หลังจากดื่มน้ำและกินผลไม้ในมิติแล้ว เธอรู้สึกดีมากๆ ร่างกายเบาสบาย ผู้นำิญญาบอกวิธีเข้าออกมิติว่า ตอนเข้ามิติให้แตะไฝตรงข้อมือ แต่เวลาจะออกจากมิติแค่คิดในใจว่า “ออก” ก็สามารถออกมานอกมิติได้ทันที
ของเดิมที่อยู่ในมิติั้แ่แรก จะเอาออกมามากแค่ไหน จำนวนก็จะอยู่เท่าเดิม เหมือนแค่คัดลอกออกมาแค่นั้น
ส่วนสิ่งของในชาตินี้ ที่เอาเข้าไปในมิติจะสามารถคงสภาพได้ จางฮุ่ยเหมยได้ฟังแบบนี้แล้วดีใจมาก อย่างน้อยก็ยังที่มีตัวช่วยให้รอดชีวิตในชาติภพนี้ได้บ้าง
จางฮุ่ยเหมยบอกผู้นำิญญาว่าตอนนี้เธอพร้อมที่จะออกไปอยู่ในร่างใหม่แล้ว สิ้นสุดคำว่าออก ผู้นำิญญาก็หายไปต่อหน้าต่อตาเธอ และขณะเดียวกันจางฮุ่ยเหมยก็เข้ามาอยู่ในร่างเด็กหญิงที่มีชื่อเหมือนเธอในทันที
แม้ร่างกายในชาตินี้จะอ่อนแอมากก็ตาม แต่หลังจากที่เธอดื่มน้ำและกินผลไม้ที่อยู่ในมิติมาก่อนหน้านี้ ทำให้ความเ็ปไม่หลงเหลืออยู่เลย มีเพียงความทรงจำของร่างใหม่นี้ที่กำลังไหลเข้าเชื่อมต่อกับความทรงจำในชาติก่อนของเธอ
ทำให้จางฮุ่ยเหมยรู้ว่าชาตินี้ เป็ยุคโบราณ บอกไม่ได้ว่ายุคสมัยไหน หมู่บ้านเล็กๆนี้ชื่อ ซาน เป็หมู่บ้านที่มีบ้านเรือนอยู่เพียง 30 กว่าหลังคาเรือนเท่านั้น ส่วนใหญ่เป็บ้านเรือนที่ทำจากดินเหนียว หลังคาจะมุงด้วยหญ้าที่พอหาได้จากในป่า
บ้านมีขนาดเล็กใหญ่ตามจำนวนสมาชิกในครอบครัว บ้านแต่ละหลังปลูกห่างกันพอสมควร ทุกบ้านมีพื้นที่หน้าบ้านหลังบ้านเหลือมากพอจะทำประโยชน์อย่างอื่นได้อีก แต่เพราะคนที่นี่ไม่รู้วิธีเพาะปลูก พื้นที่เยอะแค่ไหนก็ปล่อยทิ้งร้างไว้
ครอบครัวที่สร้างบ้านได้หรูหราที่สุดคือครอบครัวหลี่ของหัวหน้าหมู่บ้าน ที่ดูแล้วมีขนาดใหญ่โต แข็งแรง พื้นบ้าน ปูด้วยหิน หลังคามุงกระเบื้องอย่างดี
เหตุที่หัวหน้าหมู่บ้านร่ำรวยกว่าลูกบ้านทั้งหมดเพราะเขามีลูกชายที่ได้ร่ำเรียน จนสามารถสอบเป็จอหงวน และรับราชการในตัวเมืองนั้นได้ส่งเงินมาเลี้ยงดูครอบครัวให้สุขสบาย
ครอบครัวหัวหน้าหมู่บ้านจึงมีความเป็อยู่ดีกว่าครอบครัวอื่นๆในหมู่บ้านแห่งนี้ ชาวบ้านต่างก็รู้สึกยำเกรงครอบครัวของหัวหน้าหมู่บ้านยิ่งนัก เพราะแต่ละคนเป็คนโง่เขลาไม่รู้หนังสือ หัวหน้าหมู่บ้านพูดสิ่งใดล้วนเชื่อฟังทั้งหมด
หมู่บ้านซานเป็หมู่บ้านที่อยู่ใกลู้เาที่ถือได้ว่าอุดมสมบูรณ์ อาชีพของชาวบ้านในหมู่บ้านซานแห่งนี้ คือการหาผักป่า ของป่าและล่าสัตว์ป่าไปขาย หมู่บ้านซานห่างจากตัวเมือง ราว 16 ลี้ (8 กิโลเมตร) การเดินทางยากลำบากต้องเดินเท้าเป็เวลานานกว่าจะไปและกลับจากตัวเมือง
ที่สำคัญถนนจากหมู่บ้านก็รกครื้มทั้งสองฝั่ง มีแค่ทางเกวียนเท่านั้น ซึ่งคนที่มีเกวียนก็มีเฉพาะครอบครัวของหัวหน้าหมู่บ้านหลี่ นอกนั้นถ้าจะเข้าไปในเมืองต้องเดินเท้าซึ่งไม่ง่ายนัก
คนที่อยู่ในเมืองส่วนใหญ่ไม่รู้ถึงการมีอยู่ของหมู่บ้านซานในหุบเขานี้ คนส่วนใหญ่ในหมู่บ้านแห่งนี้ก็แทบไม่รู้เลยว่าโลกภายนอกเป็อย่างไร หากได้ของป่าหรือสัตว์ป่าก็จะฝากหัวหน้าหมู่บ้านไปขาย และแลกเปลี่ยนเป็ข้าวหรือสิ่งของที่้ามาให้
น้อยคนนักที่จะยอมเดินเท้าเข้าในเมืองที่ตนเองไม่รู้จัก และระยะทางที่ไกลล้วนทำให้เสียเวลา การแบกสิ่งของไปขายและแบกสิ่งของที่ซื้อกลับมาเป็เื่ที่ยากมาก
ทุกครอบครัวเลยต้องยอมเสียเงินค่าจ้าง ค่าฝากของไปขายให้กับหัวหน้าหมู่บ้านด้วยความยินยอม เพราะคิดว่าเป็สิ่งที่ดีที่สุดแล้ว
ส่วนครอบครัวของจางฮุ่ยเหมย มีกันอยู่เพียงสามคนพี่น้อง เธอนั้นอายุ 8 ปี มีพี่ชายคนโตอายุ 15 ปี ชื่อจางหยุ่นอี้ และมีน้องชายคนเล็ก อายุ 6 ปี ชื่อจางเสี่ยวหยาง
พ่อแม่ของพวกเธอเสียชีวิตเมื่อสองปีก่อน จากเหตุการณ์ที่ขึ้นเขาล่าสัตว์แล้วโดนสัตว์ทำร้าย จนไม่สามารถรักษาชีวิตเอาไว้ได้ ทิ้งให้ลูกๆ ทั้งสามคนต้องดิ้นรนใช้ชีวิตด้วยตนเอง อย่างยากลำบาก