ตอนนั้นเล่าเปียวชราภาพมากแล้วโรคภัยรุมเร้ามาั้แ่ต้น บัดนี้ก็ได้ล้มป่วยลงอีก ครั้งนี้รุนแรงหนักหนายิ่งนัก สีหน้าหมองคล้ำคล้ายคนใกล้ถึงกาลแห่งมัจจุราช จึงก็ใช้ให้คนสนิทเร่งไปเชิญเล่าปี่มาจากซินเอี๋ยเพื่อสั่งเสียฝากการงานทั้งปวง เล่าปี่ กวนอู เตียวหุย และตัวขงเบ้งก็พากันมายังเมืองเกงจิ๋วเข้าหาเล่าเปียว
เล่าเปียวเมื่อเห็นเล่าปี่มาอย่างนั้นก็ปีติดีใจ ดันตัวลุกขึ้นจากเตียงนอน คนรับใช้รีบเอาหมอนมาหนุนหลังให้เล่าเปียวพักอิง ความคิดอ่านก็โลดแล่นขึ้นมาผิดกับร่างกายที่อ่อนแอลง
"เล่าปี่น้องเรา ตัวเราตอนนี้เหมือนไม้ใกล้ฝั่ง หายใจอยู่เพียงนับวันรอความตาย ซึ่งเรียกน้องมาบัดนี้ก็เพียงหวังจะฝากเมืองเกงจิ๋วไว้กับน้องเรา ด้วยว่าลูกหลานเรานี้มีสติปัญญาน้อยนัก แม้ว่าบุญเราหาไม่แล้วก็คงจะรักษาบ้านเมืองเอาไว้ได้ยากลำบาก อันตรายก็จะมาถึงแก่ชาวบ้านชาวเมือง น้องเราเป็ผู้ใหญ่มีความคิดอ่านกว้างไกลทั้งยังมีสติปัญญาจงช่วยรักษาแผ่นดินเกงจิ๋วเอาไว้อย่าให้ผู้อื่นผู้ใดเข้ามาทำอันตรายได้เลย" เสียงพูดแหบพร่า พูดจบทีหนึ่งก็ต้องพึ่งน้ำชายาหอมเครื่องบำรุง
"โถ่ ท่านพี่ ตัวข้านี้แต่เดิมไร้ที่พักพิง ท่านพี่เมตตาให้อยู่เมืองซินเอี๋ยจึงมีที่พักอาศัย ข้านั้นถึงไร้ความสามารถแต่ก็มีความสุจริตกตัญญูต่อท่านมิได้คิดสิ่งใดเกินเลย ถึงแม้ว่าท่านพี่จะสิ้นบุญไปตัวข้าก็ขอเพียงได้อยู่ช่วยเหลือ ทำนุบำรุงบุตรทั้งสองของท่านสืบไปก็เพียงพอ" เล่าปี่ขึ้นคารวะ เล่าเปียวบีบมือผู้น้องเอาไว้แน่นขนัด ในจิตในใจมิหวังสิ่งใด เพียงนึกถึงประชาชนในแดนเกงจิ๋วเท่านั้น อันลูกทั้งสองก็หาดีได้ไม่เท่าไหร่ เล่ากี๋นั้นถึงจะกตัญญูรู้คุณแต่ก็ไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมคน เล่ากี๋ถึงจะมีแววฉลาดแต่ก็ยังเด็กเกินไปมิอาจรับหน้าที่ปกป้องบ้านเมืองได้
ใครจะรู้จะเข้าใจในหัวอกของชายชราผู้นี้ได้
เป็ทุกข์ใจยิ่งนัก
ยังมิทันจะกล่าวสิ่งใดต่อ ทหารกองสอดแนนที่ส่งไปดูลาดเลาข้าศึกที่ด่านหน้าเมืองฮูโต๋ก็เร่งเข้ามารายงานสถานการณ์ว่า บัดนี้โจโฉได้ยกกองทัพออกมาจากเมืองแล้ว ขณะนี้กำลังมุ่งตรงมาทางเมืองซินเอี๋ย เมื่อได้ยินนายทหารว่ามาอย่างนั้นเล่าปี่และคณะก็อำลาเล่าเปียวกลับมาเตรียมการยังเมืองซินเอี๋ย ทางเล่าเปียวเมื่อได้ยินข่าวทัพโจโฉยกมาอย่างนั้นก็ใอาการทรุดหนักลงไปอีก หมอใหญ่ประจำตัวเร่งเข้ามาดูแล แต่ทำได้แค่ให้ยาบำรุงและกล่อมให้เล่าเปียวนอนพักเท่านั้น
