จารึกที่ 303 : ทะเลเมฆาอุดรทิศ : ความขัดแย้งแห่งเส้นสายอักขระ
ท้องฟ้าในยามราตรีเหนือหุบเขาศักดิ์สิทธิ์อนันตกาล ถูกทิ้งไว้เพียงความเงียบงันและร่องรอยแห่งการทำลายล้าง มหานาวาปราณสูญตา ลำเรือสีดำทะมึนที่หล่อหลอมจากไม้โบราณและศิลาจารึกนับหมื่นชิ้น กำลังแหวกว่ายผ่านทะเลเมฆาที่หนาทึบ มุ่งหน้าสู่ทิศอุดรอย่างเงียบเชียบและไร้ร่องรอย ราวกับปลาวิเศษที่กลืนหายไปในห้วงมหาสมุทรอันมืดมิด
บนดาดฟ้าเรือ สายลมหนาวเหน็บพัดผ่านชายเสื้อคลุมของผู้ฝึกตนที่ยืนหยัดต้านทานพายุ บรรยากาศเต็มไปด้วยความเคร่งขรึมและหนักอึ้ง แม้จะเพิ่งรอดพ้นจากการปิดล้อมของผู้อาวุโสแห่งวิหารเทพ ทว่าในใจของทุกคนกลับไม่มีความยินดี มีเพียงความตระหนักรู้ถึงความห่างชั้นของระดับพลัง และเส้นทางเบื้องหน้าที่เต็มไปด้วยขวากหนาม
ฉินมู่หลาง ยอดกระบี่แห่งสำนักกระบี่นิรันดร์ นั่งขัดสมาธิอยู่บริเวณหัวเรือ กระบี่ประจำกายวางพาดอยู่บนตัก ดวงตาของเขาหลับพริ้ม ลมหายใจเข้าออกสอดคล้องกับจังหวะการไหลเวียนของปราณกระบี่ในร่างกาย บาดแผลจากการต่อสู้เริ่มสมานตัว ทว่าสิ่งที่เขากำลังทำสมาธิหาใช่การรักษาร่างกายเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการทบทวน ‘เจตจำนงกระบี่’ ที่ถูกสั่นคลอนจากการได้เห็นค่ายกลอันยิ่งใหญ่ของศัตรู
เฟิงอี้หราน ดาวนำโชคแห่งสำนักพู่กันเพลิง ยืนพิงกราบเรือ เหม่อมองดวงดาวที่ทอแสงริบหรี่ เพลิงอัคคีบรรพกาลที่เคยลุกโชนอย่างบ้าคลั่งในตัวเขา บัดนี้สงบนิ่งอยู่ในจุดตันเถียน เขาเริ่มตระหนักแล้วว่า พรสวรรค์และโชคชะตาเพียงอย่างเดียว ไม่อาจปกป้องผู้ใดได้ในสมรภูมิที่แท้จริง
เย่ปิงอวิ๋น ศิษย์เอกสายในผู้มีวิถีพฤกษา กำลังแผ่ปราณสีเขียวอ่อนเข้าปกคลุมร่างวิญญาณของต้วนเทียนที่นอนพักฟื้นอยู่กลางค่ายกลรักษา นางทำหน้าที่อย่างเงียบเชียบและแม่นยำ วิถีพฤกษาของนางเน้นความอ่อนโยนและการฟื้นฟู ทว่าในดวงตาของนางกลับฉายแววความมุ่งมั่นที่จะทำความเข้าใจแก่นแท้ของพลังชีวิตให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
ลึกลงไปภายในห้องพักส่วนตัวใต้ท้องเรือ ซึ่งถูกตัดขาดจากเสียงลมพายุเบื้องนอกด้วยค่ายกลเก็บเสียง แสงสลัวจากศิลาเรืองแสงสะท้อนให้เห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเคร่งเครียดของอาเจีย
เด็กหนุ่มผู้เพิ่งก้าวล่วงเข้าสู่ขีดสุดแห่งขอบเขตวิญญาณแรกเริ่ม นั่งขัดสมาธิอยู่หน้าโต๊ะไม้เตี้ยๆ เบื้องหน้าของเขามิใช่สมบัติล้ำค่าหรือศิลาปราณกองโตดังเช่นกาลก่อน ทว่ามันคือเศษแผ่นศิลาขนาดเท่าฝ่ามือ ซึ่งเป็นชิ้นส่วนที่เขาเก็บมาจากการรื้อถอน ‘ค่ายกลเทวะสังหาร’ ของวิหารเทพ
ดวงตาแห่งความว่างเปล่าที่ดำสนิทไร้ตาขาวของอาเจีย หรี่ลงเล็กน้อยขณะจ้องมองเส้นสายอักขระสีทองที่หลงเหลืออยู่บนเศษศิลานั้น พลังปราณที่เอ่อล้นในร่างไม่ได้ทำให้เขาหลงระเริง ตรงกันข้าม มันกลับทำให้เขามองเห็น ‘ข้อบกพร่อง’ ของตนเองได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น
“การบรรลุระดับพลังในสุสานบรรพชน... แม้จะได้ปราณปฐมกาลมาหล่อเลี้ยงทารกวิญญาณจนสมบูรณ์ แต่มันก็เป็นเพียงการขยายภาชนะรองรับพลัง” อาเจียพึมพำกับตนเอง น้ำเสียงของเขาแหบพร่าและเต็มไปด้วยการใคร่ครวญ “พละกำลังที่ปราศจากความเข้าใจอย่างถ่องแท้ ย่อมเป็นได้เพียงอาวุธที่ทื่อกระด้าง หากข้าต้องเผชิญหน้ากับผู้ฝึกตนระดับหลอมความว่างเปล่าขั้นสูงอีกครั้ง การรื้อถอนค่ายกลด้วยวิธีเดิมอาจไม่เป็นผล...”
