงปืนระดับ 2 อีกต่อไป!]
จ้าวหานกำหมัดแน่น กายาหินผาของเขาสั่นะเืตอบรับพลังงานที่แผ่ออกมา "มู่รุ่ยเสวี่ย... ข้าต้องได้มัน"
มู่รุ่ยเสวี่ยพยักหน้าอย่างเคร่งขรึม นางรู้ดีว่านี่คือเดิมพันสำคัญ "ราคาเริ่มต้นที่ห้าแสนหินปราณระดับกลาง! เริ่มการประมูลได้!"
"หกแสน!" ตระกูลหลินขานราคาขึ้นมาทันทีจากห้องวีไอพีฝั่งตรงข้าม
"เจ็ดแสน!" มู่รุ่ยเสวี่ยขานสวนกลับไปโดยไม่ลังเล
"หนึ่งล้าน!" เสียงของหลินเทียนอวี่ดังแทรกขึ้นมาด้วยความมั่นใจ
การแข่งขันราคาดำเนินไปอย่างดุเดือดจนน่าหวาดเสียว ตัวเลขพุ่งทะยานจากหลักล้านไปสู่หลายล้านหินปราณในเวลาเพียงไม่กี่อึดใจ แขกคนอื่นๆ ต่างพากันถอนตัวออกไป เหลือเพียงการปะทะกันระหว่างสมาคมการค้าตระกูลมู่และตระกูลหลิน
ทว่า ในขณะที่ตัวเลขพุ่งไปถึงสามล้านหินปราณ เสียงที่ทรงพลังและเปี่ยมด้วยแรงกดดันก็ดังมาจากห้องส่วนตัวชั้นบนสุดที่เคยเงียบสงบมาตลอด
"ห้าล้านหินปราณระดับกลาง... และแก่นอสูรชิ้นนี้ต้องเป็ของสำนักกระบี่เขียว"
สิ้นเสียงนั้น ทั่วทั้งห้องประมูลพลันเงียบกริบดุจป่าช้า สำนักกระบี่เขียวคือขั้วอำนาจใหญ่ที่เป็ผู้สนับสนุนลับๆ ของตระกูลหลิน การที่พวกเขาออกหน้ามาเองเช่นนี้ ย่อมหมายความว่าการใช้เงินประมูลเพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถแก้ปัญหาได้อีกต่อไป
มู่รุ่ยเสวี่ยหน้าซีดเผือด นางมองไปยังจ้าวหานด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม
จ้าวหานลุกขึ้นยืนช้าๆ ร่างกายของเขาส่งเสียงลั่นกรอบแกรบราวกับูเาที่กำลังเคลื่อนตัว เขาเดินไปที่หน้ากระจกอาคม จ้องมองไปยัง เงา ของผู้คนเบื้องล่างที่กำลังสั่นคลอนด้วยความยำเกรงต่อชื่อสำนักใหญ่
"ประมูลต่อไป..." จ้าวหานเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแต่ทรงพลัง "เื่เงินเ้าจัดการ... ส่วนเื่ที่เหลือหลังจากออกจากอาคารนี้ ข้าจัดการเอง"
ั์ตาของจ้าวหานวาวโรจน์ด้วยแสงสีฟ้าจางๆ ของพลังงานปรมาณูที่เริ่มตื่นตัวภายในเซลล์ เขาไม่ได้เกรงกลัวสำนักกระบี่เขียวหรือใครหน้าไหนทั้งนั้น เพราะในโลกที่ผู้แข็งแกร่งเป็ใหญ่ อาวุธนิวเคลียร์ในร่างมนุษย์ของเขานี่แหละ... คือกฎเกณฑ์ที่แท้จริง