จารึกที่ 256 : ความหวาดกลัวของสตรี : ค่ายกลพฤกษาเหมันต์เพลิง
ท่ามกลางมิติที่ถูกตัดขาดจากวัฏจักรสงสารและแสงสว่างแห่งสรวงสวรรค์ ดินแดนที่กฎเกณฑ์แห่งกาลเวลาและสถานที่ถูกบิดเบือนจนกลายเป็นเพียงเศษเสี้ยวของความบ้าคลั่ง... 'แดนเนรเทศสูญญตา'
สายลมที่พัดผ่านแผ่นดินสีดำเกรียมแห่งนี้ มิได้นำพาความสดชื่นของไอปราณฟ้าดินมาให้ ทว่ามันหอบเอากลิ่นคาวเลือดที่เน่าเปื่อยและเสียงกรีดร้องของวิญญาณอาฆาตนับหมื่นปีมาด้วย ท้องฟ้าเบื้องบนมิใช่สีครามสดใส ทว่าถูกปกคลุมด้วยเมฆหมอกสีเทาอมแดงประหนึ่งแผลเป็นของจักรวาลที่กลัดหนอง แสงสลัวที่สาดส่องลงมานั้นเย็นเยียบและบาดลึกถึงกระดูก
ณ ซอกเขาแห่งหนึ่งที่เต็มไปด้วยหินผาแหลมคมดุจเขี้ยวอสูร เงาร่างที่บอบบางร่างหนึ่งนอนขดตัวอยู่บนพื้นหินที่เย็นเฉียบ อาภรณ์สีฟ้าอ่อนที่เคยงดงามหมดจด บัดนี้ขาดวิ่นและเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบโลหิตสีคล้ำ
เฟิงหลิงเอ๋อร์ ดรุณีน้อยผู้มีใบหน้างดงามดุจเทพธิดา ค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างเชื่องช้า ความรู้สึกแรกที่โถมทับเข้าใส่วิญญาณของนางมิใช่ความเจ็บปวดจากบาดแผลทางกาย ทว่ามันคือ 'ความว่างเปล่า' ที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดในชีวิต!
สองแขนของนางที่เคยกอดรัดแผ่นหลังอันอบอุ่นของบุรุษผู้หนึ่งไว้แน่น บัดนี้กลับกอดเพียงอากาศธาตุที่หนาวเหน็บ!
"ศิษย์พี่... ศิษย์พี่อาเจีย!"
เฟิงหลิงเอ๋อร์ผุดลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็ว ความตื่นตระหนกและหวาดหวั่นฉายชัดในดวงตากลมโต นางกวาดสายตามองไปรอบกายอย่างบ้าคลั่ง ทว่าสิ่งที่สะท้อนกลับมามีเพียงหินผาสีดำและความมืดมิดที่ไร้จุดสิ้นสุด ไร้ซึ่งเงาของบุรุษสวมเสื้อคลุมสีดำผู้มีรอยยิ้มกักขฬะและหน้าเงิน ไร้ซึ่งเสียงบ่นเสียดายศิลาปราณที่นางคุ้นเคย
ภาพความทรงจำสุดท้ายพุ่งทะลวงเข้าสู่โสตประสาท... รอยแยกแห่งหายนะที่ฉีกขาด... แรงดูดมหาศาลที่กระชากทุกสิ่ง... นางเผาผลาญโลหิตแก่นแท้เพื่อเป็นโล่กำบังให้เขา ทว่าในเสี้ยววินาทีที่ข้ามผ่านมิติที่บิดเบี้ยว กระแสพายุแห่งกฎเกณฑ์สูญญากาศได้พัดกระหน่ำอย่างรุนแรง พลังอันยิ่งใหญ่ของสวรรค์ได้กระชากอ้อมกอดของนางให้หลุดลอย ร่างของอาเจียที่ไม่ได้สติถูกพัดปลิวหายไปในความมืดมิดของอุโมงค์มิติ ต่อหน้านาง!
"ไม่... ไม่จริง... ศิษย์พี่อาเจีย! ท่านอยู่ที่ใด! ตอบข้าสิ!"
