จุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 115 พยนต์มรณะ

            เช่นเดียวกับที่ชื่อบอกไว้ผืนดินเหมือนถูกเลือดแพร่กระจายไปทั่ว เมื่อมองไปในครั้งแรกผืนแผ่นดินจะเหมือนถูกปกคลุมไปด้วยผ้าโปร่งสีแดงเข้ม ทั้งเย็นแข็งและแห้งเหี่ยวภาพที่ปรากฏสู่สายตาดูว่างเปล่าและรกร้าง เต็มไปด้วยความเงียบงัน

            แม้ว่าจะอยู่ติดกันกับทะเลหินหนืดที่ร้อนระอุแต่ทั้งสองก็ดูเหมือนแตกต่างกันคนละโลก ทะเลแห่งหินหนืดจะมีแสงสว่างแสบตา แต่แดนมรณะจะมืดสนิทดูเงียบสงัดวังเวง ราวกับพลังมรณะที่แฝงเร้นในช่วงเวลาโพล้เพล้อันไร้ชีวิตชีวา

            เมื่อมองดูคร่าวๆจะมองเห็นเศษหินที่แตกกระจายกองอยู่บนพื้น หินเหล่านั้นล้วนแต่ไม่สมบูรณ์และมีสีดำสนิท ราวกับเลือดที่ถูกฉีดพ่นจนแห้งสนิท และถูกปล่อยทิ้งผ่านวันเวลาเมื่อมองจากระยะไกลจะดูเหมือนผืนแผ่นดินที่เต็มไปด้วยหลุมฝังศพซึ่งกระจายไปทั่วบริเวณ

            ทุกคนต่างอดใจไม่ไหวที่จะร่อนลงไปยังแดนมรณะกว่าหนึ่งเดือนมานี้ พวกเขาใช้แก่นพลังปราณไปเป็นจำนวนมากเพื่อการเหาะมาตลอดทางและตอนนี้เมื่อได้พบกับแผ่นดินอีกครั้ง ทุกคนต่างนั่งขัดสมาธิลงทันทีเพื่อรวบรวมสมาธิในการฟื้นฟูพลัง และตอนนี้ ฉินอวี่ก็กวาดสายตามองไปโดยรอบในตอนที่ลงมาถึงพื้นดินเขารู้สึกได้ชัดเจนถึงเพลิงมรณะที่กำลังโลดเต้นอยู่กลางจุดตันเถียนและความรู้สึกถึงอันตรายที่อธิบายได้ยากได้ปะทุขึ้นในใจของเขา

            นี่มันเรื่องอะไรกัน?

            ในขณะที่ทุกคนกำลังทำสมาธิอยู่นั้นเสียงแหลมที่แสบแก้วหูก็ดังขึ้นไปทั่วทั้งฟ้า

            บรรดาคนที่เพิ่งหลับตาทำสมาธิต่างลืมตาขึ้นทันทีแต่กลับมองเห็นนกร้ายขนาดยักษ์ตัวหนึ่งปรากฏขึ้นในฟากฟ้ายามพลบค่ำ

            “มโนจิตไม่สามารถใช้งานได้!” ในขณะที่ทุกคนใช้มโนจิตส่องเข้าไปดูนั้นกลับต้องตกใจอย่างมากว่าสถานที่แห่งนี้ไม่สามารถใช้พลังของมโนจิตได้

            “ระวังไว้!” อันดับหนึ่งส่งเสียงอันหนักแน่นขึ้นมา จากนั้นจึงมองนกร้ายที่กำลังบินเข้ามาอย่างระมัดระวังฉินอวี่หยิบหอกศึกออกมาอย่างไม่ลังเลและในช่วงเวลากว่าหนึ่งเดือนที่เขามุ่งหน้าจากชั้นที่สองไปยังชั้นที่ห้าฉินอวี่ได้หลอมอสุนีคำรามเพิ่มขึ้นมาแล้วอีกสามสาย

            ภายใต้ความระแวดระวังของทุกคนนกร้ายตัวนั้นใกล้เข้ามาเรื่อยๆ และในขณะที่พวกฉินอวี่กำลังพะว้าพะวังกันอยู่นั้นนกร้ายก็ปิดบังดวงอาทิตย์และร่อนลงมาจากท้องฟ้า

