บรรยากาศภายในเรือนน้อยหม่นมืดโดยฉับพลัน แสงตะวันยามเช้าถูกหมอกบางปิดบังไว้ ความเย็นะเืสุดหยั่งแผ่ออกมาจากวัตถุสิ่งหนึ่ง
ด้านข้างของเมฆามีวัตถุกลมแบนสีดำคล้ายผลึกแก้วใสกว้างราวครึ่งนิ้วลอยอยู่กลางอากาศ .. สิ่งที่อุทัยไม่เคยคิดฝันได้บังเกิดขึ้นตรงหน้า .. เส้นสายสีดำนับร้อยๆ เส้นพุ่งกระจายออกมารอบด้านจากผลึกแก้วนั้น
.. ฟิ๊วววว ฟรึ๊บบบบ ฟรึ๊บบบบ ฟรึ๊บบบบ !!!
เสียงเยียบเย็นดังเสียดเข้าไปถึงกระดูก เส้นสายเ่าั้เคลื่อนไหวราวมีชีวิตค่อยๆ เกี่ยวกระหวัดรัดรึงก่อร่างจากกึ่งกลางกลายเป็ลำตัว .. ยังกระหวัดพันม้วนอย่างต่อเนื่องกลายเป็แขนสองข้าง และขาอีกสองข้าง ราวห้าลมหายใจก่อเกิดสิ่งที่มีรูปร่างคล้ายบุรุษผู้หนึ่งยืนตระหง่านท้าทายฟ้าดิน
บุรุษผู้นั้นสูงราวห้าศอกแทบถึงหลังคาเรือน ท่อนบนเปลือยเปล่าเห็นผิวกายสีแวววาวคล้ายทองแดง กล้ามเนื้อกำยำอัดแน่นประดุจเหล็กไหล นุ่งผ้ายาวถึงเข่าเป็ผ้าสีแดงลวดลายแปลกตา
ผมสีแดงเพลิงยาวสะบัดปัดไปด้านหลัง บนศีรษะมีเขาใหญ่ยาวสีดำสนิทหมุนขึ้นเป็เกลียวออกจากขมับทั้งสอง เขาลู่ตามรูปศีรษะชี้ขึ้น้า ดวงตาส่งแสงสีเพลิงเรืองแสงแกร่งกร้าว บนหน้าผากยังมีอีกหนึ่งดวงตาปิดสนิทอยู่ จมูกใหญ่ได้รูปมากอำนาจ ปากแสยะเห็นเขี้ยวยาว ใบหน้าถมึงทึงไว้หนวดเครา เปี่ยมด้วยพลังดุจห้วงจักรวาล
อุทัยปากอ้าค้างดวงตาถลนแทบหลุดออกจากเป้า เืในกายแข็งตัวขนหัวตั้งชัน ขยับกายร่นถอยหลังไปอย่างลืมตน
อ่า ... อุทัยร้องอุทาน ส่วนเมฆายังคงสงบนิ่งนั่งยิ้มอยู่เช่นเดิม เหมือนมันพบเจอสิ่งเหล่านี้จนชินชาเสียแล้ว
ฮ่า ฮ่า ฮ่า .. เสียงหัวเราะกังวานก้องเสียดแทงไปถึงดวงิญญา
"จะใไปไย !!! เ้าถือเป็เืเนื้อของข้ากึ่งหนึ่ง ฮ่า ฮ่า ฮ่า" ร่างอันใหญ่โตนั้นกล่าวกับอุทัย
เมฆากล่าวว่า "ท่านคือผู้ให้ชีวิตใหม่แก่เ้า คารวะท่านเถิด"
อุทัยนิ่งเงียบ .. ภายในดวงิญญาเกิดการรับรู้ประการหนึ่ง มันและบุคคลประหลาดที่อยู่เบื้องหน้านี้คือสิ่งสิ่งเดียวกัน เืทุกหยด กระดูกทุกท่อน กล้ามเนื้อทุกมัด อวัยวะทุกส่วน ทั้งลมปราณที่ก่อกำเนิด ทุกสิ่งภายในกายล้วนเป็เช่นเดียวกัน
ก่อเกิดเป็สายใยทางจิติญญาผูกพันกันและกัน ไม่มีข้อกังขาใดอีกอุทัยมีน้ำตานองหน้า คุกเข่าก้มคารวะโขกศีรษะกับพื้นเรือนอย่างแรง
