บทที่ 24 มีสุขก็ต้องมีทุกข์ (รีไรต์)
“เข้าใจผิด! ทั้งหมดนี้เป็เื่เข้าใจผิด ผมกล่าวหาคุณหลินเนี่ยนเพราะความเข้าใจผิด” สุยเจี้ยนิยอมรับความพ่ายแพ้และรีบเปลี่ยนน้ำเสียงทันที
“ผมยอมชดใช้...”
หลินเนี่ยนหัวเราะเสียงเย็น “ใช้วิธีทุนนิยมของคุณมาโจมตีลูกหลานแรงงานให้มันน้อย ๆ หน่อยเถอะ”
“เข้าใจผิดงั้นเหรอ ถ้าคุณไม่ได้พูดเหมือนกับว่าเห็นฉันขโมยเงินคุณไปกับตา เื่นี้เรียกว่าเข้าใจผิดฉันก็ยอม!”
“แต่คุณดันพูดซะเต็มปากเต็มคำว่าฉันรีดไถคุณ แถมยังบังคับให้คุณเขียนใบรับรองบ้าบอคอแตกนั่น โกหกเป็ตุเป็ตะ นี่ไม่เรียกว่าเข้าใจผิดแล้ว แต่เป็การใส่ร้ายป้ายสีชัด ๆ!”
เมื่อสุยเจี้ยนิได้ฟัง สีหน้าก็เคร่งขรึมขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เขากัดฟันพูดขึ้นว่า “หลินเนี่ยน คุณจะบีบให้ผมจนมุมจริง ๆ เหรอ พวกเราอยู่บนพื้นฐานความเป็มนุษย์ วันหน้าก็ยังพบกันได้!”
หลินเนี่ยนราวกับได้ยินเื่ตลก เธอมองสุยเจี้ยนิด้วยความประหลาดใจ “คุณนี่ช่างหน้าใหญ่จริง ๆ ฉันอยู่ดี ๆ ทำไมต้องบีบคุณให้จนมุมด้วย คนที่ใส่ร้ายฉันไม่ใช่คุณเหรอ ถ้าถูกคุณใส่ร้ายสำเร็จ ชีวิตในอนาคตของฉันก็พังทลายแล้ว ถ้าเจอการโจมตีอย่างรุนแรงแล้วจัดการได้ไม่ดี ฉันยังต้องกินลูกตะกั่ว ชีวิตก็จบเห่แล้ว”
“ตอนนี้คุณมาบอกฉันว่าฉันบีบให้คุณจนมุม ไม่ใช่คุณเหรอที่บีบให้ฉันจนมุม ฉันแค่หมดความอดทนกับนิสัยคุณหนูของน้องสาวคุณ คุณก็คิดจะทำให้ลูกสาวผู้สละชีพอย่างฉันถึงตายเลยเหรอ คุณใจดำอำมหิตขนาดนี้ ความเมตตาที่ฉันมีต่อคุณ ก็คือความไม่รับผิดชอบต่อผู้ร่วมอุดมการณ์คนอื่น!”
“ใครจะไปรู้ว่าบนเส้นทางนี้มีใครที่หาเื่น้องสาวคุณแล้วต้องถูกพวกคุณแก้แค้นบ้าง!”
“พูดได้ดี!” ผู้คนโดยรอบส่งเสียงโห่ร้องให้กับคำพูดของหลินเนี่ยน พวกเขาคิดว่าหลินเนี่ยนพูดถูกมาก ๆ บรรดาคนพวกนี้ช่างเป็พิษเป็ภัยต่อสังคมจริง ๆ ไม่แน่ว่าใครก็อาจถูกหาเื่ได้!
“คุณเ้าหน้าที่ จะอ่อนข้อให้เขาไม่ได้นะคะ!”
“ตัวถ่วงสังคมแบบนี้ต้องฆ่าทิ้งซะ!”
“จะให้ภัยร้ายอยู่ในสังคมแล้วทำร้ายคนต่อไปไม่ได้!”
