บทแห่งเด็กชายในหุบเขา
"แสน"
เด็กชายเกิดในคืนที่มีฝนดาวตกเต็มท้องฟ้า แม่จึงตั้งชื่อให้เขาว่า ‘แสน’ เขาเกิดมาพร้อมกับมีจุดปานแดงกลางหว่างคิ้ว แต่อายุได้ไม่ถึงขวบปีเขาก็ต้องกลายเป็เด็กกำพร้า... พ่อของเขาถูกควายป่าขวิดตายขณะออกไปล่าสัตว์ หลังจากนั้นไม่นานแม่ของเขาก็ป่วยตายตามไปอีกคน นับแต่นั้นมา แสนจึงอยู่ในการดูแลของ ‘อุ๊ยคำ’ ผู้ซึ่งเป็ยายทวด และยังเป็หมอผีที่ได้รับการนับถือจากคนทั้งหมู่บ้าน นั่นจึงทำให้แสนพลอยได้รับความเอ็นดูจากทุกคนไปด้วย
แสนเติบโตมาเป็เด็กห้าขวบที่ช่างสงสัย และเฉลียวฉลาดเกินวัย เพราะั้แ่ที่เริ่มหัดพูดได้จนคล่อง แสนก็ระดมยิงคำถามมากมายใส่ผู้คนในหมู่บ้าน เขาถามถึงทุกสิ่งที่สงสัย ทั้งสิ่งเล็กน้อยใกล้ตัว ไปจนถึงสิ่งใหญ่ที่ไกลห่างออกไป
“อันนั้นคืออะไรจ๊ะ?”
“อันนี้เรียกว่าอะไรน่ะ?”
“ทำไมบนยอดดอยนู้นถึงมีเมฆขาวๆ เกาะอยู่ล่ะ? เมฆมันกลัวหล่นเหรอ ถึงได้เกาะยอดดอยไว้แน่นเชียว”
“ทำไมเราถึงมองเห็นดาวได้แค่ตอนกลางคืนนะ กลางวันดาวหายไปไหนหมดล่ะ?”
สารพัดข้อสงสัยของเขา ทำให้ทุกคนในหมู่บ้านกลางหุบเขาแห่งนี้ พากันคร้านที่จะต้องคอยตอบคำถาม ซึ่งนับวันจะยิ่งซับซ้อนมากขึ้นทุกที
มีเพียงแต่อุ๊ยคำเท่านั้น ที่เต็มใจตอบเขาทุกข้อสงสัยเสมอมา
ใกล้โพล้เพล้วันหนึ่ง อุ๊ยคำพาแสนไปเก็บผักหญ้าที่ชายป่าหลังกระท่อม แสนวิ่งเล่นอยู่รอบๆ ตามประสา ก่อนจะหยุดชะงักยืนจ้องมองไปที่ต้นตะเคียนใหญ่ เด็กน้อยยืนมองอย่างสงสัยครู่หนึ่ง แล้วจึงรีบวิ่งไปหาแม่อุ๊ย
“อุ๊ยๆ หลังต้นไม้นั่นอะไรเหรอจ๊ะ? ดูยังกับโคมไฟแหนะ ใครมาจุดโคมแขวนใต้ต้นไม้ตอนกลางวันกันล่ะจ๊ะ?”