"คารวะท่านผู้มีพระคุณ .. พระคุณท่านใหญ่ยิ่ง ทั้งภพชาติมิสามารถทดแทนหมดสิ้น"
"สมใจนัก ... บุตรแห่งข้า .. ฮ้า ฮ้า ฮ้า" ร่างนั้นกล่าวด้วยเสียงแหบแห้ง ดวงตาแสดงความยินดี ยังกล่าวต่อว่า ".. นามของบิดา 'วัตวสะมาร' .. จดจำไว้"
มันคือบุพอสูร 'วัตวสะมาร' ปฐมราชันแห่งมวลอสูรา ราชันแห่งเผ่าพันธุ์อสูรแรกเริ่มนับั้แ่จักรพิภพนี้ถือกำเนิดมา
เผ่าพันธุ์อสูรและเผ่าพันธุ์เทวาต่างเป็ปฏิปักษ์กันมาตลอด ต่างถือตนว่าเผ่าพันธุ์ของตนนั้นยิ่งใหญ่ที่สุดในจักรพิภพนี้ ทั้งสองเผ่าพันธุ์ต่อสู้่ชิงกันมานับกัปปี ทั้งในด้านกำลัง ปัญญา หรือการยอมรับนับถือจากเผ่าพันธุ์อื่น
หากเผ่าพันธุ์เทวาเป็ 'ผู้สร้างและให้กำเนิด' และเผ่าพันธุ์มนุษย์เป็ 'ผู้ดำรงและสรรค์สร้าง' ดังนั้นเผ่าพันธุ์อสูรก็ต้องเป็ 'ผู้ทำลายล้าง' แล้ว
อันดับหนึ่งแห่งเผ่าพันธุ์อสูรคือมัน ! .. บุพอสูร 'วัตวสะมาร' ทั้งหยิ่งทั้งทะนงตน ทั้งถือตนว่าเหนือล้ำ 'เทพผู้สร้าง' ผู้อยู่อันดับแรกของเผ่าพันธุ์เทวา เหตุเพราะมันได้พบเจอหนทางที่แม้แต่เหล่าเทวาาทั้งปวงก็มิสามารถไปถึงได้
กล่าวมาเนื่องจากมันมีความสามารถทำลายล้างทุกอย่างจนสิ้นซากสมบูรณ์ สุดท้ายกลับพบเจอเพียงความว่างเปล่าครั้งแล้วครั้งเล่า นั่นเป็จุดเริ่มต้นของการค้นหาหนทางแห่งความว่างเปล่าที่เป็นิรันดร หรือ 'สุญตา' คือ การไม่ต้องมีการก่อกำเนิดใหม่ การไม่ต้องดำรงอยู่ และการไม่ต้องถูกทำลายล้างอีกต่อไป
และผ่านไปเนิ่นนานนับได้หลายอันตรกัปก็ประสบผล ระหว่างการแปลงเปลี่ยนเป็ 'สุญตา' มันได้ละทิ้งทุกอย่างของมัน ผนึกเป็จิติญญาก้อนหนึ่งทิ้งไว้ให้ 'อาเมตีส์เทวี' สหายต่างเผ่าพันธุ์เพียงหนึ่งเดียว ผนึกนั้นก็คือตัวตนที่เป็แก่นรากเหง้าของมันเอง
สุดท้ายจิติญญาที่ถูกทิ้งไว้ ณ ดินแดนเทวาากลับเข้าฌานบำเพ็ญ ด้วยสติปัญญาเดียวกันดวงจิติญญาดวงนี้กลับพบเจอหนทางดำเนินสู่ 'สุญตา' และมันกำลังจะละทิ้งสิ่งทั้งมวลเพื่อจากไปอีกครั้ง
อุทัยโขกพื้นเรือนจนหน้าผากแดงก่ำ มันมองเหม่อมายังร่างอสูรเบื้องหน้า
บุพอสูร 'วัตวสะมาร' นั่งลงข้างกายเมฆา สีหน้าปีติยินดียังไม่จางหายไป
"บุตรข้า .. กายาอสูรของข้าน่ากลัวหรือไม่ น่ายำเกรงหรือไม่ ฮ้า ฮ้า" บุพอสูรเอ่ยถาม