กุญแจมืออันเย็นเยียบสับลงไปบนข้อมือของสุยเจี้ยนิทั้งอย่างนี้
ตอนนี้สุยเจี้ยนิลนลานไปหมดแล้ว!
หลังจากนั้นพนักงานประจำขบวนรถที่รับสินบนจากสุยเจี้ยนิก็มาถึง เพราะกลัวว่าสุยเจี้ยนิจะซัดทอดเธอ จึงมาเก็บกวาดฟูกนอนของสุยเจี้ยนิ เตรียมจะซ่อนซองจดหมายเอาไว้ในเครื่องนอนของเขา จากนั้นค่อยทำเป็ว่าเจอต่อหน้าคนอื่น เพื่อพิสูจน์ว่าเธอไม่เคยรับเงินมา
คนคนนี้น่ากลัวเกินไปแล้ว ไม่นึกเลยว่าจะทำสัญลักษณ์ไว้ที่เงินกับตั๋วด้วย
สุดท้ายเมื่อพนักงานขบวนรถเก็บกวาด ก็พบซองจดหมายอีกซอง ในซองนั้นใส่เงินกับตั๋วเอาไว้ปึกใหญ่
เธอรีบหยิบไปให้ตำรวจรถไฟ และถือโอกาสมอบซองของเธอซองนั้นให้ตำรวจรถไฟไปด้วย
เมื่อตำรวจรถไฟเห็นก็พบว่า ตั๋วเงินในซองหนึ่งในนั้นเหมือนกับที่สุยเจี้ยนิสารภาพออกมา
หนึ่งในตำรวจรถไฟจึงพูดขึ้นว่า “ดูท่าคงคิดอยากจะใส่ร้ายจริง ๆ แต่ดันวางของกลางผิดที่”
“นี่ยังมีอีกซอง ไม่รู้ว่าเขายังคิดจะใส่ร้ายใครอีก”
พนักงานประจำขบวนรถโล่งอก ใส่ร้ายใคร เห็นได้ชัดว่าคิดจะใส่ร้ายเธอไงล่ะ!
ต่อให้เขาไม่ใส่ร้าย แต่คงต้องใช้เื่นี้บีบให้เธอทำเื่ที่ผิดต่อมโนธรรมแน่ ๆ
ผู้โดยสารประเภทนี้เลวร้ายเกินไปจริง ๆ!
ต่อไปนี้เธอไม่กล้ารับสินบนจากผู้โดยสารแล้ว!
ตำรวจรถไฟขอให้หลินเนี่ยน หลิวหย่งหนาน และผู้โดยสารทั้งตู้โดยสารให้การ
เมื่อรถไฟมุ่งหน้าไปจนถึงสถานีต่อไป สุยเจี้ยนิก็ถูกคุมตัวลงไป
ตอนที่สุยเจี้ยนิถูกคุมตัวไป สายตาที่มองหลินเนี่ยนทำให้คนขนลุกซู่สุด ๆ
ตู้โดยสารกลับมาสงบอีกครั้ง
เห็นท่าทางหลิวหย่งหนานมองเธอเหมือนมีอะไรอยากจะพูดแต่ก็ชะงักไป หลินเนี่ยนจึงอาศัย่ที่บริเวณใกล้ ๆ ไม่มีคน กระซิบถามเขาว่า “นายคิดว่าฉันโเี้เกินไปเหรอ”
ความจริงแล้วเธอไม่ได้โเี้ ก็แค่สถานะไม่มั่นคงเท่านั้น!
ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้เธอยังมาอยู่ในยุคปี 70
เธอต้องใช้ชีวิตอยู่เพียงลำพัง หากไม่พองหนามบนตัวออกมา จะรอให้ถูกคนรังแกจนตายงั้นเหรอ
หลิวหย่งหนานส่ายหน้า “ไม่ใช่ แต่เธอก็รู้ว่าพวกเขามีคนอยู่เื้ั และเื้ัต้องเก่งกาจมากแน่ ๆ ไม่งั้นคงเลี้ยงผู้หญิงที่ใช้อำนาจบาตรใหญ่แบบนี้ไม่ได้ ฉันกลัวว่าต่อไปพวกเขาจะ...มาหาเื่เธอ!”
