จารึกที่ 319 : ระฆังดับสูญเบิกนภา : ปฐมบทแห่งอักษรบรรพกาล
ละอองแสงสีทองนวลที่เกิดจากการปลดปล่อยดวงวิญญาณนับล้าน ค่อยๆ จางหายไปในความเวิ้งว้างของแผ่นดินเร้นลับอุดรทิศ ท้องฟ้าที่เคยถูกบีบรัดด้วยม่านวิญญาณสีขาวหม่น บัดนี้กลับคืนสู่ความกระจ่างใส เผยให้เห็นหมู่ดาวที่ทอประกายระยิบระยับราวกับหยาดน้ำตาแห่งความปีติของวัฏสงสาร
ทว่า บนมหานาวาปราณสูญตาที่เหลือเพียงครึ่งลำ บรรยากาศกลับมิได้ผ่อนคลายลงแม้แต่น้อย
"อั่ก!"
อาเจียทรุดตัวลงคุกเข่า กระอักเลือดสีดำคล้ำคำโตออกมาโลมเลอะพื้นกระดานไม้หยกดำ เลือดนั้นแฝงไปด้วยความร้อนระอุของปราณที่ตีกลับ ร่างกายของเด็กหนุ่มสั่นสะท้านอย่างรุนแรง เส้นชีพจรทั่วร่างที่เพิ่งได้รับการถักทอขึ้นใหม่ด้วยสายใยแห่งวัฏสงสาร บัดนี้ปูดโปนและมีรอยปริร้าวปรากฏขึ้นอีกครั้ง การฝืนใช้ 'มหาเวทสูญตา' ควบคู่กับการวิเคราะห์มหาคัมภีร์บรรพกาลด้วยตบะขีดสุดวิญญาณแรกเริ่ม เป็นการขูดรีดศักยภาพของทารกวิญญาณจนถึงขีดจำกัดสูงสุด
"อาเจีย!" หลินชิงเสวี่ยถลันเข้ามาประคองร่างของเขาไว้ หญิงสาวผู้มีใบหน้างดงามและเยือกเย็นดุจน้ำแข็ง บัดนี้ดวงตาแดงก่ำ มือเรียวที่เคยจับเพียงกระบี่และม้วนตำรา กำลังสั่นเทาขณะพยายามเช็ดคราบเลือดที่มุมปากของเขา "เจ้าฝืนตัวเองเกินไปแล้ว! พลังแห่งความว่างเปล่ากำลังกัดกินอวัยวะภายในของเจ้า!"
เย่ปิงอวิ๋นรีบก้าวเข้ามาทรุดตัวลงเบื้องหลังอาเจีย ฝ่ามือทั้งสองข้างสาดประกายแสงสีเขียวมรกต ถ่ายทอดปราณวิถีพฤกษาที่บริสุทธิ์ที่สุดเข้าสู่แผ่นหลังของเขาอย่างไม่คิดชีวิต "จุดตันเถียนของเขาปั่นป่วนราวกับพายุ! ทารกวิญญาณกำลังพยายามปิดผนึกตัวเองเพื่อหนีความเจ็บปวด ข้าทำได้เพียงชะลอการแตกร้าว ทว่าไม่อาจสมานมันได้!"
"อย่าได้ตื่นตระหนก..." อาเจียเค้นเสียงแหบพร่า ยกมือขวาขึ้นห้ามสหายทั้งสอง รอยยิ้มจางๆ ปรากฏบนใบหน้าที่ซีดเซียว "นี่มิใช่การทำลายล้าง... ทว่ามันคือ 'การผลัดเปลี่ยน' ภาชนะที่เล็กเกินไป ย่อมต้องมีรอยร้าวเมื่อต้องรองรับมหาสมุทร... การได้สัมผัสกับมหาคัมภีร์อักขระบรรพกาล ทำให้ข้าตระหนักว่า วิถีเดิมของข้านั้นคับแคบเพียงใด"
"เจ้ายังมีกะจิตกะใจมาวิเคราะห์มรรคาในสภาพเช่นนี้อีกหรือ!" เฟิงอี้หรานคำรามด้วยความหงุดหงิดที่แฝงความห่วงใย ดาวนำโชคแห่งสำนักพู่กันเพลิงกำหมัดแน่น "เซียนอมตะไป๋จื่อถูกคลื่นวิญญาณย้อนศรจนบาดเจ็บสาหัสก็จริง ทว่าสุนัขลอบกัดระดับนั้น ย่อมไม่ยอมถอยทัพเพียงเพราะหน้าแตกหรอกนะ!"