เื้ัม่านประตูห้องนอนของเ้าเมืองเกงจิ๋ว นางซัวฮูหยินภรรยาเล่าเปียวได้ยินที่ทั้งหมดคุยกันก็นึกน้อยใจโกรธว่าเล่าเปียวเห็นคนอื่นดีกว่าลูกกว่าเมีย คิดจะยกเมืองให้เล่าปี่ขึ้นนั่ง หามีความเอ็นดูต่อบุตรของตัวเองไม่ จึงสั่งให้ซัวมอกับเตียวอุ๋น สองคนที่ไว้ใจได้นำทหารขึ้นประจำประตูเมือง กำชับตรวจตรามิให้คนแปลกปลอมเข้าออกได้
ตอนนั้นเล่ากี๋ซึ่งหนีภัยร้ายแม่เลี้ยงไปอยู่ที่เมืองกังแฮได้ข่าวว่าเล่าเปียวผู้เป็บิดาป่วยหนักใกล้จะถึงคราวอาสัญก็เร่งรีบมาด้วยความร้อนใจ ครั้นมาถึงหน้าประตูเมืองกลับเจอซัวมอและเตียวอุ๋นขวางมิยอมเปิดประตูให้
"ท่านเล่ากี๋ท่านมาที่นี่ด้วยเหตุอันใด" ซัวมอะโถามลงมาจากด่านประตูเมือง
"ข้าได้ข่าวว่าท่านพ่อป่วยหนักจึงเร่งมาดูอาการ ขอให้ท่านเปิดประตูให้ข้าเข้าไปด้วย" เล่ากี๋ร้อนไหม้อยู่ในอก จิตใจหาความสงบมิได้แม้แต่ซักเสี้ยวนาที
"ตัวท่านนี้แย่นัก ท่านเล่าเปียวให้ไปอยู่รักษาเมืองกังแฮ มิได้ให้มาหา แต่ท่านกลับทิ้งเมืองมาอย่างนี้ หากซุนกวนรู้เข้าแล้วเร่งยกกองทัพบุกมาโจมตี จะมิเสียเมืองไปหรือ อีกทั้งบัดนี้ท่านเล่าเปียวป่วยหนักอยู่หากเห็นหน้าท่านก็จะคิดว่าท่านทิ้งเมืองออกมาหาเกรงว่าจะเกิดความโกรธขึ้นได้ โรคร้ายนั้นก็จะกำเริบขึ้น หากเหลือกำลังก็จะถึงแก่ความตาย อย่างนี้เหมือนท่านเล่ากี๋เอายาพิษมาถมแก่พ่อตัวเอง อีกหน่อยจะได้ชื่อว่าลูกอกตัญญู ท่านจงพิจารณาให้ดี" เล่ากี๋ได้ฟังอย่างนั้นก็ร่ำร้องออกมาจนน้ำตาไหลเปื้อนไปทั้งใบหน้า จะเข้าไปดูใจดูหน้าพ่อตัวเองก็ไม่ได้ด้วยซัวมอแกล้งปิดประตูเมืองมิให้เข้า จิตใจทุรนทุรายยิ่งนัก
เล่ากี๋ก้มลงร่ำร้องเรียกชื่อเล่าเปียวๆ ก้มลงกราบคารวะพระคุณพ่ออยู่กับพื้นดินหน้าประตูเมือง ลูกไร้พ่อแม่ เหมือนเสาค้ำฟ้าหักโค่น เหมือนธรรมดานักทั้งปวงตกฟองไข่ในรัง แม้นหากรังนั้นถูกทำลายลง ฟองไข่เ่าั้ก็ตกลงมาแตก มิอาจจะตั้งอยู่ได้ เล่ากี๋คับแค้นอยู่ในใจ พ่อตัวเองอยู่เพียงหลังกำแพงกั้นนี้เท่านั้น
เพราะมัน
เพราะมัน
ซัวมอเ้าคนถ่อย
นายทหารคนสนิทของเล่ากี๋เกรงจะเกิดภัยกับตัวนายของตนจึงชักม้าดึงตัวเล่ากี๋กลับเมืองกังแฮ ทางเล่าเปียวอาการทรุดหนักหลังได้ยาและนอนพักอาการก็ไม่ดีขึ้น เพ้อหาเล่ากี๋ผู้เป็ลูกรักก็ไม่เห็นมา พอถึงเดือนสิบขึ้นสามค่ำ โรคนั้นกำเริบหนักเหลือกำลัง เกินกว่าร่างกายจะทนไหว แต่ดวงจิตยังคะนึงถึงลูกผู้เป็ดวงใจ ะโเรียกเล่ากี๋ขึ้นได้คำเดียวก็สิ้นลมถึงแก่ความตาย