อาเจียยกมือขวาขึ้น พู่กันนิรันดร์ 永恒笔 (หย่งเหิงปี่) ปรากฏขึ้นในอุ้งมือ ความเย็นเยียบจากด้ามพู่กันถ่ายทอดเข้าสู่เส้นชีพจร ทำให้จิตใจของเขาสงบลง
เขาตระหนักดีว่า วิถีแห่งหมื่นอักขระที่เขาเดินอยู่ มิใช่เพียงการวาดสัญลักษณ์เพื่อสร้างพลังทำลายล้าง แต่มันคือการทำความเข้าใจโครงสร้างของจักรวาล อักขระทุกตัวคือตัวแทนของเจตจำนงแห่งฟ้าดิน การจะควบคุมพวกมันได้อย่างแท้จริง ต้องอาศัยการศึกษา การวิเคราะห์ และการทดลองซ้ำแล้วซ้ำเล่า
อาเจียหลับตาลง ดึงสมาธิเข้าสู่ห้วงลึกของจุดตันเถียน ทารกวิญญาณสูญตาที่นั่งอยู่ภายใน ลืมตาขึ้นช้าๆ อักขระหลิง (零) สีดำทมิฬที่ลอยวนอยู่รอบตัวทารก แผ่กลิ่นอายแห่งต้นกำเนิดที่สามารถกลืนกินทุกสิ่ง
เขาเริ่มกระบวนการทดลอง เขาดึงเอาปราณธาตุลมอันเบาบางและปราณธาตุทองอันแข็งแกร่ง ออกมาจากอากาศรอบตัว บีบอัดพวกมันลงที่ปลายพู่กันนิรันดร์ นี่คือสองธาตุหลักที่วิหารเทพใช้สร้างค่ายกลเทวะสังหาร อาเจียต้องการวิเคราะห์ว่า เหตุใดพวกมันจึงสามารถประสานกันได้อย่างรุนแรงเช่นนั้น
ปลายพู่กันจรดลงบนแผ่นกระดาษไม้ไผ่ร้อยปีที่กางอยู่บนโต๊ะ อาเจียกลั้นหายใจ ควบคุมกระแสปราณอย่างระมัดระวัง เส้นหมึกสีดำลากผ่านกระดาษ เกิดเป็นอักขระธาตุลมที่มีลักษณะพลิ้วไหว จากนั้นเขาจึงวาดอักขระธาตุทองที่มีเหลี่ยมมุมแข็งกร้าว ซ้อนทับลงไป
“การผสาน...” อาเจียกระซิบ
เขาส่งเจตจำนงกระตุ้นอักขระทั้งสองตัว ทันใดนั้น กระดาษไม้ไผ่ร้อยปีพลันสั่นสะท้าน แสงสีเขียวอ่อนของธาตุลมและแสงสีทองของธาตุทองปะทะกันอย่างรุนแรง ภายในโครงสร้างของอักขระ เกิดความขัดแย้งที่ไม่อาจประนีประนอม ปราณธาตุทองต้องการบดขยี้ปราณธาตุลม ขณะที่ปราณธาตุลมก็พยายามฉีกกระชากปราณธาตุทองให้ขาดสะบั้น
เปรี๊ยะ!
