เพียงชายารักพึงใจล้วนดีงาม(อ่านฟรี)

    บทที่ เก้าสิบสอง เปิดการไต่สวน

     

    บทที่ เก้าสิบสอง

     

    เช้าวันถัดมาศาลสอบสวนกลางกรมพิธีการ กรมวัง ศาลต้าหลี่และกรมสอบสวนต่างทยอยส่งผู้แทนเข้าร่วมไต่สวนพร้อมหน้าตามหมายรับสั่งบนอัฒจันทร์สูงเทียนหลงฮ่องเต้ประทับอยู่ในอาภรณ์สีเข้มดุจหมึกปักลายมังกรห้าเล็บกายสงบราวศิลากลางลำธาร ใบหน้าเรียบนิ่งคล้ายยากหยั่งความคิด

    ด้านล่างขุนนางมากหน้ากระจายกันนั่งตามตำแหน่งบางคนหน้าเคร่งเครียด บางคนแฝงแววกระหาย และบางคนดูเฉยชา แต่แววตาล้วนจับจ้องรอคอยผลการตัดสินต่อข้อกล่าวหาที่ใหญ่ยิ่งว่าด้วยกบฏแฝงตัวในวังหลัง

    ข้าราชการกรมสอบสวนก้าวออกมากลางห้องก่อนจะโค้งคำนับถวายรายงานสองมือยกหีบไม้ดำสนิทขึ้นเปิดออกอย่างระมัดระวัง

    “ขอพระราชทานถวายหลักฐานมัดตัวพระชายา..จดหมายจำนวนสามฉบับต้นฉบับล้วนเป็นลายมือของพระชายาชิงเฟย เนื้อความระบุชัดเจนว่าติดต่อกับซีเป่ยบอกเล่าสถานการณ์ในวังหลวง รวมถึงการเข้าใกล้ฝ่าบาทเพื่อใช้ตำแหน่งนี้เอื้อประโยชน์แก่ซีเป่ยและเผ่าซาเฟิง”

    เสียงพูดของเจ้ากรมสอบสวนเรียบนิ่งแต่เมื่อจบคำก็เกิดเสียงฮือฮาแผ่วๆ ทั่วห้องโม่เหวินหานยื่นมือออกรับจดหมายนั้นจากหลี่ต้ากงขันทีคนสนิทเขาเปิดอ่านทีละแผ่น เงียบงันตลอดครู่หนึ่ง

    ตัวอักษรบนแผ่นกระดาษดูเรียบร้อยสะอาดตา เส้นฝีมือแม้ไม่ถึงกับละเมียดของผู้ฝึกวรรณกรรมชั้นสูงแต่กลับมีความประณีตถึงเจ็ดส่วนคล้ายอักขระของหลิวชิงเซียงจริงดวงตาพระองค์จับพินิจแทบทุกขีด ทุกย่อหน้า

    “ลายมือเช่นนี้..” พระองค์พึมพำเบาๆขณะขมับกระตุกเล็กน้อย

    เขาเคยเห็นลายมือหลิวชิงเซียงบนจดหมายและบันทึกเล็กๆที่นางเขียนให้คนในตำหนัก แม้ไม่ได้เขียนบ่อยหรือฝึกคัดบรรจงเฉกเช่นสตรีรักวรรณศิลป์แต่กลิ่นอายเฉพาะตัวย่อมไม่อาจเลียนแบบได้หมด

    ‘ฉะนั้นเจ็ดถึงแปดส่วน..มันใกล้เกินไป’ ในใจรู้ทันทีว่ามีคนในตำหนักฟู่ตงแอบลอบนำลายมือของนางไปเป็นต้นแบบ การเลียนลายมือนั้นใช้เพียงจดหมายเพียงไม่กี่ฉบับย่อมเป็นไปไม่ได้ ต้องมีผู้ร่วมรู้เห็นอย่างใกล้ชิดจึงทำจนเลียนได้อย่างแนบเนียน

    โชคยังดีที่หลิวชิงเซียงหาใช่สตรีสนใจจดจำเนื้อคำไม่ฝึกคัดอักษรเป็นกิจวัตร หากเป็นหญิงที่รักการเขียนตัวอักษร คงมีต้นแบบจนถูกเลียนแบบเหมือนได้หมดแล้ว

    เขาเงยหน้าขึ้นจากกระดาษเอ่ยเสียงหนัก “หลักฐานเหล่านี้..พวกเจ้าระบุว่าได้มาจากที่ใด?”