อุ๊ยคำมองตามที่เด็กชายชี้ แต่นางไม่เห็นอะไรอย่างที่แสนว่า หญิงชราจึงนิ่งไปชั่วครู่
“... บอกข้ามาสิไอ้แสน เอ็งมองเห็นอะไร” อุ๊ยเอ่ยถาม
“ฉันเห็นดวงไฟสีส้มๆ นะจ้ะ มันกลมๆ เรื่อๆ เหมือนกับโคมไฟที่อุ๊ยเคยจุดเมื่อตอนคืนยี่เป็งเลย”
แม่อุ๊ยนิ่งไปอีกครั้ง นางจ้องไปที่ตาใสซื่อของผู้เป็เหลน ก่อนจะหันไปมองยังต้นตะเคียนใหญ่
“... ที่เอ็งเห็นคงเป็ผีนังเหมยน่ะ มันผูกคอตายที่ต้นตะเคียนนี้เมื่อเดือนก่อน มันน้อยใจผัวที่ออกไปเยี่ยมญาติที่หมู่บ้านอื่นแล้วยังไม่ยอมกลับมาเสียที แต่หลังจากที่นังเหมยตายไปได้ไม่กี่วัน ชาวบ้านก็ไปเจอศพของอ้ายมิ่งผัวมันนอนตายอยู่ใต้เนินหิน ห่างจากหมู่บ้านของเราไม่ถึงห้าเส้นนี่เอง อ้ายมิ่งมันคงพลัดตกเนินคอหักตายอยู่ตรงนั้นแล้วไม่มีคนรู้ ทำให้นังเหมยเข้าใจผิดจนต้องมาตายตามผัวไปอีกคน เฮ้อ...” อุ๊ยพูดด้วยน้ำเสียงเศร้า
“ผีคืออะไรเหรอจ๊ะ?”
“ผีก็คือคนที่ตายไปแล้วน่ะสิ พอคนเราตายลงขวัญก็จะออกจากร่าง แต่หากขวัญนั้นหลงทาง หรือไม่ยอมไปไหน ก็จะกลายเป็ผีสิงสู่อยู่ตามที่ต่างๆ”
“ถ้า-งั้น พ่อกับแม่ฉันที่ตายไป ก็กลายเป็ผีเหมือนกันใช่มั้ยจ๊ะ?”
ยายทวดยิ้มอ่อนโยนให้เหลนตัวน้อย “พ่อกับแม่เอ็งไม่ได้เป็ผีหรอก พวกเขากลายเป็อย่างอื่นที่คล้ายกัน แต่เป็อะไรที่ดีกว่าจะเรียกว่าผี”
“ว่าแต่เอ็งน่ะ เห็นดวงไฟแบบนี้ได้ั้แ่เมื่อไรกันรึ?” อุ๊ยถาม
“ฉันก็เพิ่งเห็นนี่แหละจ้ะ ทำไมล่ะจ๊ะ? อุ๊ยมองไม่เห็นเหรอ?”
นางส่ายหน้า “ข้าไม่เห็น... แต่ข้าก็รู้สึกได้ในแบบของข้า”
“จำไว้นะแสน เอ็งอย่าเที่ยวไปบอกใครล่ะ ว่าเอ็งมองเห็นอะไรได้ บางครั้งการให้คนอื่นรู้ว่าเราเห็นอะไร มันจะพาเื่วุ่นวายมาให้ไม่รู้จบ”
คืนนั้นก็เป็ดั่งเช่นทุกคืน แสนนอนหนุนตักของผู้เป็ยายทวดอยู่ข้างกองไฟหน้ากระท่อม เหม่อมองดูดวงดาวที่ส่องแสงกะพริบอยู่ท่ามกลางท้องฟ้ายามราตรี
“อุ๊ย บนฟ้านั่นนอกจากดาวแล้ว ยังมีอย่างอื่นอยู่อีกมั้ยจ๊ะ?”
“บนฟ้าก็มีเมืองฟ้า ที่อยู่ของผีขวัญยังไงล่ะ” อุ๊ยคำตอบพลางเคี้ยวหมากดังแจ๊บๆ
“ผีขวัญคืออะไรเหรอจ๊ะ?”
