เขตที่พักของสาขาเทียนซิงนั้นกว้างใหญ่มากด้านในมีลานบ้านแยกเป็อิสระอยู่จำนวนไม่น้อยมีเพียงนักเรียนชั้นยอดเท่านั้นที่จะมีสิทธิ์เข้าพักได้ยามนี้ในสาขาเทียนซิงมีเพียงห้าคน ดังนั้นลานบ้านมากมายจึงถูกทิ้งร้างเอาไว้
หลินโม่ค่อนข้างชอบความเงียบสงบดังนั้นจึงเลือกลานบ้านที่ค่อนข้างห่างไกลจากผู้คนออกไป
“กลับมาแล้วหรือ?” น้ำเสียงอันคุ้นเคยดังขึ้น เฟิงเทียนสิงที่ทะลุออกจากที่ใดมาก็ไม่รู้กำลังยิ้มตาหยีมองมาที่หลินโม่
“ท่านรู้ว่าข้าอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?” หลินโม่ขมวดคิ้วสงสัย
“ลานบ้านละแวกนี้มีเพียงหลังเดียวที่ถูกทำความสะอาดดังนั้นข้าเลยเดาได้ว่าเ้าต้องอยู่ที่นี่อย่างแน่นอน” เฟิงเทียนสิงลูบเคราใต้คางพลางหัวเราะ
“ท่านคิดจะทำอะไรกันแน่?” ความไม่พอใจเผยขึ้นบนใบหน้าของหลินโม่
ถ้าถูกพี่สาวสุดสวยตามมากวนใจไม่หยุดก็ว่าไปอย่างอย่างน้อยก็พอทำให้หลินโม่รู้สึกสุขทั้งกายสุขทั้งใจบ้างทว่ากลับถูกตาแก่คนหนึ่งตามมากวนใจ นั่นก็ไม่ได้ถือเป็เื่ที่ดีอะไรแล้วล่ะยิ่งไปกว่านั้นความประทับใจแรกของหลินโม่ที่มีต่อเฟิงเทียนสิงนั้นก็ไม่ได้ดีเลย
“ผู้มาเยือนถือเป็แขกใจคอเ้าจะไม่เชิญข้านั่งลงเสียหน่อยหรือ?” เฟิงเทียนสิงยกยิ้มเล็กน้อย
“มีเื่อะไรท่านก็พูดมาตรงๆ เถอะหากจะให้ข้าไปฝึกศาสตร์วิชาเวทย์โบราณล่ะก็ ไม่จำเป็ต้องพูด” หลินโม่เอ่ยดัก
“เ้าจะไม่ไตร่ตรองดูดีๆ สักนิดจริงหรือ?” เฟิงเทียนสิงยังคงเอ่ยอย่างไม่ถอดใจ
“ไม่มีอะไรน่าไตร่ตรอง ยิ่งไปกว่านั้นท่านคิดว่าหากอิงตามฝีมือของท่านจะสอนข้าไหวอย่างนั้นหรือ?” หลินโม่รู้ดีว่าเฟิงเทียนสิงคงไม่ถอดใจไปโดยง่ายแน่เดิมทีที่มาตามดูแลเขานั้นอาจเป็เพราะฐานะเ้าสาขาของสาขาเทียนซิงก็เป็ได้ดังนั้นจึงไม่ได้อธิบายออกไปจนหมดเปลือก ในเมื่อเฟิงทียนสิงอยากตามนักล่ะก็เพื่อให้ตัวเองได้เงียบสงบเสียหน่อย หลินโม่จึงไม่ได้สนใจมากขนาดนั้น