นางซัวฮูหยินเห็นว่าเล่าเปียวสิ้นลมแน่แล้วก็เรียก ซัวมอ เตียวอุ๋น เข้ามาเพื่อคิดอ่านหาทางกันต่อ
ฟ้ามืดเร็วกว่าทุกวัน เย่อิงพึ่งเก็บสำรับกับข้าวเสร็จหลังจากที่ร่วมโต๊ะกินกันสองคนเมื่อครู่ หนังสือกองโตเหลืออีกกว่าครึ่งที่ยังไม่ได้เปิดสำรวจเนื้อความข้างใน ด้วยเหตุการณ์ร้ายแรงต่างๆ ที่คอยซัดเข้ามาไม่ขาดสาย
ตำราพิชัยาซุนวู ตำราหลิวเทา สามยุทศาสตร์ซ่านแล่ และตำรายุคชุนชิว ทั้งหมดนี้ล้วนถูกอ่านซ้ำไปซ้ำมาจากผู้บันทึกหลายคน แต่เนื้อหาส่วนใหญ่นั้นเหมือนกันทุกฉบับจะต่างกันบ้างก็แค่สำนวนเท่านั้น ตอนนี้ถ้าถามเื่ไหนขึ้นมาผมแทบจะตอบออกมาได้ทันทีเหมือนกับกำลังเปิดออกมาอ่าน
ไม่ต้องว่าขนาดนั้น เอาแค่ว่าพูดชื่อตำราหรือหัวข้อออกมาก็แทบจะอ้วกแตกตาย
ชวนให้คิดถึงหนังสือนิยายที่เคยอ่านอย่างเช่น ทวิภพ เพชรพระอุมา ฟ้าจรดทราย สามเกลอ สี่แผ่นดิน เ้าจันทร์ผมหอม ซึ่งตอนนี้ทำได้แค่จินตนาการถึงทั้งที่มันเลือนรางเหมือนญาติที่จากกันไปไกลแสนไกล
"ท่านค้นเจอบ้างหรือยัง" เย่อิงทรุดลงมานั่งข้างๆ หลังจากล้างเครื่องครัวจนสะอาดสะอ้านเหมือนของพึ่งซื้อมาใหม่
"ไม่เจอเลย ส่วนใหญ่มีแต่ตำราการรบ ไม่ก็ลัทธิเต๋ากับลัทธิของขงจื๊อ เนื้อหาก็เดิมๆ พูดถึงเื่คุณธรรมแค่นั้น ยังไม่มีพิธีกรรมหรือการย้อนเวลาโผล่มาให้เห็นเลย" ผมพูดออกไปในใจก็ห่อเหี่ยว ตำราตั้งเป็พันๆ เล่ม หาไปเกินครึ่งแล้วยังไม่มีวี่แววว่าจะได้กลับบ้านซักนิดเดียว ถ้านับเวลากันป่านนี้ผมคงหมดสิทธิ์สอบปลายภาคไปเรียบร้อยแล้ว ไม่ต้องคิดว่าจะสอบผ่านอีก มีหวังกลับไปเมื่อไหร่โดนรีไทร์ซิ่งไปหาที่เรียนใหม่แน่นอน
"ถ้าหากท่านกลับไปไม่ได้อีกแล้ว..." เย่อิงพูดเสียงเบาลง "ข้าหมายถึงถ้าหากเป็เช่นนั้น ตัวท่านจะทำอย่างไรต่อไป"
ผมอึ้งๆ ไปนิดหน่อย เพราะลึกๆ แล้วไม่เคยคิดเื่แบบนี้เผื่อเอาไว้เลย ในหัวมีแต่คิดจะหาทางกลับให้ได้แค่อย่างเดียว แต่เมื่อเย่อิงสะกิดให้คิดแบบนี้มันก็ค่อนข้างกะทันหันเหมือนกันที่จะตอบ
"ข้าก็...ไม่รู้เหมือนกัน อาจจะใช้ชีวิตแบบธรรมดา มีภรรยาซักคนช่วยกันเลี้ยงลูก ประมาณนี้ล่ะมั้ง" เย่อิงหน้าแผดแดงออกมา ผมไม่แน่ใจมากนักที่พูด แต่ถ้าหากเป็แบบนั้นจริงเย่อิงก็เป็ผู้หญิงที่น่ารักคนหนึ่ง น่ารักเกินไปด้วยซ้ำสำหรับคนห่วยๆ อย่างผม
แต่ถ้ามันสามารถจะเป็จริงขึ้นมา.....