เสียงหวานใสที่เคยร่าเริง บัดนี้แผดก้องไปด้วยความปวดร้าวและสิ้นหวัง หยาดน้ำตาอุ่นๆ ไหลรินลงมาอาบแก้มที่เปื้อนฝุ่น นางตะเกียกตะกายลุกขึ้นยืน เดินโซเซไปตามโขดหิน สองมือที่เต็มไปด้วยรอยถลอกพยายามขุดคุ้ยเศษหินประหนึ่งคนเสียสติ หวังเพียงจะได้พบแม้แต่เศษเสี้ยวเสื้อผ้าของเขา
"ท่านสัญญากับข้าแล้ว... ท่านบอกว่าสวรรค์อยากให้พวกข้าตาย แต่ท่านไม่ให้ตาย... แล้วเหตุใด... เหตุใดท่านจึงปล่อยมือข้าเล่า คนโกหก! ไอ้คนขี้งก! หากท่านตายไป... ทรัพย์สินทั้งหมดของท่าน ใครจะดูแล!"
เฟิงหลิงเอ๋อร์สะอื้นไห้จนตัวโยน ความเศร้าโศกที่กัดกินหัวใจทะลวงลึกเข้าไปถึงจุดตันเถียนและแก่นวิญญาณ ในฐานะผู้บำเพ็ญเพียร อารมณ์ที่รุนแรงถึงขีดสุดย่อมส่งผลต่อกฎเกณฑ์ในร่างกาย!
พริบตานั้นเอง 'เนตรดารา' (星眸 - ซิงโหมว) อันเป็นสายเลือดพิเศษที่แฝงอยู่ในดวงตาของนาง พลันเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง!
เนตรดาราที่แต่เดิมมีความสามารถเพียงการมองเห็นความผันผวนของไอปราณและวิถีพลัง บัดนี้เมื่อถูกกระตุ้นด้วยความโศกเศร้าอย่างสุดซึ้งและเจตจำนงที่ต้องการค้นหาบุคคลอันเป็นที่รัก มันได้วิวัฒนาการทะลวงขีดจำกัด! ดวงตาของนางเปล่งประกายแสงสีฟ้าอมม่วงเจิดจรัสประหนึ่งดวงดาวที่กำลังจะระเบิด ทะลุผ่านม่านน้ำตา
ในสายตาของเฟิงหลิงเอ๋อร์ยามนี้ ดินแดนสีเลือดที่เคยมืดบอด พลันปรากฏ 'เส้นใยแห่งกฎเกณฑ์' นับล้านเส้นถักทอกันอยู่กลางอากาศ นางสามารถมองเห็นความบิดเบี้ยวของมิติ ร่องรอยของพลังวิญญาณที่ตกค้าง และที่สำคัญที่สุด... นางมองเห็น 'เส้นใยแห่งโชคชะตา' ที่บางเบาดุจใยแมงมุม ทว่ามันขาดสะบั้นลงและชี้ไปในทิศทางที่มืดมิดที่สุดของแดนเนรเทศ
"เส้นสายโชคชะตาของเขา... ยังไม่ดับสูญ... แต่ถูกกฎเกณฑ์แห่งมิติตัดขาดและซ่อนเร้น..." เฟิงหลิงเอ๋อร์พึมพำ น้ำเสียงของนางแปรเปลี่ยนจากความสิ้นหวัง เป็นความเด็ดเดี่ยวที่เย็นเยียบและหนักแน่น
นางปาดน้ำตาออกจากใบหน้า แววตาของสตรีผู้อ่อนโยนพลันเลือนหายไป แทนที่ด้วยเจตจำนงของผู้แสวงเต๋าที่พร้อมจะเหยียบย่ำนรกเพื่อทวงคืนสิ่งที่สูญเสีย "ศิษย์พี่อาเจีย... ไม่ว่าท่านจะอยู่ที่ใดในขุมนรกแห่งนี้ ข้าจะตามหาท่านให้พบ... หากผู้ใดบังอาจขวางทางข้า ข้าจะใช้ทุกอย่างที่มีแล้ว สังหารมันให้สิ้นวิญญาณ!"
"หลิงเอ๋อร์!"
เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยดังขึ้นจากด้านหลัง เฟิงหลิงเอ๋อร์หันขวับไปมอง สิ่งที่ปรากฏคือร่างของ เฟิงอี้หราน ผู้เป็นพี่ชาย สภาพของเขาดูย่ำแย่ไม่ต่างกัน อาภรณ์สีเพลิงขาดรุ่งริ่ง ใบหน้าหล่อเหลาซีดเซียว ปราณอัคคีในร่างสั่นคลอนอย่างหนัก ทว่าเขายังคงฝืนพยุงร่างของ ฉินมู่หลาง ที่บาดเจ็บสาหัสเดินเข้ามาหา
"พี่ใหญ่! พี่มู่หลาง!" เฟิงหลิงเอ๋อร์รีบถลาเข้าไปช่วยพยุง
ด้านหลังของบุรุษทั้งสอง ปรากฏเงาร่างของสตรีอีกสองนางที่เดินกะโผลกกะเผลกตามมา หลินชิงเสวี่ย และ เย่ปิงอวิ๋น ทั้งสองนางใบหน้าซีดขาวประหนึ่งหิมะ ปราณเหมันต์และปราณพฤกษาในจุดตันเถียนแห้งผากจากการกางม่านพลังปกป้องทุกคนในเสี้ยววินาทีที่ข้ามรอยแยกมิติ
ทันทีที่สบตากัน ความเงียบอันหนักอึ้งก็เข้าปกคลุมกลุ่มสหาย ทุกคนกวาดสายตามองไปรอบๆ บริเวณ ทว่าไม่มีใครเอ่ยถามสิ่งที่อยู่ในใจออกมา เพราะคำตอบนั้นชัดเจนและโหดร้ายเกินกว่าจะรับไหว
เย่ปิงอวิ๋นทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้น มือที่เคยกำกระบี่อย่างมั่นคงบัดนี้สั่นระริก "เขา... เขาหายไป..."
หลินชิงเสวี่ยหลับตาลงแน่น หยาดน้ำตาเย็นเยียบหยดลงบนพื้นหินกลายเป็นผลึกน้ำแข็ง "คนบ้า... คนโง่เขลา... เขาปกป้องพวกเราจนตัวเองต้องถูกพัดหลงเข้าไปในมิติที่บิดเบี้ยวที่สุด... หากไม่มีปราณคุ้มกาย... เขาจะรอดได้อย่างไร..."
"หุบปาก!" เฟิงอี้หรานตวาดลั่น แม้จะกระอักเลือดออกมาแต่แววตาของเขากลับดุดัน "ศิษย์น้องอาเจียคือยอดคนหน้าเงินที่สวรรค์ยังต้องปวดหัว! คนอย่างมัน ไม่ยอมตายง่ายๆ เพียงเพราะขาดทุนหรอก! มันจะต้องซ่อนตัวอยู่ที่ไหนสักแห่งเพื่อหาทางขูดรีดสมบัติในนรกนี่แน่!"
ฉินมู่หลางที่พิงก้อนหินอยู่ ค่อยๆ ลืมตาขึ้น เจตจำนงกระบี่นิรันดร์ที่เคยเงียบสงบ บัดนี้กลับส่งเสียงกู่ร้องอย่างเกรี้ยวกราดในห้วงวิญญาณของเขา การสูญเสียสหายที่ตนยอมรับเป็นคู่แข่ง ทำให้มรรคาวิถีกระบี่ของเขาได้รับการขัดเกลาด้วยความตายและความแค้น!
"ศิษย์น้องเฟิงกล่าวถูกต้อง..." ฉินมู่หลางเอ่ยเสียงเย็นเยียบประหนึ่งคมน้ำแข็ง "ในวิถีของผู้บำเพ็ญเพียร ตราบใดที่ยังไม่เห็นซากศพ ย่อมถือว่ายังมีชีวิต! พวกเราถูกพัดหลงมาตกในขอบด้านนอกของมิตินี้ สิ่งที่เราต้องทำคือฟื้นฟูพลัง และบุกทะลวงเข้าไปในส่วนลึกของแดนเนรเทศ... ใครขวาง... ฆ่า!"
คำกล่าวของยอดกระบี่ปลุกเจตจำนงของทุกคนให้ตื่นขึ้น ความหวาดกลัวถูกแทนที่ด้วยความมุ่งมั่นที่จะมีชีวิตรอดและแข็งแกร่งขึ้น ทว่า แดนเนรเทศสูญญตา มิใช่สถานที่ที่มดปลวกจะเดินเล่นได้ตามใจชอบ
"วูบ... วาบบบ!"