เฟิงเทียนสิงที่เดิมทีควรจะโกรธเมื่อได้ยินคำนี้ทว่าไม่เพียงแต่จะไม่โกรธ แต่รอยยิ้มกลับสดใสโชติ่ขึ้นกว่าเดิมครั้นจะพูดถึงวิธีฝึกรูปแบบอื่นเขาก็ยังไม่กล้าพูดว่าจะสามารถสอนหลินโม่ได้เต็มร้อยไหมในวิถีแห่งศาสตร์วิชาเวทย์โบราณ หากแม้แต่เขาก็ทำไม่ได้แล้วนั้นในดินแดนใต้นี้ก็ไม่มีผู้ใดจะสามารถสอนหลินโม่ได้อีกแล้วล่ะ
“ดูท่าเ้าก็พอเข้าใจศาสตร์วิชาเวทย์โบราณอยู่บ้างไม่เช่นนั้นพวกเรามาถกถามกันเสียหน่อยเป็อย่างไร? หากเ้าแพ้ข้าจะไม่ให้เ้ากล่าวขออภัยเื่ที่เ้าพูดอวดดีเมื่อก่อนหน้านั้นเพียงแค่เ้าตามมาฝึกศาสตร์วิชาเวทย์โบราณก็พอแล้ว เป็อย่างไร?” เฟิงเทียนสิงกล่าว
“หากข้าชนะล่ะ?” หลินโม่ถามกลับ
“เ้าชนะ? หึ หึ เป็ไปไม่ได้!”เฟิงเทียนสิงพลันหัวเราะขึ้น
“ท่านรู้ได้อย่างไรว่าเป็ไปไม่ได้?” หลินโม่แย้งกลับ
“ในเมื่อเ้ามั่นใจเช่นนี้ อย่างนั้นก็ดี หากเ้าชนะข้าจะยอมรับเงื่อนไขของเ้าข้อหนึ่ง แน่นอนว่าเงื่อนไขข้อนี้ต้องเป็เื่ที่ข้าสามารถทำได้เท่านั้นหากเป็เื่ที่ทำไม่ได้ เงื่อนไขจะถือเป็โมฆะ” เฟิงเทียนสิงเอ่ยเสนอความเ้าเล่ห์ปรากฏวูบหนึ่งในดวงตาอย่างเลือนราง
ในสายตาของเฟิงเทียนสิงก่อนหน้านี้ที่หลินโม่ทำลายลายเวทย์กระดานหมากรุกได้นั้นเพราะเอาแต่พึ่งการโกงและโชคล้วนๆแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่าหลินโม่เข้าใจศาสตร์วิชาเวทย์โบราณมากกว่าคนอื่นจริงๆนั่นล่ะ
แต่ก็แค่มากกว่าคนอื่นไปบ้างก็เท่านั้นอย่างไรเสียหลินโม่ก็เพิ่งอายุเท่านั้นต่อให้เริ่มศึกษาศาสตร์วิชาเวทย์โบราณั้แ่อยู่ในท้องมารดาหรือต่อให้ระดับความเข้ากันได้กับศาสตร์วิชาเวทย์โบราณจะสูงพอแต่ระยะเวลาเพียงสิบหกปีสั้นๆ มากสุดก็คงพอมีฝีมืออยู่บ้างก็เท่านั้น
พึงรู้ว่าวิถีแห่งการฝึกศาสตร์วิชาเวทย์โบราณนั้นจำต้องััลายเวทย์เป็ประจำ อีกทั้งยังต้องอนุมานลายเวทย์อยู่ตลอดเวลา จุดนี้จึงมีเฉพาะผู้ที่ชำนาญวิถีแห่งศาสตร์วิชาเวทย์โบราณอย่างแท้จริงเท่านั้นถึงจะทำได้
หลินโม่ฝึกทั้งร่างกาย ฝึกทั้งปราณิญญาในสายตาของเฟิงเทียนสิง การฝึกที่มากเกินไปก็ไม่ถือเป็เื่ดีนี่อาจทำให้จิตฟุ้งซ่านได้ ่แรกอาจมีผลลัพธ์ที่ดีไม่น้อย ครั้นถึง่หลังหากไม่สามารถเชี่ยวชาญแขนงวิชาเฉพาะนั้นได้ แม้นว่าจะมีสติปัญญาสูงเพียงใดก็ง่ายที่จะเสื่อมลงจนกลายเป็เพียงคนสามัญธรรมดา
