เยว่ซินเดินออกจากใจกลางเมืองชิงเฟิงด้วยฝีเท้าที่เชื่องช้าราวกับคนละเมอ เสียงจอแจของผู้คนในตลาด เสียงพ่อค้าที่ะโโหวกเหวก และกลิ่นอาหารที่เคยดูน่าตื่นตาตื่นใจในครั้งก่อน บัดนี้กลับดูจืดชืดและห่างไกลออกไปราวกับเป็โลกคนละใบ
จิตใจของเธอยังคงวนเวียนอยู่กับภาพของหอการค้าสมบัติฟ้าที่โอ่อ่า และบทสนทนาของผู้บำเพ็ญเพียรที่แต่งกายหรูหราเ่าั้ ยาเม็ดรากฐานิญญา ไข่อสูรงูเหินวายุ และสกุลเงินที่เธอไม่เคยได้ยินมาก่อน หินิญญาระดับกลาง!
เธอเคยคิดว่าเงินสี่สิบตำลึงเงินที่เธอหามาได้นั้นคือความมั่งคั่ง คือหลักประกันที่จะทำให้ครอบครัวของเธอสุขสบายไปได้อีกนาน แต่ตอนนี้เธอตระหนักแล้วว่า เงินที่เธอมีอยู่ทั้งหมดนั้น ในสายตาของผู้บำเพ็ญเพียรที่แท้จริง มันคงมีค่าไม่ต่างอะไรกับเศษธุลินดินที่ติดอยู่ปลายรองเท้าของพวกเขา
โลก มันกว้างใหญ่กว่าที่ข้าคิดไว้มากนัก
ความคิดนี้ทำให้เธอรู้สึกตัวเล็กและไร้พลังขึ้นมาอย่างจับใจ แต่ในขณะเดียวกัน มันก็ไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกท้อแท้สิ้นหวัง ตรงกันข้าม มันกลับจุดประกายไฟแห่งความทะเยอทะยานที่เธอไม่เคยมีมาก่อนขึ้นมาอย่างเงียบงัน
ความฝันของเธอไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป เธอยังคงปรารถนาชีวิตที่สงบสุข ปลอดภัย และอิ่มท้องสำหรับครอบครัวของเธอ ชีวิตแบบ "ปลาเค็ม" ที่ไม่ต้องไปแข่งขันแก่งแย่งกับใคร แต่ตอนนี้เธอเข้าใจแล้วว่า
ชีวิตที่สงบสุขไม่ใช่สิ่งที่ได้มาโดยบังเอิญ แต่มันคือสิ่งที่ต้องสร้าง 'ปราการ' ที่แข็งแกร่งพอที่จะปกป้องมันไว้
และอิฐที่จะใช้สร้างปราการนั้น ก็คือ "พลัง" และ "ทรัพยากร" ที่แท้จริง ไม่ใช่แค่เหรียญเงินหรือเหรียญทอง แต่เป็ "หินิญญา" สกุลเงินสากลของโลกแห่งผู้บำเพ็ญเพียร
เป้าหมายของเธอยกระดับขึ้นในทันที จากเดิมที่เพียงแค่ "หาเงินซื้อยาให้แม่" ได้กลายเป็ "หาเงินให้มากพอที่จะซื้อหินิญญา"
หินิญญาไม่เพียงแต่เป็เงินตรา แต่ยังเป็แหล่งพลังงานบริสุทธิ์ที่สามารถใช้เร่งการบำเพ็ญเพียรของเธอให้รวดเร็วยิ่งขึ้นไปอีกได้ หากเธอแข็งแกร่งขึ้น เธอก็จะสามารถปกป้องครอบครัวได้ดียิ่งขึ้น ปกป้องความลับของเธอได้ดียิ่งขึ้น และบางที อาจจะสามารถค้นหาความจริงเกี่ยวกับการหายตัวไปของพ่อได้
แล้วเด็กสาวชาวบ้านจนๆ อย่างเธอจะไปหาหินิญญามาจากที่ไหน?