หลินเนี่ยนตอบกลับไปว่า “พวกเราไม่ได้ทำอะไรผิด ต่อให้รับคำขอโทษของพวกเขาแล้ว แต่ความแค้นก็ยากจะคลี่คลาย พวกเขาเองก็คงไม่ปล่อยพวกเราไปแน่!”
“จากเื่นี้คงเห็นได้ว่าพวกเขาลงมืออำมหิตขนาดไหน”
“อันที่จริง ถ้าสุยเจี้ยนิไม่คิดทำร้ายฉัน เขาก็คงไม่เป็อะไรหรอก”
“เพราะงั้น ให้พวกเขารู้ั้แ่แรกไปเลยว่าจะมาแหย็มพวกเราไม่ได้นะ!”
หลิวหย่งหนาน “...”
พี่สาม พี่ให้ผมปกป้องผู้หญิงแบบนี้น่ะเหรอ
ถ้าเธอปกป้องผมยังพอว่า!
“เธอพูดถูก!” หลิวหย่งหนานกล่าว “ฉันคิดน้อยเอง”
ไม่มีอะไรให้เสียแล้วย่อมไม่มีอะไรต้องกลัว เขากับหลินเนี่ยนไม่มีอะไรจะต้องเสีย แล้วยังจะต้องกลัวอะไรอีกล่ะ!
วันต่อมา
อาจเป็เพราะคนที่ถือหางเซียวหลานพลอยโดนหางเลขไปด้วย ไม่มีใครจัดการเธอได้ เธอจึงบุ่มบ่ามมาอาละวาดตรงหน้าหลินเนี่ยน
แต่สุดท้ายก็ถูกสื่อเหอผิงลากตัวออกไป
หลินเนี่ยนพบว่าตอนนี้กลุ่มสี่คนเหลือกันแค่สองคน
มีหนึ่งในพวกเขาหายไปอีกคน
คิด ๆ ดูแล้วคนคนนั้นน่าจะลงจากขบวนรถไปพร้อมกับสุยเจี้ยนิ คงอาจจะไปช่วยเขาออกมา
แต่เื่นี้เธอไม่สนใจแล้ว คนพวกนี้อย่ามาให้เธอเห็นหน้าอีกจะดีกว่า ว่ากันว่ามดเคลื่อนย้ายช้างไม่ได้ แต่หากมดไต่เข้าไปในจมูกช้างแล้วพยายามกัดสุดชีวิต ช้างเองก็ทนไม่ไหวเช่นกัน
รถไฟแล่นส่ายไปมาจนในที่สุดก็มาถึงมณฑลตง ตอนที่มาถึงก็เป็เวลาค่ำแล้ว แต่เพื่อนร่วมอุดมการณ์ที่มารับนั้นไม่ได้มีทีท่าว่าจะให้พวกเขาพักผ่อน อีกฝ่ายสั่งให้พวกเขาขึ้นรถทันที รถบรรทุกคันใหญ่ขับส่ายไปส่ายมาก็มาถึงอำเภอ จากนั้นก็เปลี่ยนไปนั่งรถแทรกเตอร์ แยกย้ายกันไปตามชนบทต่าง ๆ
เมื่อถูกพวกหนุ่มสาวปั่นหัวจนหมดสภาพ สีหน้าของแต่ละคนจึงซีดเซียว ราวกับมะเขือยาวที่โดนน้ำค้างแข็งกระทบ ดูแห้งเหี่ยวจนแทบทนไม่ไหว
หลินเนี่ยนเองก็เช่นกัน แต่หลิวหย่งหนานนั้นยังดี
แม้เขาจะไม่ค่อยพูด แต่ตลอดทางก็คอยดูแลหลินเนี่ยนเป็อย่างดี
หลินเนี่ยนคิดว่านี่คือเหตุผลที่พวกเขาร่วมทุกข์ร่วมโศกมาด้วยกันบนรถไฟ