“ท่านเริ่มคำถามก่อนเถอะ” หลินโม่เอ่ย
“เช่นนั้นข้าก็จะหน้าหนาเริ่มคำถามก่อนเองก็แล้วกันวิถีแห่งศาสตร์วิชาเวทย์โบราณ แบ่งออกเป็กี่แขนง?” เฟิงเทียนสิงเริ่มถาม
“วิถีแห่งศาสตร์วิชาเวทย์โบราณแบ่งเป็แขนงสร้างพลังแขนงจับชีพจร แขนงความลับ์ มีสามแขนงใหญ่นี้” หลินโม่ตอบกลับอย่างไม่ลังเลสักนิดขณะที่เฟิงเทียนสิงกำลังถาม คลังความรู้ในหัวของเขาก็ปรากฏคำตอบออกมาแล้ว
เฟิงเทียนสิงมองหลินโม่ด้วยความแปลกใจคำถามนี้ดูเหมือนง่ายทว่าแท้จริงแล้วมีเพียงผู้ที่เข้าใจศาสตร์วิชาเวทย์โบราณอย่างถ่องแท้เท่านั้นถึงจะสามารถตอบออกมาได้ดูท่าความเข้าใจในศาสตร์วิชาเวทย์โบราณของเ้าเด็กนี่จะมากเกินกว่าที่เขาคาดเอาไว้เสียแล้วล่ะ
“อะไรคือแขนงสร้างพลัง? แขนงจับชีพจร?แขนงความลับ์?”
เฟิงเทียนสิงถามต่อความยากของคำถามเกี่ยวกับสามแขนงนี้จะยากกว่าก่อนหน้ามากขึ้นมีเพียงผู้ที่หมกมุ่นอยู่กับวิถีแห่งศาสตร์วิชาเวทย์โบราณมาเป็เวลานานเท่านั้นจึงจะสามารถแยกความต่างของทั้งสามนี้ได้
“แขนงสร้างพลังสร้างโดยพลังแห่ง์ มาจากพลังลม อัสนี และอื่นๆ...แขนงจับชีพจรคือการควบแน่นแข็งตัวของพลังแห่งปฐี ซึ่งแบ่งอย่างละเอียดเป็ขุนเขาธารา โถงถ้ำ... แขนงแห่งความลับ์คือการรวมตัวกันของ์และปฐีที่มีทั้งแขนงสร้างพลังและแฝงด้วยแขนงจับชีพจร... ดูเหมือนเป็สามแขนงทว่าความจริงคือแขนงเดียวเท่านั้น” หลินโม่ตอบอย่างเนิบนาบเชื่องช้า
ครั้นได้ยินคำตอบนี้เฟิงเทียนสิงพลันเผยสีหน้าประหลาดใจขีดสุดที่เห็นได้ยากออกมา
ไม่ใช่เพราะหลินโม่พูดผิดทว่าเป็เพราะตอบถูกหมดทั้งสิ้น ไม่เพียงพูดถึงความแตกต่างของทั้งสามแขนงได้แต่กระทั่งความหมายที่แท้จริงของแขนงทั้งสามแห่งศาสตร์วิชาเวทย์โบราณก็ล้วนบรรยายออกมาได้อย่างลึกซึ้งหลังจากเฟิงเทียนสิงก้าวเข้าสู่วิถีการฝึกแห่งศาสตร์วิชาเวทย์โบราณ เขาใช้เวลาไปทั้งหมดถึงสามสิบปีเต็มๆถึงจะเข้าใจจุดนี้ได้อย่างปรุโปร่ง
“พลังสร้างขึ้นอย่างไร?” เฟิงเทียนสิงถามต่อ
“พลังนั้น...”
“แล้วชีพจรจับได้อย่างไร?”