ทันใดนั้นเอง มิติอากาศเหนือซอกเขาพลันเกิดความผันผวน กฎเกณฑ์ฟ้าดินที่บิดเบี้ยวถูกแหวกออกด้วยพลังอำนาจที่ทรงพลังและหยิ่งยโส! แสงสีทองเจิดจรัสสาดส่องทะลุเมฆสีเลือดลงมา ปรากฏเป็นเรือเหาะขนาดยักษ์ที่สร้างจากโลหะสีขาวบริสุทธิ์สลักลวดลายทองคำ ใบเรือทอจากไหมวิญญาณระดับสูงที่เปล่งประกายราวกับแสงตะวัน
บนใบเรือและด้านข้างของตัวเรือ มีตราสัญลักษณ์รูป 'ทั่งตีเหล็กและกระบี่สวรรค์ไขว้กัน' ซึ่งแผ่กลิ่นอายแห่งความศักดิ์สิทธิ์และน่าเกรงขาม
เฟิงอี้หรานและฉินมู่หลางเบิกตากว้าง "กลิ่นอายเช่นนี้... สมบัติวิเศษระดับกึ่งบรรพกาล... ตราสัญลักษณ์นั้น... วิหารศัสตราสวรรค์!"
วิหารศัสตราสวรรค์... ขั้วอำนาจฝ่ายธรรมะที่ยิ่งใหญ่และมั่งคั่งที่สุดในโลกผู้แสวงมรรค พวกเขาคือผู้ผูกขาดตลาดอาวุธวิเศษและค่ายกลระดับสูง ผู้ที่อ้างตนว่าเป็นตัวแทนแห่งกฎเกณฑ์สวรรค์ ทว่าเบื้องหลังความศักดิ์สิทธิ์นั้น คือความหน้าเงินและโหดเหี้ยมที่ซ่อนเร้นอยู่ใต้หน้ากากของผู้ผดุงคุณธรรม!
บนหัวเรือเหาะสีทอง ปรากฏเงาร่างของผู้บำเพ็ญเพียรในชุดคลุมสีขาวขลิบทองนับสิบคน ผู้ที่ยืนอยู่หน้าสุดคือชายหนุ่มรูปงามที่มีสายตาเย่อหยิ่งและเย็นชา กลิ่นอายของเขาอยู่ในระดับ 'แก่นทองคำขั้นปลาย' และมีศิษย์ติดตามระดับแก่นทองคำขั้นกลางอีกหลายคน
ชายหนุ่มผู้นั้นก้มมองลงมายังกลุ่มของฉินมู่หลางด้วยหางตา แววตาของเขาเต็มไปด้วยความดูแคลนประหนึ่งมองดูเศษขยะ "โอ๊ะโอ... ไม่คิดเลยว่าในแดนเนรเทศสีเลือดที่เต็มไปด้วยอสูรมาร จะมีผู้บำเพ็ญเพียรจากโลกภายนอกหลงเข้ามาตกอยู่ในสภาพสุนัขจนตรอกเช่นนี้... ช่างเป็นโชคดีของศิษย์วิหารศัสตราสวรรค์เสียจริง"
เขาตวัดพัดจีบในมือเบาๆ "สตรีทั้งสามนางนั้น มีกลิ่นอายวิญญาณบริสุทธิ์และสายเลือดที่หายากยิ่ง เหมาะแก่การนำไปเป็น 'เตาหลอมมนุษย์' เพื่อสกัดเป็นยาอายุวัฒนะให้แก่นายท่านของข้า ส่วนบุรุษสองคนนั้น... ร่างกายดูแข็งแกร่งพอใช้ได้ จับพวกมันไปเป็น 'ทาส' ขุดแร่โลหิตในเหมืองมรณะเสีย!"
คำกล่าวที่ไร้ปรานีและมองมนุษย์เป็นเพียงสิ่งของ ทำให้โทสะของกลุ่มสหายลุกโชนถึงขีดสุด! พวกเขาเพิ่งรอดตายจากการถูกยอดคนวิญญาณแรกเริ่มไล่ล่า ยังต้องมาเจอกับพวกวิปลาสฝ่ายธรรมะจอมปลอมอีกหรือ!