"..." อุทัย ภายในใจกล่าว 'โคตรน่ากลัวเลยขอรับ'
"ฮ้า ฮ้า ร่างกายคือสิ่งภายนอกไม่สามารถบ่งชี้ถึงภายในจิตใจได้ .. เ้าจงจดจำไว้บุตรแห่งข้า" บุพอสูรกล่าว
เมฆากล่าว "ตอนนี้ร่างกายเ้าว่างเปล่าปราศจากวิชายุทธ์ใด มีเพียงพลังแท้จริงที่ก่อเกิดโดยเส้นลมปราณ"
"เส้นลมปราณเ้าประกอบด้วยพลังวิเศษสามชนิด .. หนึ่งนั้นคือ 'แก่นพุทธอรุณ' ซึ่งคือแก่นชีวะที่ข้าถ่ายทอดเข้าไปปลูกฝั่งในกายเ้าเอง เป็แก่นชีวะบริสุทธิ์สืบทอดมาแต่า"
กล่าวเช่นนี้เมฆาก็ถือเป็ผู้ให้กำเนิดชีวิตใหม่แก่อุทัยผู้หนึ่งเช่นกัน 'แก่นพุทธอรุณ' ถูกสืบทอดกันมาตามทายาทวิชา 'อรุณโรจน์'
แก่นชีวะ 'แก่นพุทธอรุณ' ต้นกำเนิดมาจากเผ่าพันธุ์มนุษย์แรกเริ่มถูกผ่องถ่ายกันมาหลายชั่วอายุคน จากเคยเข้มข้นกลับเจือจางลงเรื่อยๆ ตามจำนวนทายาทที่ถูกแบ่งปัน เพื่อรักษาแก่นชีวะให้คงบริสุทธิ์เข้มข้นดังเดิมจำนวนทายาทผู้สืบทอดยิ่งมายิ่งมีน้อยยิ่ง
แต่หลังจากเมฆาได้รับ 'มานัสสะวารี' ร่างกายก็สามารถสร้าง 'แก่นพุทธอรุณ' บริสุทธิ์ได้เอง ก่อเกิดไม่มีที่สิ้นสุดนับวันยิ่งเข้มข้น
เมฆากล่าวต่อ "อีกหนึ่งคือพลังเทวะาบริสุทธิ์ของ 'อาเมตีส์เทวี' เทวาาแท้จริง .. นางนับเป็มารดาเ้าผู้หนึ่ง พลังของเทวีเป็ดัง 'วารีต้นกำเนิดแห่งชีวิต' ให้กำเนิดสรรพชีวิตไม่มีที่สิ้นสุด"
เมฆาใช้ 'มานัสสะวารี' สองหยดกับอุทัย หยดแรกเพื่อชุบชีวิตที่ใกล้ตายให้ฟื้นคืน หยดสองเพื่อสร้างชีพจรลมปราณใหม่ จากการชี้แนะจากบุพอสูรผู้มีภูมิปัญญาพลิกฟ้าจึงก่อเกิดเส้นชีพจรลมปราณเทวะาในกายอุทัยขึ้น
เมฆากล่าวต่อ "และสิ่งสุดท้ายคือพลังอสูราแท้จริงของท่าน 'วัตวสะมาร' มิใช่มีเพียงแค่เส้นลมปราณเท่านั้น ไขกระดูก กระดูก เืเนื้อ สมอง หัวใจ แลอวัยวะทั้งมวลในกายเ้าล้วนมาจากตัวท่านทั้งสิ้น"
กล่าวคือภายในร่างกายมันคืออสูราตนหนึ่ง เป็ร่างกายของเผ่าพันธุ์อสูรแรกเริ่มแต่อยู่ในรูปลักษณ์ของมนุษย์ผู้หนึ่งเท่านั้นเอง
"..." อุทัยถึงกับอ้าปากค้าง สิ่งวิเศษสามสิ่งกลับอยู่ในกายมัน
บุพอสูรกล่าว
"ร่างกายแลจิติญญาของเ้าช่างวิเศษนัก สามารถรองรับแก่นชีวิตได้ทั้งสามกระแสนำมาอยู่ร่วมกันได้ ฮ่า ฮ่า ฮ่า"