เขิน
สายตาสอดประสานกันโดยมิรู้ตัว ลมราตรีฉ่ำเย็นวูบเข้ามาแต่ในกายกลับร้อนวาบ ไอกรุ่นระอุขึ้นที่กลางอก ใบหน้าฉ่ำหวานลอยใกล้เข้ามา ริมฝีปากอ่อนระเรื่อชวนให้ปลายลิ้นลงไปัั ลมหายใจบางๆ แตะต้องเอาปลายจมูกที่ชิดเข้าหา เย่อิงขยับเปลือกตาปิดลง ปล่อยให้ความรู้สึกข้างในเปิดออกมาแทน ผมเลื่อนมือเกาะกุมมือของเธอไว้ หัวใจเต้นแรงเพราะกลิ่นเนื้อสาว จุมพิตแรกของชาติบุรุษยินยอมจะยกมอบให้แด่นาง
....
...
..
.
ท่านนนนน ขงงงงงง เบ้งงงงงงง !!
เสียงะโดังลั่นตอกตะปูดับความกำหนัดของหนุ่มสาวลงเหมือนน้ำเย็นกลางฤดูหนาวสาดซัดไฟในกองถ่าน เหลือเพียงเสียซ่าและกรุ่นควันที่ทิ้งไว้เป็ความเขินอายของชายหญิง
เตียวหุยเตลิดเพิดพึงทุบประตูเรียกขานอยู่หน้าบ้าน น้ำหนักมือที่ทุบเรียกประหนึ่งจะพังกระแทกลงมาทั้งกำแพง
"มาแล้วๆ พอแล้ว ไม่ต้องเรียกแล้ว" ผมรีบผละตัวออกมาจากเย่อิง ไม่กล้าสบตานางเพราะในหัวใจยังครุ่นร้อนไม่สงบ
"ท่านขงเบ้งๆๆ เร็วเข้าเถอะ เกิดเื่ใหญ่แล้ว" เตียวหุยเร่งร้อนฉุดมือฉุดแขนให้ผมวิ่งตาม แต่เหมือนเป็การฉุดลากเสียมากกว่า
"มีเื่อะไรกันแน่ ทำไมต้องรีบขนาดนี้ด้วย" ก็ได้ความจากเตียวหุยว่า เล่ากี๋มาเข้าพบร่ำร้องน้ำตาไหลบอกว่าเล่าเปียวตายเสียแล้ว ผมคิดขึ้นในใจว่าเล่าเปียวไม่ใช่เล่าปี่นี่ตายก็ไม่เกี่ยวอะไรกับผมตรงไหนเลย แต่เมื่อนึกได้ว่าเมืองที่เล่าปี่และผมอาศัยอยู่นี้เป็เขตแดนของเล่าเปียว เมื่อเล่าเปียวตายคงมีหวังถูกไล่ที่กลายเป็ขงเบ้งเร่ร่อนตามชายป่าอย่างไร้ที่ซุกหัวนอน
ป่ะ รีบไปเลย
เมื่อผมมาถึงก็เห็นเล่าปี่ จูล่ง ซุนเขียนรออยู่ก่อนแล้ว เล่ากี๋ด่วนมาจากกังแฮเพื่อแจ้งข่าวถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นภายในเมืองเกงจิ๋ว
"ท่านเล่าปี่ ท่านขงเบ้ง พ่อข้าสิ้นใจแล้ว พ่อข้าสิ้นใจแล้ว" เล่ากี๋ฟูมฟายใส่ชุดไว้ทุกข์ปรี่เข้ามา เล่าปี่เข้าไปประคองปลอบให้นั่งลงก่อนค่อยพูดคุยกัน
"ท่านเล่ากี๋รู้ได้ยังไงว่าท่านเล่าเปียวเสียแล้ว ทางพวกเรายังไม่มีใครมาแจ้งข่าวเลย" ผมถาม