"พวกปากว่าตาขยิบ! อ้างตนเป็นศัสตราสวรรค์ แต่วิถีปฏิบัติกลับต่ำช้ายิ่งกว่ามาร!" เย่ปิงอวิ๋นตวาดลั่น นางก้าวออกมาเบื้องหน้า แม้ปราณจะเหือดแห้ง ทว่าวิญญาณพฤกษาในร่างของนางกลับสั่นพ้องกับเจตจำนงแห่งการต่อต้าน
"หึ... ปากดีนักนะนังหนูมดปลวก ในเมื่อไม่ยอมจำนนแต่โดยดี ข้าก็จะสงเคราะห์สั่งสอนให้รู้ซึ้งถึงพลานุภาพแห่งอักขระสวรรค์!"
ชายหนุ่มจากวิหารศัสตราสวรรค์แสยะยิ้ม เขาสะบัดมือขวา ปรากฏแผ่นหยกสีทองที่สลัก 'อักขระเทพ' (神符 - เสินฝู) ลอยขึ้นกลางอากาศ อักขระเทพนี้แตกต่างจากอักขระมารและอักขระสูญตา มันเปี่ยมไปด้วยความสว่างไสว ทว่าความสว่างนั้นกลับเป็น 'กฎเกณฑ์แห่งการสะกดข่ม' ที่บังคับให้ทุกสิ่งต้องคุกเข่าศิโรราบ!
"อักขระเทพพิทักษ์สวรรค์... กรงขังแสงพันธนาการ!"
แผ่นหยกส่องแสงวาบ เส้นแสงสีทองนับร้อยพุ่งทะยานลงมาจากเรือเหาะ ถักทอกันเป็นกรงขังขนาดยักษ์หมายจะครอบคลุมกลุ่มของฉินมู่หลางไว้ แรงกดดันจากอักขระเทพทำให้ปราณฟ้าดินรอบด้านหยุดชะงัก ผู้บำเพ็ญเพียรทั่วไปหากโดนกดทับด้วยกฎเกณฑ์นี้ ย่อมไม่อาจโคจรพลังได้อีกต่อไป!
"อย่าหวังว่าจะรังแกพวกเราได้ง่ายๆ!"
ฉินมู่หลางคำรามก้อง เขากัดปลายลิ้นพ่นโลหิตแก่นแท้อาบลงบนกระบี่นิรันดร์ "วิถีกระบี่ฝืนลิขิต... หนึ่งกระบี่ผ่าสวรรค์!"
รังสีกระบี่สีเงินที่คมกริบที่สุดพุ่งสวนขึ้นไปปะทะกับกรงขังแสงสีทอง!
"เปรี้ยงงงง!"
เสียงปะทะดังกึกก้อง ทว่ากรงขังแสงนั้นเพียงแค่สั่นสะเทือน รังสีกระบี่ของฉินมู่หลางที่บาดเจ็บสาหัส ไม่อาจฟันทะลวงอักขระเทพที่ถูกสร้างมาเพื่อการสะกดข่มโดยเฉพาะได้!
"ฮ่าฮ่าฮ่า! เปล่าประโยชน์! อักขระเทพของวิหารศัสตราสวรรค์ คือกฎเกณฑ์ที่อยู่เหนือวิถีเต๋าสามัญ! พวกเจ้าไม่มีทางทำลายมันได้!" ชายหนุ่มบนเรือหัวเราะเยาะ
ในห้วงเวลาแห่งความสิ้นหวังนั้นเอง... เสียงที่เย็นเยียบและหนักแน่นประหนึ่งน้ำแข็งพันปี ก็ดังขึ้นจากริมฝีปากของ หลินชิงเสวี่ย
"ศิษย์พี่เย่... ศิษย์พี่เฟิง... อาเจียเคยบอกพวกเราว่า... อักขระคือการยืมกฎเกณฑ์ แต่ค่ายกล... คือการผสานและสร้างกฎเกณฑ์ใหม่! ในเมื่อพวกมันใช้กฎเกณฑ์มากดทับ พวกเราก็จะใช้ค่ายกลทำลายมัน!"
เย่ปิงอวิ๋นและเฟิงอี้หรานสบตากัน แม้ปราณจะเหือดแห้ง ทว่าความเข้าใจในมรรคาวิถีที่พวกเขาเคยร่วมฝ่าฟันมากับอาเจียพลันสว่างวาบในจิตใจ!