คำถามแล้วคำถามเล่าถูกถามขึ้นอย่างต่อเนื่องซึ่งหลินโม่ก็ตอบถูกได้อย่างไหลลื่นราวกับสายน้ำ
เฟิงเทียนสิงยังคงถามต่อ ทั้งยังถามคำถามเกี่ยวกับศาสตร์วิชาเวทย์โบราณที่ยิ่งลงลึกมากยิ่งขึ้นเดิมคิดว่าคงจะยากจนทำให้หลินโม่พลาด ทว่าสิ่งที่ทำให้เขาตกตะลึงคือทุกคราที่เพิ่งถามจบ หลินโม่ก็ตอบออกมาโดยไม่ต้องหยุดคิดในทันที
ค่อยเป็ค่อยไปคำถามที่เฟิงเทียนสิงเอ่ยถามนั้นนานเข้าก็ยิ่งลงลึกและเข้าใจยากยิ่งขึ้น แม้แต่บางคำถามเขาก็ยังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ชั่วขณะนี้เขากลับลืมไปแล้วว่ากำลังแข่งถกถามกับหลินโม่
สำหรับคำถามที่เฟิงเทียนสิงถามขึ้นนั้นหลินโม่ตอบต่อได้ในทันที
ครั้นถามถึง่ท้ายใบหน้าของเฟิงเทียนสิงแดงเถือกลามถึงหู ท่าทางเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและฮึกเหิมแม้ว่าบางคำถามหลินโม่จะตอบได้ไม่หมด ทว่ากลับชี้ทางให้เขาเข้าใจมากยิ่งขึ้น
ขณะเดียวกันในใจของเฟิงเทียนสิงก็เต็มไปด้วยความทึ่งเฉกเช่นเดียวกัน ขอบอกให้รู้ไว้ว่าคำถามที่เขาเอ่ยถามทั้งหมดนั้นหลายข้อต่างเป็คำตอบที่เขากำลังตามหานั่นเองคำถามไม่น้อยถูกหลินโม่ให้คำตอบได้อย่างสมบูรณ์
เด็กหนุ่มอายุสิบหกคนหนึ่ง ในด้านความรู้เกี่ยวกับศาสตร์วิชาเวทย์โบราณนั้นคาดไม่ถึงว่าจะเข้าใจมากกว่าเขาเสียอีก...
แม้ว่าความรู้จะไม่ได้หมายถึงฝีมือในศาสตร์วิชาเวทย์โบราณทว่าสามารถมีความรู้จนน่าใถึงเพียงนี้หากก้าวสู่วิถีแห่งศาสตร์วิชาเวทย์โบราณแขนงหนึ่งจริงๆ ล่ะก็อาศัยเพียงความรู้เหล่านี้ก็สามารถก้าวไปได้ไกลกว่าเฟิงเทียนสิงแน่นอน
หากเป็ก่อนหน้านี้ตีให้ตายอย่างไรเฟิงเทียนสิงก็ไม่มีทางเชื่อเื่เช่นนี้เป็แน่ทว่าตอนนี้เขาเชื่อแล้ว ในที่สุดเขาก็เข้าใจ เพราะอะไรหลินโม่ถึงได้เอ่ยว่าเขาสอนไม่ไหวแน่
ครั้นคำถามสุดท้ายถูกเอ่ยขึ้นยามที่หลินโม่ตอบจบแล้วนั้น เฟิงเทียนสิงจึงถอนหายใจอย่างอัดอั้นออกมายาวเหยียด
“สหายน้อยความรู้ของเ้าเกี่ยวกับศาสตร์วิชาเวทย์โบราณนั้นก้าวล้ำไปมากแล้วการถกถามครานี้สหายน้อยชนะแล้ว” เฟิงเทียนสิงไม่ได้ซึมเศร้าผิดหวังทว่ากลับยินดีมากเพราะคำถามบางข้อที่คาใจมาเนิ่นนานหลายปีได้รับการแก้ไขอย่างราบรื่นแล้ว