รอยร้าวปรากฏขึ้นบนกระดาษไม้ไผ่ ก่อนที่มันจะระเบิดออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย พลังปราณที่ตีกลับกระแทกเข้าที่หน้าอกของอาเจียอย่างจัง
“อึก!” อาเจียสะอึก เลือดสายหนึ่งไหลซึมออกจากมุมปาก เขารีบเดินลมปราณระงับความปั่นป่วนในจุดตันเถียนทันที
แม้จะได้รับบาดเจ็บจากการทดลองล้มเหลว ทว่าในดวงตาของเด็กหนุ่มกลับไม่มีความท้อแท้ มีเพียงประกายแห่งความกระหายใคร่รู้ เขาปาดเลือดที่มุมปาก นัยน์ตาสีดำสนิทจ้องมองเศษกระดาษที่ปลิวว่อน
“ความขัดแย้งของเส้นสาย...” อาเจียวิเคราะห์อย่างเยือกเย็น “ข้าพยายามบังคับให้พวกมันรวมกันด้วยพลังกดดันจากภายนอก เช่นเดียวกับที่ผู้ฝึกตนของวิหารเทพทำ... แต่พวกเขามีคนนับร้อยช่วยกันแบ่งเบาแรงสะท้อนกลับ ข้ามีเพียงตัวคนเดียว หากบังคับผสานอักขระที่ขัดแย้งกันอย่างรุนแรงเช่นนี้ โครงสร้างย่อมพังทลายก่อนที่จะใช้งานได้จริง”
อาเจียหยิบกระดาษไม้ไผ่แผ่นใหม่ขึ้นมากาง เขาเพ่งมองไปที่ปลายพู่กันอีกครั้ง คราวนี้เขาไม่ได้ใช้เพียงปราณธาตุทั่วไป ทว่าเขาดึงเอา ‘เจตจำนงแห่งความว่างเปล่า’ ออกมาด้วย
“หากความว่างเปล่าคือจุดเริ่มต้นของสรรพสิ่ง... อักขระหลิง (零) ย่อมต้องเป็นตัวกลางที่สามารถผสานความขัดแย้งทุกชนิดในโลกหล้าได้”
อาเจียวาดสัญลักษณ์วงกลมแห่งมหาภาวะซวี ( ⦾ ) ลงบนกระดาษ จากนั้นจึงวาดอักขระธาตุลมและธาตุทองลงไปภายในวงกลมนั้น ลึกลงไปในจุดศูนย์กลางของวงกลม เขาค่อยๆ ถ่ายเทเจตจำนง เพื่อสร้างอักขระหลิงขึ้นมาทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมต่อ
เหงื่อเม็ดโตร่วงหล่นจากหน้าผาก การควบคุมอักขระหลิงให้มีความเสถียร พร้อมกับรักษาสมดุลของสองธาตุที่ขัดแย้งกัน เป็นสิ่งที่กินพลังสมาธิและวิญญาณอย่างมหาศาล มือขวาของอาเจียที่กุมพู่กันเริ่มสั่นเทาเล็กน้อย
โครงสร้างอักขระเริ่มก่อตัว แสงสีเขียวและสีทองไหลเวียนเข้าสู่อักขระหลิงสีดำทมิฬ พวกมันดูเหมือนจะหลอมรวมกันได้ชั่วครู่... ทว่าเพียงเสี้ยวลมหายใจถัดมา
ตึง!
อักขระหลิงเกิดการสั่นไหวอย่างรุนแรง ความไม่สมดุลเพียงหนึ่งในหมื่นส่วน ทำให้สะพานเชื่อมต่อพังทลาย ปราณทั้งสองธาตุระเบิดออกอีกครั้ง คราวนี้รุนแรงกว่าเดิม โต๊ะไม้เตี้ยถูกแรงกระแทกจนร้าวเป็นทางยาว อาเจียจำต้องใช้วิชาถอยร่น ร่างของเขากระแทกเข้ากับผนังห้องอย่างจัง
“แค่ก! แค่ก!” อาเจียไอออกมาเป็นเลือดหยดใหญ่ เขาทรุดตัวลงนั่งหอบหายใจ ร่างกายเต็มไปด้วยความปวดร้าว ทว่าสมองของเขากลับแล่นอย่างรวดเร็ว
“ไม่ใช่ว่าอักขระหลิงไม่สามารถผสานพวกมันได้... แต่เป็นข้าเอง ที่ควบคุม ‘ปริมาณ’ และ ‘ความถี่’ ของลมปราณไม่ละเอียดพอ” อาเจียกำหมัดแน่น มองดูรอยเลือดบนพื้น “วิถีแห่งอักขระเรียกร้องความแม่นยำระดับอนุภาค ข้ามีพลังมหาศาล มีอักขระที่ทรงอำนาจที่สุด ทว่าข้ากลับขาดความประณีตในการควบคุมด้ายแต่ละเส้น...”