“ผีขวัญก็คือผีบรรพชนของเราไง เมื่อปู่ย่าตาทวดของเราตายไป ขวัญของพวกเขาก็จะไปรวมกันเป็หนึ่งเดียวอยู่บนฟ้า ทำหน้าที่ปกป้องคุ้มครองคนที่ยังมีชีวิตอยู่ เราเรียกอีกอย่างว่า ผีฟ้า หรือ พญาแถน”
“นอกจากเมืองฟ้าข้างบนนั่นแล้ว ยังมีเมืองอื่นอยู่อีกมั้ยจ๊ะ”
“มีสิ บรรพชนของเราบอกต่อกันมาว่า จักรวาลนั้นประกอบด้วยสามส่วนคือ เบื้องบนเป็เมืองฟ้า ที่อยู่ของแถน เบื้องกลางระหว่างฟ้ากับดิน เป็เมืองลุ่ม หรือเรียกว่าเมืองมนุษย์ ที่อยู่ของคนและสัตว์ทั้งหลาย และเบื้องล่างลงไป เป็เมืองบาดาล ที่อยู่ของผีนาผีน้ำกับนาค”
“ตอนนี้เราอยู่ระหว่างฟ้ากับดิน ถ้า-งั้น หมู่บ้านของเราก็ต้องอยู่เมืองมนุษย์ใช่มั้ย”
แม่อุ๊ยพยักหน้า “พวกเรายังเป็คน เราก็ต้องอยู่ที่เมืองมนุษย์สิวะ เอ็งนี่ถามได้... แต่เมืองมนุษย์นี้มันช่างกว้างใหญ่ไพศาล จนแบ่งออกเป็เมืองเล็กเมืองน้อยอีกมากมาย เหนือหมู่บ้านของเราขึ้นไปก็มีเมืองเชียงแสน ทางตะวันตกก็มีเมืองพะเยา ทางตะวันออกก็มีเมืองหลวงพระบาง ทางใต้ก็มีเมืองแพร่ ใต้ลงไปอีกก็มีเมืองสุโขทัย ส่วนหมู่บ้านของเรานั้นเป็ส่วนหนึ่งของเมืองน่าน”
“โอ้โห! เมืองมนุษย์นี่กว้างขนาดนั้นเลยเหรอ ทำไมถึงได้มีเมืองอยู่ตั้งหลายเมืองจังเลย”
“แสนเอ้ย โลกมนุษย์นี้ยังมีเมืองอีกตั้งมากมายที่ข้ายังไม่ได้พูดถึง นอกจากเมืองที่พูดภาษาเดียวกับเราแล้ว ในดินแดนที่ห่างไกลออกไปนั้น ก็ยังมีเมืองที่พูดคนละภาษากับเราอยู่อีกมากจนนับไม่ถ้วนเลยล่ะ หากวันใดที่เอ็งโตพอที่จะร่วมเดินทางไปกับขบวนสินค้าของหมู่บ้าน เอ็งอาจจะได้ไปเยือนเมืองเ่าั้ก็ได้”
“แล้วเมืองฟ้าล่ะอุ๊ย ถ้าโตขึ้นแล้ว ฉันจะได้ไปเมืองฟ้ามั้ย ฉันอยากไปเมืองฟ้าน่ะอุ๊ย”
“ว่ากันว่าสมัยก่อนนานมาแล้ว คนกับแถนเคยเดินทางไปมาหาสู่กันได้ด้วยเรือศักดิ์สิทธิ์ แต่ทุกวันนี้ไม่มีเรือที่ว่านั่นอีกแล้วล่ะ หากใครอยากไปเมืองฟ้า ก็คงต้องให้ขวัญออกจากร่างเท่านั้นถึงจะไปได้ แต่หากขวัญออกจากร่างนานเกินไปเขาก็จะต้องตาย แม้แต่ข้าที่เป็หมอผีมาั้แ่สาวจนแก่ปูนนี้แล้ว ก็ยังไม่สามารถถอดขวัญออกจากร่างได้เลย ดังนั้นก็ไม่น่าจะมีคนเป็คนไหนเคยไปเมืองฟ้ามาก่อนหรอก”
อุ๊ยคำก้มมองแสนบนตัก “ทำไมเอ็งถึงอยากจะไปเมืองฟ้าล่ะแสน”
“ก็อุ๊ยบอกว่า บรรพชนของเราที่ตายไปจะขึ้นไปอยู่ที่เมืองฟ้ากับพญาแถน... พ่อกับแม่ฉันก็อาจจะอยู่ที่นั่นก็ได้...”
