หมัวมัวยกถาดยากลับส่วนกลาง จากนั้นก็มีหมัวมัวผู้หนึ่งเดินออกจากส่วนกลางกลับไปที่เรือนหลัก ก้าวเดินด้วยฝีเท้ารวดเร็วเข้าไปในห้องบรรทม
“ดื่มเข้าไปแล้วเพคะ”
“ดื่มแล้วก็ดี” พระชายารัชทายาทแตะปิ่นไหวเบาๆ อีกมือลูบครรภ์นูนของตนเองอย่างทะนุถนอม
“ต่อไป หากไท่จื่อเสด็จเรือนนั้น ข้าจะได้หมดห่วง”
“อีกไม่กี่เดือนพระองค์ก็จะคลอดแล้ว ยามนั้นองค์รัชทายาทก็คงไม่มีเวลาไปหานางแล้วเพคะ”
แววตาของไท่จื่อเฟยแดงเรื่อ นางไม่ตอบเพียงยื่นมือออกไปก็มีสาวใช้เข้ามาช่วยพยุง
“เตรียมของขวัญให้เช่อเฟย ขอบใจที่ช่วยแบ่งเบาภาระที่เปิ่นกง ไม่สะดวก ทำยามนี้”
เสียงของนางเรียบนิ่ง หากคล้ายมีไอเย็นพาดผ่าน มือที่จับแขนสาวใช้บีบแน่นขึ้น
“ตกรางวัลเป็น... ชาดยกชุดสามกลิ่นของร้านตระกูลเซียวก็แล้วกัน”
หมัวมัวยกยิ้มพึงพอใจ ผู้ใดจะไม่ทราบบ้างว่าชาดของร้านตระกูลเซียว คือสินค้าที่พระชายาฮั่นอ๋องเป็นคนคิดค้นขึ้น
มอบของรางวัลที่ทำโดยภรรยาคู่หมายเก่าของเช่อเฟยในโอกาสที่ได้ถวายคืนแรกแก่รัชทายาท มิเท่ากับตบหน้าเช่อเฟยหรอกหรือ
“บ่าวจะไปจัดเตรียมเดี๋ยวนี้เพคะ”
จางลั่วหลินมาถึงเรือนหลักยามเฉินสองเค่อ[1] ท่วงท่ายามเดินของนางติดขัดเล็กน้อย ทว่าใบหน้ากลับอิ่มเอมเย้ายวนราวกับบุปผาได้รับน้ำค้างวสันต์มาจนชุ่มฉ่ำ
พระชายาองค์รัชทายาทขยับกายเล็กน้อย มองนางผ่านม่านโปร่งด้วยดวงตาคมกริบ
“ถวายพระพรไท่จื่อเฟย ขอให้มีพระพลานามัยแข็งแรงเพคะ”
หลังม่านโปร่งเงียบกริบ ไม่มีเสียงตอบรับของผู้เป็นเจ้าตำหนักดังขึ้นมาเสียที จางลั่วหลินต้องย่อกายอยู่เช่นนั้น เดิมทีราตรีที่ผ่านมานางถูกเคี่ยวกร่ำเป็นครั้งแรก อาการเมื่อยล้าอ่อนแรงเป็นเรื่องจริง ขาของนางจึงสั่นระริกแทบจะทรงกายไว้ไม่ไหว
นางกำผ้าเช็ดหน้าในมือแน่น ใบหน้าที่ก้มต่ำเรียบตึง แววตาร้ายกาจฉายประกายขึ้นวูบหนึ่ง นางเลิกเกร็งขาแล้วปล่อยให้ร่างโอนเอนไปมา แต่ก่อนที่ร่างบางจะทรุดลงบนพื้น เสียงไอของพระชายาองค์รัชทายาทก็ดังขึ้น