"อี้หรานกล่าวถูกต้อง" ฉินมู่หลางที่ยืนตระหง่านอยู่หัวเรือเอ่ยขึ้น ยอดกระบี่ยังคงไม่ยอมเก็บกระบี่นิรันดร์เข้าฝัก ดวงตาคมกริบกวาดมองความว่างเปล่าเบื้องบน "กลิ่นอายของมันยังไม่จางหายไปจากน่านฟ้านี้... มันเพียงแค่ถอยไปตั้งหลักเพื่อรอเวลา"
ท่ามกลางความตึงเครียด ร่างโปร่งแสงของมู่เฉิน ค่อยๆ ลอยออกมาจากพู่กันนิรันดร์ 永恒笔 (หย่งเหิงปี่) ที่วางอยู่ข้างกายอาเจีย อดีตมหาปรมาจารย์แห่งสำนักหมื่นอักขระ (ซึ่งกาลต่อมาคือสำนักหมึกวารี) ผู้เป็นศิษย์คนสุดท้ายเมื่อหนึ่งพันปีก่อน ทอดสายตามองอาเจียด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน ทั้งภาคภูมิใจและปวดร้าว
"ท่านอาจารย์..." อาเจียพยายามจะลุกขึ้นทำความเคารพ
"นั่งลงเสียเถิด อาเจีย" มู่เฉินกดมือลงเบาๆ ปราณวิญญาณอันอบอุ่นแผ่ซ่านเข้าประคองร่างศิษย์รัก "เจ้ากระทำการได้งดงามยิ่งนัก การเปลี่ยนความแค้นเป็นการหลุดพ้น คือจุดสูงสุดของการใช้ปัญญาเอาชนะกำลัง... ทว่า สวรรค์ที่ถูกฉีกหน้า ย่อมตอบโต้ด้วยความคลุ้มคลั่งที่ปราศจากหน้ากากแห่งคุณธรรมอีกต่อไป"
มู่เฉินเงยหน้ามองท้องฟ้า แววตาของเขาเต็มไปด้วยความทรงจำอันขมขื่น "ในอดีตกาล เมื่อครั้งที่สำนักหมื่นอักขระของพวกเราเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด บรรพชนของพวกเราก็เคยเผชิญหน้ากับความบ้าคลั่งเช่นนี้... เมื่อสัจธรรมจอมปลอมไม่อาจใช้เหตุผลครอบงำ มันจะใช้ 'กฎเกณฑ์แห่งการลบล้าง' โดยตรง อาเจีย เจ้าได้ศึกษาแผ่นหยกเทาหม่นนั่นแล้ว เจ้าเห็นสิ่งใด?"
อาเจียหลับตาลง ภาพของ 'ขีดเส้นเดียว' ที่เรียบง่ายทว่าหนักอึ้งดุจขุนเขาในมหาคัมภีร์บรรพกาล ปรากฏขึ้นในห้วงจิตสำนึก
"ศิษย์เห็น... ต้นกำเนิดขอรับ" อาเจียตอบเสียงแผ่ว ทว่ากังวานในความเงียบ "อักขระในคัมภีร์นั้น มิได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นอาวุธ ทว่ามันถูกสร้างขึ้นเพื่อ 'อธิบาย' การคงอยู่ของเอกภพ เมื่อเราเข้าใจโครงสร้าง เราจึงสามารถแทรกแซงโครงสร้างได้... ทว่า การจะเขียนอักขระบรรพกาลได้นั้น ไม่อาจใช้ปราณแท้ธรรมดา ทว่าต้องใช้ 'เจตจำนงที่สอดคล้องกับฟ้าดิน' เป็นน้ำหมึก"
"ถูกต้อง..." มู่เฉินพยักหน้าช้าๆ "และนั่นคือเหตุผลที่ร่างของเจ้าแหลกสลาย เจ้าพยายามฝืนอ่านเจตจำนงของฟ้าดินด้วยภาชนะที่เป็นเพียงวิญญาณแรกเริ่ม... จงพักผ่อนเถิด อาเจีย ปล่อยให้มรรคาได้ซึมซาบลงในกระดูกของเจ้าอย่างเป็นธรรมชาติ"
ทว่า มรรคาแห่งเทพเซียน มักไม่อนุญาตให้ผู้ใดหยุดพักตามใจปรารถนา!