“...” ยายทวดได้ฟังก็รู้สึกสะอื้นขึ้นในอก ก่อนนางจะลูบผมที่ยุ่งเหยิงให้เด็กชายอย่างอ่อนโยน พร้อมกับมองปานจุดแดงที่หว่างคิ้วของแสน ซึ่งนับวันก็จะเด่นชัดขึ้นทุกขวบปี
“ดึกเต็มทีแล้ว นอนเสียเถอะเหลนเอ้ย นอนที่ตักของอุ๊ยนี่แหละหนา เดี๋ยวอุ๊ยจะร้องเพลงกล่อมให้เ้าฟัง...”
“อื่อ อื่อ จา จา หลับสองต๋าเต๊อะหนาลูกหล้า แม่จะกล่อมลูกน้อย...หื้อลูกน้อยหลับสองต๋า... อีป้อเ้าไปเซาะขี้หญ้า ไว้หื้อแม่ลูกหล้าตามไฟ อีป้อกลัวหมัด อีแม่กลัวไฮ จะมาขบสายใจ๋ลูกน้อย ลมพัดมาเย็นชื่นใจ๋ หลับเหียเน้อลูกน้อย แม่จะกล่อมเ้านอน อื่อ อื่อ จา จา...” (*เพลงกล่อมเด็กพื้นบ้านภาคเหนือ ขับร้องเป็ทำนองเสียงสูงต่ำ มักขึ้นต้นด้วยคำเอื้อน อื่อ อื่อ จา จา)
ไม่นานแสนก็หลับไปบนตักของอุ๊ยคำ แล้วจู่ๆ เขาก็พบว่าตัวเองลอยอยู่บนท้องฟ้ายามค่ำคืน มองลงไปเบื้องล่าง เขาเห็นอุ๊ยคำกำลังเดินเข้าไปในกระท่อม พร้อมกับอุ้มร่างของเขาแนบไว้กับอก แสนพยายามส่งเสียงร้องเรียกผู้เป็ยายทวด แต่นางก็ไม่ได้ยิน แสนงุนงงอยู่เพียงครู่ คิดว่านี่คงเป็ความฝัน
แล้วแสนก็ถูกแรงบางอย่างดึงลอยให้สูงขึ้นไปบนท้องฟ้า ภาพหมู่บ้านเบื้องล่างเล็กจิ๋วลงเรื่อยๆ จนกระทั่งมองเห็นกองไฟหลายกองรอบหมู่บ้านกลายเป็เพียงจุดเล็กๆ สีแดงบนพื้นสีดำ ทันทีที่เด็กชายลอยทะลุผ่านหมู่เมฆยามค่ำคืน เขาก็พบกับริ้วคลื่นแสงสีเหลืองทอง ทอดตัวพาดผ่านเต็มท้องฟ้า ในนั้นมีเงาร่างพร่างพรายคล้ายมนุษย์นับพันนับหมื่นร่างแทรกอยู่ มันเคลื่อนไหวขึ้นลงดั่งระลอกคลื่น เปล่งประกายแสงระยิบระยับงดงาม
ร่างของแสนลอยหยุดนิ่งอยู่เบื้องหน้าคลื่นแสงระยิบระยับนั้น เขาจ้องมองมันด้วยความอัศจรรย์ใจ
“ในที่สุดก็ได้เวลาพบกับท่านเสียที... แม่ทัพกุเวรผู้ยิ่งใหญ่...” เสียงก้องกังวานดังสะท้อนมาจากทุกทิศทาง ราวกับเสียงประสานจากคนนับพัน
“แม่ทัพกุเวร? ใครเหรอ?” เด็กชายเอ่ยถาม
“เป็ดังที่คาดไว้ นอกจากท่านจะสูญเสียรูปขันธ์[ร่างกาย หรือ ส่วนประกอบที่เป็รูปธรรม]จนต้องมาผสานดวงจิตกับร่างของเด็กน้อยผู้นี้แล้ว ท่านยังสูญเสียสัญญา[ความรู้ได้หมายจำ]ไปอีกด้วย”
“???” แสนยิ่งงุนงงเข้าไปอีก
“หากโลกต้องสูญเสียท่าน ซึ่งเป็หนึ่งในจตุโลกบาลไปเยี่ยงนี้ มหันตภัยร้ายที่ซุ่มซ่อนตัวรออยู่นั้น คงจะไม่มีผู้ใดในแดนมนุษย์สามารถต้านทานมันได้อีกแล้ว เภทภัยใหญ่หลวงของเชื้อสายข้าคงยากจะหลีกเลี่ยง...