“ตามสบายเถิด เมื่อครู่ข้าตกใจกับแรงถีบของลูกในครรภ์ จึงเหม่อลอยไปบ้าง”
จางลั่วหลินเซไปวูบหนึ่ง นางรีบทรงตัวยืนขึ้น สูดหายใจลึกแล้วเกลื่อนสีหน้าด้วยยิ้มอ่อนโยน “ขอบพระทัยไท่จื่อเฟย”
“เปิ่นกงทราบว่า ราตรีที่ผ่านมาเจ้าถวายตัวเป็นครั้งแรก คงจะเหน็ดเหนื่อยไม่น้อย...ต้องขอบใจที่มีเจ้า ช่วยแบ่งเบาเปิ่นกงได้พอดี ระยะนี้เปิ่นกงไม่อาจถวายการรับใช้ไท่จื่อได้บ่อยนัก...ตกรางวัลให้เช่อเฟย”
“เพคะไท่จื่อเฟย”
นางกำนัลยกกล่องลงรักออกมาวางตรงหน้าเช่อเฟย เปิดกล่องออกเผยให้เห็นตลับเครื่องประทินผิวกลมมนสามตลับซึ่งมีลวดลายดอกไม้ถูกวาดแล้วลงรักเคลือบสีอย่างวิจิตรไว้บนฝา
“ช่วงนี้อาจจะต้องรบกวนเช่อเฟยมากหน่อย ชาดประทินผิวของร้านสกุลเซียวชุดนี้กำลังเป็นที่นิยม ต้องสั่งจองจึงจะซื้อได้ เป็นของดี...ที่หาซื้อยากมากเชียวละ”
จางลั่วหลินมองชาดสามตลับนิ่ง มือที่อยู่ใต้แขนเสื้อกำแน่น
นางจะไม่รู้จักชาดสามสีของร้านตระกูลเซียวได้อย่างไร สินค้าที่ซูอันหนิงคิดค้นนางล้วนรู้จักทุกชิ้น และไม่เคยแตะต้องเลยสักชิ้น
นี่กำลังดูถูกนางอยู่เช่นนั้นหรือ!
ม่านโปร่งค่อยๆ ถูกนางกำนัลยกขึ้นพระชายาองค์รัชทายาทมองลงมา แววตาค่อยๆ เย็นชาลง พระนางลูบปลอกเล็บช้า
“เจ้าไม่พอใจของของขวัญจากเปิ่นกงหรือ”
จางลั่วหลินได้สติ รีบยอบกายขอบคุณ “หามิได้เพคะ หม่อมฉันขอบพระทัยไท่จื่อเฟยที่ประทานของรางวัล”
“ชอบก็ดี” เสียงพูดของนางอ่อนลง ริมฝีปากคลี่ยิ้มอ่อนโยน “เผื่อระยะนี้ไท่จื่อเสด็จเรือนตะวันตกบ่อยๆ เจ้าจะได้ทำให้พระองค์สำราญพระทัยได้ เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน”
เสียงของไท่จื่อเฟยพลันเคร่งขรึมเปี่ยมอำนาจ “สั่งการลงไป ให้ส่งชาดสามสีจากร้านสกุลเซียวไปที่เรือนตะวันตกทุกเดือน”
“เพคะ ไท่จื่อเฟย” หมัวมัวรับคำสั่ง
จางลั่วหลินกัดฟันแน่น ลมร้ายเผาไหม้ในตับแต่กลับทำได้เพียงกลืนมันไว้ในอก นางก้มหน้าลงปกปิดดวงตาเคืองแค้นที่ลูกโชน
นับวันรอคอยเงียบๆ ต้องมีสักวันที่นางได้เอาคืนอย่างแน่นอน!
