บทนำ
“ผมไม่เชื่อ! เดือนไม่มีทางทำแบบนั้นแน่ แม่โกหกผม!”
เด็กหนุ่มแผดเสียงลั่นต่อว่าแม่ตนเอง ทั้งยังยืนจังก้ากำมือแน่น ไม่ยอมรับรู้ในสิ่งที่แม่กำลังบอกกล่าวเลยสักนิด ใบหน้าหล่อจัดสไตล์หนุ่มลูกครึ่งยุโรปออกสีแดงก่ำด้วยความโมโห ปะปนกับความผิดหวังและรับไม่ได้กับสิ่งที่แม่กล่าวหาเธอคนนั้น แม่กล่าวหาว่าผู้หญิงที่เขารักจากไปแล้ว จากไปพร้อมกับเงินก้อนโต
“ไม้! นี่ลูกจะบ้าไปแล้วหรือไง แม่เป็แม่ของลูกนะ แม่จะโกหกลูกไปทำไม”
“ก็แม่เกลียดเดือนน่ะสิ ผมรู้นะว่าแม่ไม่อยากให้ผมกับเดือนรักกัน แม่กีดกันผม แม่ไล่เธอไปใช่มั้ย!” น้ำเสียงที่เค้นออกมาคือความขื่นขม ความผิดหวังที่แม่กีดกันความรักของเขา จนถึงกับะเิอารมณ์ใส่ผู้ให้กำเนิด
“ไม้ เอาละ เอาละ ในเมื่อลูกอยากฟังความจริง แม่ก็จะบอก ลูกจะได้ตาสว่างเสียที ผู้หญิงคนนั้นเขาไม่ได้เลือกลูก แต่เขาเลือกเงิน เขาไม่ได้รักลูก ลูกได้ยินที่แม่พูดมั้ยไม้ เธอเลือกเงิน ไม่ใช่ลูก!”
“ไม่...ผมไม่เชื่อแม่ ไม่มีวันเชื่อ แม่โกหกผม” คำพูดพึมพำติดอยู่ที่ริมฝีปาก เพราะสิ่งที่แม่พูดนั้นไม่เคยอยู่ในความคิด เธอจะไม่มีวันทำแบบนั้นกับเขาอย่างแน่นอน ทั้งหมดนี้ต้องมีคนวางแผนเอาไว้ และคนนั้นจะเป็ใครไปไม่ได้ ถ้าไม่ใช่ ‘แม่’
“แม่ตั้งใจให้มันเป็แบบนี้อยู่แล้ว แม่บังคับเธอใช่มั้ย บอกมาสิว่าแม่บังคับเธอ บอกมา! แม่...บอกมา! แม่บังคับเธอใช่มั้ย!”
“ไม้! จะบ้ารึไง! ฟังแม่บ้างสิ แม่ไม่ได้บังคับเธอ เธอไปของเธอเอง เธอเลือกของเธอเอง”
“ผมไม่เชื่อ เดือนไม่มีวันทำอย่างนั้นกับผม ผมไม่เชื่อ! แม่โกหก”
“งั้นดูซะให้เต็มตา ดูผู้หญิงที่ลูกบอกว่ารักนักรักหนา เขารักลูกหรือเปล่า เขาเลือกอะไร ดูซะ!”
ชายร่างสูงที่อ่อนแรงอย่างที่สุดก้มลงเก็บเอกสารยับๆ ที่แม่ปาใส่หน้าเขาขึ้นมากางออกดู สิ่งที่เห็นทำให้เขาส่ายหน้า เพราะมันเป็ไปไม่ได้เด็ดขาด เธอไม่มีวันจะเลือกรับเงินภายใต้เงื่อนไขคือ เลิกยุ่งเกี่ยวกับเขาอีก เอกสารเหล่านี้ต้องเป็ของปลอมที่แม่จงใจสร้างขึ้นมาเพื่อหลอกลวงเขา
“ไม่จริง!...แม่โกหกผม เดือนไม่มีวันทำแบบนี้แน่ เดือนรักผม เดือนไม่มีวันทิ้งผม เราจะสร้างครอบครัวด้วยกัน เดือนจะรอจนผมเรียนจบ”
ใบหน้าที่ส่ายไปมาไม่ต่างจากคนที่เห็นโลกถล่มลงมาตรงหน้า ร่างกายสูงใหญ่ตามชาติพันธุ์ของบิดายืนนิ่งเหมือนคนกำลังช็อก แต่ปากยังพ่นคำพูดกรีดหัวใจออกมาไม่หยุด
“จะไม่จริงได้ยังไง ดูสิไม้ นั่นมันลายมือของคนที่ลูกรักไม่ใช่เหรอ เธอเลือกรับเงินที่แม่ให้ มากกว่าจะเลือกอยู่กับเด็กอย่างลูก ตาสว่างสักทีสิ ไม่มีใครเขาจะมาฝากอนาคตไว้กับเด็กหรอกนะ เธอไม่ได้รักลูก จำเอาไว้ เธอไม่ได้รักลูก!”