    เจ้ากรมสอบสวนขยับตัวเล็กน้อยก่อนจะตอบ“เป็นสายของกรมที่ได้จากเส้นทางขนส่งทางเหนือระหว่างขบวนการลักลอบสินค้าได้ตรวจสอบแล้วเป็นของจริงมีตราซีเป่ยและข้อความสื่อสารกลับมาจากทางโน้นด้วยพ่ะย่ะค่ะ”

    เขายกอีกแผ่นขึ้นแสดงต่อผู้ในห้อง“ในจดหมายนั้นทางซีเป่ยมีการระบุชัดเจนว่าให้ชิงเฟยลอบเข้าห้องทรงงานของฝ่าบาทเพื่อสืบกลศึกเตรียมการรบล่วงหน้า..”

    เมื่อหลี่ต้ากงนำจดหมายนั้นส่งต่อให้ฮ่องเต้ทันทีที่โม่เหวินหานกวาดตามองเนื้อความ สีหน้าก็เปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดดวงตาวาวโรจน์ขึ้นในบัดดล

    คำสั่งตรงไปตรงมาราวกับจดหมายราชการทั้งยังมีตราประทับเขาวางกระดาษลงบนโต๊ะไม้เสียงแผ่ว แต่น้ำเสียงกลับชัดเจนดังทั่วห้อง

    “ไม่คิดว่าซีเป่ยก็โง่งมเช่นนี้ผู้ที่เขียนจดหมายเหล่านี้สมองมีแต่ขี้เถ้าหรือไร?” เสียงทั่วศาลสงัดลงในพริบตาไม่มีแม้เสียงหายใจดัง “จดหมายลับเพื่อวางแผนรบคิดทำลายราชสำนัก แต่กลับกล้าเขียนเนื้อหาตรงชัด ทั้งเอ่ยนามชิงเฟยทั้งระบุห้องทรงงาน แล้วก็บอกให้ลอบดูแผนกลศึก..พวกมันอยากจะให้โลกทั้งใต้หล้ารู้ด้วยเลยหรือ?”

    เขากวาดสายตามองขุนนางฝ่ายสอบสวนเรียงทีละคนสายตาเยียบเย็นราวน้ำแข็งที่กัดกระดูก “ขนาดจดหมายรักจะส่งให้ชู้ยังต้องตีความกันวุ่นวายเกรงว่าผู้อื่นที่ได้ไปจะล่วงรู้ นี่จดหมายระดับสงครามระหว่างแคว้นจริงหรือ..หึ”

    หลังหัวเราะอย่างเยาะเย้ยแล้วก็กล่าวต่อ“เช่นนั้น..จับตัวผู้ส่งสารไว้ได้หรือไม่?”

    เจ้ากรมสอบสวนที่ถูกจ้องหน้าโดยตรงตัวแข็งทื่อไปชั่วขณะคิ้วกระตุกน้อยๆ ก่อนเสียงตะกุกตะกักจะเอ่ยออกมา “พะ..พ่ะย่ะค่ะ..สายของศัตรูรู้ว่าทำหน้าที่ไม่สำเร็จจึง..จึงกินยาพิษสังหารตัวตายแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

    โม่เหวินหานหรี่ตาลงมือค่อยๆ ขยับจดหมายนั้นจนพับเรียบร้อย วางลงอย่างสงบ “เช่นนั้น..ไปนำศพมันมา” เสียงนั้นไม่ได้สูงหากแต่รุนแรงยิ่งกว่าคำดุด่าหลายร้อยคำ

    ขุนนางกรมสอบสวนมองหน้ากันเลิ่กลั่กทุกคนต่างคิดว่าเรื่องนี้จบลงเพียงแค่เนื้อหา ไม่คาดคิดว่าฮ่องเต้จะสั่งให้นำศพมาด้วยไม่มีผู้ใดเอ่ยอะไร ความเงียบในห้องกลับมาอีกครั้งแต่หนักหนายิ่งกว่าก่อนหน้า

    “หากพวกเจ้าบอกว่าสารเป็นของจริง..ศพที่ส่งสารก็ต้องมีจริงพรุ่งนี้นำศพมาเปิดไต่สวนใหม่ต่อหน้าเราที่นี่อีกครั้ง!” เสียงนั้นประกาศดั่งทุบฆ้องทองคำบัญชาถูกตอกตรึงไว้ในใจทุกคน

    โม่เหวินหานลุกขึ้นยืนอย่างสง่างามอาภรณ์มังกรสะบัดปลิวตามแรงก้าว “การไต่สวนวันนี้ยุติ!”