จวนฮั่นอ๋อง
หลังกลับจากประชุมเช้า จูเกาเซวียนมักจะกลับจวนมาอยู่กับภรรยา เขาเล่นฉิน นางเป่าเซียว หรือไม่ก็ไปที่สวนผัก เลี้ยงไก่ให้อาหารปลา ชีวิตสงบสุขรื่นรมย์ยิ่ง
ซูอันหนิงมองบุรุษรูปงามโปรยอาหารให้ไก่แล้วหัวเราะเบาๆ “ท่านอยากเป็นเพียงอ๋องขี้เกียจ อยู่เสวยสุขไปวันๆ หรือไม่”
จูเกาเซวียนยิ้ม ใช้ปลายนิ้วเคาะจมูกนางเบาๆ “จะทำเช่นนั้นได้อย่างไร ชายแดนมีศัตรูนอกด่าน หากมัวแต่ขี้เกียจ จะยกอาวุธสู้มันได้หรือ อันหนิงใช้ชีวิตอย่างที่ตนชื่นชอบ ข้าจะช่วยปกป้องบ้านให้เอง ดีหรือไม่”
นางนิ่งเงียบ มือบีบโถใส่อาหารปลาแน่นขึ้น หากนับแต่นี้สามารถมีชีวิตเช่นนี้ไปตลอดได้โดยไม่ถูกรบกวนจะดีสักเพียงใด ไม่ต้องมัวแต่แก่งแย่งอำนาจจนลืมใช้ชีวิตให้มีความสุข
ซูอันหนิงมองใบหน้าด้านข้างของเขา มองไม่ออกแม้แต่น้อยว่าในใจเขาคิดเช่นไร ไม่แยแสต่ออำนาจวาสนา หรือแค่ปกปิดมันไว้กันแน่
เหตุใดชาติก่อน เขาจึงเดินไปถึงจุดนั้นได้
นึกถึงนิยาย ‘สมรสร้าย’ ที่เคยเกือบทำลายชีวิตนาง นิยายเรื่องนั้นเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความทะเยอทะยานไว้ให้ฮั่นอ๋องเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงผลักดันให้เขาเดินไปบนเส้นทางนั้น
หรือชาติที่แล้ว เขาก็ถูกผลักให้ไหลไปตามกระแสเช่นนี้ หากเป็นนางก่อนที่ความทรงจำยุคใหม่จะเข้าแทนที่ ซูอันหนิงคนเดิมจะทำสิ่งใดอยู่?
นางอาจจะไม่ได้สวมชุดแหวกขนบออกไปเดินตลาด อาจจะไม่ได้ทะเลาะจะขอหย่าสามีตั้งแต่สิบวันแรกของการแต่งงาน อาจจะไม่มีเหตุการณ์ปาไข่ นิยายอาจจะยังขายอยู่ในตลาดมาจนถึงตอนนี้...
สตรีสักคนในนิยายอาจได้เป็นชายารอง
ซูอันหนิงหลั่งเหงื่อเย็นท่วมหลัง
สิ่งที่นางทราบแน่ชัดในฝันนั้นก็คือ...ไม่อาจปล่อยให้เขารับชายารองเข้ามาเด็ดขาด
“คิดอะไรอยู่หรือ”
จูเกาเซวียนเอ่ยถาม เขายกมือขึ้นแตะหางตานาง ซูอันหนิงสะดุ้งน้อยๆ เพิ่งได้สติกลับคืนมา ใบหน้าหล่อเหลาค่อยๆ ชัดเจนขึ้นเบื้องหน้า เขาโน้มกายลงมาก้มมองนางในระยะที่ใกล้มาก จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นร้อนของกันและกัน