"ตกลง! มาทุ่มสุดตัวกันเถิด!" เฟิงอี้หรานกัดฟัน ก้าวออกมายืนเคียงข้างสองสตรี
ทั้งสามคนทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิเป็นรูปสามเหลี่ยมล้อมรอบเฟิงหลิงเอ๋อร์และฉินมู่หลาง พวกเขาไม่สนใจกรงขังแสงที่กำลังบีบแคบลงมา ทว่าพวกเขาเริ่มโคจรปราณเฮือกสุดท้ายที่ซ่อนอยู่ในแก่นวิญญาณ!
เย่ปิงอวิ๋นกระแทกฝ่ามือลงบนพื้นหินสีดำ "มรรคาวิถีแห่งพฤกษา... แม้อยู่ในนรก ก็ต้องผลิบาน! รากไม้วิญญาณบรรพกาล!"
ครืนนน!
รากไม้สีเขียวเข้มที่เต็มไปด้วยหนามแหลม พุ่งทะลวงขึ้นมาจากพื้นหินที่แตกร้าว ถักทอกันเป็นโครงข่ายต้นไม้ขนาดยักษ์ห่อหุ้มพวกเขาทั้งห้าคนไว้ รากไม้เหล่านี้มิใช่พืชธรรมดา แต่มันดูดซับปราณโลหิตในแดนเนรเทศมาเป็นพลังชีวิต ทำให้มันแข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า!
หลินชิงเสวี่ยผสานอินด้วยมือที่สั่นเทา "มรรคาวิถีแห่งเหมันต์... แช่แข็งสัจธรรม... เกราะน้ำแข็งนิรันดร์!"
ไอปราณความเย็นที่ถึงขีดสุดพวยพุ่งออกจากร่างของนาง เข้าปกคลุมรากไม้วิญญาณทั้งหมด พริบตานั้น รากไม้สีเขียวพลันแปรสภาพเป็น 'เถาวัลย์น้ำแข็งเพชร' ที่สะท้อนแสงแวววาว ความแข็งแกร่งของมันเพิ่มขึ้นเป็นสิบเท่า!
เฟิงอี้หรานเค้นปราณอัคคีหยดสุดท้ายออกมาจากจุดตันเถียน เลือดสีแดงสดไหลออกจากมุมปาก "มรรคาวิถีแห่งอัคคี... ล้างผลาญกฎเกณฑ์... เพลิงผลาญวิญญาณ!"
เปลวเพลิงสีทองแดงพุ่งทะยานเข้าไปในโครงข่ายเถาวัลย์น้ำแข็งเพชร! แทนที่ไฟจะหลอมละลายน้ำแข็ง มันกลับแฝงตัวอยู่ 'ภายใน' แกนกลางของเถาวัลย์ เกิดเป็นปรากฏการณ์ที่ขัดแย้งต่อสัจธรรมฟ้าดินอย่างสิ้นเชิง!
น้ำแข็งที่เย็นเยียบที่สุด และเปลวเพลิงที่ร้อนแรงที่สุด ถูกเชื่อมประสานกันด้วยวิถีแห่งพฤกษา ก่อเกิดเป็นมหาวงจรพลังงานที่หมุนวนอย่างบ้าคลั่ง!
นี่คือสุดยอดวิชาที่พวกเขาคิดค้นขึ้นในยามวิกฤติ... 'ค่ายกลพฤกษาเหมันต์เพลิง' (冰火灵木阵 - ปิงฮั่วหลิงมู่เจิ้น)!
"ตูมมมมม!"
กรงขังแสงพันธนาการของอักขระเทพ บีบอัดลงมาปะทะกับค่ายกลพฤกษาเหมันต์เพลิงอย่างจัง! ทว่าครานี้ กฎเกณฑ์แห่งการสะกดข่มของอักขระเทพ กลับถูกความขัดแย้งของธาตุน้ำแข็งและไฟที่หมุนวนอย่างบ้าคลั่ง 'บดขยี้และดีดสะท้อน' กลับไป!
แสงสีทองของอักขระเทพแตกร้าวประหนึ่งกระจก!
"อะไรกัน! ค่ายกลระดับแก่นทองคำที่บอบช้ำเช่นนั้น... เหตุใดจึงต้านทานอักขระเทพของข้าได้!" ชายหนุ่มจากวิหารศัสตราสวรรค์เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
"เพราะวิถีเต๋าของพวกข้า... มิได้มีไว้เพื่อศิโรราบต่อสวรรค์!"
