จารึกที่ 227 : มหานครแห่งการค้า : หอสุวรรณดาราและการประเมินราคาของซูเหม่ย
นาวาเหินเวหาขนาดมหึมาแหวกผ่านทะเลเมฆสีครามด้วยความเร็วประดุจดาวตก พลังปราณวายุที่ห่อหุ้มตัวเรือบดบังกลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากตัวนักพรตหมื่นอีแปะจนมิดชิด ทิ้งไว้เพียงเส้นแสงสีฟ้าที่พาดผ่านท้องฟ้ามุ่งหน้าสู่ทิศตะวันออกอย่างเงียบเชียบ
บนดาดฟ้าเรือ อาเจียนั่งขัดสมาธิอย่างสงบ ผ้าดิบเปื้อนเลือดที่พันรอบดวงตายังคงอยู่ ทว่า 'เนตรสูญตา' ของเขากลับกว้างไกลยิ่งกว่าเดิม เตาหลอมปราณจำลองสีดำสนิทในจุดตันเถียนหมุนวนอย่างเชื่องช้า คอยดูดซับปราณสวรรค์และพิภพเพื่อหล่อเลี้ยงรอยร้าวอย่างต่อเนื่อง ด้านหลังเขามีหุ่นพิทักษ์บรรพกาลทั้งสี่ตนยืนเรียงรายดุจกำแพงศิลาที่ไร้ความรู้สึก ส่วน 'เจ้าสัว' พยนต์เทวะในร่างราชันย์อเวจีกึ่งเซียนกำลังขัดถูปีกโลหะหกแฉกและเกราะสีทองอมดำของตนเองอย่างภาคภูมิใจ หลังจากฟื้นฟูเตาหลอมสู่ระดับแก่นทองคำขั้นปลายได้สำเร็จ
"ถึงแล้วไอ้หนู! มหานครการค้าเทียนหยวน... ศูนย์กลางความมั่งคั่งของแคว้น!"
นักพรตหมื่นอีแปะตะโกนเสียงลั่น ชายชราลดระดับนาวาเหินเวหาลง เผยให้เห็นมหานครขนาดมหึมาที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องล่าง กำแพงเมืองทำจากหินหยกขาวทอดยาวสุดลูกหูลูกตา ภายในเมืองเต็มไปด้วยตำหนักโอ่อ่า วิมานลอยฟ้า และผู้ฝึกตนที่ขี่กระบี่เหินเวหาขวักไขว่ประดุจฝูงแมลงที่ถูกดึงดูดด้วยแสงไฟ
"กลิ่นเงินทองลอยคลุ้งไปหมด! รีบเก็บเรือแล้วเดินเท้าเข้าไปซะ! ขืนขับเรือวิเศษระดับสวรรค์เข้าไปตรงๆ พวกสมาคมการค้าได้ขูดรีดค่าจอดเรือมหาโหดแน่!" ปรมาจารย์หน้าเงินผู้เกลียดการเสียเปรียบเป็นที่สุดรีบออกคำสั่งอย่างเด็ดขาด
เมื่อทั้งสอง (พร้อมผู้ติดตามขบวนใหญ่) ร่อนลงที่หน้าประตูเมือง อาเจียก็สัมผัสได้ถึงสายตานับร้อยคู่ที่จ้องมองมาอย่างตื่นตะลึงและหวาดระแวง
ภาพของชายหนุ่มตาบอดแต่งตัวซอมซ่อ กับนักพรตเฒ่าที่ดูเหมือนขอทานข้างถนน คงไม่น่าแปลกใจนักหากพวกเขาไม่ได้เดินนำหน้าหุ่นพิทักษ์บรรพกาลระดับแก่นทองคำถึงสี่ตน และพยนต์เทวะสีทองอร่ามที่แผ่กลิ่นอายอเวจีกดดันผู้คนจนต้องหลีกทางให้เป็นวงกว้าง!