“ไม่จริง!... ไม่จริง... แม่โกหกผม... ผมไม่เชื่อ ไม่เชื่อ ไม่เชื่อ!”
เด็กหนุ่มะโอย่างบ้าคลั่งก่อนจะผลุนผลันวิ่งออกไป โดยไม่สนใจเสียงร้องเรียกตามหลังด้วยความเป็ห่วงของผู้เป็แม่ สองเท้าก้าวเร็วรี่ไปอย่างไร้จุดหมาย ไปเพื่อให้พ้นจากความทรมานใจที่เป็อยู่นี้ เขาวิ่งตรงไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด วิ่งเพื่อให้ร่างกายตื่นตัวไม่ด้านชาไปตามหัวใจที่บอบช้ำ
เนิ่นนานจวบจนแข้งขาอ่อนล้า วิ่งต่อไปไม่ได้อีก เขาจึงทิ้งตัวลง ให้ไหลลู่จากเนินหญ้า้าลงไปสู่ด้านล่าง ไม่สนใจว่าร่างที่ไร้หัวใจนี้จะไปสิ้นสุด ณ จุดไหน จนกระแทกกับต้นไม้ที่ตีนเนินด้านล่าง ทุกสิ่งทุกอย่างจึงหยุดการเคลื่อนไหวทันที
แต่ถึงอย่างนั้นหยาดน้ำตาก็ยังไหลลงมาเป็สายต่อไปไม่หยุด พร้อมๆ กับเืที่ไหลออกจากหน้าผากเพราะกระแทกก้อนหิน แต่ไม่มีความเ็ปใดๆ จะทำให้เขารู้สึกได้อีกแล้ว เพราะหัวใจถูกกระชากออกจากร่างทั้งที่ลมหายใจยังมีอยู่ นั่นคือ ‘เจ็บ’ ที่สุด
เ้าของดวงตาคมเข้มที่ล้อมกรอบด้วยแพขนตางอนหนา ตวัดสายตาขึ้นมองภาพเคลื่อนไหวที่ปรากฏอยู่ในหน้าจอมอนิเตอร์ขนาดใหญ่ ภาพนั้นแสดงบรรยากาศภายในห้องหนังสือขนาดย่อม และเสียงสนทนาของคนในภาพก็บ่งบอกว่านี่คือการสอนการบ้าน หรืออาจเป็การแนะแนวข้อสอบวิชาคณิตศาสตร์
ผู้สอนคือหญิงสาวหน้าตาสวยดูใจดี ประกอบกับผิวขาวนวลเนียนตัดกับเรือนผมดำยาวสยายจนถึงกลางหลัง ยิ่งขับให้เธอดูสวยหวานราวกับนางฟ้า ผู้สอนสวมชุดเดรสสีฟ้ายาวคลุมเข่าเรียบร้อย กำลังก้มหน้าก้มตาชี้ชวนให้เด็กหนุ่มหน้าตาหล่อจัดสไตล์ลูกครึ่ง ซึ่งสวมชุดนักเรียนมัธยมปลายให้ตั้งใจฟังและจดจำวิธีการที่เธอสอน เพื่อให้การสอบปลายภาคเรียนนี้ผ่านไปได้ด้วยดี
บรรยากาศการเรียนการสอนเป็กันเอง มีเสียงหัวเราะและหยอกเย้ากันเล่นบ้างสอดแทรกการสอนในทุก่ อีกทั้งรอยยิ้มและแววตาที่มองสบกันบ่อยครั้ง ก็แสดงให้เห็นว่าคนทั้งคู่มีความรู้สึกที่ดีต่อกันมากกว่าคำว่า ‘คุณครูสอนพิเศษ’ กับ ‘ลูกศิษย์ ม.ปลาย’ อย่างแน่นอน
ทว่าคนที่กำลังจับจ้องมองภาพเคลื่อนไหวอยู่ในขณะนี้กลับไม่คิดอย่างนั้น เพราะหัวใจที่เต้นเร่ามันร้องบอกว่าสิ่งที่เห็นนี้ไม่ใช่ความจริง มันคือสิ่ง ‘หลอกลวง!’