หง่าง... หง่าง... หง่าง...
เสียงระฆังดังกังวานก้องมาจากความว่างเปล่าที่ห่างไกล!
เสียงนั้นมิใช่เสียงระฆังทองเหลืองที่ตีในอาราม ทว่ามันคือเสียงระฆังที่ตีลงบน 'เส้นใยของมิติ' โดยตรง! ทุกครั้งที่เสียงระฆังดังกังวาน คลื่นเสียงจะแปรสภาพเป็นระลอกคลื่นที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า กวาดผ่านท้องฟ้าของแผ่นดินเร้นลับอุดรทิศ
ทันทีที่ระลอกคลื่นเสียงพัดผ่าน ภูเขาน้ำแข็งที่ตั้งตระหง่านมานับหมื่นปี พลันสลายกลายเป็นผุยผงในพริบตา! ทะเลสาบสีเงินยวงถูกแช่แข็งและระเหยกลายเป็นไอในเสี้ยวลมหายใจ!
"อั่ก!"
หลินชิงเสวี่ยกรีดร้องเสียงหลง เลือดสดๆ พุ่งทะลักออกจากโสตสวรรค์ทั้งสองข้างของนาง หญิงสาวทรุดตัวลงเอามือกุมศีรษะ ร่างกายสั่นเกร็งอย่างรุนแรง "มัน... มันกำลังทำลายโครงสร้างของเสียง! เสียงระฆังนั่น... มันคือเสียงแห่งการดับสูญ!"
ฉินมู่หลางตวัดกระบี่นิรันดร์ขึ้นเบื้องหน้า กางอาณาเขตกระบี่เจตจำนงเพื่อปกป้องทุกคน ทว่าเพียงแค่ระลอกคลื่นเสียงระฆังพัดมากระทบ อาณาเขตกระบี่ที่แข็งแกร่งประดุจเหล็กกล้า กลับแตกร้าวราวกับกระจกบางๆ!
"จิตสัมผัสของข้าถูกปิดกั้นอย่างสมบูรณ์!" เฟิงอี้หรานตะโกน ใบหน้าหล่อเหลาซีดเผือด เพลิงอัคคีบรรพกาลในมือของเขาดับวูบลงอย่างไร้ทางสู้ "นี่มันวิชาบ้าอะไรกัน! แค่เสียงก็สามารถทำลายปราณแท้ได้!"
การจัดจังหวะแห่งฉากไคลแมกซ์เริ่มต้นขึ้นแล้ว! เสียงแห่งความตายมาก่อนการปรากฏตัว นำพาความสิ้นหวังมาบดขยี้จิตใจของผู้คน!
ครืนนนน!
ท้องฟ้าเบื้องหน้ามหานาวาปราณสูญตา พลันถูกฉีกกระชากออกเป็นรอยแยกรูปกากบาทขนาดมหึมา! ความมืดมิดที่ไร้ก้นบึ้งทะลักทลายออกมา พร้อมกับแรงกดดันที่รุนแรงยิ่งกว่าตอนที่เซียนอมตะไป๋จื่อปรากฏตัวในครั้งแรกถึงสิบเท่า!
ท่ามกลางรอยแยกนั้น ร่างของเซียนอมตะไป๋จื่อก้าวเดินออกมา
ทว่า สภาพของเขาในยามนี้ ไม่มีเค้าลางของนักพรตผู้สง่างามและเปี่ยมด้วยเมตตาอีกต่อไป!
ชุดนักพรตสีขาวบริสุทธิ์ของเขา ขาดวิ่นและเปื้อนไปด้วยคราบเลือดสีทองคำครึ่งซีก ใบหน้าที่เคยหล่อเหลาเยาว์วัย บัดนี้ซีกขวาถูกเพลิงแห่งวัฏสงสารเผาผลาญจนเห็นกระดูกสีทองที่กำลังหลอมละลาย ดวงตาที่เคยสาดประกายความเวทนาจอมปลอม บัดนี้ลุกโชนด้วยความเคียดแค้นและความบ้าคลั่งที่ดำมืดที่สุด!