"ท่านอาจารย์ ข้าว่าเราทำตัวเด่นเกินไปนะ" อาเจียกระซิบ
"เด่นสิดี! พวกพ่อค้าหน้าเลือดในหอสุวรรณดาราจะได้รู้ว่าเรามี 'ของหนัก' มาเสนอขาย!" นักพรตเฒ่าเชิดหน้าอย่างเย่อหยิ่ง "จำไว้นะไอ้หนู! หนี้เจ็ดหมื่นศิลาปราณของเจ้า (หักจากของปล้นแล้ว) ต้องจ่ายคืนข้าภายในวันนี้พร้อมดอกเบี้ยความเสี่ยงตายอีกห้าเปอร์เซ็นต์! หากสมาคมของเจ้าให้ราคาต่ำ ข้าจะยึดหุ่นสี่ตัวของเจ้าไปหลอมขายเอง!"
อาเจียกัดฟันกรอด ไม่ตอบโต้แต่สาวเท้าเดินตรงดิ่งไปยังใจกลางเมืองอย่างคุ้นเคย แม้ตาเนื้อจะบอด แต่โครงข่ายพลังปราณของเมืองนี้ถูกจำลองไว้ในเนตรสูญตาของเขาอย่างสมบูรณ์ โดยมี 'เจ้าถุงเงิน' ราชันแมงมุมเงาจันทรา คอยแฝงตัวอยู่ในมิติเงาใต้ฝ่าเท้าอย่างเงียบเชียบ รอคอยคำสั่งจากผู้เป็นนาย
ไม่นานนัก พวกเขาก็มาหยุดอยู่เบื้องหน้าอาคารเก้าชั้นที่วิจิตรตระการตาที่สุดในมหานคร ป้ายไม้หยกสลักอักขระสีทองคำก้อนใหญ่เขียนไว้ชัดเจนว่า 'หอสุวรรณดารา'
"หยุดก่อน! ที่นี่คือสมาคมการค้าระดับทวีป ขอทานและผู้ไร้สังกัดห้ามเข้า!"
ยามเฝ้าประตูระดับสร้างรากฐานสองคนไขว้ศัสตราสกัดหน้าอาเจีย ท่าทางหยิ่งยโส ทว่าสายตาของพวกมันกลับลอบมองหุ่นพิทักษ์บรรพกาลด้านหลังด้วยความหวาดหวั่นจนเหงื่อซึม
อาเจียแสยะยิ้มเย็นชา เขาไม่พูดพร่ำทำเพลง เพียงแค่ล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ แล้วโยน 'ป้ายหยกสีม่วงเข้ม' สลักลายดาราตกใส่หน้ายามเฝ้าประตูคนหนึ่งอย่างไม่แยแส
ยามรับป้ายหยกมาดู ก่อนที่สีหน้าจะเปลี่ยนจากหยิ่งยโสเป็นซีดเผือดราวกับกระดาษ
"ปะ... ป้ายหยกคำสั่งระดับสูงสุด! นาย ทะ... ท่าน!" ยามทั้งสองรีบคุกเข่าลงกับพื้นแทบไม่ทัน "ผู้น้อยมีตาหามีแววไม่! เชิญคุณชายและท่านผู้อาวุโสเข้าสู่ห้องรับรองพิเศษเดี๋ยวนี้ขอรับ! ข้าน้อยจะรีบไปเรียนนายหญิงซูเหม่ย!"
เมื่อก้าวเข้ามาในห้องรับรองพิเศษที่ตกแต่งด้วยไม้หอมพันปีและพรมขนอสูรระดับสูง อาเจียทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้อย่างเหนื่อยล้า นักพรตเฒ่ารีบกวาดเอาผลไม้ปราณล้ำค่าบนโต๊ะเข้าย่ามตัวเองอย่างรวดเร็วจนแทบมองไม่ทัน
เพียงชั่วจิบน้ำชา กลิ่นหอมของดอกกุ้ยฮวาก็ลอยมาแตะจมูก ประตูไม้แกะสลักถูกเปิดออก เผยให้เห็นร่างระหงของสตรีผู้มีใบหน้างดงามหยาดเยิ้ม ซูเหม่ยในชุดผ้าไหมสีแดงเพลิงก้าวเข้ามาด้วยรอยยิ้มการค้าที่สมบูรณ์แบบ ทว่าเมื่อนางเห็นสภาพของอาเจีย รอยยิ้มนั้นก็พลันชะงักค้าง
"คุณชายเจีย... ดวงตาของท่าน! แล้วจุดตันเถียนของท่าน..." ซูเหม่ยอุทานด้วยความตกใจ สัมผัสวิญญาณอันเฉียบแหลมของนางในฐานะนายหน้าการค้า มองเห็นรอยร้าวในตันเถียนของอาเจีย แม้จะมีเตาหลอมจำลองสีดำสนิทห่อหุ้มมันไว้อยู่ก็ตาม
"เรื่องมันยาวน่ะแม่นางซูเหม่ย ถือซะว่าข้าไปสะดุดก้อนหินบรรพกาลมาก็แล้วกัน" อาเจียตอบเสียงเรียบ พยายามรักษามาดพ่อค้าหน้าตาย "แต่ที่ข้ามาวันนี้ ไม่ได้มาขอทาน ข้ามีของล้ำค่ามาเสนอขาย... ของที่สมาคมการค้าของเจ้าต้องสั่นสะเทือน!"