ข้าในฐานะที่เป็ผู้พิทักษ์ลูกหลานเผ่าไต คงทำได้เพียงแค่ช่วยให้ิญญาขันธ์[ส่วนที่เป็บ่อเกิดหรือสื่อสัมพันธ์ทางอายตนะทั้งหก] ของท่านตื่นขึ้นเท่านั้น”
“...”
แล้วเงาร่างโปร่งแสงระยิบระยับสองร่าง ก็ก้าวเดินออกมาจากริ้วคลื่นแสงนั้น เป็ร่างพร่าเลือนของหนึ่งหญิงหนึ่งชาย
ทั้งสองร่างที่อาบไปด้วยประกายแสงสีทอง ก้าวเดินลอยบนอากาศตรงเข้ามา ก่อนจะหยุดนิ่งอยู่เบื้องหน้าของเด็กชาย ใบหน้าของทั้งสองแย้มยิ้มให้แสนอย่างอ่อนโยน
“ลูกแม่... แม่คิดถึงเ้าเหลือเกิน”
“ลูกพ่อ... จากกันเพียงไม่กี่ปี เ้าตัวโตถึงเพียงนี้แล้วรึ”
“ท่านคือพ่อกับแม่ของฉันรึ?”
ร่างโปร่งแสงทั้งสองย่อตัวลงโอบกอดแสนเอาไว้ ััอ่อนโยนแทรกซึมผ่านเข้ามาจนแสนรับรู้ได้ถึงความอบอุ่น
“แม้จะมีดวงจิตของแม่ทัพกุเวรผสานรวมอยู่ด้วย แต่ถึงอย่างไรเ้าก็เป็ลูกของพ่อและแม่เสมอ จงจำไว้ให้ดีนะลูก พวกเราทั้งสองจะคอยเฝ้ามอง และปกปักรักษาเ้าตลอดไป” ร่างที่เป็หญิงลูบคลำแก้มของแสนอย่างแ่เบา
แล้วเธอก็จุมพิตลงที่ปานจุดแดงกลางหว่างคิ้วของแสน
“ตราบเท่าที่ยังมีวัฏสังสารอยู่ พวกเราจะต้องได้พบกันอีกอย่างแน่นอน” นางเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้ม
แสนสะดุ้งตัวตื่นขึ้นท่ามกลางความมืด แล้วพบว่าเขากำลังนอนอยู่ในกระท่อม มีอุ๊ยคำนอนหลับอยู่ข้างๆ สิ่งที่เขาเห็นและรู้สึกนั้นเป็เพียงความฝันเท่านั้นหรือ แต่ทำไมััอบอุ่นที่กลางหว่างคิ้วนั้นยังคงอยู่เล่า
เด็กชายยกนิ้วมือขึ้นแตะจุดปานแดง แล้วเส้นขีดประหลาดสีเขียวเรืองแสงก็ลอยปรากฏขึ้นเบื้องหน้า
[เปิดการทำงาน]
* * *
[เริ่มการกู้ระบบ]