ในสายตาของเฟิงเทียนสิง ณ เวลานี้ หลินโม่ไม่ได้เป็เด็กหนุ่มอายุสิบหกแล้วทว่าเป็สหายร่วมรุ่นที่ควรค่าแก่การเคารพยิ่งดังนั้นเขาจึงเปลี่ยนการเรียกขานหลินโม่ไปเป็สหายน้อยนี่มีเพียงเฉพาะผู้ที่ยืนอยู่ระดับสูงเทียบเท่าและได้รับการยอมรับจากเฟิงเทียนสิงเท่านั้นถึงจะพูดคุยกับเขาดั่งรุ่นเดียวกันได้
“ท่านติดเงื่อนไขข้าข้อหนึ่ง” หลินโม่เอ่ยขึ้นอย่างไม่เกรงใจ
“ในเมื่อยอมรับสัญญาพนันแล้ว อย่างไรข้าก็ไม่คืนคำไม่รู้ว่าสหายน้อย้าสิ่งใด?” เฟิงเทียนสิงเอ่ยถาม
“ยังไม่ได้คิดเอาไว้ วันหลังหากคิดออกแล้วค่อยไปหาท่านก็แล้วกัน”หลินโม่ไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบไป
“เช่นนั้นรอสหายน้อยคิดออกแล้วค่อยบอกกล่าวให้ข้ารู้”
เฟิงเทียนสิงกล่าวจบจึงเดินไปยังลานบ้านข้างๆครั้นสะบัดฝ่ามือ กระแสอากาศพลันหมุนเกลียวขึ้นใบไม้ร่วงและฝุ่นภายในลานบ้านม้วนตัวแล้วร่วงลงสู่ซอกเล็กๆ จากลานบ้านที่เดิมทีสกปรกรกรุงรังกลายเป็สะอาดมากขึ้นในพริบตา
หลินโม่จ้องการเคลื่อนไหวของเฟิงเทียนสิงไม่วางตา
“นับจากวันนี้ ข้าจะอยู่ที่นี่หากมีเวลาจะมาเยี่ยมเยียนสหายน้อยบ่อยๆ” เฟิงเทียนสิงหัวเราะร่า
ครั้นได้ยินเช่นนั้นสีหน้าของหลินโม่ดูไม่ค่อยดีเสียเท่าไหร่เมื่อเทียบตอนถกถามกับเฟิงเทียนสิงก่อนหน้านี้พลันภาวนาอยากให้ตาแก่คนนี้ถอดใจไปเสียที อีกทั้งตัวเองที่เงียบสงบอยู่ดีๆยามนี้กลายเป็ว่าตาแก่คนนี้จะอยู่เสียที่นี่จริงๆ และยังจะมารบกวนเขาบ่อยๆ...
เอาเถอะ...
หลินโม่ปลอบประโลมตัวเองกลับกันการที่ตาแก่อาศัยอยู่ที่นี่ก็ไม่ได้เป็เื่เสียหายอันใดอย่างน้อยที่แข่งถกถามเื่ศาสตร์วิชาเวทย์โบราณเมื่อครู่นั้นเขาก็ได้เข้าใจพื้นฐานสุดของศาสตร์วิชาเวทย์โบราณเช่นกัน
แม้นว่าจะสามารถตอบคำถามได้แทบทั้งหมดทว่าคำตอบเ่าั้เหมือนกับซ่อนอยู่ในคลังความรู้ในหัวก็ไม่ปานจำต้องใช้คำถามในการกระตุ้นดึงออกมาถึงจะได้คำตอบ ราวกับตกปลาอย่างไรอย่างนั้นจะต้องมีเหยื่อจึงจะสามารถตกปลาได้ ยามนี้ความรู้ของหลินโม่เกี่ยวกับศาสตร์วิชาเวทย์โบราณนั้นไม่ได้น้อยไปกว่าเฟิงเทียนสิงอีกต่อไปแล้วอีกทั้งเขายังเข้าใจการใช้ศาสตร์วิชาเวทย์โบราณจริงๆ ได้อย่างชัดเจนแล้วเช่นกัน
ข้อเสียหนึ่งเดียวของศาสตร์วิชาเวทย์โบราณก็คือระยะเวลาในการฝึกนั้นยาวนานเกินไปหลินโม่ยังไม่มีแผนฝึกฝนในยามนี้ รอวันหน้าดูสถานการณ์อีกทีค่อยตัดสินก็แล้วกัน