เสียงหวานใสทว่าดุดันดุจราชินีดังขึ้นจากใจกลางค่ายกล! เฟิงหลิงเอ๋อร์ ค่อยๆ ลอยตัวขึ้นเหนือโครงข่ายเถาวัลย์น้ำแข็งเพลิง ดวงตาเนตรดาราของนางสาดประกายแสงสีฟ้าอมม่วงเจิดจรัสทะลุสวรรค์!
ในสายตาของนาง อักขระเทพที่สมบูรณ์แบบของศัตรู ปรากฏ 'จุดบอด' และ 'เส้นใยที่เปราะบาง' ขึ้นมาอย่างชัดเจน! การวิวัฒนาการของเนตรดารา ทำให้นางสามารถมองเห็นจุดอ่อนของกฎเกณฑ์ทุกชนิดในโลกหล้า!
"ศิษย์พี่มู่หลาง! สามจั้งเหนือทิศอุดร... รอยต่อระหว่างอักขระตัวที่เจ็ดและแปด... นั่นคือจุดตายของกฎเกณฑ์พวกมัน!" เฟิงหลิงเอ๋อร์ตะโกนลั่น พร้อมกับชี้ปลายนิ้วไปยังกรงขังแสงสีทอง
ฉินมู่หลางที่รอคอยจังหวะอยู่แล้ว ไม่ปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอย! เขาทุ่มเทเจตจำนงวิญญาณทั้งหมดหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับกระบี่นิรันดร์
"ขอบใจศิษย์น้องหลิงเอ๋อร์! กระบี่นี้... ข้าขออุทิศแด่วิญญาณที่หลงทางในแดนเนรเทศ!"
ฉินมู่หลางพุ่งทะยานออกไปดุจดาวตกสีเงิน กระบี่นิรันดร์แทงทะลวงเข้าสู่ 'จุดตาย' ที่เฟิงหลิงเอ๋อร์ชี้เป้าไว้อย่างแม่นยำไร้ที่ติ!
"เปร๊งงงงงงงง!"
เสียงกฎเกณฑ์แตกหักดังกังวานไปทั่วเทือกเขาสีเลือด! อักขระเทพพิทักษ์สวรรค์ที่เคยกดทับสัจธรรม พลันระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ! คลื่นกระแทกจากการแตกสลายของอักขระ พัดกระหน่ำสวนกลับขึ้นไปบนท้องฟ้า กระแทกเข้ากับเรือเหาะสีทองของวิหารศัสตราสวรรค์อย่างจัง!
"อ๊ากกก!"
ศิษย์วิหารศัสตราสวรรค์ที่ยืนอยู่บนหัวเรือถูกคลื่นกระแทกซัดจนกระอักเลือด ปลิวว่อนกระเด็นไปคนละทิศคนละทาง แม้แต่ชายหนุ่มระดับแก่นทองคำขั้นปลายผู้หยิ่งยโส ก็ยังต้องถอยร่นไปหลายก้าว ร่างกายสั่นสะท้านด้วยความโกรธเกรี้ยวและอับอาย!
"พวกมดปลวก... กล้าทำลายอักขระเทพของวิหารศัสตราสวรรค์! พวกเจ้าทั้งหมดต้องตาย!!!" ชายหนุ่มแผดเสียงอย่างบ้าคลั่ง เขาชักกระบี่ที่สลักด้วยอักขระสังหารออกมา เตรียมจะนำศิษย์ที่เหลือพุ่งลงไปสับฟันกลุ่มของฉินมู่หลางให้เป็นชิ้นๆ
ทว่า ในวินาทีที่พวกเขาพังทลายอักขระเทพได้สำเร็จ ปราณวิญญาณเฮือกสุดท้ายของทุกคนในกลุ่มสหายก็เหือดแห้งลงอย่างสมบูรณ์! ค่ายกลพฤกษาเหมันต์เพลิงพังทลายลง หลินชิงเสวี่ย เย่ปิงอวิ๋น และเฟิงอี้หราน ทรุดตัวลงกองกับพื้นอย่างหมดสติ ฉินมู่หลางใช้กระบี่ยันร่างไว้แต่ก็ไม่อาจขยับตัวได้อีก เฟิงหลิงเอ๋อร์แม้เนตรดาราจะสว่างไสว แต่นางก็เป็นเพียงสตรีที่ไร้ซึ่งพลังลมปราณในการต่อสู้
ศัตรูระดับแก่นทองคำนับสิบคนกำลังพุ่งทะยานลงมาประหนึ่งฝูงแร้งรุมทึ้งซากศพ... ความสิ้นหวังและความตายกำลังจะมาเยือนพวกเขาอย่างแท้จริง!