"ผู้บุตรแห่งเราเ้าจงจดจำไว้ มิใช่เ้ามีสิ่งเหล่านี้แล้วหมายถึงเ้าจะเป็ะ เ้ายังตายได้เสมอดุจดังมนุษย์ทั่วไป"
"ฉะนั้นจงตั้งไว้ในความไม่ประมาท อย่าให้สิ่งที่พวกเราลงแรงไปต้องสูญเปล่า"
บุพอสูรหยุดมองอุทัย แล้วจึงกล่าวต่อ
"เอาหล่ะ... อุทัยบุตรแห่งข้า เ้าจงผ่อนคลายร่างกาย จิตใจ แลดวงิญญา"
"ต่อไปจะเป็ขั้นตอนสุดท้ายแล้ว ก่อนบิดาจากไปจะถ่ายทอดสิ่งทั้งมวลของบิดาเข้าสู่ดวงิญญาเ้า"
ั้แ่อุทัยตื่นขึ้นมาเื่ราวที่ประสบราวกับเป็ปาฏิหาริย์ ...
มันยังดูงุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้นเบื้องหน้าไม่รู้คือเื่ราวจริง หรือความฝัน หรือเป็โลกหลังความตายกันแน่
อุทัยสงบจิตใจนั่งหลับตาหายใจโดยแ่เบา ผ่านไปราวสามสิบลมหายใจก่อเกิดภาวะสมาธิดวงจิตนิ่งสงัด มันลืมสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง ลืมเลือนเมฆา ลืมเลือนบุพอสูร ลืมเลือนเรือนหลังน้อย ลืมเลือนอดีต ลืมเลือนตัวตนไปจนหมดสิ้น
บริเวณ่อกของบุพอสูรเกิดการเปลี่ยนแปลง เกิดหลุมดำมืดมิดค่อยๆ ก่อขึ้นจากภายใน เส้นสายสีดำสนิทนับพันพุ่งกระจายออกมารอบด้าน ทุกเส้นสายส่ายกระหวัดกลางอากาศพุ่งลงกลางกระหม่อมของอุทัย
พลังงานมหาศาลถูกถ่ายเทเข้าทางกระหม่อมแผ่สภางค์ไปทั่วร่าง อุทัยเสียวแปล๊บไปทั่วปลายประสาทจนร่างกายสั่นสะท้าน สุดท้ายพลังไหลรั้งรวมกลับไปที่ดวงจิต ฝังลึกเป็สิ่งเดียวกับดวงิญญา
ภาพต่างๆ ในอดีตของบุพอสูรปรากฏขึ้นอย่างรวดเร็วภาพแล้วภาพเล่า
.. บุพอสูรถือกำเนิดมาจากครรภ์าแรกเริ่มพร้อมด้วยอสูรอีกสิบแปดตน ั้แ่ถือกำเนิดก็มีร่างกายเต็มวัยใหญ่โตสูงนับยี่สิบศอก
อสูรสิบเก้าตนถือกำเนิดมาพร้อมกันด้วยรูปลักษณ์ที่แตกต่าง บุพอสูร 'วัตวสะมาร' ลืมตาตื่นขึ้นเป็ตนแรก ตาสีแดงสามดวงเจิดจ้าส่องสว่างทั่วพิภพ ดวงตาตื่นลืมขึ้นพร้อมความหิวกระหาย มันเริ่มกัดกินเืเนื้อของอสูรตัวอื่นๆ อย่างตะกละตะกลาม อสูรตัวอื่นๆ ทยอยตื่นขึ้นมา ตัวใดตื่นก่อนก็เร่งเข้ากัดกินตัวที่ยังหลับอยู่ เกิดการแก่งแย่งกันพัลวัน สุดท้ายคงเหลืออสูรเพียงแปดตน แต่มันกลับเป็ผู้ที่บริโภคพี่น้องมันมากที่สุดถึงหกตน
ผ่านไปเนิ่นนานนับกัปปีเหล่าอสูรต่างดูดซับพลังงานของจักรพิภพหล่อเลี้ยงพลังชีวิตของตน จากนั้นต่างแยกย้ายกันไปปกครองเหล่าบริวารอสูรที่ถือกำเนิดมาภายหลัง ก่อตั้งเป็อาณาจักรต่างๆ บนพิภพอสูร