นี่คือความจริงอันโหดร้ายของการบำเพ็ญเพียร ผู้ฝึกตนไม่อาจก้าวสู่จุดสูงสุดได้เพียงเพราะการทะลวงขีดจำกัดด้วยโชคชะตาหรือแรงกดดัน ทุกขั้นพลังต้องมีรากฐานที่มั่นคง ต้องอาศัยการสั่งสมความเข้าใจ และการขัดเกลาวิถีแห่งเต๋าของตนเองอย่างไม่หยุดหย่อน อาเจียตระหนักแล้วว่า การก้าวเดินบนเส้นทาง ‘ราชันหมื่นอักขระ’ เขาต้องเรียนรู้ที่จะเป็นช่างทอผ้าที่ประณีตที่สุด มิใช่เพียงนักรบที่กวัดแกว่งดาบ
เสียงฝีเท้าแผ่วเบาดังขึ้นหน้าประตูห้องพัก ก่อนที่บานประตูจะถูกเลื่อนเปิดออกอย่างช้าๆ
หลินชิงเสวี่ยก้าวเข้ามาภายในห้อง กลิ่นหอมเย็นๆ คล้ายดอกเหมยในฤดูหนาวลอยมาเตะจมูก นางอยู่ในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ ดวงตาที่เคยเยือกเย็นและเจ้าระเบียบ บัดนี้แฝงไว้ด้วยความห่วงใยที่ไม่อาจปิดบัง เมื่อเห็นรอยเลือดบนพื้นและใบหน้าที่ซีดเซียวของอาเจีย คิ้วเรียวสวยของนางก็ขมวดเข้าหากันทันที
“เจ้าฝืนฝึกวิชาจนลมปราณตีกลับอีกแล้วหรือ?” หลินชิงเสวี่ยเอ่ยเสียงดุ ทว่ามือของนางกลับหยิบขวดหยกสีขาวออกมาจากแขนเสื้อ เทโอสถสีเขียวมรกตที่มีกลิ่นอายแห่งชีวิตเข้มข้นออกมาหนึ่งเม็ด
“ข้าไม่ได้ฝืน... ข้ากำลัง ‘ศึกษา’ ต่างหาก” อาเจียตอบเสียงแหบ พยายามยิ้ม ทว่าก็ต้องนิ่วหน้าด้วยความเจ็บปวดที่จุดตันเถียน
หลินชิงเสวี่ยเดินเข้ามาใกล้ ทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าเบื้องหน้าเขา นางไม่ได้ป้อนโอสถให้เขาทันที แต่กลับยื่นมือเรียวบางมาจับชีพจรที่ข้อมือของเขา
“ชีพจรของเจ้าปั่นป่วนราวกับพายุ ปราณเซียนแท้กำลังปะทะกับปราณที่ตกค้างจากการทดลองอักขระ...” นางวิเคราะห์อย่างแม่นยำด้วย ‘โสตสวรรค์’ ที่สามารถรับฟังจังหวะของพลังในร่างเขาได้ “เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นเหล็กไหลหรืออย่างไร? เพิ่งจะทะลวงขอบเขตวิญญาณแรกเริ่ม รากฐานยังไม่ทันมั่นคง ก็เริ่มรีบเร่งผสานอักขระขั้นสูงเสียแล้ว”
“เวลาไม่เคยคอยท่า ชิงเสวี่ย” อาเจียมองลึกเข้าไปในดวงตาของนาง น้ำเสียงของเขาไร้ซึ่งความกวนประสาทดังเช่นทุกที “วิหารเทพอนันตกาลสูญเสียผู้อาวุโสคุมกฎไป ย่อมไม่ยอมรามือ กองทัพที่แท้จริงกำลังจะถูกส่งมา หากข้าไม่สามารถทำความเข้าใจและควบคุมอักขระหลิงให้ละเอียดกว่านี้ มหานาวาลำนี้ก็เป็นเพียงโลงศพลอยฟ้า”
หลินชิงเสวี่ยเงียบไป นางเข้าใจความกดดันที่อาเจียแบกรับไว้บนบ่า บุรุษผู้ที่ภายนอกดูเหมือนคนไม่เอาถ่าน สนใจแต่สมบัติ ทว่าแท้จริงแล้ว เขากำลังใช้ทุกวิถีทางเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่ง เพื่อปกป้องทุกคนที่อยู่บนเรือลำนี้
“อ้าปาก” นางสั่งเสียงเรียบ
อาเจียทำตามอย่างว่าง่าย หลินชิงเสวี่ยป้อนโอสถสมานปราณเข้าปากเขา ก่อนจะส่งพลังปราณสายอ่อนโยนของนางตามเข้าไป เพื่อช่วยนำทางโอสถให้ละลายและซึมซาบเข้าสู่จุดตันเถียนของเขาอย่างนุ่มนวล