ปลายนิ้วของเขาเลื่อนช้าๆ จากหางตาของนางลงมาที่ปลายคาง พาความร้อนขุมหนึ่งให้แล่นวูบวาบแทบแผดเผาใบหน้าของนางให้ร้อนฉ่า หญิงสาวเอนหลบ พลางบ่นกลบเกลื่อน
“มือท่านสกปรก อย่ามาแตะข้านะ”
ท่าทางของนางทั้งซุกซนและน่ารักน่าถนอมในเวลาเดียวกัน เขายื่นแขนออกไปโดยไม่ทันได้คิดว่าทั้งคู่อยู่ในสวน มีบ่าวไพร่รายล้อมเต็มเรือน นางก็มาอยู่ในอ้อมกอดเขาเสียแล้ว จูเกาเซวียนชะงักซูอันหนิงนิ่งค้าง ทั้งคู่อยู่ในท่าโอบประคองที่ไม่รู้จะเดินหน้าหรือถอยหลังดี
เวลาเหมือนถูกหยุดนิ่ง ดวงตาสองคู่สานสบ คนหนึ่งแตกตื่นเขินอาย อีกคนตกใจทว่าระคนไปด้วยประกายร้อนแรงที่ซ่อนไม่มิด
เสียงไก่กระต้ากดังขึ้น ซูอันหนิงสะดุ้งผลักจูเกาเซวียนออก เขาจึงได้ปล่อยมืออย่างไม่เต็มใจ
เกิดความเงียบขึ้นระหว่างคนทั้งคู่ ไม่มีใครพูดอะไรออกมาสักคำ ได้ยินเพียงเสียงไก่จิกอาหารและเสียงปลาสะบัดหางยามขึ้นมาโฉบกินเหยื่อบนผิวน้ำ บรรยากาศสงบดำเนินอยู่เช่นนั้นเนิ่นนาน กระทั่งเสียงพูดแผ่วเบาของซูอันหนิงดังขึ้น
“ข้าอยากให้ความสงบคงอยู่เช่นนี้ ข้าไม่อยากเป็นสตรีสูงศักดิ์ ไม่อยากมีอำนาจ ขอแค่ได้ใช้ชีวิตสงบสุขกับ...สามีที่รักข้า ก็ขอบคุณสวรรค์แล้ว”
จูเกาเซวียนชะงักมือที่กำลังโปรยอาหารปลา สายตาเหลือบมองใบหูแดงก่ำของนาง บางอย่างในใจของเขาละลายลงอย่างช้าๆ
นางพูดว่าอะไรนะ ‘สามีที่ข้ารัก’ เช่นนั้นหรือ?
เขาจะทึกทักเอาเองว่านางรักเขาแล้วได้หรือไม่?
หากนั่นคือความปรารถนาของนาง เขา...เขาก็อยากทำให้มันเป็นจริง
จูเกาเซวียนนึกถึงอักษร ‘อัน’ ที่นางติดไว้ที่ประตูด้านในของห้องบรรทม นางหวังเพียงชีวิตสงบสุข ปลอดภัย ยามนั้นเขาคิดเอาไว้ว่า นับจากนี้เขาจะทำให้นางใช้ชีวิตสงบสุขและปลอดภัยภายใต้ปีกของเขา
ที่ผ่านมาเขาทำพลาด แต่อนาคตเขาไม่อยากจะทำผิดพลาดอีกแล้ว
“ข้าจะทำให้เจ้าอยู่อย่างสงบสุข ปลอดภัยในทุกปี”
ซูอันหนิงหันกลับมามองจูเกาเซวียนนิ่ง ดวงตาของนางใสกระจ่าง ราวกับจันทร์เต็มดวงที่โผล่พ้นม่านหมอกในคืนหนาว รอยยิ้มของนางทำให้เขาใจอ่อนยวบลงได้ทุกครั้งที่มอง
เขาขยับเข้าไปใกล้อีกนิด สายตากวาดไปมองบ่าวที่อยู่รอบๆ ศีรษะดำซุกอยู่ตามสุมทุมพุ่มไม้ บ้างก็มุดลงตรงแปลงผัก เห็นแล้วให้รู้สึกหงุดหงิดขวางนัยน์ตาเหลือเกิน