มหาอาณาจักรของ 'วัตวสะมาร' ยิ่งใหญ่ที่สุดของมวลอาณาจักรอสูรมีกำลังอสูรนับร้อยร้อยหมื่น ทั้งพลังและภูมิปัญญาก็สูงล้ำจึงถูกขนานนามให้เป็ 'จักรพรรดิอสูร' หรือ 'ราชันแห่งราชันอสูร' มันคือผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในพิภพอสูรา
'วัตวสะมาร' ได้ก่อกำเนิดวงศ์วานอสูร อันประกอบด้วย 'สามจักรพรรดินีอสูร' และ 'สิบแปดบุตรธิดาอสูร' ทั้งหมดอยู่บนยอดพีระมิดของพิภพอสูรแทบยืนอยู่เหนือทุกสิ่ง
และยังมีอีกพิภพหนึ่งก็ยิ่งใหญ่ไม่แพ้กันนั่นคือ 'พิภพเทวา' มี 'เทวาผู้สร้าง' และ 'เก้ามหาเทวา' เป็ผู้ปกครอง ทั้งสองพิภพเป็สิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในจักรพิภพนี้ แต่กลับไม่ลงรอยต่อกันเกิดความขัดแย้งและวิวาทอยู่บ่อยครั้ง
ความขัดแย้งระหว่างเผ่าพันธุ์อสูรและเทวายิ่งมายิ่งรุนแรง ต่างฝ่ายต่างประหัตปะาฝ่ายตรงข้ามจนแยกแยะบุญคุณความแค้นกันไม่ออก เผ่าพันธุ์มนุษย์และุ์ต่างหลีกหนีไม่พ้นกลับถูกลากเข้ามาพัวพันร่วมด้วย
ที่สุดจักรพรรดินีอสูรตนหนึ่งและสามบุตรอสูรถูก 'เทวาผู้สร้าง' สังหาร และนั้นคือจุดเริ่มต้นของาครั้งใหญ่ที่สุดระหว่างสองเผ่าพันธุ์นับั้แ่ก่อเกิดจักรพิภพนี้มา นั้นคือ 'มหาาล้างอสูรเทวา'
าครั้งนั้นดุเดือดแทบพลิกฟ้าถล่มแผ่นดิน การต่อกรของ 'วัตวสะมาร' กับราชันของมวลเทวา 'เทวาผู้สร้าง' เกือบทำให้จักรพิภพล่มสลาย ต่างฝ่ายต่างสูญเสียจนยากฟื้นคืน สุดท้ายก็ยังไม่มีผู้ชนะที่แท้จริง
ภาพติดตาเป็ 'วัตวสะมาร' ยืนอยู่บนกองซากเทวาและอสูรนับสิบหมื่น ดวงจักษุทั้งสามแดงฉานดุจไฟอเวจี ทั้งเนื้อตัวเป็สีโลหิตแดงฉาน
การต่อสู้อย่างดุเดือดระหว่างเหล่าอสูร มนุษย์ ุ์ และเทวาถูกถ่ายทอดมาอย่างมากมายช่างสยดสยองยิ่งนัก เป็เื่ราวไม่รู้กี่ยุคสมัยหรือกัปใดมากมายสุดคณานับ
สุดท้าย 'วัตวสะมาร' กลับพ่ายแพ้ตุ่์ผู้หนึ่ง ผู้ที่มีประกายพุทธะเจิดจำรัส บุรุษผู้นั้นคือ 'ตัณหังกรพุทธเ้า' การพ่ายแพ้ครั้งนี้ 'จักรพรรดิอสูร' หมดสภาพยิ่งนัก ทั้งพลังกาย สรรพวิชา ปัญญา จิตและิญญาไม่สามารถเอาชนะบุรุษผู้นี้ได้ แต่มันผู้ซึ่งมีความหยิ่งทระนงจองหองกลับยอมรับความพ่ายแพ้ครั้งนี้อย่างสนิทใจ