“การบำเพ็ญเพียรในวิถีแห่งอักขระ ไม่อาจอาศัยความเร่งรีบ” หลินชิงเสวี่ยกล่าวขณะที่ยังคงจับชีพจรเขาไว้ “ท่านอาจารย์เคยสอนข้าว่า ดนตรีที่ไพเราะที่สุด เกิดจากการเว้นจังหวะที่ถูกต้อง เส้นสายอักขระก็เช่นกัน หากเจ้าตึงเครียดและกดดันพวกมันมากเกินไป พวกมันย่อมขาดสะบั้น เจ้าต้องเรียนรู้ที่จะ ‘ฟัง’ เสียงของพวกมัน”
อาเจียหลับตาลง ซึมซับทั้งพลังโอสถและคำชี้แนะของนาง “เพราะเหตุนี้... ข้าจึงตั้งเป้าหมายไปที่ทิศอุดร”
“เจ้ากำลังพูดถึง ‘นักพรตหมื่นอีแปะ’?” หลินชิงเสวี่ยถาม
“ใช่” อาเจียพยักหน้า ลืมตาขึ้นมองแสงสลัวในห้อง “ท่านผู้นั้นคือผู้บำเพ็ญเพียรอิสระระดับหลอมความว่างเปล่า ที่เลื่องชื่อด้านการควบคุมลมปราณที่แม่นยำที่สุดในทวีป ว่ากันว่าเขาสามารถแบ่งลมปราณหนึ่งสาย ออกเป็นหมื่นส่วนเท่าๆ กันได้โดยไม่มีข้อผิดพลาดแม้แต่เศษเสี้ยว หากข้าต้องการขัดเกลาความละเอียดในการควบคุมอักขระหลิง คำชี้แนะจากเขาคือสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง”
ขณะที่ทั้งสองกำลังสนทนา ทันใดนั้น มหานาวาปราณสูญตาพลันสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง!
ตึง! ครืนนนน!
เสียงคล้ายกับเรือชนเข้ากับกำแพงที่มองไม่เห็นดังสนั่นไปทั่วลำเรือ เสียงเตือนภัยจากค่ายกลป้องกันดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง
อาเจียและหลินชิงเสวี่ยผุดลุกขึ้นพร้อมกัน อาเจียพุ่งตัวออกจากห้องพัก ทะยานขึ้นสู่ดาดฟ้าเรือในพริบตา โดยมีหลินชิงเสวี่ยตามมาติดๆ
เมื่อทั้งสองขึ้นมาถึงดาดฟ้า ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าทำให้ลมหายใจของทุกคนต้องชะงัก
ทะเลเมฆาที่เคยเงียบสงบ บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นดินแดนแห่งความโกลาหล ท้องฟ้าเบื้องหน้าถูกแบ่งออกเป็นสองซีกอย่างชัดเจน ซีกหนึ่งคือความมืดมิดของยามราตรี ทว่าอีกซีกหนึ่งที่ทอดยาวไปทางทิศอุดร กลับกลายเป็นพื้นที่ที่มิติถูกบิดเบี้ยว ท้องฟ้ามีสีสันปะปนกันอย่างสับสน ทั้งม่วง แดง เขียว และดำ กระแสลมกระโชกแรงพัดพาก้อนน้ำแข็งขนาดยักษ์ที่ลอยคว้างอยู่กลางอากาศ เข้าปะทะกับม่านพลังของมหานาวา
“เกิดอะไรขึ้น! เราถูกลอบโจมตีหรือ?” เฟิงอี้หรานตะโกนถามแข่งกับเสียงพายุ
ขุนพลศิลาที่ทำหน้าที่บังคับทิศทางเรือ ยืนนิ่งอยู่หน้าหางเสือ มันพยายามเร่งพลังแกนปราณเพื่อฝ่ากระแสลม ทว่าแรงต้านทานกลับมหาศาลจนโครงสร้างเรือเริ่มส่งเสียงลั่น
อาเจียก้าวไปยืนที่หัวเรือ ดวงตาแห่งความว่างเปล่าเพ่งมองเข้าไปในความโกลาหลเบื้องหน้า เขามองทะลุพายุหิมะและมิติที่บิดเบี้ยว สิ่งที่เขาเห็นมิใช่การโจมตีจากผู้ฝึกตน ทว่ามันคือ ‘พายุอักขระ’ ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ!
