ขณะนั้นเอง ฉันก็ได้ยินเสียงฝีเท้าม้าควบใกล้เข้ามาและแล้วฉันก็เห็นแม่เบทสี ม้าสีน้ำตาลของน๊อบโผล่มาจากดงไม้ในมือของน๊อบถือแส้ไว้ด้วย เขาหวดลงไปบนร่างของมิสเตอร์ดูนน์อย่างไม่ปรานีปราศรัย
มนุษย์เ้าเล่ห์ปล่อยมือจากฉันทันทีมันส่งเสียงร้องโอดครวญเหมือนผู้หญิง
“พอแล้ว...” ฉันร้องบอกน๊อบ“เดี๋ยวมันจะตายเสียก่อน” ฉันะโเข้าจับบังเหียนของเจสันที่กำลังเต้นไปรอบๆอย่างตื่นใ เสียงมนุษย์วายร้ายครวญครางว่า
“นี่...คุณจะบ้าไปแล้วหรือ?”
“ไม่บ้าดอกน่า...แต่แกจะต้องได้รับโทษนี้ฐานที่แกไปแตะต้องมิสแมรี่ คิดจะทำอย่างที่เคยทำกับผู้หญิงคนอื่นๆ มาหรือไง?”
เืไหลออกมาตามแขนของมัน
“คุณกำลังเข้าใจผิดแล้วละครับ...” มันพยายามอธิบาย
“ฉันรับรู้เท่าที่เห็นเท่านั้น...ก็ได้...อธิบายเหตุผลของแกมา”
“ผมเพียงแต่พยายามจะช่วยคุณหนูเท่านั้นเพราะเวลานี้มีพวกคนงานแปลกหน้ามาอยู่ในไร่นี่มากมาย ม้าของคุณหนูได้รับาเ็แล้วผมก็อยากจะให้เธอกลับบ้านอย่างปลอดภัย...” มันหันหน้ามาทางฉัน“บอกเขาสิครับ คุณหนู...ว่าผมไม่ได้ทำอันตรายอะไรคุณ”
น๊อบไม่ฟังเสียง สีหน้าของเขาเครียดเคร่งขณะที่กล่าวว่า
“แต่แกถูกตัว คุณหนู”
“ก็...คุณหนูเกิดกลัวผมขึ้นมานี่ครับแล้วผมก็อยากจะปลอบเธอว่า ผมไม่ได้ทำอันตรายอะไร ผมเพียงแต่อยากเป็เพื่อนด้วยเท่านั้นผมไม่ได้ทำร้ายอะไรนะครับ”
ในที่สุด น๊อบก็หันมาทางฉัน ฉันรู้ว่าเขากำลังรอให้ฉันพูดและถ้าพูดผิด ย่อมหมายความว่าชายผู้นี้จะต้องถึงตายทันทีฉันไม่คิดถึงชีวิตของคนคนนี้เท่าใดนัก แต่คิดถึงน๊อบ ถ้าเขาจะต้องโดนข้อหาฆาตกร
“เขาไม่ได้พูดผิดดอกค่ะเขาพูดถึงความเป็เพื่อนน่ะ ใช่แล้ว แต่พอเขาจับแขนฉัน...ฉันก็สะบัด...”
น๊อบเปลี่ยนสายตาไปมองหน้ามิสเตอร์ดูนน์
“ฉันจะบอกให้รู้ไว้ด้วยว่าฉันไม่ชอบเห็นเหตุการณ์อย่างนี้ แล้วแกก็ไม่ใช่คนที่ฉันเชื่อถือด้วย แต่เอาเถอะเมื่อมิสแมรี่พูดอย่างนี้ แกก็ไปได้ แต่ฉันจะเตือนแกไว้นะถ้าฉันพบว่าแกกระทำการใดๆ ที่หยาบคายต่อมิสแมรี่อีก ฉันจะสับแกให้เป็ชิ้นๆไม่มีใครห้ามฉันได้ดอก ขอให้แกรับรู้ไว้ด้วย”
มิสเตอร์ดูนน์ มิได้รั้งรออยู่เลย พอรู้ว่าน๊อบอนุญาตให้ไปได้เขาก็กระโจนออกไปจากที่นั่นทันที น๊อบเลื่อนตัวลงมาจากหลังม้า ตบไหล่ฉันเบาๆและฉันก็ซุกศีรษะลงบนไหล่เขาเหมือนที่เคยทำเมื่อครั้งที่ยังเป็เด็กตัวเล็กๆเขากอดฉันไว้ ขณะที่ถามเบาๆ ว่า
“บอกผมสิ ว่าคุณพูดความจริงกับผมหรือเปล่าคุณแมรี่?”
ฉันเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้น๊อบฟังแต่ไม่กล้าบอกเขาว่า ฉันสงสัยว่า หัวหน้าคนงานคนนี้จะแอบดูฉันเล่นน้ำเพราะความรักของน๊อบนั้น มอบให้ฉันอย่างถวายชีวิตเขาจะต้องจัดการกับผู้ชายคนนั้นอย่างรุนแรงที่สุด และไม่มีข้อยกเว้นและมันก็จะกลับกลายเป็อันตรายต่อตัวเขาเอง
“เอาละถ้าอย่างนั้นก็กลับบ้านได้...เดี๋ยวผมจะดูเจสันสักหน่อย คุณว่ามันเป็อะไรนะ?”
“ขามันเจ็บน่ะน๊อบคงจะเหยียบก้อนหินพลาดเข้าเต็มที่เลย”
เขาก้มลงประคับประคองขาของเจสันขึ้นมาดูอย่างระมัดระวัง
“อา...ใช้แล้ว เป็แผลลึกเลย เอาละเราจูงมันเดินกลับก่อนก็แล้วกัน อีก 2-3 วันมันก็จะหาย คุณไม่ต้องห่วงดอกครับ”
เขาพยุงฉันขึ้นนั่งบนหลังม้าของเขาและจูงเจสันให้มันเดินตามหลังไปฉันซุกหน้าลงบนไหล่ของน๊อบ...เขาอึ้งไปชั่วครู่หนึ่งจึงพูดขึ้นว่า
“ผมจะต้องบอกคุณพ่อให้รู้เื่นี้ด้วย”
“อย่า...อย่าทำอย่างนั้นนะคะ”
“ทำไมล่ะ?”
“พ่อคงส่งนายไซมอนนี่เข้าคุกแน่ๆ เลย”
“ใช่...ท่านก็ต้องทำอย่างนั้นแน่”
“น๊อบ...่นี้เป็่ที่เรากำลังมีงานยุ่งกันมากนะ ถ้าไม่มีหัวหน้าคนงานแล้วต่อไปจะสั่งงานได้อย่างไร พ่อก็ต้องแบกภาระทั้งหมดไว้คนเดียวน่ะสิ”
น๊อบนิ่ง เหมือนจะใช้ความคิดเราทั้งสองรู้อยู่แก่ใจถึงสุขภาพของพ่อ พ่อไม่แข็งแรงเหมือนเมื่อสมัยก่อนอีกแล้วและมักจะมีอาการเจ็บที่หน้าอกอย่างมากอยู่เสมอโดยเฉพาะในระยะฤดูหนาวอย่างเช่นเมื่อตอนปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาซึ่งเป็่ที่อากาศเย็นจัด จนคนที่ร่างกายแข็งแรงอย่างพวกเราก็ยังทนแทบจะไม่ไหวพ่อเริ่มเป็หวัดและมีอาการหนาวสั่นตลอดเวลา ยิ่งกว่านั้นยังไออย่างหนัก จนเราเป็ห่วงอย่างที่สุด
“แต่ถึงอย่างไรคุณพ่อของคุณก็จะต้องรู้เื่นี้แน่ๆ” น๊อบตอบอย่างดื้อดึง
“ได้สิ น๊อบแต่ให้เราผ่านพ้นฤดูเก็บเกี่ยวนี้ไปก่อนไม่ดีหรือ ถึงอย่างไรพ่อก็จะต้องรู้เื่นี้แน่ๆ อยู่แล้ว หรือไม่ก็...ก่อนที่ฉันจะไปลอนดอนฉันก็จะบอกท่านเองนะคะ น๊อบ...ฉันสัญญา”
“ก็ตามใจ...ผมจะยังไม่พูดเื่นี้ก็ได้...แต่อยากรู้เหมือนกันว่าทำไมคุณพ่อของคุณ ถึงได้เลือกคนอย่างนี้เข้ามาเป็หัวหน้าคนงาน....”