คำตอบนั้นชัดเจน มันอยู่ในถุงผ้าสามใบที่เธอซ่อนไว้ในอกเสื้ออย่างดี เมล็ดพันธุ์หญ้าจันทรา นั่นคือหนทางเดียวของเธอที่จะก้าวเข้าไปสู่โลกใบนั้น
หนึ่งสัปดาห์ผ่านไป
หลังจากที่แน่ใจแล้วว่าการเฝ้าจับตามองจากกลุ่มของหวังหู่ได้ยุติลงโดยสมบูรณ์ เยว่ซินก็กลับสู่กิจวัตรการเข้าถ้ำลับของเธออีกครั้ง แต่คราวนี้หัวใจของเธอเต็มไปด้วยความคาดหวังและความประหม่าที่มากกว่าเดิม
ทันทีที่ก้าวผ่านม่านน้ำตกเข้าไป กลิ่นหอมจางๆ ของพลังชีวิตก็ลอยมาปะทะจมูกของเธอ
เธอมองไปยังแปลงดินที่เธอได้หว่านเมล็ดหญ้าจันทราเอาไว้ แล้วดวงตาของเธอก็เบิกกว้างขึ้นด้วยความยินดี
ยอดอ่อนเล็กๆ จำนวนนับไม่ถ้วนได้แทงทะลุดินขึ้นมาแล้ว! แต่พวกมันไม่ใช่ยอดอ่อนสีเขียวธรรมดา ลำต้นของพวกมันมีสีเขียวเข้มราวกับมรกต และที่น่าอัศจรรย์ใจที่สุดคือใบเลี้ยงคู่เล็กๆ ของพวกมันนั้นมี ประกายสีเงินยวงปรากฏขึ้นเป็เส้นบางๆ แล้ว ั้แ่ยังเป็เพียงต้นอ่อน!
แปลงดินทั้งแปลงส่องประกายสีเงินระยิบระยับอยู่ภายใต้แสงที่ส่องลอดเข้ามาในถ้ำ ดูงดงามและน่าอัศจรรย์ใจอย่างยิ่ง
"งอกแล้ว! งอกจริงๆ ด้วย!" เธอนั่งยองๆ ลงข้างแปลงดินอย่างตื่นเต้น ใช้ปลายนิ้วััยอดอ่อนต้นหนึ่งอย่างแ่เบาที่สุด เธอััได้ถึงพลังชีวิตอันมหาศาลที่อัดแน่นอยู่ภายในต้นอ่อนเล็กๆ เหล่านี้ มันแตกต่างจากพลังของผักิญญาโดยสิ้นเชิง
เยว่ซินไม่รอช้า เธอเดินลึกเข้าไปในถ้ำ ผ่านช่องทางลับที่เธอค้นพบ เข้าไปสู่ถ้ำวงกลมเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ ที่ตั้งของ "บ่อน้ำทิพย์ิญญา"
เธอใช้กระบอกไม้ไผ่ที่เตรียมมาค่อยๆ ตักน้ำใสสะอาดที่เปี่ยมไปด้วยพลังิญญาบริสุทธิ์ขึ้นมาอย่างระมัดระวัง น้ำในกระบอกส่องประกายจางๆ ราวกับมีละอองดาวลอยอยู่ภายใน
เธอนำน้ำิญญากลับมาที่แปลงเพาะปลูก แล้วเริ่มรดน้ำให้กับต้นอ่อนของหญ้าจันทราอย่างช้าๆ และประณีต
ปรากฏการณ์ที่น่าทึ่งก็เกิดขึ้น
ทันทีที่หยดน้ำิญญาัักับใบอ่อน พวกมันก็ดูดซับน้ำเข้าไปอย่างรวดเร็วราวกับฟองน้ำที่กระหายน้ำ จากนั้นประกายสีเงินบนเส้นใบของพวกมันก็ดูจะสว่างและชัดเจนขึ้นเล็กน้อยในทันที! ต้นอ่อนที่เคยดูบอบบางก็ดูแข็งแรงและมีชีวิตชีวาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
"ได้ผลจริงๆ ด้วย!"