การครั้งนั้น 'วัตวสะมาร' ไม่ได้รับาเ็เลยแม้แต่น้อย แต่หลังจากนั้นบุพอสูรก็เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง ความคิดจิตใจกลับเปลี่ยนไป มันมิได้สนใจในอำนาจและวิถีแห่งการทำลายล้างเช่นเดิมอีก กลับละทิ้งบัลลังก์ 'จักรพรรดิอสูร' ไว้เื้ั เร้นกายไปตามสถานที่ต่างๆ เพื่อตามหาบางสิ่ง
แต่มีการปล่อยข่าวร่ำลือถึงการเร้นกายถอนตัวของ 'วัตวสะมาร' ว่าเป็เพราะมันพ่ายแพ้และาเ็สาหัสจากการศึก 'มหาาล้างอสูรเทวา' ครั้งนั้น จนมิอาจรักษาตนให้แข็งแกร่งดังเดิม นับแต่นั้นพิภพอสูรก็ปิดพิภพไม่เกี่ยวข้องกับพิภพอื่นอีก กลับเป็ 'พิภพเทวา' และ 'พิภพมนุษย์' ที่เจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด
เื่ราวต่างๆ ภูมิปัญญาความรู้ และพลังทั้งปวงของ 'วัตวสะมาร' เข้าบรรจุในดวงิญญาของอุทัย จนภาพสุดท้ายเป็ภาพที่ 'วัตวสะมาร' สำเร็จ 'สุญตา' กลับกลายเป็สิ่งแปลกแยกออกมาจากมหาจักรพิภพนี้
เสียงหนึ่งส่งเข้าสู่ดวงิญญา
'ทุกสิ่งทั้งมวลที่ข้าทิ้งไว้ได้ถูกบรรจุอยู่ในดวงิญญาของเ้า แต่เ้ายังมิสามารถใช้พลังเหล่านี้ได้จวบจนเงื่อนไขหนึ่งมาถึง เมื่อกายา ปัญญา สติ ดวงจิต แลดวงิญญาเ้าถึงพร้อม และพบกุญแจเพื่อไขเอาความลับของตัวข้านี้ออกมา'
นั่นคือกุศโลบายและเป็ความตั้งใจของบุพอสูร หากผู้ใดลืมตาตื่นขึ้นมาพร้อมกับพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่ไพศาล โดยมิมีการเรียนรู้และฝึกปรือบำเพ็ญ นั่นคือหายนะของมวลสิ่งมีชีวิตของจักรพิภพนี้แล้ว
ผ่านไปจวบจนตีสี่กว่าก่อนดวงตะวันของวันใหม่อุทัยก็ลืมตาตื่นขึ้น มันพบเห็นเมฆาและบุพอสูรยังคงนั่งอยู่ตรงหน้า แต่ตัวบุพอสูรได้หดตัวเล็กลงเท่ากับเมฆาแล้ว
มันสำรวจร่างกายและชีพจรปราณภายในกลับไม่พบความแตกต่างใดจากก่อนหน้านี้ ราวเหตุการณ์ที่พบเห็นเป็เพียงภาพฝันพอตื่นขึ้นก็พลันสลายไป แต่ที่ยังคงอยู่เบื้องหน้าคืออสูรตนหนึ่งมันมิได้ฝันไปแน่นอน
บุพอสูรจ้องมองอุทัยอย่างลึกซึ้ง ปากเอ่ยวาจา
"นี่คือสิ่งที่จะไขความลับแห่งเรา จงประดับติดกายาเอาไว้" บุพอสูรกล่าวเสียงแหบแห่งพลังลดลงกว่าเดิมมากนัก ปรากฏผลึกหินสีดำใสก้อนเดิมถูกร้อยด้วยวัสดุชนิดหนึ่งคล้ายเชือกเกรียวสีดำ
.. ผลึกวัตวสะมาร !!!