* * *
น่าแปลกที่แสนอ่านตัวอักษรเ่าั้ได้ทันที เขาเอื้อมมือคว้าแต่ก็ััมันไม่ได้ เขากะพริบตาอีกหลายครั้ง พร้อมกับหันมองไปรอบตัว ตัวอักษรเรืองแสงนั้น ก็เคลื่อนไปตามสายตาของเขา มันไม่ได้ลอยออกมา แต่มันปรากฏอยู่ภายในม่านตาของเขาเอง
[การกู้ระบบเสร็จสิ้น]
[เริ่มพิเคราะห์ข้อมูล]
* * *
[ระบุพิกัดปัจจุบัน: โลกมนุษย์ ,ระยะทาง 85,000 เส้น ตะวันออกเฉียงใต้จากเทือกเขาพระสุเมรุ]
* * *
“???” แสนงุนงง กะพริบตาถี่
[สถานะปัจจุบัน]
[เผ่ามนุษย์: เพศชาย]
[อายุ: 5 วงรอบดวงอาทิตย์]
[ระดับพลังขั้นที่ 1]
-พลังกาย: 6/10
-พลังปราณจิต: 0
[-พลังแฝง: 0]
“อะไรกันเนี่ย?” เขางุนงงหนักขึ้น ถึงแม้ว่าเขาจะอ่านข้อความเ่าั้ได้ แต่เขาก็ไม่เข้าใจความหมายทั้งหมดของมัน แสนแน่ใจว่าเขาไม่เคยเห็นตัวอักษรพวกนี้มาก่อน มันไม่เหมือนกับที่เคยเห็นบนใบลานของแม่อุ๊ยเลยสักนิด แสนหันไปหาอุ๊ยคำที่นอนหลับอยู่ข้างๆ
[เผ่ามนุษย์: เพศหญิง]
[อายุ: 65 วงรอบดวงอาทิตย์]
[ระดับพลังขั้นที่ 2]
-พลังกาย: 14/20
-พลังปราณจิต: 0
[-พลังแฝง: เสี่ยงทายดวงชะตา: 55]
แสนขยี้ตารัวๆ แต่ตัวอักษรเ่าั้ก็ยังปรากฏอยู่ แสนหลับตาปี๋ลงทั้งสองข้างด้วยความใ และเมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้งตัวอักษรเรืองแสงนั้นก็ดับวูบหายไปทันที
ยังไม่ทันที่แสนจะหายงุนงง เขาก็แว่วยินเสียงหนึ่ง เสียงนั่นแ่เบาคล้ายดั่งเสียงลมพัดผ่านต้นหญ้า
“แสน...ได้ยินไหม....เ้าได้ยินเสียงข้าไหม.....” เสียงผู้หญิงร้องเรียกชื่อเขาอย่างเนิบช้าแว่วลอยมาจากด้านนอกของกระท่อม...
...............