ฉันยังมองเห็นภาพนั้นได้อย่างแจ่มชัดเด็กสาวคนหนึ่งกับชายหนุ่ม ซึ่งนั่งอยู่บนหลังม้าตัวเดียวกัน ภายใต้แสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์แห่งฤดูร้อน...บัดนี้ภาพแห่งความหลังนั้น จะไม่มีวันได้เวียนมาได้พบเห็นอีกต่อไปแล้ว
ขณะนี้ฉันกำลังนั่งอยู่ภายใต้ชายคาของบ้านหลังหนึ่งซึ่งเป็บ้านของตัวเองมองดูเข็มนาฬิกาที่เคลื่อนใกล้เวลาแห่งการเริ่มต้นศักราชใหม่เข้ามาทุกที ได้ยินเสียงเพลงที่แว่วผ่านฝาผนังเข้ามาถึงในห้องผู้คนกำลังรอต้อนรับวันปีใหม่กันอย่างรื่นเริงบันเทิงใจ ชั่ววูบหนึ่งที่ฉันเกิดความรู้สึกอยากจะออกไปร่วมสนุกกับพวกเขาด้วย...แต่แล้ว ฉันก็เปลี่ยนใจฉันจำเป็ที่จะต้องสะสางอัตชีวประวัติของเด็กสาวคนนั้นให้จบสิ้น เพื่อจะได้เตือนตัวเองว่าบัดนี้เด็กคนนั้นได้เติบโต จนเป็ผู้ใหญ่ อย่างที่ฉันได้เป็อยู่ขณะนี้
ฉันยังจำค่ำคืนที่มีบรรยากาศเหมือนคืนนี้ได้ดี เป็คืนเดือนมืดที่มีแต่สายลมหนาวพัดกระหน่ำอยู่รอบกาย และยังรำลึกได้ถึงธรรมเนียมเก่าๆที่พวกเรายึดถือกันอย่างเคร่งครัด เช่นว่า ผู้หญิงทุกคนในบ้านจะแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีขาวทั้งชุดไม่ได้ ซึ่งแม้ในทุกวันนี้ฉันก็ยังยึดถือปฏิบัติอยู่ ฉันมีแม่ที่รักดอกไม้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งดอกกุหลาบแต่ในท่ามกลางดอกกุหลาบมากมายหลายพันธุ์นั้น เราไม่เคยปลูกดอกกุหลาบขาวเลยและจวบจนวันนี้เช่นกัน ที่ฉันรู้สึกว่าตัวเองไม่อาจจะทนมองดอกไม้ที่มีสีและกลิ่นเยือกเย็นเช่นนั้นได้มันทำให้รู้สึกว่าตัวเองเหมือนคนใกล้จะตายเข้าไปทุกที
ฉันพยายามหักใจที่จะไม่คิดถึงเื่ดอกกุหลาบ กับความตายนั้นเพราะยังไม่ถึงเวลา ขอให้ฉันได้ทบทวนชีวิตในวัยเยาว์ได้ถ้วนทั่วเสียก่อน...ในวาระที่ฉันอยู่ในสภาพเด็กก็ไม่ใช่ผู้ใหญ่ก็ไม่เชิง รู้จักแต่เพียงบ้านหลังหนึ่งซึ่งอยู่มาั้แ่เกิดภาคภูมิใจว่าตัวเองได้ตัดสินใจถูกต้องแล้ว ที่ไม่บอกให้พ่อรู้ว่าตัวเองถูกกระทำหยาบหยามมาเพียงใดบ้าง...ถ้าเพียงแต่ฉันจะรู้รสร้ายของความไม่บริสุทธิ์ผุดผ่องของชีวิตเท่านั้น...ชีวิตของฉันอาจจะเปลี่ยนแปลงไปกว่านี้มาก
สาวน้อย แมรี่ฟอเรสเตอร์...ฉันกำลังมองดูเธอด้วยสายตาของผู้ใหญ่และมองเห็นสิ่งผิดพลาดในชีวิตที่ได้กระทำลงไป...เธอไม่เคยรู้จักโลกจึงไม่รู้ว่าคนอย่างไซมอน ดูนน์นั้น ไม่ใช่ลักษณะของผู้ชายที่จะปกป้องคุ้มครองผู้หญิงคนใดทั้งสิ้น...แต่อย่างไรก็ตาม่เวลานั้นก็ได้ล่วงเลยมาแล้วและเธอก็ตัดสินใจแล้วที่จะเก็บเื่ไว้เป็ความลับพ่อของเธอไม่มีโอกาสที่จะได้รู้พิษร้ายของคนคนนี้เลย ทั้งๆ ที่มีโอกาส...
บัดนี้ ภาพในห้องส่วนตัวของฉันพร่าเลือนไปอีกครั้งหนึ่งที่ฉันได้ถอยเข้าไปอยู่ในอดีตที่ฮอร์ทอร์น ฮิลล์ซึ่งขณะนั้นอยู่ใน่ปีที่ 3 ของการปฏิวัติในฝรั่งเศส