“นี่มิใช่การโจมตีจากมนุษย์” อาเจียตะโกนบอกทุกคน เสียงของเขาหนักแน่น “แต่มันคือ ‘รอยแยกแห่งความขัดแย้ง’ ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดจากพลังปราณสองธาตุที่ขัดแย้งกันอย่างรุนแรง ปะทะกันจนมิติบริเวณนี้เสียสมดุล... ที่นี่คือเขตรอยต่อเข้าสู่ดินแดนเร้นลับอุดรทิศ!”
“พายุอักขระตามธรรมชาติ?” ฉินมู่หลางขมวดคิ้ว “หากเป็นเพียงกระแสลม ข้ายังพอใช้กระบี่ตัดผ่านไปได้ แต่นี่คือมิติที่บิดเบี้ยว หากบังคับเรือฝ่าเข้าไปตรงๆ มหานาวาอาจถูกฉีกกระชากเป็นชิ้นๆ”
“เราจะอ้อมไปได้หรือไม่?” เย่ปิงอวิ๋นถามอย่างเยือกเย็น
“อาณาเขตของมันกว้างไกลนับหมื่นลี้ หากอ้อม เราต้องเสียเวลาไปอีกหลายเดือน” อาเจียส่ายหน้า แววตาของเขาทอประกายคมกล้า ท่ามกลางพายุอักขระที่บ้าคลั่ง เขากลับมองเห็นโอกาส “วิกฤตินี้... คือบททดสอบที่ดีที่สุดสำหรับการเรียนรู้ของข้า”
เด็กหนุ่มก้าวออกไปยืนอยู่บนหัวเรือที่ยื่นออกไปเผชิญหน้ากับพายุ ลมหนาวกรีดแทงผิวหนังประดุจใบมีด ทว่าเขากลับยืนหยัดอย่างมั่นคง พู่กันนิรันดร์ปรากฏขึ้นในมืออีกครั้ง
“เจ้าสัว ลดพลังม่านป้องกันลงครึ่งหนึ่ง! ปล่อยให้แรงกดดันจากพายุสัมผัสกับตัวเรือ!” อาเจียออกคำสั่งที่ทำให้ทุกคนตื่นตระหนก
“เจ้าบ้าไปแล้วหรือ! หากลดม่านพลัง เรือจะรับแรงกระแทกโดยตรงนะ!” เฟิงอี้หรานร้องเสียงหลง
“หากเราปิดกั้นทุกอย่าง เราก็จะไม่เห็นกระแสน้ำ” อาเจียตอบกลับโดยไม่หันมอง “ธรรมชาติคือผู้ใช้อักขระที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ข้าจะใช้วิถีแห่งสูญตา... อ่านเส้นทางการไหลเวียนของพายุนี้ และถักทอเส้นทางที่ปลอดภัยให้พวกเราเอง!”
นี่คือความมุ่งมั่นของบุรุษผู้กำลังก้าวสู่มรรคาแห่งหมื่นอักขระ เขาไม่เลือกใช้กำลังดิบเถื่อนเพื่อทำลายล้าง ทว่าเขาเลือกที่จะ ‘ทำความเข้าใจ’ และก้าวเดินไปพร้อมกับกฎเกณฑ์ของฟ้าดิน
อาเจียหลับตาลง ปลดปล่อยจิตวิญญาณให้ล่องลอยออกไปสัมผัสกับพายุเบื้องหน้า เขานำบทเรียนจากความล้มเหลวในห้องพักมาใช้ เขาไม่ได้ส่งปราณออกไปต่อต้าน ทว่าเขาส่งเจตจำนงแห่งความว่างเปล่าออกไป ‘รับฟัง’
ในห้วงสมาธิที่ลึกซึ้ง อาเจียเริ่มมองเห็นโครงสร้างของพายุอักขระตามธรรมชาติ มันซับซ้อนและยุ่งเหยิงยิ่งกว่าค่ายกลเทวะสังหารนับร้อยเท่า ปราณธาตุน้ำแข็งและปราณธาตุลมปะทะกันอย่างบ้าคลั่ง ทว่าท่ามกลางความยุ่งเหยิงนั้น กลับมี ‘จุดสมดุล’ เล็กๆ ที่ซ่อนเร้นอยู่ มันคือจุดที่ความขัดแย้งหักล้างกันเองจนเกิดเป็นช่องว่างชั่วขณะ
