ตอนที่40 ป่าเงาจันทร์
หมู่บ้านหยู่เปิง
กลุ่มของกุยแกได้เดินทางมาถึงหมู่บ้านหยู่เปิงก่อนเวลานัด1 วันเมื่อมาถึงกุยแกได้พาทุกคนไปหาหัวหน้าหมู่บ้านก่อนเป็นอันดับแรก เมื่อมาถึงบ้านของหัวหน้าหมู่บ้านกุยแกได้แจ้งกับหัวหน้าหมู่บ้านว่าต้องการติดประกาศรับสมัครคนงานชาวบ้านเพื่อนำไปช่วยในการก่อสร้างกำแพง
โดยจะสร้างเป็นกำแพงไม้เตี้ยๆที่สามารถสร้างได้ง่ายก่อนเท่านั้น เพื่อตีวงล้อมอาณาเขตที่ดินของกิลไว้โดยจะทำการสร้างเป็นกำแพงแนวยาวไปทางหมู่บ้านฮูซาหัวหน้าหมู่บ้านหยู่เปิงที่ปกติก็เกรงใจกุยแกอยู่แล้วเมื่อได้ยินย่อมไม่มีเหตุผลให้เขาต้องปฏิเสธจึงเอ่ยอนุญาตทันทีพร้อมทั้งบอกว่าจะอำนวยความสะดวกทุกอย่างที่กุยแกต้องการ
“หมู่บ้านเริ่มต้นปกติผู้เล่นไม่สามารถครอบครองได้นี่ ทำไมหัวหน้าหมู่บ้านทำตัวหยั่งกะเป็นลูกน้องของกุยแกหรือของทีชเลยละ”ปรางจีหันไปกระซิบกับมอนจี
“ใช่หมู่บ้านเริ่มต้นผู้เล่นไม่สามารถครอบครองได้แต่ดูเหมือนจะเป็นกุยแกเองมากกว่าที่มีอำนาจที่นี่ถึงจะครอบครองเป็นเจ้าของตามระบบไม่ได้ แต่ไม่ใช่ว่าจะใช้อำนาจควบคุมที่นี่ไม่ได้นี่”มอนจีตอบปรางจี
‘’ โห...มีกุนซือชั้นยอดเป็นผู้ติดตามนี่ดีจังข้าอยากได้ขงเบ้งมาเป็นผู้ติดตามบ้างจัง”
“ข้าไม่ชอบขงเบ้งอีกอย่างถ้าข้าเดาไม่ผิดข้าคิดว่าขงเบ้งปรากฏตัวแล้วเพียงแต่น่าจะเป็นกุนซือให้กับกิลใดกิลหนึ่งอยู่เพราะข้าคิดว่าถ้าขงเบ้งยยังไม่เลือกฝ่ายป่านนี้คงมีสงครามชิงตัวขงเบ้งกันไปทั่วทั้งทวีปแล้วแต่ที่ไม่มีข่าวแบบนี้หลุดออกมาแสดงว่าพวกกิลใหญ่จะต้องรู้แล้วว่าขงเบ้งเลือกติดตามใครสักคนไปแล้ว”มอนจีวิเคราะห์ให้ปรางจีฟัง
“ถึงจะเลือกนายแล้วแต่ถ้าไม่ได้สุ่มจากบัตรขุนพลก็น่าจะแบ่งตัวมาได้นี่”ปรางจีถามต่ออย่างสงสัย
“ขุนพลในประวัติศาสตร์จีนหลายคนนั้นมีศักดิ์ศรีและมักจะจงรักภักดีกับนายที่ตนเลือก แล้วขงเบ้งเองก็เป็นหนึ่งในนั้นนะสิ”มอนจีอธิบายให้ปรางจีฟังจนปรางจีนั้นเริ่มเข้าใจตัวตนของขุนพลในประวัติศาสตร์มากขึ้นแต่ทว่ายิ่งเธอฟังเธอก็ยิ่งอยากได้ขุนพลสักคนมาเป็นผู้ติดตามโดยเฉพาะเหล่ากุนซือที่ฉลาด เพราะเธออยากให้กุนซือมาช่วยเธอคิดแผนทำธุรกิจค้าขาย!