            สิ่งที่ทำให้ทุกคนต่างขนลุกก็คือทั่วทั้งร่างของนกร้ายยักษ์ตัวนี้ มีรอยเท้าที่อยู่บนร่างกายปีกของมันถูกฉาบไปด้วยสีของรอยเลือดอันดำแห้ง ราวกับว่าผ่านการต่อสู้มาเนิ่นนานหลายปีสิ่งที่ทำให้พวกฉินอวี่รู้สึกหวาดกลัวคือ ศีรษะของนกร้ายตัวนี้ถูกผ่าออกเป็นสองซีกราวกับว่าได้ถูกการโจมตีที่รุนแรง

            เป็นเพราะศีรษะที่ถูกแยกเป็นสองซีกศีรษะทั้งสองด้านของนกยักษ์จึงเหมือนจะหลุดลงมาตลอดเวลา ดวงตาแห่งลางร้ายจ้องมองลงบนพื้นตลอดเวลาในขณะที่บินผ่านเหนือศีรษะไปดวงตาทั้งสองข้างนั้นก็เหมือนจะพยายามมองมายังทุกคนที่อยู่เบื้องล่างทำให้ฉินอวี่และคนอื่นๆ ต่างตกใจขึ้นมาทันที

            “นี่มันตัวบ้าอะไรเนี่ย” ชายหนุ่มชุดเหลืองคนหนึ่งพูดขึ้นมาอย่างอึดอัดกระบี่คมที่อยู่ในมือแทงทะลุอากาศขึ้นไปในทิศทางของนกยักษ์ทันที

            “หยุดนะ!” อันดับหนึ่งขนลุกขึ้นมา และต้องการจะขัดขวางไว้แต่ก็สายไปเสียแล้ว กระบี่คมเล่มนั้นแทงทะลุเข้าตรงหน้าอกของนกยักษ์ จนนกยักษ์ร่วงจากอากาศตกลงในมวลหินหนืดที่ร้อนระอุและถูกเผาไหม้กลายเป็นเถ้าถ่านทันที

            “ก็เป็นแค่ของที่ตายแล้วมิใช่หรือ?” เมื่อชายหนุ่มชุดเหลืองเห็นสีหน้าที่บึ้งตึงของอันดับหนึ่งเขาก็อดไม่ได้ที่จะพูดอย่างรู้สึกผิด เขาคืออันดับยี่สิบห้าในรายนามระดับสามัญ

            สีหน้าของอันดับหนึ่งดูบึ้งตึงอย่างมากเขามองไปทางส่วนลึกของแดนมรณะที่เต็มไปด้วยพลังแห่งความตาย หลังจากรออยู่นานเขาก็พูดขึ้น “ทำตามคำสั่งของข้าเท่านั้น ใครกล้าวุ่นวาย ก็ไสหัวไป!”

            ยอดฝีมือในรายนามระดับสามัญต่างพากันสะดุ้งตั้งแต่ไหนแต่ไรมา อันดับหนึ่งไม่ใช่คนพูดมากนัก น้ำเสียงก็มักจะดูเย็นชาเป็นพิเศษแต่ก็ไม่เคยมีน้ำเสียงที่จริงจังเช่นนี้มาก่อนอีกทั้งเมื่อทุกคนได้ยินถึงความแปลกและน่ากลัวของแดนมรณะพวกเขาต่างพอจะคาดเดาอะไรบางอย่างได้และอันดับยี่สิบห้าก็พูดขึ้นด้วยความเสียใจเล็กน้อย“แค่ของตายอย่างหนึ่งคงไม่มีปัญหาอะไรใช่หรือไม่”

            อันดับหนึ่งไม่ตอบอะไรได้แต่กวาดสายตาไปยังหินแผ่นหนึ่งที่คล้ายป้ายหลุมศพ และพูดอย่างเคร่งขรึม“ทุกคนทำสมาธิฟื้นกำลังกันก่อน อีกประมาณครึ่งชั่วยามเราจะเข้าไปด้านในกันต่อ”

            ฉินอวี่ละสายตากลับมาจากนกร้ายตัวนั้นในใจของเขารู้สึกแปลกอยู่ในใจ เห็นได้ชัดว่านกร้ายตัวนี้ยังไม่ตายมันยังคงส่งเสียงร้องได้ อีกทั้งยังบินได้ เช่นนั้นแล้วก็คงมีเหตุผลอยู่สองประการประการที่หนึ่งคือมีใครบางคนควบคุมมัน ประการที่สอง...สถานที่อันแปลกประหลาดแห่งนี้ อาจจะสามารถชุบชีวิตได้

            ฉินอวี่ให้น้ำหนักไปตามข้อที่สองมากกว่าหากมีใครควบคุมมันอยู่ มันคงไม่สามารถส่งเสียงร้องได้หากเป็นไปตามการคาดเดาของเขาจริงๆ ละก็ครั้งนี้ก็คงเดินเข้าใกล้ขอบของความตายจริงๆ แล้ว