ในมือขวาของเขา ถือ 'ระฆังทองแดง' เก่าคร่ำครึที่เต็มไปด้วยสนิมสีโลหิต ระฆังใบนั้นแผ่กลิ่นอายความตายที่เก่าแก่ยิ่งกว่าเอกภพ
"ระฆังมฤตยูสยบสวรรค์..." มู่เฉินเบิกตากว้าง ร่างวิญญาณของเขาสั่นสะท้าน "มันคือศัสตราระดับ 'เทพบรรพกาล' ที่หายสาบสูญไปในสงครามยุคแรกเริ่ม! วิหารเทพอนันตกาลถึงกับยอมมอบของวิเศษระดับนี้ ให้เซียนอมตะนำมาใช้กวาดล้างมดปลวกเชียวหรือ!"
ศัสตราระดับเทพบรรพกาล คือสิ่งที่ถูกหล่อหลอมขึ้นจากเจตจำนงของเอกภพตั้งแต่ยุคที่ฟ้าดินเพิ่งแยกออกจากกัน อานุภาพของมันไม่อาจประเมินได้ด้วยตบะของผู้ใช้ ทว่ามันต้องแลกมาด้วยอายุขัยและรากฐานวิญญาณของผู้ถือครอง!
ไป๋จื่อลอยตัวอยู่เหนือมหานาวาปราณสูญตา เขาก้มมองลงมายังกลุ่มของอาเจียด้วยสายตาของพญามัจจุราช
"ตีหน้าเศร้า เล่าความชอบธรรม..." ไป๋จื่อเค้นเสียงหัวเราะที่แหบพร่าและสยดสยอง เลือดสีทองหยดลงจากคาง "เจ้าสั่งสอนข้าได้ดีมาก ราชันหมื่นอักขระ... เจ้าทำให้ข้าตระหนักว่า การสวมหน้ากากแห่งคุณธรรม ย่อมไร้ความหมายเมื่อเผชิญกับผู้ที่ล่วงรู้สัจธรรม... เช่นนั้น ข้าก็จะไม่เสแสร้งอีกต่อไป!"
เซียนอมตะยกระฆังมฤตยูสยบสวรรค์ขึ้นระดับสายตา
"สวรรค์มิใช่สถานที่แห่งความเมตตา ทว่าคือ 'ผู้กำหนดความเป็นตาย'! ในเมื่อเจ้าปฏิเสธความตายที่งดงาม ข้าก็จะมอบความตายที่เลวร้ายที่สุดให้แก่พวกเจ้า... กฎเกณฑ์ใดๆ บนโลกนี้ ล้วนไร้ความหมายต่อหน้าระฆังใบนี้!"
หง่าง!!!
ไป๋จื่อใช้ฝ่ามือที่เหลือแต่กระดูก ตีลงบนระฆังอย่างบ้าคลั่ง!
คลื่นเสียงสีดำทมิฬพุ่งทะยานลงมาประดุจน้ำตกมรณะ! มันไม่ได้พุ่งเป้าไปที่มหานาวา ทว่ามันพุ่งเป้าลงไปยัง 'มิติ' รอบๆ เรือ! มิติที่เคยว่างเปล่า พลันถูกบีบอัดจนแข็งตัวกลายเป็นคุกคริสตัลสีดำ ปิดตายทุกเส้นทางการหลบหนี ศิลาพิทักษ์สูญตาที่พยายามจะเดินเครื่องแกนปราณ ถูกคลื่นเสียงกระแทกจนร่างศิลาแหลกละเอียดไปกว่าครึ่งตัว ทรุดลงคุกเข่าหมดสภาพในทันที!
"อาเจีย... หนีไป!" ฉินมู่หลางแผดเสียงคำราม ยอดกระบี่ผู้ไม่เคยก้มหัวให้ผู้ใด พุ่งทะยานร่างขึ้นสู่ท้องฟ้า หมายจะใช้ชีวิตของตนเองและเจตจำนงกระบี่ทั้งหมด เข้าปะทะกับคลื่นระฆังเพื่อเปิดทางรอดให้สหาย!