กุยแกมาที่ลานกว้างกลางหมู่บ้านหยู่เปิงพร้อมกับประกาศในมือที่ร่างเอาไว้ในใบประกาศระบุว่าต้องการรับสมัครคนงานก่อสร้างเพื่อก่อสร้างกำแพงโดยจะมีเบี้ยหวัดให้เป็นค่าตอบแทนเพียงแต่ที่แปลกออกไปคือกุยแกประกาศรับสมัครเด็กและผู้หญิงด้วยขอแค่มีแรงมากพอในการทำงานก็สมัครมาช่วยงานได้ทั้งหมด
หมู่บ้านหยู่เปิงนั้นเป็นหมู่บ้านเริ่มต้นที่ห่างไกลความเจริญห่างไกลจากเมืองหลวงมากๆ ทำให้มีชาวบ้านอยู่ไม่มาก และชาวบ้านยังมีฐานะที่ยากจนถึงแม้ที่ดินแถบนี้จะมีข้อดีตรงที่หน้าแล้งนั้นมีน้อยทำให้สามารถปลูกผักทำไร่ไถนาได้แทบจะตลอดทั้งปีแต่เนื่องจากอยู่ห่างไกลจากความเจริญทำให้การขนส่งไม่สะดวกชาวบ้านจึงทำได้แค่ค้าขายกับหมู่บ้านใกล้เคียงเท่านั้นและในเวลานี้เองก็เป็นช่วงที่กำลังจะเข้าหน้าแล้งพอดีทำให้ชาวบ้านที่พึ่งจะเก็บเกี่ยวนั้นค่อนข้างว่างงานกันเป็นจำนวนมากเมื่อเห็นว่ามีคนมาประกาศรับสมัครคนงาน จึงมีชาวบ้านหลายคนให้ความสนใจ
ปรางจีที่ติดตามมานั้นกุยแกได้มอบหมายหน้าที่รับสมัครคนงานเมื่อเห็นว่าเริ่มมีชาวบ้านให้ความสนใจป้ายประกาศจึงเปิดรับสมัครทันทีเธออาศัยโรงน้ำชาที่เธอรู้จากกุยแกว่าเป็นของทีชทำเป็นโรงรับสมัครคนงานอย่างรวดเร็ว
ปรางจีนั้นสมกับเป็นแม่ค้ามากเธอสามารถพูดคุยกับชาวบ้านที่ให้ความสนใจได้อย่างราบรื่น ทำให้ชาวบ้านบางคนที่ยังลังเลกลัวจะโดนหลอกต่างเริ่มรู้สึกไว้ใจจึงพูดกันปากต่อปากจนใช้เวลาไม่นานทั้งหมู่บ้านก็ทราบข่าวการรับสมัครคนงานจนคนเริ่มวิ่งมาต่อแถวเพื่อสมัครจนแถวนั้นยาวเหยียด
เมื่อเสร็จเรื่องรับสมัครงานกุยแกมอนจี ฮิเดโยชิและองค์หญิงผิงหยางเดินทางไปยังค่ายทหารที่อยู่ท้ายหมู่บ้านต่อค่ายทหารแห่งนี้เป็นค่ายทหารที่ทีชมารับเควสในวันแรกที่ออนไลน์นั้นเองแต่ทว่าถ้าทีชกลับมาเห็นอีกครั้งคงจะตกตะลึงแน่เพราะค่ายทหารเล็กๆ ที่มีทหารเพียง 100 กว่านาย
บัดนี้กลายเป็นค่ายทหารที่ใหญ่ขึ้นหลายเท่าตัวสาเหตุมาจากกุยแกที่คอยส่งเงินสนับสนุนให้กับค่ายทหารแห่งนี้ทำให้มีชาวบ้านที่ยังหนุ่มแน่นมาสมัครเป็นทหารจำนวนมากโดยเฉพาะหมู่บ้านที่อยู่ใกล้เคียงเหมือนหมู่บ้านฮูซานั้นเดินทางมาเป็นจำนวนมากที่สุดจนบัดนี้ค่ายทหารมีทหารกว่า 600 คนถือว่าเป็นค่ายทหารที่เกือบจะเทียบเท่ากับกองพันกองหนึ่งทีเลยทีเดียว
กุยแกได้เรียกหัวหน้าของค่ายทหารออกมาทั้งคู่ยืนคุยกันสักพักก็เดินกลับมาหาฮิเดโยชิ
“ท่านแม่ทัพ” หัวหน้าของค่ายทหารกล่าวพร้อมทำความเคารพฮิเดโยชิ
เมื่อทำความเคารพฮิเดโยชิเสร็จก็หันไปทางองค์หญิงผิงหยาง“ถวายบังคมองค์หญิง”
“มิจำเป็นต้องเรียกข้าว่าองค์หญิง ในเวลานี้ข้าเป็นเพียงแม่ทัพเช่นเดียวกับท่านฮิเดโยชิ”องค์หญิงผิงหยางกล่าวกับหัวหน้าค่ายทหาร
เมื่อแนะนำตัวกันเรียบร้อยกุยแกก็กล่าวถามฮิเดโยชิ
“ท่านฮิเดโยชิ ต้องการกำลังพลเท่าไหร่หรือ”
ฮิเดโยชิทำท่าครุ่นคริดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดขึ้น“ข้าขอทหารเพียง 200 นายก็เพียงพอแล้ว”
ในระหว่างที่การเดินทางใกล้จะถึงหมู่บ้านหยู่เปิงนั้นกุยแกได้อธิบายกับฮิเดโยชิเรียบร้อยแล้วว่าสนามรบที่เตรียมไว้ให้ฮิเดโยชิคือภูเขา!