            หลายปีมานี้คนของหยาจื้อสิบสามฝ่ายที่สามารถเข้าถึงหอคอยขัดเกลาชั้นที่เจ็ดได้นั้นไม่รู้ว่ามีมากน้อยเท่าไรหากนกร้ายตัวนั้นสามารถฟื้นชีพได้ เมื่อได้เข้าไปด้านในผลที่ตามมาก็คงเหนือกว่าจะจินตนาการได้

            หลังจากทุกคนหายดีแล้วพวกเขาต่างเคลื่อนตัวไปข้างหน้าช้าๆ เป็นเพราะไม่สามารถใช้มโนจิตสาดส่องไปมองได้ ทุกคนจึงทำได้เพียงช่วยกันสังเกตด้วยตาเปล่าเท่านั้นแต่สถานที่แห่งนี้มีแสงที่ดูสลัวและมองเห็นได้ยากมากพวกเขาจึงสามารถมองเห็นได้เพียงรัศมีห้าสิบจ้างเท่านั้น

            “ช้าก่อน!” ฉินอวี่เหยียบลงบนพื้นอันเลอะเทอะและเอ่ยปากขึ้นมาอย่างกะทันหัน ดวงตาของเขาจ้องตรงไปยังก้อนหินที่แตกหักซึ่งอยู่ไม่ไกลออกไป

            เมื่อคนอื่นๆได้ยินคำพูดนี้ พวกเขาต่างมองไปตามสายตาของฉินอวี่และเมื่อมองไปเห็นอักษรที่อยู่บนหิน พวกเขาต่างตกใจทันทีเพราะหินเหล่านี้ดูเหมือนจะเปื้อนไปด้วยเลือด หากไม่สังเกตอาจจะมองไม่เห็น

            “หนี!!!”

            ตัวอักษรคำว่า“หนี” ถูกเขียนอย่างบิดเบี้ยว ราวกับว่าพยายามใช้นิ้วเขียนมันขึ้นมาเมื่อจ้องยังตัวอักษรที่ดูบิดเบี้ยวนี้ทุกคนต่างมองเห็นได้จากในภวังค์ว่ามีคนใกล้ตายกำลังใช้พลังสุดท้ายของชีวิตเขียนตัวอักษรนี้ทิ้งไว้ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ให้คนรุ่นหลัง

            ทุกคนรวมทั้งอันดับหนึ่งต่างขนลุกขึ้นมาทันทีที่แห่งนี้น่ากลัวกว่าที่คิด แม้ว่าเขาจะรู้จักชั้นที่เจ็ดเป็นอย่างดีแต่เขากลับรู้เรื่องของแดนมรณะแห่งนี้เพียงน้อยนิด นานจนนับไม่ได้แล้วบรรพชนที่สามารถเข้ามายังแดนมรณะได้ มักจะปิดปากเงียบไม่บอกเล่าเรื่องราวของแดนมรณะให้ผู้ใดฟังเขาจึงรู้เพียงว่าแดนมรณะแห่งนี้เต็มไปด้วยพลังของความตายที่หนาแน่นนอกจากเรื่องนี้แล้ว ก็ไม่รู้อะไรอีกเลย

            “หนี? เกิดอะไรขึ้นที่นี่กันแน่? ที่นี่เป็นเขตหอคอยขัดเกลาของหยาจื้อสิบสามฝ่ายตัวอักษรนี้ก็น่าจะเขียนโดยคนของหยาจื้อสิบสามฝ่าย ตัวอักษรนี้น่าจะเป็นคำเตือนให้กับคนที่พยายามจะเข้าไปในแดนมรณะ”ฉินอวี่พูดกับตนเอง

            “ตรงนั้นมีคนอยู่!”อันดับยี่สิบห้าที่สังหารนกร้ายได้ชี้นิ้วไปในทิศทางหนึ่งด้วยความตกใจพูดออกมาอย่างตกตะลึง

            ทุกคนต่างตกใจและหันศีรษะตามไปตามทางที่อันดับยี่สิบห้าชี้ไปอย่างรวดเร็วแต่กลับมองเห็นร่างอันสูงใหญ่ร่างหนึ่ง ยืนห่างออกไปกว่าร้อยจ้างสถานที่อันแปลกประหลาดแห่งนี้ช่างชวนให้ขนลุกเสียจริง