"พี่มู่หลาง อย่านะ!" อาเจียตะโกนลั่น
ทว่า ช้าไปเสียแล้ว! ทันทีที่ร่างของฉินมู่หลางพุ่งเข้าชนกับคลื่นเสียงสีดำ อาณาเขตกระบี่ของเขาถูกบดขยี้ในเสี้ยวลมหายใจ ร่างของยอดกระบี่ถูกกระแทกปลิวกลับลงมากระแทกดาดฟ้าเรืออย่างแรง กระบี่นิรันดร์กระเด็นหลุดจากมือ เลือดพุ่งทะลักออกจากปากและจมูก สลบเหมือดไปในทันที!
"พี่มู่หลาง!" เฟิงอี้หรานและเย่ปิงอวิ๋นถลันเข้าไปประคองร่างที่โชกเลือดของสหาย
ความสิ้นหวังเข้ากัดกินหัวใจของทุกคน นี่ไม่ใช่การต่อสู้ ทว่ามันคือการประหารฝ่ายเดียว! พลังของศัสตราระดับเทพบรรพกาล อยู่เหนือความเข้าใจของพวกเขาไปไกลลิบ
"อย่าได้ดิ้นรนเลย..." ไป๋จื่อยิ้มเยาะอย่างอำมหิต "เสียงระฆังนี้ จะค่อยๆ บดขยี้จุดตันเถียนและรากฐานวิญญาณของพวกเจ้าทีละน้อย... พวกเจ้าจะได้ลิ้มรสความเจ็บปวดของการสูญเสียมรรคา ก่อนที่วิญญาณจะถูกสกัดไปเป็นทาสพยนต์ตลอดกาล!"
อาเจียค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นยืน ท่ามกลางแรงกดดันที่ทำให้กระดูกทั้งร่างลั่นเปรี๊ยะราวกับจะแหลกสลาย
เขาปาดเลือดที่มุมปากทิ้ง ดวงตาแห่งความว่างเปล่าจ้องมองขึ้นไปยังเซียนอมตะที่กำลังคุ้มคลั่ง ร่างกายของเด็กหนุ่มโอนเอน ทว่าแผ่นหลังกลับหยัดตรงดุจเสาหลักแห่งสวรรค์
"ท่านคิดว่า... การยืมพลังของศัสตราโบราณ จะทำให้ท่านเป็นผู้กุมสัจธรรมที่แท้จริงกระนั้นหรือ?" อาเจียเอื้อนเอ่ย เสียงของเขาแหบพร่า ทว่าแฝงไว้ด้วยความเยือกเย็นที่น่าสะพรึงกลัว "ท่านละทิ้งหน้ากากแห่งคุณธรรม และเผยสันดานของการปล้นชิงออกมาจนหมดสิ้น... สวรรค์ที่ต้องพึ่งพาอาวุธเพื่อกดขี่มดปลวก ช่างเป็นสวรรค์ที่เปราะบางและขี้ขลาดตาขาวยิ่งนัก!"
อาเจียใช้วิถีแห่งการย้อนศรด้วยคำพูดอีกครั้ง! แม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบถึงขีดสุด ทว่าเขาก็ยังคงยึดมั่นในความชอบธรรม และชี้ให้เห็นถึงจุดอ่อนใน 'เต๋าประจำตน' ของศัตรู!
"หุบปาก! วาจาสามหาวของเจ้า ไม่อาจเปลี่ยนชะตากรรมได้!" ไป๋จื่อตวาดลั่น ความโกรธเกรี้ยวทำให้เขาตีระฆังอีกครั้ง!
หง่าง!!!
คลื่นเสียงระลอกที่สองพุ่งลงมา รุนแรงกว่าเดิมเป็นเท่าตัว!
"มหาเวทป้องกัน... หมื่นอักขระสลายสูญ!"
มู่เฉินที่อยู่ในร่างโปร่งแสง พุ่งทะยานออกไปขวางหน้าอาเจีย อดีตมหาปรมาจารย์เผาผลาญพลังวิญญาณที่เหลืออยู่น้อยนิด กางม่านอักขระสีทองอร่ามขึ้นคุ้มกันศิษย์รักและทุกคนบนเรือ!
ตูมมมม!