การผสมผสานกันระหว่างพลังิญญาที่บริสุทธิ์ของเธอ, เมล็ดพันธุ์ชั้นดี, "ศิลปะแห่งการบ่มเพาะ", และน้ำทิพย์ิญญา ได้สร้างสภาพแวดล้อมในการเจริญเติบโตที่สมบูรณ์แบบที่สุดขึ้นมา
เยว่ซินใช้เวลาตลอด่บ่ายไปกับการดูแลเอาใจใส่สมบัติล้ำค่าของเธอ เธไม่ได้ทำตามตำราอย่างเดียวอีกต่อไป แต่เริ่มใช้สัญชาตญาณของเธอ เธอรู้สึกได้ว่าต้นอ่อนต้นไหน้าน้ำเพิ่ม ต้นไหน้าพลังงานธาตุไม้มากขึ้น เธอรู้สึกราวกับว่าตัวเองสามารถ "พูดคุย" กับพวกมันได้ ความผูกพันกับธาตุไม้ของเธอกำลังลึกซึ้งยิ่งขึ้นในทุกๆ วันที่ผ่านไป
แต่ในขณะที่ความหวังใหม่กำลังเติบโตขึ้นในถ้ำลับ ความกังวลเก่าๆ ที่บ้านก็กลับมาเยือนอีกครั้ง
หลายสัปดาห์ที่ผ่านมา สุขภาพของเยว่หลานดูเหมือนจะคงที่ นางไม่มีอาการทรุดลง แต่ก็ไม่ได้ดีขึ้นไปกว่านี้แล้ว ยาบำรุงราคาแพงจากในเมืองนั้นทำได้เพียงแค่ "ประคับประคอง" อาการของนางเอาไว้ ไม่ได้รักษาให้หายขาดถึงต้นตอของโรค
เย็นวันหนึ่ง ขณะที่กำลังทานอาหารเย็น เยว่หลานก็เกิดอาการไออย่างรุนแรงขึ้นมากะทันหัน
"แค่ก! แค่ก! แค่กๆๆ!"
นางไอจนตัวโยน ใบหน้าที่เริ่มมีสีเืฝาดกลับซีดเผือดลงในทันที เยว่ซินรีบเข้าไปลูบหลังให้มารดาด้วยหัวใจที่หล่นวูบ ภาพนี้ มันช่างเหมือนกับวันเก่าๆ ที่น่าหวาดกลัวเหลือเกิน
"ท่านแม่! เป็อย่างไรบ้างเ้าคะ?!"
"แค่ก ไม่ ไม่เป็ไรลูก" เยว่หลานพูดเสียงแหบพร่าหลังจากที่อาการไอเริ่มสงบลง "แม่แค่ สำลักน่ะ"
แต่เยว่ซินรู้ดีว่านั่นไม่ใช่การสำลัก มันคืออาการของโรคที่ยังคงกัดกินร่างกายของแม่เธออยู่ภายใน ยาที่เธอซื้อมานั้นเป็เพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้น
คืนนั้น เยว่ซินนอนไม่หลับอีกครั้ง ความรู้สึกไร้พลังกลับมาเกาะกุมหัวใจของเธออีกครั้ง เงิน แม้เธอจะหาเงินได้มากขึ้น แต่มันก็ยังไม่พอที่จะซื้อยาที่สามารถ "รักษา" แม่ของเธอให้หายขาดได้จริงๆ
เธอนั่งขัดสมาธิอยู่ในความมืด ความคิดฟุ้งซ่านไปหมด เธอมองไปยังกะหล่ำปลีิญญาที่เหลืออยู่หัวหนึ่งซึ่งเธอเก็บไว้กินเอง มันเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิต แต่การกินเข้าไปตรงๆ นั้นทำให้ร่างกายดูดซับพลังงานได้เพียงส่วนน้อยเท่านั้น ส่วนใหญ่จะสูญสลายไปในกระบวนการย่อย
ทันใดนั้นเอง เธอก็นึกถึงเนื้อหาบทหนึ่งในตำรา "ศิลปะแห่งการบ่มเพาะ" ที่เธอเคยอ่านผ่านๆ มันเป็บทสั้นๆ ที่อยู่ท้ายเล่ม มีหัวข้อว่า "การสกัดแก่นแท้แห่งพฤกษา"
มันไม่ใช่วิชาปรุงยาที่ซับซ้อน แต่เป็เพียงวิธีการพื้นฐานในการใช้พลังิญญาเพื่อสกัดเอา "ของเหลว" ที่เป็แก่นพลังชีวิตของพืชออกมาโดยตรง
ถ้า ถ้าข้าสกัดแก่นแท้ของผักิญญาพวกนี้ออกมาให้ท่านแม่ดื่มโดยตรงล่ะ?ความคิดนั้นผุดขึ้นมาอย่างกล้าๆ กลัวๆ มันอาจจะ มีพลังมากกว่าการกินเข้าไปทั้งหัวก็ได้?