"ศิษย์พี่อาเจีย... ข้าคงไปตามหาท่านไม่ได้แล้ว..." เฟิงหลิงเอ๋อร์หลับตาลง หยาดน้ำตาแห่งความพ่ายแพ้ไหลริน นางเตรียมใจรับคมกระบี่ที่กำลังจะบากลงมาบนร่าง
"ฟิ้ววววววววววว!!!"
ทันใดนั้นเอง! เสียงแหวกมิติที่แหลมคมจนแสบแก้วหูดังขึ้นจากขอบฟ้าสีเลือดที่ห่างไกลออกไป!
พริบตานั้น กฎเกณฑ์ฟ้าดินที่บิดเบี้ยวของแดนเนรเทศ พลันถูก 'ฉีกกระชาก' ออกเป็นทางยาวด้วยพลังอำนาจที่ป่าเถื่อนและหน้าเงินที่สุดในปฐพี!
แสงสว่างที่ผสานระหว่างสีเงินยวงแห่งสูญตาและสีทองแห่งอักขระ พุ่งทะยานตัดผ่านเมฆสีเลือดด้วยความเร็วที่เนตรระดับแก่นทองคำไม่อาจมองทัน!
ก่อนที่กระบี่ของศิษย์วิหารศัสตราสวรรค์จะได้สัมผัสเส้นผมของเฟิงหลิงเอ๋อร์... เงาร่างหนึ่งที่แผ่กลิ่นอายอันหนักหน่วงประหนึ่งมหาขุนเขา ก็พุ่งเข้ามาขวางหน้าพวกเขาไว้!
"ตูมมมมม!!!"
เพียงแค่การสะบัดหมัดขวาเบาๆ คลื่นพลังงานที่แฝงไปด้วย 'เจตจำนงสูญตา' และ 'พลังกายเนื้อที่หล่อหลอมด้วยอักขระกระดูก' ก็ระเบิดออก! ศิษย์วิหารศัสตราสวรรค์ระดับแก่นทองคำห้าคนในแนวหน้า ถูกคลื่นหมัดซัดกระเด็น ร่างกายปริแตกและกระอักเลือดปลิวกลับขึ้นไปบนเรือเหาะประหนึ่งว่าวป่านขาด!
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมสมรภูมิในพริบตา...
เฟิงหลิงเอ๋อร์ลืมตาขึ้นอย่างเชื่องช้า นางเบิกตากว้างเมื่อเห็นแผ่นหลังที่คุ้นเคยยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า แผ่นหลังที่ตั้งตรงและโอหัง แขนขวาของเขาเปลือยเปล่า เผยให้เห็นลวดลายอักขระสีเงินอมแดงที่สลักลึกอยู่ใต้ผิวหนัง เปล่งประกายอำนาจที่ทำให้สรรพสิ่งต้องศิโรราบ
บุรุษผู้นั้นค่อยๆ หันใบหน้ากลับมามองนาง รอยยิ้มกักขฬะและกวนประสาทที่นางคิดถึงที่สุด ปรากฏขึ้นบนริมฝีปากของเขา
"สวรรค์ไม่ได้อยากให้พวกเจ้าตายหรอกแม่นาง..." อาเจียแสยะยิ้ม นัยน์ตาสีเงินยวงสาดประกายวาบ "แต่เป็นข้าต่างหาก... ที่
อยากจะฆ่าไอ้พวกเส็งเคร็งที่บังอาจมารังแกคนของข้า!"
ราชัน ผู้ก้าวข้ามความตายและขีดจำกัดแห่งสายเลือด... บัดนี้ได้หวนคืนสู่สมรภูมิแล้ว!
และในร่มเงาของเขา... พยนต์เทวะเจ้าสัวที่ซ่อมแซมเสร็จสิ้น กางปีกสีทองหกแฉกทาบทับสวรรค์ พร้อมด้วยเจ้าถุงเงินที่เร้นกายในเงามืด เตรียมพร้อมที่จะขูดรีดและสังหารผู้รุกรานให้สิ้นซาก!