"ขอรับ ..." อุทัยก้มกราบ และรับมาสวมห้อยคอไว้
"หลังจากนี้ .. ดวงิญญาของข้าดวงนี้ยังมีเวลาอีกสามทิวาราตรีก็จะปลดปล่อยตนเองไป" บุพอสูรกล่าว สิ่งที่อยู่เบื้องหน้าคือเศษเสี้ยวของดวงิญญา แต่พลังที่มอบให้อุทัยคือสิ่งที่เป็แก่นดั้งเดิมทั้งหมดที่มีของมัน
"ท่านบุพอสูรมิได้จากไปไหน แต่ท่านสถิตอยู่ในดวงิญญาของเ้า" เมฆากล่าว
"..." อุทัย มันพลันใช้มือลูบคลำร่างกายมันคล้ายระลึกถึงบุพอสูรผู้มีพระคุณ
"ข้ารั้งอยู่มานานมากแล้ว ชั่วชีวิตขมีสหายรู้ใจเพียงน้อยนิดจนแทบนับนิ้วมือได้ ่เวลาสุดท้ายได้รู้จักน้องท่านช่างสมใจนัก ฮ้า ฮ้า ฮ้า ฮ้า ฮ้า" บุพอสูรหัวเราะราวผู้เสียสติ
"ตัวเราก็เช่นกัน ฮ้า ฮ้า ฮ้า ฮ้า ฮ้า" เมฆาหัวเราะตาม
นับั้แ่ดวงิญญาของ 'วัตวสะมาร' ตื่นจาการบำเพ็ญนั่นคือวันที่สามที่เมฆารั้งอยู่ ณ ดินแดนเทวาา ทั้งสองกลับถูกชะตากัน เป็บุพอสูรเองที่ชี้แนะจนเมฆาบรรลุขอบเขต 'จิตต์ญาณเทวะ' และตลอดยี่สิบกว่าคืนบนเรือนหลังน้อยนี้ทั้งคู่ต่างสนทนาแลกเปลี่ยนภูมิความรู้ ถกปรัชญา วิจารณ์จักรพิภพ ผ่านการร่ำสุรา นับเป็สหายทางสุรากันโดยแท้จริง
เมฆาลุกขึ้นฉวยหยิบไหสุราที่วางสุมอยู่ข้างฝาขึ้นมาไหหนึ่ง เมื่อเปิดจุดออกกลิ่นสุราชั้นดีลอยหอมกรุ่น มันเดินเข้าไปในเรือนจุดติดกองไฟขึ้นในกระบะพร้อมรินสุราลงหม้อต้มเพื่ออุ่นอีกครา บุพอสูรน้ำลายสอเดินติดตามไป
.. ดูท่าอสูรสุราสองตนกำลังจะเริ่มทำงานกันอีกครั้งแล้ว ฮา ฮา