    เมื่อเสด็จกลับถึงห้องทรงงานร่างในอาภรณ์ดำลายมังกรนั้นก้าวเข้ามาด้วยฝีเท้าสงบนิ่ง ทว่าหน้าผากของโม่เหวินหานยังคงเครียดตึงจากเรื่องที่เพิ่งจบลงในศาลไต่สวนเมื่อครู่เขาสะบัดชายเสื้อคลุมนั่งลงบนเก้าอี้ตัวหลัก มือเรียวยกพัดกระดาษมาหนึ่งเล่มใช้เคาะเบาๆ กับมุมโต๊ะไม้จันทน์อันคุ้นเคยระหว่างคิด

    “เจียงเจีย” พระองค์เอ่ยเรียกด้วยเสียงแผ่ว

    บุรุษในอาภรณ์สีหมึกที่เฝ้าอยู่มุมห้องค้อมกายรับคำทันทีก่อนจะก้าวออกมาประสานมือ “พ่ะย่ะค่ะ?”

    “ไปค้นให้เจอ..คนที่ทรยศในตำหนักฟู่ตง” สุ้มเสียงของฮ่องเต้ราบเรียบแต่เฉียบคมจนคนฟังเย็นสันหลัง “ผู้ใดสามารถเข้าถึงตำหนักในได้ใกล้ตัวชิงเฟยพอจะลอบนำลายมือของนางออกไปใช้ ต้องเป็นคนในแน่นอนหากไม่มีใครพอหาตัวได้ก็ให้ไล่ตรวจคนที่เพิ่งถูกย้ายจากตำหนักนี้ไปตำหนักอื่นช่วงเดือนมานี้หรือผู้ที่เพิ่งถูกส่งเข้ามาใหม่ ดูว่าพวกนั้นเกี่ยวข้องกับตำหนักใด..”

    พระหัตถ์ที่ถือพัดเคาะโต๊ะพลันหยุดลงดวงตาคมดั่งเหยี่ยวตวัดมองเจียงเจีย “กรมวังก็ด้วยต้องรู้เห็นแน่นอน..ไปสืบต่อให้ถึงว่าใครกล้าติดสินบนเจ้าหน้าที่กรมวังได้กล้าดีเกินไปแล้ว”

    เจียงเจียประสานมืออีกครั้งค้อมตัวลึก “กระหม่อมรับคำสั่ง”กล่าวจบแล้วก็ผละออกจากห้องไปเงียบๆเงาร่างกลืนหายไปกับแสงสลัวบริเวณประตูหลัง

    ไม่นานหลังจากนั้นนักหลี่ต้ากงก็เข้ามาแจ้งว่าเฉียนอ๋องมาถึงแล้วโม่เหวินรีบสั่งให้เขาเข้ามาทันที

    เฉียนอ๋องก็ปรากฏตัวหน้าห้องบ่าแผ่ตรงดวงหน้าคมยังคงแฝงแววกังวล ในมือของเขาถือห่อผ้ายาวไหมสีแดงเลือดนกเนื้อดีห่อไว้อย่างประณีตแน่นหนา

    “กระหม่อมขอเข้าเฝ้าเวลานี้ไม่เป็นการรบกวนใช่หรือไม่?” เฉียนอ๋องกล่าวก่อนจะก้าวเท้าเข้ามาให้ห้องทรงงาน

    โม่เหวินหานเพียงโบกมือให้เขาเข้ามาเฉียนอ๋องเดินมาถึงตรงหน้าแล้วยื่นห่อผ้าดังกล่าวให้ด้วยสองมืออีกฝ่ายจึงรับด้วยตัวเอง เขาเปิดผ้าออกช้าๆ ท่ามกลางสายตาของอีกฝ่ายเมื่อเปิดออกดูภายในห่อผ้าคือสมุดคัดลอก