“เห็นแล้ว...” อาเจียลืมตาขึ้น ดวงตาสาดประกายสีเงินยวง
เขาตวัดพู่กันนิรันดร์กลางน่านฟ้า เส้นสายอักขระหลิง (零) สีดำทมิฬถูกลากออกมาอย่างเชื่องช้าทว่าแม่นยำ ทุกการตวัดพู่กัน สอดคล้องกับจังหวะการหมุนของพายุอักขระเบื้องหน้า เขาไม่ได้วาดอักขระเพื่อทำลายพายุ แต่เขากำลังวาดอักขระลงบนโครงสร้างของตัวเรือ เพื่อให้มัน ‘สอดคล้อง’ กับความถี่ของมิติที่บิดเบี้ยว
“เคลื่อนเรือไปทางซ้ายสามสิบจั้ง! เร่งพลังแกนปราณเฉพาะกราบขวา!” อาเจียตะโกนสั่งการ
ขุนพลศิลารับคำสั่งทันที มหานาวาเบี่ยงตัวหลบก้อนน้ำแข็งขนาดยักษ์ได้อย่างฉิวเฉียด และแทรกตัวเข้าสู่ช่องว่างของกระแสลมที่อาเจียคำนวณไว้
“หักหัวเรือลงสิบห้าองศา! หยุดการไหลเวียนปราณชั่วคราว!”
ทุกคำสั่งของอาเจียแม่นยำราวกับเทพพยากรณ์ เขาไม่ได้ใช้ความงกหน้าเงินหรืออารมณ์ชั่ววูบมาตัดสินใจ ทว่าเขาใช้ความเข้าใจอันลึกซึ้งที่มีต่อวิถีแห่งอักขระ มหานาวาปราณสูญตาเคลื่อนที่ไปในพายุที่บ้าคลั่งราวกับใบไม้ที่ล่องลอยตามกระแสน้ำ ไม่ต้านทาน ทว่าก็ไม่จมดิ่ง
เหงื่อชุ่มทั่วแผ่นหลังของอาเจีย การอ่านโครงสร้างพายุตามธรรมชาติกินพลังสมาธิมหาศาล ยิ่งลึกเข้าไป มิติยิ่งบิดเบี้ยวรุนแรงขึ้น อักขระที่เขาวาดลงบนอากาศธาตุเริ่มสั่นไหว
‘สมดุล... ต้องรักษาสมดุล...’ อาเจียกัดฟัน นึกถึงสัมผัสที่เขาล้มเหลวในห้องพัก เขาพยายามปรับความถี่ของอักขระหลิงให้ละเอียดอ่อนยิ่งขึ้น ไม่ให้มันแข็งกร้าวเกินไปจนทำลายจุดสมดุลของพายุ
และแล้ว ในจังหวะที่พายุบีบอัดเข้าหากันจากทุกทิศทาง คล้ายกับปากของอสูรยักษ์ที่กำลังจะงับเหยื่อ อาเจียวาดสัญลักษณ์วงกลม ( ⦾ ) ขนาดใหญ่ครอบคลุมหัวเรือ ลึกลงไปในวงกลมนั้น อักขระหลิง (零) สว่างวาบขึ้นด้วยความถี่ที่สมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่เขาเคยทำได้
วูบ!
มหานาวาปราณสูญตาทะลวงผ่านจุดกึ่งกลางของพายุอักขระไปได้อย่างไร้รอยขีดข่วน!
เสียงหวีดหร้องของลมหายไปราวกับเรื่องโกหก ทัศนียภาพเบื้องหน้าเปิดกว้างออก ท้องฟ้ากลับมาเงียบสงบอีกครั้ง ทว่ามันมิใช่ค่ำคืนที่มีดวงดาวส่องแสงเบื้องบน แต่มันคือท้องฟ้าที่มี ‘ทะเลสาบสะท้อนเงา’ ลอยอยู่กลางอากาศธาตุ น้ำในทะเลสาบนั้นนิ่งสนิทราวกับกระจกบานยักษ์ สะท้อนภาพภูเขาน้ำแข็งที่ตั้งตระหง่านอยู่รายรอบ
พวกเขาข้ามผ่านรอยแยกแห่งความขัดแย้ง เข้าสู่แก่นกลางของดินแดนเร้นลับอุดรทิศแล้ว!