คลื่นเสียงปะทะกับม่านอักขระ ม่านสีทองแตกร้าวและสลายไปในพริบตา ร่างวิญญาณของมู่เฉินถูกกระแทกอย่างจัง ร่างโปร่งแสงสั่นกะพริบอย่างรุนแรงราวกับเทียนกลางพายุ
"ท่านอาจารย์!" อาเจียร้องเสียงหลง
"อย่าสนใจข้า... อาเจีย..." มู่เฉินหันมามองศิษย์รักด้วยแววตาที่เด็ดเดี่ยว ร่างกายของเขากำลังจะโปร่งแสงจนแทบมองไม่เห็น "ระฆังนั่น... มันควบคุมกฎเกณฑ์ของเสียงและการสั่นสะเทือน... เจ้าจำที่ข้าสอนได้หรือไม่... ความว่างเปล่า... ไม่มีเสียง..."
สิ้นคำกล่าว ร่างวิญญาณของมู่เฉินก็ถูกคลื่นเสียงกระแทกจนสลายกลายเป็นละอองแสงสีทอง ลอยกลับเข้าไปในพู่กันนิรันดร์ 永恒笔 อย่างไร้เรี่ยวแรง พู่กันวิเศษหล่นลงบนพื้นกระดาน เสียงหล่นดังกริ๊กเบาๆ ทว่าบาดลึกเข้าไปในหัวใจของอาเจีย
ความเงียบงันเข้าปกคลุมจิตใจของเด็กหนุ่ม
อาจารย์ผู้ปกป้องเขา สหายที่ยอมสละชีวิตเพื่อเขา... ทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นเพราะสวรรค์ที่ไร้ความชอบธรรม
อาเจียก้มหน้าลง ผมสีดำปรกใบหน้า
"หึหึ... สิ้นหวังแล้วสินะ?" ไป๋จื่อหัวเราะเยาะ "ยอมรับชะตากรรมเสียเถิด มอบรากฐานของเจ้ามาให้ข้า!"
"ความว่างเปล่า... ไม่มีเสียง..." อาเจียพึมพำแผ่วเบา
เขาค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ดวงตาแห่งความว่างเปล่าที่เคยเยือกเย็น บัดนี้ไม่มีความโกรธเกรี้ยว ไม่มีความกลัว มีเพียง 'มหาภาวะซวี' ที่สมบูรณ์แบบที่สุด! วงแหวนสัญลักษณ์ ( ⦾ ) ปรากฏขึ้นหมุนวนอยู่ในรูม่านตาของเขา!
อาเจียก้มลงหยิบพู่กันนิรันดร์ขึ้นมา ท่ามกลางแรงกดดันที่สามารถบดขยี้ภูเขา เขากลับเคลื่อนไหวได้อย่างนุ่มนวลและเป็นธรรมชาติ ราวกับกำลังร่ายรำอยู่กลางอากาศธาตุ
"ท่านบอกว่า... สวรรค์คือผู้กำหนดความเป็นตายงั้นหรือ?" อาเจียเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าเสียงนั้นกลับดังทะลุผ่านคลื่นเสียงมรณะของระฆังเข้าไปถึงหูของไป๋จื่อโดยตรง! "ท่านเข้าใจผิดแล้ว ไป๋จื่อ... สวรรค์เป็นเพียง 'ภาชนะ' ทว่าผู้ที่เขียนกฎเกณฑ์ลงในภาชนะนั้น... คือผู้ที่ครอบครองอักขระต่างหาก!"
อาเจียไม่ได้วาดอักขระเพื่อต่อต้านคลื่นเสียง ทว่าเขาหลับตาลง นึกถึง 'ขีดเส้นเดียว' ในมหาคัมภีร์อักขระบรรพกาลที่เขาเพิ่งทำความเข้าใจ
เขาตระหนักแล้วว่า การสร้างอักขระ มิใช่การใช้ปราณมารวมกัน ทว่ามันคือการใช้ 'เจตจำนง' ขีดเขียนลงบนผืนผ้าใบของเอกภพ!