    หลังเปิดดูด้านในก็พลันปรากฏรอยยิ้มบางผุดขึ้นบนใบหน้าพระองค์“ดีมาก” เสียงที่เอ่ยสั้นนั้นบ่งบอกความพึงใจชัดเจน

    “หลี่ต้ากง” พระองค์เรียกขันทีคนสนิทที่เฝ้าอยู่เงียบๆด้านข้าง “เอาไปเก็บให้ดี”

    หลี่ต้ากงรับห่อผ้านั้นด้วยความเคารพแล้วถอยออกไปวางในหีบล็อกทองแดงอย่างระมัดระวัง

    เฉียนอ๋องยังคงยืนอยู่ที่เดิมก่อนจะเอ่ยเสียงเคร่ง“วิธีนี้..จะได้ผลหรือพ่ะย่ะค่ะ?”

    โม่เหวินหานถอนหายใจเบาๆก่อนจะตอบ “หากจะชิงตัวนางออกจากกรมสอบสวนต้องลบข้อกล่าวหาเรื่องซีเป่ยเสียก่อนเรื่องอื่นน่ะจัดการได้ง่ายกว่า”

    ดวงตาพระองค์เหลือบไปมองม่านบังแสงด้านหนึ่งที่รับแดดยามสายสีของท้องฟ้าในยามนี้เจือขุ่น เริ่มเผยวี่แววฤดูหนาวที่ใกล้เข้ามา “อากาศก็เริ่มเย็นลง..เราต้องพานางออกจากกรมสอบสวนให้เร็วที่สุดอีกทั้งยิ่งอยู่นานยิ่งเพิ่มโอกาสที่พวกมันจะใช้วิธีสกปรก”

    ก่อนจะสะบัดมาถามอีกคน“เรื่องที่เราสั่งให้จัดการเมื่อวานก่อนทำหรือยัง?”

    หลี่ต้ากงที่ยืนอยู่อีกฝั่งหนึ่งรีบก้าวมาค้อมกายตอบทันที“กระหม่อมจัดการเรียบร้อยแล้วพ่ะย่ะค่ะเสื้อคลุมขนเสือขาวจากต้าฉู่ เครื่องนุ่งห่มเพิ่มสำหรับกันลมหนาวอาหารร้อนที่จัดให้ทุกวันและยังมีองครักษ์พิเศษประจำการเพื่อกันนักโทษหลบหนีด้วยพ่ะย่ะค่ะไม่มีสิ่งใดตกหล่นแม้แต่เศษหนึ่งส่วน”

    เฉียนอ๋องเลิกคิ้วขณะฟังสีหน้าฉายแววสงสัย “กันนักโทษหลบหนี?”

    หลี่ต้ากงแย้มรอยยิ้ม“ในกรมสอบสวนมิได้ใช้เพียงคำถามเท่านั้นสถานที่แห่งนั้นมีวิธีมากมายเกินคาดคิด องครักษ์ที่วางไว้ใช่ว่าเฝ้าผู้ต้องขังเพื่อกันหนีอย่างเดียว”

    เฉียนอ๋องฟังแล้วพลันสีหน้าฉายความเข้าใจพยักหน้าช้า เพื่อกันไม่ให้มีการใช้ทัณฑ์ทรมานสินะ เขาจีงเอ่ยออกมา “ฝ่าบาททรงเป็นห่วงถึงเพียงนี้ชิงเฟยคงซาบซึ้งในพระเมตตาอย่างยิ่ง” คำพูดของเขาจริงใจน้ำเสียงไม่มีแววล้อเลียน

    ทว่าโม่เหวินหานกลับหัวเราะขึ้นเบาๆเสียงหัวเราะนั้นเย็นๆ แต่แฝงความเอ็นดู “นางน่ะหรือ..” พระองค์เหลือบตามองออกนอกหน้าต่างดวงตายังมีรอยยิ้มอยู่ที่หาง “ข้าเชื่อว่าวาจานางคงกำลังบริภาษเราสารพัดอยู่เสียมากกว่า”

    เฉียนอ๋องถึงกับหลุดยิ้มบางรอยขมวดคิ้วเมื่อครู่พลันคลายลง แสงแดดสาดลอดหน้าต่างกระทบทั้งสองร่างที่สนทนาเสียงพูดคุยค่อยๆ เบาบางลง

    ...