วันต่อมา ณ ถ้ำลับ
หลังจากที่ดูแลต้นอ่อนหญ้าจันทราจนเสร็จสิ้น เยว่ซินก็ตัดสินใจที่จะทำการทดลองที่สำคัญที่สุด
เธอหยิบหัวไชเท้าหยกที่อวบอ้วนที่สุดออกมาหนึ่งหัว วางมันลงบนแผ่นหินที่สะอาดสะอ้าน จากนั้นเธอก็เริ่มทำตามขั้นตอนที่อธิบายไว้ในตำรา
เธอวางฝ่ามือทั้งสองข้างไว้เหนือหัวไชเท้า หลับตาลงแล้วค่อยๆ ส่งพลังิญญาธาตุไม้เข้าไป
ตำราแนะนำให้ใช้พลังิญญาบีบอัดและบดขยี้โครงสร้างภายในของพืช เพื่อให้ของเหลวที่เป็แก่นแท้ไหลซึมออกมา เยว่ซินลองทำตาม
กร๊อบ
เสียงภายในหัวไชเท้าดังขึ้น มันกำลังถูกบดขยี้จากภายในด้วยพลังที่มองไม่เห็น! เธอบังคับพลังอย่างสุดความสามารถ เหงื่อเริ่มผุดขึ้นที่หน้าผาก
ไม่นานนัก ของเหลวสีเขียวอ่อนขุ่นๆ ก็เริ่มไหลซึมออกมาจากผิวของหัวไชเท้าทีละน้อยๆ เธอนำชามดินเผาใบเล็กๆ ที่เตรียมไว้เข้าไปรองรับ
กระบวนการเป็ไปอย่างเชื่องช้าและสิ้นเปลืองพลังงานอย่างมาก เมื่อเวลาผ่านไปเกือบครึ่งชั่วยาม หัวไชเท้าหยกทั้งหัวก็เหี่ยวเฉาลงจนกลายเป็กากแห้งๆ ส่วนในชามของเธอนั้น มีของเหลวสีเขียวขุ่นๆ อยู่ประมาณหนึ่งในสี่ของชาม
มันส่งกลิ่นหอมสดชื่นของพลังชีวิต แต่หน้าตาของมันดูไม่น่าดื่มเลยแม้แต่น้อย เยว่ซินลองใช้นิ้วแตะมาชิมดูเล็กน้อย
รสชาติของมันเข้มข้นและเปี่ยมไปด้วยพลังงาน แต่ก็มีความเหม็นเขียวและรสชาติที่ "ดิบ" เจือปนอยู่มาก มันคือแก่นแท้ที่ยังไม่ผ่านการขัดเกลา
"นี่มันยังไม่ดีพอ " เธอบอกกับตัวเอง "หากให้ท่านแม่ดื่มเข้าไป อาจจะทำให้ท้องไส้ปั่นป่วนได้"
เธอทิ้งของเหลวในชามนั้นไปอย่างไม่นึกเสียดาย แล้วหยิบหัวไชเท้าหยกขึ้นมาอีกหัวหนึ่ง
คราวนี้ เธอจะไม่ทำตามตำราอย่างเดียวแล้ว เธอจะลองใช้ "สัญชาตญาณ" ของตัวเองดูบ้าง
เธอวางมือไว้เหนือหัวไชเท้าอีกครั้ง แต่แทนที่จะใช้พลังิญญา "บดขยี้" อย่างรุนแรง เธอเปลี่ยนมาเป็การใช้พลังที่ "อ่อนโยน" แทรกซึมเข้าไปตามเส้นใยของมันอย่างนุ่มนวล ราวกับกำลังเกลี้ยกล่อมให้มันยอมมอบแก่นแท้ของตัวเองออกมา
และในขณะเดียวกันนั้นเอง เธอก็รวบรวมสมาธิ นึกถึงกระแสพลังงานที่อบอุ่นและอ่อนโยนสายนั้น พลังแห่งการฟื้นฟูที่เธอรู้สึกได้ในตอนที่บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์
เธอไม่รู้ว่าจะเรียกใช้มันออกมาได้อย่างไร เธอทำได้เพียงแค่ "ปรารถนา" ให้มันปรากฏออกมา
และมันก็ได้ผล!
กระแสพลังงานอุ่นๆ สายหนึ่งได้ไหลออกจากฝ่ามือของเธอ ผสมผสานเข้ากับพลังิญญาธาตุไม้สีเขียวมรกตอย่างสมบูรณ์แบบ!
คราวนี้ ผลลัพธ์ที่ได้แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง!