อาเจียกัดปลายนิ้วชี้ของตนเอง เลือดที่ไหลออกมามิใช่สีแดงคล้ำอีกต่อไป ทว่ามันเปล่งประกาย 'สีเงินยวง' ที่แฝงเจตจำนงแห่งการไม่ยอมจำนน! เขาป้ายเลือดนั้นลงบนปลายพู่กันนิรันดร์
"ในเมื่อระฆังของท่าน ใช้เสียงเพื่อลบล้างมิติ... ข้าก็จะใช้ความเงียบงัน เพื่อ 'รื้อถอน' ต้นกำเนิดของมัน!"
อาเจียตวัดพู่กันนิรันดร์ขึ้นสู่ท้องฟ้า!
"อักขระบรรพกาล... อักษรหลิง (零) ขั้นสูงสุด... ความเงียบงันแห่งมหาภาวะซวี!"
เขาไม่ได้วาดสัญลักษณ์วงกลม ( ⦾ ) เพื่อจำกัดขอบเขตอีกต่อไป ทว่าเขาตวัดพู่กันเพียง 'ขีดเดียว' อย่างรุนแรงและเด็ดขาด! ขีดเส้นสีเงินยวงที่อาบด้วยแก่นโลหิต พุ่งทะยานแหวกอากาศธาตุ
มันมิได้พุ่งไปปะทะกับคลื่นเสียง ทว่ามันพุ่งตรงไป 'ขีดทับ' ลงบนระลอกคลื่นของการสั่นสะเทือน!
ทันทีที่ขีดเส้นแห่งความว่างเปล่าสัมผัสกับคลื่นเสียง...
กึก!
ทุกสรรพสิ่งในแผ่นดินเร้นลับอุดรทิศ หยุดนิ่งอย่างสมบูรณ์แบบ!
เสียงกัมปนาทของระฆังมฤตยูสยบสวรรค์ หายไปในพริบตา! แรงกดดันที่เคยกดทับมหานาวา สลายตัวไปราวกับไม่เคยมีอยู่จริง! คลื่นเสียงสีดำที่กำลังจะบดขยี้ทุกคน หยุดชะงักกลางอากาศธาตุ และถูก 'ลบเลือน' หายไปอย่างไร้ร่องรอย!
อักขระของอาเจีย มิได้เอาชนะระฆังด้วยความดังที่มากกว่า ทว่ามันทำลาย 'กฎเกณฑ์ของการเกิดเสียง' ด้วยการยัดเยียด 'ความว่างเปล่าอันเป็นสัมบูรณ์' เข้าไปในมิติ! เมื่อมิติไม่มีสื่อกลาง เสียงย่อมไม่อาจเดินทาง!
นี่คือการประยุกต์ใช้ความรู้จากมหาคัมภีร์บรรพกาล ผสานกับวิถีแห่งสูญตาอย่างสมบูรณ์แบบ!
"เป็นไปไม่ได้! เจ้าหยุดศัสตราระดับเทพบรรพกาลได้อย่างไร!" ไป๋จื่อเบิกตากว้างจนแทบถลน ความจองหองพังทลายลงในพริบตา เขาพยายามสั่นระฆังอีกครั้ง ทว่าระฆังกลับไร้สรรพเสียง ราวกับมันกลายเป็นเพียงเศษเหล็กไร้ค่า!
"ศัสตราที่ทรงพลัง ย่อมไร้ความหมาย หากผู้ใช้ไร้ซึ่งความเข้าใจในรากฐาน" อาเจียก้าวเดินขึ้นไปบนอากาศธาตุ ทีละก้าว ทีละก้าว ร่างกายของเขาแม้จะเต็มไปด้วยเลือด ทว่ากลับแผ่กลิ่นอายที่เหนือกว่าเซียนอมตะไปไกลลิบ
เขาตีหน้าเศร้า ทว่าน้ำเสียงเต็มไปด้วยความชอบธรรมและเด็ดขาด "ท่านใช้ดวงวิญญาณผู้บริสุทธิ์เพื่อสนองความโกรธแค้น ใช้ศัสตราโบราณเพื่อกดขี่ผู้อ่อนแอ... ไป๋จื่อ เต๋าของท่านมันเน่าเฟะจนเกินเยียวยาแล้ว!"
อาเจียตวัดพู่กันนิรันดร์อีกครั้ง ครั้งนี้เขาจารึก 'สมการสูญตาสะท้อนกลับ' ลงบนความเงียบงัน!