    ยามราตรีมาเยือนในกรมสอบสวนมืดทึบกว่าทั่วไป แม้เพียงคบไฟเล็กๆที่วางห่างกันทุกสองช่วงคนยังดูอ่อนโรยแสงกว่าปกติบรรยากาศภายในเรือนคุมขังซึ่งปูด้วยอิฐหยาบและผนังหินเปลือยชื้นเย็นนั้นอบอวลด้วยกลิ่นอับผสมกลิ่นธูปที่ไม่รู้ว่ามาจากไหน

    ห้องคุมขังซึ่งแต่เดิมว่างเปล่าบัดนี้กลับมีสตรีสามคนร่วมอยู่ภายใน แม้จะมิใช่ห้องมืดโสโครกระดับล่างแต่ก็หาใช่ที่ซึ่งหญิงชั้นในคุ้นเคยกระทั่งพื้นก็ยังมีเพียงฟางแห้งวางตะแคงอยู่กระจัดกระจาย

    กลางห้องคือหลิวชิงเซียงในอาภรณ์เรียบผ้าคลุมขนสัตว์ปูอยู่บนพื้นอย่างตั้งใจโดยมือของสองนางกำนัล อิงหลานและฟ่านหรูขณะนี้ทั้งสองกำลังกระเถิบเสื้อคลุมผืนหนาอีกผืนมาเสริมเป็นหมอนนางกำนัลทั้งคู่ต่างมิกล่าวสิ่งใด เพียงช่วยกันจัดที่นอนอย่างเงียบเชียบทว่ามือที่เรียบลื่นของพวกนางกลับเผยให้เห็นรอยแดงระหว่างนิ้วอันเกิดจากการช่วยงานระหว่างวัน

    “เสร็จแล้วเพคะ” อิงหลานเอ่ยเสียงแผ่วขณะลุกขึ้นแล้วหันมาหาผู้เป็นนาย

    “พระชายามาพักก่อนเถิดเจ้าค่ะ” ฟ่านหรูกล่าวพลางยกชายกระโปรงขึ้นเช็ดฝุ่นเล็กๆที่หล่นจากผนัง

    หลิวชิงเซียงยืนนิ่งอยู่ข้างประตูเหล็กเงาของแสงตะเกียงทอดยาวลงตามลำตัว ผมยาวสีดำถูกรวบไว้หลวมๆนางเหลือบตามองเสื้อคลุมขนสัตว์ที่ถูกปูไว้บนพื้นแข็ง ใจก็พลันหดแคบลง “ข้ายังไม่ง่วงหรอก พวกเจ้าพักเถิด” นางกล่าวเสียงเบาพลางก้มหน้าลงเช่นเดิม

    “หากชิงเฟยยังไม่พักหม่อมฉันสองคนจะหลับได้อย่างไรเพคะ” อิงหลานยิ้มบางๆกล่าวพลางเดินเข้ามาใกล้

    “ใช่เจ้าค่ะหากพระชายายังนั่งเหม่อเช่นนี้ พวกหม่อมฉันก็กังวลถึงสุขภาพของพระชายาจนหลับไม่ลง” ฟ่านหรูเสริมพร้อมทำหน้ากังวลแม้จะพูดคล้ายล้อเล่น แต่แววตากลับจริงจังยิ่ง

    หลิวชิงเซียงถอนหายใจเบาๆเป็นครั้งที่สอง “ข้าขอโทษ..ที่ต้องทำให้พวกเจ้าต้องมารับเคราะห์เพราะข้าไปด้วย” เสียงนั้นเจือด้วยความรู้สึกผิดจนสัมผัสได้“หากไม่มีข้าเจ้าทั้งสองคงไม่ต้องมาอยู่ที่นี่ ไม่ต้องเผชิญอากาศเย็นในสถานที่อับชื้นเช่นนี้”

    “อย่าพูดเช่นนั้นเลยเพคะ” ฟ่านหรูสั่นศีรษะเร็วๆพร้อมนั่งลงข้างนาง

    “พระชายาเป็นนายหญิงที่ดีที่สุดเท่าที่หม่อมฉันเคยรับใช้มาแล้วเจ้าค่ะทั้งเมตตาใจดี พวกเรามีข้าวปลากินอาหารดีๆ อิ่มทุกวัน ยิ่งกว่าคือไม่เคยลงโทษพวกเราเลย”

    “ยามที่พระชายาถูกกล่าวหาพวกหม่อมฉันก็สมควรอยู่เคียงข้าง เช่นนี้ถึงเรียกว่าภักดี” อิงหลานเสริมเสียงนุ่ม

    หลิวชิงเซียงหันมามองทั้งสองแววตาสะท้อนในแสงตะเกียง “พวกเจ้าศรัทธาในตัวข้าถึงเพียงนี้เชียวหรือ?”