แทนที่จะเป็การบดขยี้ พลังของเธอกลับค่อยๆ "หลอมละลาย" เนื้อในของหัวไชเท้าให้กลายเป็ของเหลวบริสุทธิ์ ของเหลวที่ไหลซึมออกมานั้นไม่มีสีเขียวขุ่นอีกต่อไป
ติ๋ง
หยาดของเหลวใสบริสุทธิ์ หยดหนึ่ง ที่ส่องประกายสีหยกจางๆ ได้หยดลงมาจากผิวของหัวไชเท้าสู่ชามดินเผาที่ว่างเปล่า
เยว่ซินเบิกตากว้าง เธอบรรจงใช้พลังของเธอต่อไปอย่างตั้งใจ
ติ๋ง ติ๋ง ติ๋ง
หยดแล้วหยดเล่า จนกระทั่งหัวไชเท้าทั้งหัวเหี่ยวเฉาลงไปเหมือนเดิม แต่สิ่งที่อยู่ในชามบัดนี้ คือของเหลวใสบริสุทธิ์ที่ส่องประกายงดงามราวกับน้ำค้างยามเช้าประมาณสิบกว่าหยด แต่ละหยดอัดแน่นไปด้วยพลังชีวิตที่เข้มข้นและบริสุทธิ์อย่างยิ่งยวด!
เธอลองชิมดูอีกครั้ง
ไม่มีรสเหม็นเขียว ไม่มีรสชาติที่ดิบเถื่อน มีเพียงรสหวานจางๆ และความรู้สึกสดชื่นที่แผ่ซ่านไปทั่วร่างทันทีที่ััลิ้น!
เยว่ซินมองหยาดของเหลวใสๆ ในชามด้วยความตกตะลึงระคนยินดี เธอไม่รู้ว่าควรจะเรียกมันว่าอะไร แต่เธอเข้าใจในหลักการของมันได้อย่างสัญชาตญาณ การกินผักิญญาเข้าไปตรงๆ นั้น ร่างกายจะต้องผ่านกระบวนการย่อยที่ซับซ้อน ทำให้พลังิญญาส่วนใหญ่สูญสลายไป แต่หยาดของเหลวบริสุทธิ์เหล่านี้คือ "แก่นแท้" ที่ร่างกายสามารถดูดซับไปใช้ได้โดยตรงและเกือบจะสมบูรณ์!
เธอบรรจงเทหยาดแก่นแท้ทั้งหมดใส่ลงในขวดกระเบื้องเล็กๆ ที่เตรียมมาอย่างดี นี่คือ "โอสถบำรุง" ที่เธอสกัดขึ้นมาด้วยตัวเองเป็ครั้งแรกในชีวิต! แม้มันจะยังห่างไกลจากคำว่า "การปรุงยา" ที่แท้จริง แต่มันก็คือก้าวแรกที่สำคัญอย่างยิ่ง
เย็นวันนั้น เธอนำหยาดแก่นแท้เพียงหยดเดียวผสมลงในน้ำอุ่น แล้วนำไปให้แม่ของเธอดื่ม โดยโกหกไปว่าเป็น้ำสมุนไพรบำรุงกำลังชนิดใหม่ที่ซื้อมาจากในเมือง
เยว่หลานดื่มเข้าไปโดยไม่สงสัย และผลลัพธ์ที่ได้ก็ปรากฏขึ้นในทันที!
ใบหน้าที่เคยซีดเซียวของนางพลันปรากฏสีเืฝาดขึ้นมาอย่างชัดเจนยิ่งกว่าตอนที่กินยาบำรุงราคาหนึ่งตำลึงทองเสียอีก! ลมหายใจของนางดูเต็มอิ่มและมีพลัง นางบอกว่ารู้สึกมีเรี่ยวแรงและร่างกายอบอุ่นขึ้นอย่างประหลาด
แม้เยว่ซินจะรู้ดีว่านี่เป็เพียงผลชั่วคราวในการบำรุงร่างกาย แต่ประสิทธิภาพของมันก็พิสูจน์แล้วว่าความคิดของเธอถูกต้อง!
คืนนั้น เยว่ซินนั่งมองมือของตัวเองอยู่ภายใต้แสงจันทร์
มือคู่เดียวกันกับที่เคยใช้เก็บเศษหญ้า ใช้ซ่อมรั้ว ใช้ขุดดิน
บัดนี้ มันสามารถสกัดแก่นแท้แห่งพฤกษาเพื่อสร้างโอสถบำรุงขึ้นมาได้แล้ว
เส้นทางของนักบ่มเพาะพฤกษา ดูเหมือนจะกว้างใหญ่และซับซ้อนกว่าที่เธอเคยจินตนาการไว้มากนัก มันคือเส้นทางที่เชื่อมต่อไปสู่ศาสตร์แห่งโอสถโดยตรง!
ดวงตาของเยว่ซินทอประกายเจิดจ้า เธอได้ค้นพบหนทางใหม่ หนทางที่จะรักษาแม่ของเธอให้หายขาดได้ด้วยมือของเธอเอง!