นิ้วมือยกขึ้นแตะซับที่หน้าผากด้านซ้ายภายใต้ไรผมปกปิด ความรู้สึกวาบลึกวิ่งเร้าอยู่ภายใต้ร่องรอยแผลเป็จางๆ เพราะเสียงร่ำร้องในหัวใจบอกว่าาแนี้ไม่มีวันหายขาด แม้ด้านนอกจะแทบไม่เห็นรอย แต่ใครจะรู้เล่าว่าความเ็ปนั้นหยั่งรากลงลึกจนถึงหัวใจ
เปรี๊ยะ!
แก้ววิสกี้เนื้อดีถูกบีบจนแตกคามือ เืสีแดงสดซึมออกมาตามร่องนิ้ว ทว่าใบหน้าหล่อเหลานั้นไม่ได้แสดงความเ็ปเลยสักนิด มีเพียงดวงตาคมเข้มเท่านั้นที่กร้าวขึ้นแลดูเ็ปอยู่ลึกๆ เขาแค่นยิ้มที่มุมปาก าแแค่นี้ไม่ทำให้เจ็บได้หรอก เพราะสิ่งที่เจ็บอยู่นี้มากมายเกินกว่าแล้ว
ไม่มีความเ็ปใดๆ ในโลกที่เขาจะทนไม่ได้อีก เพราะความเจ็บจากการโดนกระชากหัวใจออกจากร่างทั้งที่ยังมีชีวิตเกินกว่าที่คนจะทนไหว แต่ที่เขายังมีชีวิตอยู่ได้ก็เพราะมี ‘ความแค้น’ และ ‘ความอดสู’ ที่ถูกทอดทิ้ง เป็เหมือนเชื้อเพลิงให้ร่างกายยังหายใจ และไม่บ้าบอคิดตัดช่องน้อยแต่พอตัวไปก่อน
ดวงตาคมกร้าวขึ้นตวัดมองภาพเคลื่อนไหวนั้นต่อ เสียงหัวเราะอย่างมีความสุขของคนทั้งคู่ยังดังต่อเนื่อง เด็กหนุ่มทำโจทย์ข้อยากๆ ได้โดยง่าย เขาตั้งใจเรียนอย่างเต็มความสามารถเพราะอยากเรียนให้จบโดยเร็ว อยากเติบโต ทำงานที่มั่นคง เพื่อให้ตัวเขาพร้อมจะเป็ส่วนหนึ่งในชีวิตของเธอ และคาดหวังว่าเธอคงคิดไม่ต่างกัน เพราะคำหวานให้กำลังใจนั้นทำให้เขาหลงเชื่อ
‘มองอยู่ได้ค่ะคุณไม้ ทำไปสิ ถ้าข้อนี้ทำผิดอีก พี่ไม่ทวนให้แล้วนะ’
เธอชูนิ้วคาดโทษที่เขามัวแต่มองใบหน้าอ่อนเยาว์ดุจสาวแรกรุ่นของเธอ จนไม่ทันได้ฟังคำอธิบาย ก็ใบหน้าอ่อนโยนไร้เครื่องสำอางนี้ช่างน่ารักเสียยิ่งกว่าเด็กสาวในวัยเดียวกันกับเขาเสียอีก ไม่ว่าเธอจะยิ้มหรือจะทำสีหน้าบึ้งตึงเพราะเขาไม่ตั้งใจเรียน เธอก็ดูน่ารักจนเขาไม่อยากถอนสายตา เหมือนเขาเห็นพระจันทร์เต็มดวงบนท้องฟ้า เพราะรอยยิ้มของเธอทำให้หัวใจของเขาสว่างไสวและเต็มไปด้วยความสุข ไม่ต่างจากแสงจันทร์ที่ส่องทางในยามค่ำคืน
‘คุณไม้ ถ้าไม่ฟัง พี่จะไม่สอนแล้วนะ’
‘เดือนจะใจร้ายจริงๆ เหรอ’
‘นี่! คุณไม้ เรียกเดือนเฉยๆ ไม่ได้นะ ต้องเรียกพี่เดือนสิคะ’
‘แล้วใครเขาเรียกแฟนว่าพี่กันบ้างล่ะ ยังไม่แก่สักหน่อย’
‘เอ่อ... ไม่รู้ละ ต้องตั้งใจเรียนก่อน จะได้สอบได้คะแนนดีๆ’