………………
*เล่าเสริมเพิ่มอรรถรส
ขวัญ เป็ความเชื่อดั้งเดิมในศาสนาดึกดำบรรพ์หลายพันปีมาแล้ว ของผู้คนในภูมิภาคแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะกลุ่มคนพูดภาษาตระกูล ไต-ไท
ปัจจุบันความเชื่อเกี่ยวกับขวัญทับซ้อนกับความเชื่อเื่ิญญาที่รับมาจากวัฒนธรรมอินเดีย ซึ่งโดยนิยามแล้ว ขวัญนั้นแตกต่างจากิญญา คร่าวๆ ดังนี้
ขวัญ คือผีชนิดหนึ่ง มีสภาวะกึ่งอิสระ เป็สิ่งที่จับต้องไม่ได้ แต่เคลื่อนไหวสิงสู่อยู่ในส่วนต่างๆ ของคน สัตว์ สิ่งของ และสถานที่ มีความสำคัญมากพอๆ กับอวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกาย หากใครที่ขวัญออกจากร่างก็จะาเ็หรืออาจร้ายแรงถึงขั้นชีวิต ขวัญของแต่ละคนมีจำนวนไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับความเชื่อของกลุ่มนั้นๆ เช่นไทดำในเวียดนามเชื่อว่า คนเรามี 80 ขวัญ กระจายอยู่ตามอวัยวะต่างๆ

ขวัญ ที่สำคัญที่สุดคือ ขวัญตรงกลางกระหม่อม เรียก จอมขวัญ อยู่บริเวณโคนเส้นผมขดกันเป็วงก้นหอย ถือว่าเป็ศูนย์รวมของชีวิต ต้องรักษาให้ดีอย่าให้กระทบกระเทือน จะเป็อันตรายถึงแก่ชีวิตได้ จึงเป็ที่มา ของการ “ถือหัว” ห้ามเล่นหัวของคนไทยในสมัยก่อน

ลวดลายของขวัญที่ถูกเขียนเป็ลายก้นหอย ประดับอยู่ตามภาชนะเครื่องปั้นดินเผาโบราณ
หากสนใจ ศึกษาค้นคว้าเื่ขวัญเพิ่มเติม สามารถหาอ่านได้ที่ หนังสือของ อาจารย์ ยุกติ มุกดาวิจิตร อาจารย์คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หรือ จากผลงานและบทความของ อาจารย์ สุจิตต์ วงษ์เทศ นักเขียน นักประวัติศาสตร์ และนักโบราณคดี ในเครือหนังสือมติชน
ผีฟ้า พญาแถน เป็ผีขวัญบรรพชนในความเชื่อดั้งเดิมของกลุ่มคนพูดภาษาตระกูล ไต-ไท ที่เชื่อกันว่า เมื่อคนชั้นนำในชุมชนตายลง ผีขวัญของเขาก็จะกลาย เป็ผีฟ้า หรือ แถน มีหน้าที่ปกป้องคุ้มครองคนที่ยังมีชีวิตอยู่ และเมื่อผู้นำชุมชนในแต่ละรุ่นตายลงอีก ก็จะมีพิธีส่งผีขวัญขึ้นไปรวมกันเป็หนึ่งเดียวกับผีฟ้า หรือแถนเพิ่มขึ้นอีกไม่รู้จบสิ้น
ต่อมาเมื่อรับวัฒนธรรมจากอินเดีย ผีฟ้าผีแถนก็ถูกปรับเข้ากับความเชื่อเื่เทพหรือเทวดาบน์ ซึ่งมีอำนาจดลบันดาลฝนฟ้าให้ตกลงมาสู่โลกมนุษย์ ความเชื่อความเข้าใจในผีฟ้าผีแถนในปัจจุบัน จึงเป็การผสมผสานระหว่างความเชื่อดั้งเดิม กับความเชื่อที่นำเข้ามาใหม่จากอินเดีย ก่อให้เกิดเป็ความเชื่อที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวข้ึน ปัจจุบันในภาคเหนือและภาคอีสานของประเทศไทย ยังสามารถพบร่องรอยความเชื่อนี้ปรากฏชัดอยู่ในงานวรรณกรรมพื้นเมือง และงานประเพณีท้องถิ่น เช่นงานบุญบั้งไฟ เป็ต้น

ภาพสลักด้านข้างกลองมโหระทึกอายุราว 2500 ปี เป็รูปเรือศักดิ์สิทธิ์ใช้สำหรับพาผีขวัญเดินทางไป เมืองฟ้า พบที่วัดมัชฌิมาวาส ต.ดอนตาล อ.ดอนตาล จ.มุกดาหาร
…………………
………………….
พบกันใหม่ตอนหน้าครับ สวัสดี