            “นั่นไม่ใช่คน แต่เป็นก้อนหิน!” อันดับหนึ่งมีพลังการมองเห็นที่แข็งแกร่งเขาจึงพูดอย่างหนักแน่น

            เมื่อทุกคนมองไปให้ดีอีกครั้งกลับพบว่ามันเป็นเพียงหินก้อนหนึ่งจริงๆ เป็นเพราะแสงที่ค่อนข้างสลัวทำให้การมองเห็นของแต่ละคนไม่ชัดเจน และด้วยความสูงใหญ่ของหินก้อนนั้นเมื่อมองออกไปจึงเห็นเป็นรูปร่างมนุษย์คนหนึ่งจริงๆ ไม่เพียงแต่หินก้อนนั้นแม้แต่ก้อนหินที่ตกอยู่โดยรอบ ต่างสามารถมองเห็นเป็นรูปร่างของมนุษย์ได้ในรัศมีร้อยจ้าง

            แม้จะแน่ใจแล้วว่าเป็นก้อนหินจริงๆแต่ความแปลกประหลาดของสถานที่แห่งนี้ทำให้จิตใจของแต่ละคนเหมือนมีหมอกหนาจากนั้นศิษย์คนหนึ่งของเผ่าหยาจื้อก็หัวเราะขึ้น “อันดับยี่สิบห้า ที่แท้เจ้ามันก็ขี้กลัวไปหน่อยแล้วแค่หินก้อนเดียวยังมองเป็นคนเสียได้”

            อันดับยี่สิบห้าเก้อเขินเล็กน้อยยกมือขึ้นลูบศีรษะของตนเอง และจ้องตรงไปยังศิษย์คนนั้นพร้อมพูดว่า“จะโทษข้าได้อย่างไรกัน? ก็ก้อนหินนั่นมันมองแล้วเหมือนคนจริงๆนี่นา”

            “หยุดได้แล้ว ไม่ต้องพูดแล้ว ไปเถอะ” อันดับหนึ่งพูดขึ้นอย่างจริงจังก่อนจะเดินต่อไปทางด้านหน้า

            ทุกคนต่างก้าวไปข้างหน้าอย่างช้าๆและอันดับที่ยี่สิบห้าที่กำลังหงุดหงิดได้จ้องไปยังหินก้อนนั้นก่อนที่จะก้าวออกไปกระทืบพื้น แต่เท้ายังไม่ทันวางถึงพื้น ร่างกายของเขาก็เหมือนถูกฟ้าผ่าจากนั้นจึงค่อยๆ บิดคอ และมองไปทางหินก้อนนั้น ดวงตาทั้งสองเบิกโพลงพูดออกไปด้วยความกลัวอย่างสุดขีด “มัน... มันขยับแล้ว ก้อนหิน...ก้อนหินนั่นมันขยับอีกแล้ว”

            ทุกคนต่างสะดุ้งด้วยความตกใจและมองไปทางหินก้อนนั้นอีกครั้งและเมื่ออันดับสามผู้มีเขาบนศีรษะได้มองไปยังหินก้อนนั้น เขาก็พูดขึ้นพลางขมวดคิ้ว“อันดับยี่สิบห้า เจ้าเป็นอะไร? หินก้อนนั้นไม่เห็นจะขยับตรงไหนเลย?หากเจ้าขี้ขลาดนักก็อยู่ตรงกลางของทุกคนสิมัวแต่ทำอะไรเป็นกระต่ายตื่นตูมไปได้”

            ฉินอวี่ขมวดคิ้วแน่นแต่ไม่ได้พูดอะไรออกไปจากนั้นเขาก็หันไปมองอันดับยี่สิบห้าที่กำลังหวาดกลัวและหันมองหินก้อนนั้นอีกครั้ง ความคิดปรากฏขึ้นมาอย่างรวดเร็วแต่เขาก็เลือกไม่พูดออกมา

            “ข้าไม่ได้ตาลายไปจริงๆ นะ ข้าเห็น... ข้าเห็นว่าคนนั้น... ไม่สิ...หินก้อนนั้นขยับได้ อีกอย่าง... ข้า...ข้ารู้สึกได้ว่าก้อนหินก้อนนั้นกำลังใช้ดวงตาจ้องตรงมาที่ข้า”อันดับยี่สิบห้าพูดด้วยร่างกายสั่นเทา