    อิงหลานกับฟ่านหรูพยักหน้าพร้อมกันทันที

    “แน่นอนเจ้าค่ะ” ฟ่านหรูว่า “เรารู้ว่าพระชายาไม่มีทางคบคิดกับซีเป่ยเรื่องทั้งหมดที่กล่าวหานั้นฟังยังไงก็เป็นเล่ห์เหลี่ยมที่วางไว้ตั้งแต่ต้น”

    “อีกทั้งตอนนี้ฝ่าบาทคงกำลังหาทางช่วยเหลือพระชายาอยู่แน่นอนเพคะ” อิงหลานเสริมหวังให้ผู้เป็นนายเบาใจขึ้นบ้าง

    หลิวชิงเซียงที่ได้ฟังประโยคนั้นถึงกับสะบัดหน้าหนีพลางทอดสายตามองออกไปยังช่องหน้าต่างเล็กบนผนัง กรอบไม้เต็มไปด้วยฝุ่นนางแค่นเสียงเบาๆ ในลำคอ ริมฝีปากเหยียดขึ้นนิดหนึ่งราวกับเย้ยหยัน “เขาจะช่วยจริงหรือ? ข้ารออยู่ที่นี่หลายวันแล้วขนาดหลี่ต้ากงยังมาเยี่ยมได้ แต่เขากลับไม่โผล่มาสักครั้ง..”

    แม้คำพูดจะน้อยอกน้อยใจแต่เสียงนั้นมิได้กล่าวด้วยโทษโกรธแต่เต็มไปด้วยความรู้สึกคิดถึงเสียด้วยซ้ำ

    ฟ่านหรูทำท่าจะเอ่ยบางอย่างทว่าก็ถูกอิงหลานสะกิดแขน พร้อมกับส่ายหน้าน้อยๆ ทั้งสองจึงได้แต่นิ่งเงียบไม่กล่าวสิ่งใด

    ในขณะที่หลิวชิงเซียงยังคงเหม่อมองดาวเหมือนจะมองหาอะไรสักอย่างที่อยู่เหนือท้องฟ้าทึบดำ

    มือข้างหนึ่งค่อยๆยกขึ้นแตะที่ปิ่นที่ปักอยู่ในมวยผมของนาง ปิ่นที่เขามอบให้นาง นิ้วเรียวไล้เบาๆตามแนวเส้นสลักเล็กจิ๋วที่ด้านข้าง จากนั้นจึงเลื่อนลงมาลูบชายอาภรณ์สีสะอาด อาภรณ์นี้ย่อมไม่ใช่ของกรมสอบสวนคงถูกส่งมาจากเขาเป็นแน่ ทั้งผ้าห่มและอาหารร้อน

    แม้นางจะเอ่ยถ้อยตัดพ้อไปก่อนหน้าแต่ในใจนั้นย่อมรู้ดีว่า การไม่มาเยี่ยมนั้นคือสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว

    นางยังตกเป็นผู้ต้องสงสัยหากฮ่องเต้เสด็จมาเยี่ยมในยามนี้เพียงเดินเข้าเรือนกักขังก็คงกลายเป็นเหยื่อกล่าวหาอีกข้อที่ว่าหญิงใช้เสน่ห์ล่อลวงพระราชาชักชวนให้หลงลืมราชกิจจนความคิดมืดบอดปล่อยปละการรุกรานของศัตรูที่กำลังเกิดขึ้น

    หากเขายังรักษาสติปัญญาไว้ได้ในยามหลงรักก็ต้องไม่เดินเข้ากับดักของศัตรูด้วยตัวเอง บางครั้งการไม่ปรากฏตัว ก็ส่งคำยืนยันมาเป็นรูปแบบอาภรณ์ใหม่และอาหารโอชะ

     

     

    คล้ายกับเรื่องเพียงชายารักพึงใจล้วนดีงาม(อ่านฟรี) ที่คุณอ่าน