อาเจียพยักหน้าให้เจ้าสัว พยนต์เทวะธาตุทองก้าวออกมายืนกลางห้อง มันอ้าปากที่หล่อหลอมจากกลไกฟ้า แล้วคาย 'ศัสตราประกอบ' และเศษซากของหุ่นมนุษย์แห่งเผ่ากลทมิฬที่เก็บรวบรวมมาจากสุสานบรรพชน กองพะเนินเป็นภูเขาขนาดย่อมร่วงหล่นลงมาบนพรมขนอสูร!
กลิ่นอายความตาย กลิ่นสนิมโบราณ และปราณหยินที่วิปริตแผ่ซ่านไปทั่วห้องรับรองพิเศษทันที
ผู้ประเมินราคาชราสองคนที่เดินตามหลังซูเหม่ยเข้ามาถึงกับเข่าอ่อน ทรุดลงไปกองกับพื้นเมื่อเห็นกองเศษศัสตราเหล่านั้น
"นะ... นี่มัน! โลหะดับวิญญาณ! ผลึกแก่นทองคำโบราณ! และ... และนั่นมันชิ้นส่วนแขนกลไกที่ถูกฝังหลอมรวมกับกระดูกมนุษย์!" ผู้ประเมินราคาชราร้องเสียงหลง มือสั่นเทาขณะหยิบชิ้นส่วนแขนกลไกขึ้นมาดู "ของพวกนี้... มันคือ 'ศาสตร์กลไกต้องห้าม' ของสำนักหัตถ์กลที่สาบสูญไปนับพันปี! คุณชาย... ท่านไปเอาของวิบัติระดับนี้มาจากไหนกัน!"
ซูเหม่ยสูดหายใจลึก พยายามระงับความตื่นเต้น นางเป็นนักธุรกิจที่มองเห็นผลกำไรเหนือสิ่งอื่นใด นางรู้ดีว่าชิ้นส่วนประหลาดของ 'เผ่ากลทมิฬ' เหล่านี้ หากนำไปประมูลในตลาดมืดระดับทวีป จะต้องดึงดูดความสนใจจากมหาอำนาจเก่าแก่และสำนักที่เชี่ยวชาญการสร้างค่ายกลได้อย่างแน่นอน
"ของพวกนี้... มีมูลค่ามหาศาลมาก" ซูเหม่ยหรี่ตามองอาเจีย "แต่กลิ่นอายความตายของมันก็รุนแรงเช่นกัน หอสุวรรณดาราต้องรับความเสี่ยงมหาศาลหากรับซื้อไว้... ข้าให้ท่านสามแสนศิลาปราณระดับกลาง สำหรับทั้งหมดนี่"
"เพ้ย! สามแสนศิลาปราณระดับกลาง? นังหนู! เจ้าเห็นปรมาจารย์อย่างข้าเป็นหมูในอวยหรืออย่างไร!"