สิ่งที่ทำให้หลินเนี่ยนดีใจคือ ไม่นึกเลยว่าหลิวหย่งหนานจะได้เข้าร่วมกับเธอ อยู่ในทีมสองของกองพลที่แปดแห่งหมู่บ้านชนบทเขตหงเสิ้งเหมือนกัน
ไอ้หยา มีคนสนิทร่วมทีมไปทำงานด้วยกัน จิตใจที่ระส่ำระสายของเธอก็สงบขึ้นไม่น้อย
แม้จะมีปฏิสัมพันธ์กับหลิวหย่งหนานได้ไม่นาน แต่หลินเนี่ยนก็คิดว่าคนคนนี้เป็คนที่หนักแน่นเชื่อถือได้
มีเื่ราวให้ดีใจ ก็ย่อมต้องมีเื่ให้ทุกข์ใจเช่นกัน
เพราะคนร่วมทีมที่ต้องไปทำงานกับทีมสองของกองพลที่แปดยังมีเซียวหลานกับสื่อเหอผิง
ทุกคนนั่งอยู่ด้วยกันบนเกวียน ตลอดทางเซียวหลานเอาแต่จ้องหลินเนี่ยน จ้องจนอีกนิดลูกตาก็จะถลนออกมาแล้ว
คนของกองพลที่แปดกลุ่มนี้ที่จะมุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านเฉียนจิ้นมีทั้งหมดเจ็ดคน ได้แก่ หลินเนี่ยน หลิวหย่งหนาน เซียวหลาน สื่อเหอผิง หลิวจิ้งเยี่ย หวังเซี่ยงเฉียน หวงอวี้เฟิ่ง ผู้หญิงสามผู้ชายสี่
ตลอดทางหวงอวี้เฟิ่งเอาแต่ประจบประแจงเซียวหลาน สื่อเหอผิงเองก็ถูกเด็กหนุ่มที่เหลือรุมชวนคุย
เนื่องจากสองคนนี้แต่งตัวดูดี กระเป๋าสัมภาระเยอะมาก ขนมที่เอาออกมาแบ่งให้พวกเขาก็ดูเป็ขนมที่คุณภาพค่อนข้างดี
แค่ดูก็รู้ว่าพื้นฐานครอบครัวไม่เลวเลยทีเดียว
เซียวหลานไม่ได้แบ่งให้หลินเนี่ยนกับหลิวหย่งหนาน ทุกคนเองก็รู้ถึงความบาดหมางระหว่างพวกเขา จึงปลีกตัวออกจากหลิวหย่งหนานและหลินเนี่ยน
กว่าจะมาถึงหมู่บ้าน ฟ้าก็เกือบจะมืดแล้ว หัวหน้าหมู่บ้านและคนของคณะกรรมการหมู่บ้านต่างมารอรับพวกเขาอยู่ที่ทางเข้าหมู่บ้าน
หลังจากที่หัวหน้าหมู่บ้านกล่าวสักสองสามประโยค ก็ให้ยุวชนรุ่นก่อนหน้านี้พาพวกเขาไปพักในที่พักสำหรับยุวชน
เมื่อมาถึงที่พักยุวชน ฟ้าก็มืดลงอย่างสมบูรณ์ ทุกห้องมีแสงเลือนรางส่องออกมา แสงอันเลือนรางนี้ไม่สามารถทำให้ทุกคนมองเห็นลานเล็ก ๆ ในที่พักของยุวชนได้อย่างชัดเจน
เซียวหลานไม่สบอารมณ์นัก เธอพูดขึ้นด้วยความจู้จี้จุกจิก “ที่นี่มันที่โกโรโกโสอะไรกันเนี่ย ทำไมแม้แต่หลอดไฟก็ยังไม่มี!”