‘ถ้าสอบได้จะให้เรียกแฟนมั้ย’
‘ต้องดูผลสอบก่อน’
‘งั้นสอบเสร็จจะทวงคำตอบ’
เด็กหนุ่มอมยิ้มเมื่อเห็นแววเอียงอายจากใบหน้าอ่อนกว่าวัยนั้น เป็ใครก็คงคิดว่าเธอมีใจ แม้เธอจะไม่เคยบอกรักหรือยืนยันว่าหัวใจสองดวงตรงกัน แต่การไม่ปฏิเสธหรือกิริยาเขินอายทุกครั้งยามที่เขาพูดคำหวานจะให้เข้าใจเป็อื่นได้อย่างไรกัน แต่สิ่งที่ไม่ใช่มันก็คือไม่ใช่อยู่ดี แม้จะดึงดันเอาไว้กับตัว สักวันก็ต้องจากลาไปอย่างไร้ค่า ไร้คำ ‘ร่ำลา’
ความเจ็บแปลบรับรู้ได้ที่หัวใจ เพราะสิ่งที่มองเห็นไม่ต่างจากหนามที่ทิ่มตำหัวใจตนเอง หัวใจที่ถูกกระชากทิ้งอย่างไม่ไยดีจนเ้าของเกือบตาย ต้องซมซานไปหาที่พักพิงหัวใจไกลถึงอีกซีกโลก
แม้จะพยายามบอกตัวเองให้ลืม และหวนหาความรักครั้งใหม่เพื่อกลบร่องรอยแห่งความเจ็บช้ำนี้ ทว่าเมื่อไรก็ตามที่ความรักเยี่ยมหน้ามาทักทาย อาการเจ็บแปลบจากสิ่งที่เรียกว่า ‘ความรัก’ ก็กลับมาเยี่ยมเยือนอย่างไม่ได้รับเชิญ
เขากลายเป็คนที่หวาดหวั่นรักครั้งใหม่ เพราะาแที่คิดว่าหายสนิทไม่เป็ดังใจหวัง มันเป็เหมือนเศษเสี้ยนหรือหนามน้อยๆ ที่บ่งเท่าไรก็ไม่ออก ยิ่งหัวใจเต้นรัวเร็ว หนามน้อยๆ นั้นก็คล้ายจะทิ่มตำให้ลงลึกไปในหัวใจมากขึ้น
ความเจ็บของเขามันเจ็บแปลบๆ ปลาบๆ ไม่มีวันจางหาย คือความหวาดหวั่นว่ารักครั้งใหม่คงลงเอยด้วยความเจ็บช้ำดั่งเคย สำนึกที่บอกตัวเองก็คือความเจ็บครั้งนั้นไม่ได้ลดจางลงเลย ทว่ามีแต่จะเพิ่มขึ้นและเพิ่มขึ้นทบทวี เพราะมันคือ ‘หนี้แค้น’ ที่รอคอยวันเวลาสะสาง แต่เขาจะไม่ดิ้นรนค้นหาลูกหนี้ เพราะเขาเชื่อในพรหมลิขิต หากครั้งหนึ่งท่านเคยลิขิตให้เขาต้องเ็ปเจียนตาย ก็คงมีสักครั้งที่เขาจะได้ ‘ชำระ’
ตลอดระยะเวลาสิบห้าปีที่ผ่านมา เขาจึงไม่เคยมอบหัวใจให้ผู้หญิงคนไหนอีกเลย คบใครก็เพียงปลดเปลื้องความ้าเท่านั้น เพราะความจริงที่แท้ที่สุดก็คือ ‘ความรักคือเื่ลวงโลก’ และ ‘ผู้หญิงทุกคนซื้อได้ด้วยเงิน ถ้าเธอพอใจกับตัวเลข’
แต่หากจะถามเขาว่าทำไมไม่ลบหลักฐานแห่งความเ็ปนี้ทิ้งไปซะ ทำไมต้องเก็บเอาไว้เพื่อตอกย้ำให้เจ็บยิ่งขึ้น คำตอบก็คือ เก็บไว้เตือนใจตนเองจะได้ ‘ไม่เจ็บซ้ำ’ และให้จดจำว่าผู้หญิงหน้าตาอ่อนโยนดูราวไร้เดียงสานั้นภายในไม่ต่างจากนางฟ้าใจร้ายที่สวมหน้ากากสโนว์ไวต์เอาไว้