ก่อนที่อาเจียจะได้อ้าปากเจรจา นักพรตหมื่นอีแปะที่ทนฟังความหน้าเลือดของซูเหม่ยไม่ไหวก็กระโดดเหยียบโต๊ะไม้หอมพันปีจนหักดังกร๊อบ ชายชราปลดปล่อยกลิ่นอายที่แสร้งจำกัดไว้เพียงระดับวิญญาณแรกเริ่มออกมาจางๆ ทว่าความบริสุทธิ์ของปราณเซียนแท้ก็เพียงพอที่จะทำให้พวกผู้ประเมินราคาหน้าซีด
"ของพวกนี้คือมรดกจากอดีตมหาอำนาจ! ศัสตราประกอบแต่ละชิ้นสามารถนำไปวิจัยสร้างหุ่นรบระดับแก่นทองคำได้เป็นกองทัพ! แปดแสนศิลาปราณระดับกลาง! ขาดแม้แต่อีแปะเดียว ข้าจะหอบของพวกนี้ไปขายให้สมาคมการค้าคู่แข่งของเจ้าเดี๋ยวนี้!" ปรมาจารย์ผู้หน้าเงินตัวจริงออกโรงแผลงฤทธิ์เสียเอง
ซูเหม่ยชะงัก นางมองชายชราสลับกับอาเจีย ก่อนจะลอบยิ้มในใจ 'ศิษย์หน้าเงินอย่างไร อาจารย์ก็ย่อมหน้าเลือดอย่างนั้นสินะ'
"ตกลง... แปดแสนศิลาปราณระดับกลาง หอสุวรรณดารารับซื้อไว้ทั้งหมด" ซูเหม่ยตอบตกลงอย่างเด็ดขาด เพราะรู้ดีว่ากำไรที่แท้จริงเมื่อนำไปประมูลนั้นสูงกว่านี้เป็นสิบเท่า
อาเจียแทบจะกระโดดตัวลอย (ถ้าไม่ติดว่าเจ็บตันเถียน) หนี้สินเจ็ดหมื่นก้อนของเขาถูกลบไปในพริบตา แถมยังมีกำไรเหลืออีกบานเบอะ!
ทว่ารอยยิ้มของอาเจียยังไม่ทันกว้างสุด นักพรตเฒ่าก็คว้าถุงมิติที่บรรจุศิลาปราณแปดแสนก้อนไปกอดไว้แน่น
"หักหนี้เจ็ดหมื่น... ดอกเบี้ยอีกห้าเปอร์เซ็นต์... ค่าดูแลรักษาสภาพจิตใจของข้า... อ้อ! ค่านายหน้าเจรจาเมื่อกี้อีกห้าสิบเปอร์เซ็นต์!" ตาเฒ่ารัวลูกคิดอย่างบ้าคลั่ง "เอ้า! ส่วนแบ่งของเจ้าเหลือสองแสนศิลาปราณ! รับไป!"
อาเจียรับถุงศิลาปราณที่เหี่ยวแฟบลงอย่างเห็นได้ชัดมาด้วยมือที่สั่นระริก "ท่าน... ท่านมันปลิงดูดเลือดระดับปล้นสวรรค์ชัดๆ!"
แม้จะเจ็บใจที่โดนอาจารย์สูบเลือดสูบเนื้อ แต่อาเจียก็รีบหันกลับไปหาซูเหม่ย สีหน้าของเขาจริงจังขึ้น
"แม่นางซูเหม่ย นอกจากการขายของแล้ว ข้าต้องการให้หอสุวรรณดาราช่วยตามหาของสองสิ่งให้ข้าโดยด่วน... หนึ่งคือ 'หญ้าคืนวิญญาณเบิกเนตร' และสองคือ 'ปราณผลึกปฐพี' ระดับสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่สมาคมเจ้าจะหาได้... ข้าต้องใช้มันรักษาดวงตาและจุดตันเถียนของข้า ไม่ว่าจะต้องจ่ายเท่าไหร่ ข้าก็สู้ราคา!"
สายตาที่มืดบอดแต่แฝงด้วยเจตจำนงแห่งวิถีสูญตาของอาเจีย ทำให้ซูเหม่ยรับรู้ได้ทันทีว่า มหาเศรษฐีผู้นี้กำลังเตรียมตัวเพื่อก้าวข้ามขีดจำกัดครั้งใหญ่... และนางจะไม่ยอมพลาดโอกาสในการทำกำไรจากการฟื้นฟูของเขาอย่างแน่นอน!