"กฎเกณฑ์ที่ท่านสร้างขึ้นเพื่อทำลายผู้อื่น... จงย้อนกลับไปทำลายตัวท่านเอง!"
อักขระหลิง (零) ที่แฝงตัวอยู่ในความเงียบงัน พลันดูดซับพลังงานทั้งหมดที่ระฆังเคยปล่อยออกมา และ 'สะท้อน' กลับคืนสู่ผู้ถือครองในรูปแบบของ 'ความถี่แห่งการลบล้าง' ที่ปราศจากเสียง!
วูบ!
คลื่นความถี่ไร้เสียง พุ่งทะลวงเข้าใส่ร่างของเซียนอมตะไป๋จื่อ!
"ม่ายยยยยยยย!"
ไป๋จื่ออ้าปากกรีดร้อง ทว่าไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมา! ร่างของเขาที่เคยเป็นอมตะ ถูกคลื่นความถี่บดขยี้จากภายใน! กระดูกสีทองคำแตกหัก เส้นชีพจรเซียนขาดสะบั้น อาณาเขตสวรรค์ในจุดตันเถียนของเขาพังทลายลงอย่างสมบูรณ์!
ระฆังมฤตยูสยบสวรรค์หลุดจากมือ ร่วงหล่นลงสู่ทะเลแห่งความว่างเปล่า
ร่างของเซียนอมตะไป๋จื่อ ปลิวละลิ่วกระเด็นเข้าไปในรอยแยกมิติที่เปิดอ้าอยู่เบื้องหลังเขา รอยแยกนั้นค่อยๆ ปิดตัวลง กลืนกินตัวตนของเซียนผู้เย่อหยิ่งให้หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์อย่างน่าสมเพช
ความเงียบสงบกลับคืนสู่แผ่นดินเร้นลับอุดรทิศอีกครั้ง
อาเจียร่อนร่างลงมายืนบนดาดฟ้าเรือ ขาทั้งสองข้างของเขาสั่นระริก ก่อนจะทรุดลงนั่งคุกเข่า พู่กันนิรันดร์หลุดจากมือ
หลินชิงเสวี่ยและเย่ปิงอวิ๋นรีบเข้ามาประคองเขาไว้ หญิงสาวทั้งสองร้องไห้ออกมาด้วยความโล่งใจและเจ็บปวดแทนเขา เฟิงอี้หรานพยุงร่างของฉินมู่หลางที่เพิ่งได้สติขึ้นมา
พวกเขาเอาชนะได้... ไม่ใช่ด้วยความบ้าคลั่ง หรือการทะลวงขั้นที่ไร้เหตุผล ทว่าเอาชนะด้วย 'ความเข้าใจ' ในอักขระบรรพกาล และการประยุกต์ใช้วิถีแห่งสูญตา เพื่อย้อนศรกฎเกณฑ์ของสวรรค์อย่างสมบูรณ์แบบ!
"เราชนะแล้ว... อาเจีย..." ฉินมู่หลางกระซิบเสียงแหบพร่า รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าที่เปื้อนเลือด
อาเจียหลับตาลง รอยยิ้มบางๆ ผุดขึ้นบนริมฝีปาก ทารกวิญญาณสูญตาในจุดตันเถียนที่เคยแตกร้าว บัดนี้กำลังดูดซับความเข้าใจใหม่เพื่อหล่อหลอมตนเองให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
"ชัยชนะนี้... เป็นเพียงแค่การเริ่มต้น" อาเจียลืมตาขึ้น ดวงตาสาดประกายมุ่งมั่น "การรื้อถอนสวรรค์จอมปลอม เพิ่งจะเปิดฉากขึ้นเท่านั้น... พวกเราต้องแข็งแกร่งขึ้น แข็งแกร่งพอที่จะเขียนกฎเกณฑ์ใหม่ ให้แก่วัฏสงสารแห่งนี้!"
ท่ามกลางซากปรักหักพังของมหานาวา และมิตรสหายที่สะบักสะบอม ราชันหมื่นอักขระได้ก้าวข้ามขีดจำกัดของตนเองไปอีกขั้น ตำนานแห่งผู้ครอบครองอักษรบรรพกาล กำลังจะถูกจารึกด้วยเลือดและเจตจำนงที่ไม่มีวันดับสูญ!