"ข้าส่งคนเข้าไปสอดแนมในเมืองเกงจิ๋วแล้วให้แจ้งข่าวกลับมาเป็ระยะเพราะซัวมอนั้นกันมิให้ข้าเข้าเมืองได้ เมื่อวานคนของข้ากลับมาแจ้งว่าพ่อข้าสิ้นใจไปแล้ว" เล่ากี๋สะอึกเอามือเช็ดปาก เช็ดน้ำตา "ซัวฮูหยินและซัวมอสั่งปิดเมืองแ่าขึ้นทั้งยังปิดข่าวเอาไว้ คิดว่าคงมีแผนร้ายอย่างแน่นอน" เล่าปี่ได้ฟังก็น้ำตาทะลักออกมาแต่อยู่ต่อหน้าหลานก็จำใจฝืนข่มเอาไว้ รีบเช็ดน้ำตาทิ้งไป
เล่าปี่ยังแคลงใจเชื่อครึ่งไม่เชื่อครั้ง หันหน้ามาหาผมคล้ายจะขอคำตอบที่แน่ชัด ผมได้แต่ส่ายหน้าเพราะไม่รู้เหมือนกันว่าเป็จริงซักแค่ไหน เล่าปี่ด้วยความรักหลานแซ่เดียวกันก็ปลอบประโลมเล่ากี๋ "ใจเย็นๆ ก่อนหลานอา หากว่าท่านพี่เล่าเปียวสิ้นแล้วจริงๆ พวกเราก็พากันไปเคารพศพและไว้ทุกข์กันที่เมืองเกงจิ๋วมีหรือเ้าซัวมอมันจะไม่เปิดประตูให้ได้"
"ต้องขออภัยแต่ข้าว่าอย่าพึ่งไปจะดีกว่า" ผมขัดน้าหลานทั้งสองขึ้นก่อนที่จะพากันมุ่งหน้าไป
"พี่เล่าเปียวสิ้นใจ ตัวข้าเป็น้องและตัวเล่ากี๋เป็ลูกพากันไปเคารพศพก็ถูกต้องตามธรรมเนียม แล้วเหตุใดท่านขงเบ้งจึงห้ามไว้เสียดังนี้" เล่าปี่จับมือเล่ากี๋ให้ลุกขึ้น เล่ากี๋ซวนเซเพราะหลักหัวใจไม่มีกับตัว ในหัวห่วงกังวลก็แต่เื่บิดา
"ที่ท่านพูดมันก็ถูกต้อง แต่เรายังไม่รู้แน่ชัดเลยว่าท่านเล่าเปียวเสียไปแล้วจริงๆ หรือเป็แค่อุบายของพวกซัวฮูหยินกับซัวมอ ถ้าหากเป็แผนการของพวกนั้น ท่านและเล่ากี๋เข้าไปหาพวกมันมีหวังไม่มีชีวิตรอดกลับออกมา" เล่าปี่พยักหน้าเห็นด้วย
"งั้นพวกเรานำทหารบุกไปเลยดีไหม ข้าอาสาออกทัพหน้าเอง" เตียวหุยทุบโต๊ะปังใหญ่กล่าวขึ้น
"แบบนั้นยิ่งไม่ได้ ตอนนี้ข่าวการตายก็ยังไม่แน่ชัด ถ้าขืนพวกเรานำทหารบุกไปมีหวังพวกนั้นจะคิดว่าพวกเราร่วมมือกับเล่ากี๋คิดการกบฎหวังจะยึดเมืองแน่นอน อีกอย่างทหารของเราน้อยกว่าเกือบยี่สิบเท่า บุกไปก็ไม่ชนะอยู่ดี" ผมตอบแบบดับฝันเตียวหุย เพื่อไม่้าให้คนนิสัยเด็กต่อความยาว
"ถ้างั้นเอาอย่างนี้ เมื่อซักครู่ข้าส่งกวนอูออกไปสืบข่าวแล้ว อีกไม่นานคงจะกลับมา พวกเรารอคอยข่าวที่แน่ชัดจากกวนอูเสียก่อนแล้วจึงค่อยคิดหาหนทางกันต่อไป" เล่าปี่ตอบสรุปพร้อมลูบหลังเล่ากี๋ปลอบหลานร่วมแซ่ให้เบาแรงร้องไห้ลง