เจ้าคนพวกนี้ ไม่รู้จักย้ายไปที่อื่น เว้นพื้นที่ให้เจ้านายได้มีเวลาส่วนตัวบ้างหรือไร
จู่ๆ ก็มีมือเล็กสอดเข้ามาประสานนิ้วกับเขา จูเกาเซวียนก้มลงมองใบหน้าเล็กเท่าฝ่ามือที่กำลังพิงซบต้นแขนอย่างตกตะลึงเล็กน้อย ที่ผ่านมานางไม่เคยเป็นฝ่ายเข้ามาใกล้ชิดก่อนเช่นนี้เลย
ฮั่นอ๋องต้องท่องคำว่า ‘อดทน’ อยู่ในใจ แม้ภายนอกเขาจะสุขุมเยือกเย็นเฉกเช่นยามปกติ แต่ในอกกลับเต้นแรงราวกับเสียงลั่นกลองศึก
ทั้งคู่เดินคลอเคลียกันไปตามทางเดิน ชมดอกเหมยที่เรือนหน้า แล้วจึงพากันกลับมาที่เรือนชั้นใน
พอใกล้เที่ยง ซูอันหนิงเข้าครัวทำอาหารเอง นางรู้สึกว่าได้ว่าสามีของนางผู้นี้ชมชอบรสมือของนางไม่น้อย วันนี้นางจึงตั้งใจทำสุดฝีมือ
ทั้งคู่ไม่ได้ร่วมโต๊ะเสวยอย่างปรองดองเช่นนี้มาก่อน หากไม่เงียบเกินไป ก็เอ่ยคำพูดที่มีนัยซ่อนเข็ม จะเหมือนตอนนี้ที่เจ้ากินคำ ข้ากินคำ ยิ้มหวานให้กันจนมดแทบขึ้นได้หรือ
หลังของหวานถูกยกออกไป ทั้งคู่ก็ออกมานั่งจิบชาผูเอ๋อร์อยู่นอกระเบียง ฮั่นอ๋องวางถ้วยชาลง หันมามองภรรยาด้วยสายตาอาลัย
“ข้าต้องไปค่ายนอกเมืองแล้ว แต่จะรีบกลับมาให้ทันมื้อค่ำ”
ร่างสูงลุกขึ้นยืนซูอันหนิงจึงลุกตาม นางขยับเข้ามาจับเสื้อของเขาให้เข้าที่ ท่าทีเงียบขรึมเหมือนคิดอะไรอยู่ของนางทำให้ฮั่นอ๋องยืนนิ่งไม่ยอมไปเสียที มองมือเล็กๆ ที่ลูบสาบเสื้อของเขาให้เรียบ ครู่ใหญ่นางก็เงยหน้าขึ้น
“ข้าไปส่งท่านที่ค่ายทหาร ดีหรือไม่”
ชายหนุ่มเลิกคิ้ว ยิ้มกล่าว “ค่ายทหารไม่ใช่ที่ที่สตรี...”
ในหัวเขาพลันมีภาพของสตรีนางหนึ่งที่มักใช้การส่งอาหารให้บิดามาเป็นเหตุผลเพื่อไปปรากฏตัวหน้าค่ายทหารประจำ คำพูดของเขาจึงขาดหายไปในลำคอ
พอเห็นสีหน้าบึ้งตึงของพระชายา ดวงตาของจูเกาเซวียนก็ร้อนรน ยกมือขึ้นโอบเอวนางไม่ให้ขยับหนี
“อยากไปก็ได้ แต่เข้าไปในค่ายไม่ได้นะ อันหนิงจะรอข้าไหวหรือ”
นางตีไปที่อกกว้างทีหนึ่ง พูดด้วยน้ำเสียงแง่งอน “เรื่องของสตรี ท่านไม่ต้องทราบหรอก”
บุรุษตรงหน้ากลับยิ้มกว้างออกมาราวกับคนได้ใจเสียอย่างนั้น
[1] ยามเฉิน สองเค่อ คือเวลา 7.30 น. โดยประมาณ