อาเจียลดพู่กันลง ร่างของเขาโอนเอนเล็กน้อยจากความเหนื่อยล้า ทว่าเขากลับระเบิดเสียงหัวเราะแผ่วเบาออกมา เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความเย่อหยิ่ง มีเพียงความสุขของการได้เรียนรู้และก้าวข้ามขีดจำกัดของตนเองในวิถีแห่งอักขระ
“ยอดเยี่ยมมาก อาเจีย” ฉินมู่หลางเดินเข้ามาตบไหล่เขาเบาๆ แววตาเต็มไปด้วยความชื่นชมอย่างแท้จริง “วิถีการเดินเรือของเจ้าเมื่อครู่ ลึกล้ำยิ่งกว่าเพลงกระบี่ใดๆ ที่ข้าเคยพบเห็น”
หลินชิงเสวี่ยมองรอยยิ้มของเขา นางลอบยิ้มบางๆ ที่มุมปากโดยไม่ให้ผู้ใดสังเกตเห็น
ทว่า ความเงียบสงบหลังพายุมักซ่อนเร้นบางสิ่งอยู่เสมอ
ขณะที่มหานาวากำลังเคลื่อนตัวอย่างช้าๆ เหนือทะเลสาบกระจกที่ลอยฟ้า ทันใดนั้น สายน้ำที่นิ่งสนิทก็เกิดระลอกคลื่นเล็กๆ ก่อนที่แผ่นศิลาจารึกอักขระโบราณขนาดใหญ่ จะค่อยๆ โผล่พ้นผิวน้ำขึ้นมาขวางหน้ามหานาวา
บนแผ่นศิลานั้น ปรากฏร่างของชายชราในชุดนักพรตสีมอๆ นั่งขัดสมาธิอยู่ เขาสวมหมวกฟางที่ปิดบังใบหน้าไปกว่าครึ่ง มือซ้ายถือแส้ปัดที่ดูธรรมดาสามัญ ทว่ามือขวากลับกำลังโยน ‘เหรียญทองแดง’ หรืออีแปะเก่าๆ ขึ้นและรับอย่างเป็นจังหวะ
กริ๊ง... กริ๊ง...
เสียงเหรียญทองแดงกระทบกันเบาๆ ทว่ากลับดังกังวานก้องไปถึงจิตวิญญาณของผู้ที่ได้ยิน ทุกครั้งที่เหรียญลอยขึ้น มิติรอบด้านคล้ายกับถูกจัดเรียงใหม่ ทุกครั้งที่เหรียญตกลงสู่ฝ่ามือ กระแสลมปราณในอากาศก็หยุดชะงักอย่างสมบูรณ์!
ชายชราหยุดโยนเหรียญ ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองอาเจียที่ยืนอยู่บนหัวเรือ รอยยิ้มแฝงความลึกล้ำปรากฏบนใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยย่น
“การใช้เจตจำนงแห่งสูญตาเพื่อหาจุดสมดุลในพายุ ถือว่าทำได้ไม่เลวสำหรับเด็กน้อยที่เพิ่งก้าวสู่วิญญาณแรกเริ่ม...” ชายชรากล่าวเสียงแหบพร่า ทว่าแฝงไว้ด้วยอำนาจที่ไม่อาจหยั่งถึง “แต่วิถีการวาดอักขระของเจ้า ยังหยาบกระด้างและสิ้นเปลืองลมปราณไปถึงสิบเจ็ดส่วน... หากเจ้าต้องจ่ายค่าผ่านทางด้วยลมปราณที่สูญเสียไปเมื่อครู่ เจ้าคงล้มละลายไปแล้วกระมัง พ่อหนุ่มหน้าเงิน?”
ดวงตาของอาเจียเบิกกว้าง แม้จะถูกเรียกด้วยฉายาที่เคยชิน ทว่าเขากลับสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันลึกล้ำและมหาศาลที่แผ่ออกมาจากชายชราเบื้องหน้า มันเป็นกลิ่นอายของผู้ที่ควบคุมทุกสิ่งได้อย่างแม่นยำไร้ที่ติ
ไม่ต้องให้ผู้ใดบอก อาเจียและมิตรสหายทุกคนตระหนักได้ในทันที...
พวกเขาได้พบกับ ‘นักพรตหมื่นอีแปะ’ ยอดผู้บำเพ็ญเพียรอิสระระดับหลอมความว่างเปล่า ผู้เชี่ยวชาญการควบคุมเส้นสายปราณที่แม่นยำที่สุดในโลกหล้าแล้ว! และการชี้แนะอันแสนเข้มงวดบนเส้นทางแห่งหมื่นอักขระ... กำลังจะเริ่มต้นขึ้น ณ วินาทีนี้!