            แดนมรณะเป็นสถานที่ซึ่งรู้จักกันดีในเผ่าหยาจื้อหลายปีผ่านมาจนนับไม่ได้ มีเหล่าอัจฉริยะต้องตายไปในแดนมรณะของหอขัดเกลาชั้นที่เจ็ดเป็นจำนวนมากในตอนเข้ามานั้น คนของหยาจื้อสิบสามฝ่ายทุกคนต่างรู้สึกกลัวเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นอันดับที่ยี่สิบห้าจึงตื่นตระหนกเช่นนี้

            “พอได้แล้ว คนอื่นไม่มีใครเห็นสักคน เจ้าเห็นอยู่คนเดียวถ้ากลัวมากก็ปิดตาเสียเถอะ” อันดับหนึ่งพูดขึ้นด้วยตนเองราวกับเริ่มหมดความอดทนกับอันดับยี่สิบห้า

            อันดับยี่สิบห้าหน้าซีดเผือดและพยักหน้าทันที และคิดไปว่าตนเองอาจคิดมากเกินไป หากมีแม้หญ้าสักใบที่เคลื่อนไหวไม่มีทางรอดพ้นสายตาของอันดับหนึ่งและอันดับสามได้แน่นอน

            ทุกคนต่างต้องตกใจขึ้นมาเพราะอันดับยี่สิบห้าถึงสองหนโชคดีที่พวกเขาต่างไม่ใช่คนธรรมดาจึงระงับทุกอย่างไว้ในใจและก้าวเดินต่อไปอย่างช้าๆ

            ฉินอวี่เดินตามอยู่ด้านหลังอย่างไม่รีบร้อนสายตาของเขากวาดมองไปโดยรอบ ด้วยระดับการฝึกฝนของอันดับยี่สิบห้าเขาไม่มีทางตาฝาดแน่นอน มันต้องมีเหตุผลอะไรบางอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้ในความคิดของเขาเริ่มประมวลตำราโบราณทุกเล่มที่เขาเคยอ่านมาจากสำนักเทียนฉีเพื่อลองค้นดูว่ามีบันทึกอะไรที่เหมือนกับสถานที่แห่งนี้บ้าง

            ขณะที่ฉินอวี่กำลังคิดทบทวนนั้นทุกคนต่างกำลังเดินไปอย่างช้าๆ และทันใดนั้นก็มีเสียงกรีดร้องดังขึ้น

            “อ๊าก!”

            เสียงดังออกมาจากอันดับยี่สิบห้า!

            สีหน้าของทุกคนเปลี่ยนไปทันทีพลังทั่วร่างกายของเขาปะทุออกมาเกิดเป็นแสงสว่างเบ่งบานราวกับแสงอาทิตย์ที่สาดส่องลงมาบนความมืดสลัวและเมื่อทุกคนได้เห็นอันดับที่ยี่สิบห้า ทุกคนกลับมองเห็นอันดับยี่สิบห้าที่มีดวงตาเบิกโพลงศีรษะนับจากระหว่างคิ้วไปถูกผ่าออกเป็นสองซีกใบหน้าที่ถูกผ่าครึ่งเต็มไปด้วยเลือดและเศษเนื้อ เต็มไปด้วยความสยดสยอง...

            “เตรียมสู้!” อันดับหนึ่งตะโกนอย่างโกรธเกรี้ยวดวงตาทั้งสองเปล่งประกายแสงสีทองราวกับเปลวเพลิงสองกองที่สาดส่องไปทั่วสารทิศ

            “มีคนอยู่!” ทันใดนั้นศิษย์หนุ่มที่หัวเราะอันดับที่ยี่สิบห้าเมื่อครู่นี้ก็พูดขึ้นด้วยความตกใจ

            ในตอนนี้เห็นเพียงเงาร่างจำนวนมากที่ปรากฏขึ้นจากรอบด้านทุกทิศทางและดูเหมือนเงาร่างนั้นจะยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ดูเหมือนจะปรากฏขึ้นมาจากกลางอากาศ

            “เปรี้ยง ตูม ตูม” แดนมรณะที่เต็มไปด้วยความสงบอยู่แต่เดิมเกิดการสั่นสะเทือนขึ้นอย่างรุนแรง เสียงควบม้าดังมาจากระยะไกลและดูเหมือนมีอสูรอำมหิตกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้

            “อย่าโจมตี ย้อนกลับไปทางเดิม!” ฉินอวี่เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ก่อนจะตะโกนขึ้นมาเสียงดัง พูดจบ ก็รีบวิ่งย้อนกลับไปทางทะเลหินหนืดทันที

            “พยนต์มรณะ พยนต์มรณะจริงด้วย!”

    คล้ายกับเรื่องจุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】 ที่คุณอ่าน