ภูเขาที่อยู่ด้านหลังของที่ดินของกิลนั้นลากยาวตั้งแต่หมู่บ้านหยู่เปิงถึงหมู่บ้านฮูซาฮิเดโยชิจะต้องนำกำลังพลออกไปสำรวจและเก็บกวาดเพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับพื้นที่จะให้มีโจรหรือรังสัตว์อสูรที่เป็นภัยหลงเหลือบนภูเขาในบริเวณนี้ไม่ได้อย่างเด็ดขาดซึ่งฮิเดโยชิย่อมเข้าใจดีถึงความจำเป็นเพียงแต่อดน้อยใจไม่ได้ที่เขานั้นเป็นถึงแม่ทัพใหญ่ผู้รวบรวมญี่ปุ่นแต่ทว่าในเวลานี้กลับต้องมาตั้งกองทหารไปไล่ฆ่าโจรและสัตว์อสูรบนภูเขา
“ท่านแม่ทัพนี่พึ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น ยังมีสงครามใหญ่รอท่านอยู่”กุยแกที่คาดเดาความคิดของฮิเดโยชิได้เอ่ยขึ้น
“ข้าขอไปด้วย” มอนจีที่ทราบแผนการเช่นกันกล่าวขึ้นซึ่งกุยแกก็อนุญาตเพราะอย่างน้อยฮิเดโยชิจะได้มีเพื่อนร่วมสนทนาและเล่นหมากล้อมส่วนอีกเหตุผลคือกุยแกต้องการเสริมสร้างให้สหายของทีชแข็งแกร่งและมีประสบการณ์มากขึ้นอยู่แล้วนี่ถือว่าเป็นโอกาสที่ดี
หลังจากที่ฮิเดโยชิและมอนจีจากไปพร้อมกับทหารอีก200 นายองค์หญิงผิงหยางกับกุยแกได้เดินเข้าไปในกระโจมของหัวหน้าค่ายทหารเพื่อพูดคุยอะไรบางอย่างกันต่อไป โดยมีหัวหน้าค่ายทหารนั่งรับฟังอย่างเงียบๆ อีกคน
........
ป่าเงาจันทร์นั้นเป็นป่าที่อยู่ใกล้กับเมืองเย่อิงที่เป็นเมืองขนาดกลางของทวีปตะวันออกความพิเศษของป่าเงาจันทร์คือในเวลากลางคืนจะมีสัตว์อสูรที่เป็นนักล่าในตอนกลางคืนออกมาให้ผู้เล่นเก็บเลเวลมากมายเพียงแต่ความโหดร้ายของสัตว์อสูรเหล่านี้ ไม่เหมาะกับผู้เล่นที่เลเวลต่ำกว่า 200!
ถ้าเป็นตอนกลางวันสัตว์อสูรในป่าเงาจันทร์จะมีเลเวลอยู่ที่180 เท่านั้นถือเป็นสถานที่เก็บเลเวลของผู้เล่นยอดฮิตแต่สำหรับยอดฝีมืออีกหลายคนนั้นไม่ได้เดินทางมาเพื่อสู้กับสัตว์อสูรในตอนกลางวันแต่ต้องการสู้กับสัตว์อสูรในตอนกลางคืนที่เลเวลจะเพิ่มจาก 180 เป็น 200 แล้วตัวของสัตว์อสูรก็จะมีลักษณะกลายพันธุ์ให้เห็นเล็กน้อย
สาเหตุที่สัตว์อสูรกลายพันธุ์ถ้าดูจากชื่อหลายคนคงทราบได้ว่าเป็นเพราะพระจันทร์นั่นเองและในวันนี้เองยอดฝีมือมากมายได้เดินทางมายังเมืองเย่อิงเพื่อรอล่าบอสของป่าเงาจันทร์ที่จะปรากฏกายเฉพาะคืนพระจันทร์เต็มดวง
ในโรงเตี้ยมของเมืองเย่อิงปรากฏหญิงสาวหน้าตาดีสองคนกำลังนั่งจิบชากันอยู่หญิงสาวคนแรกนั้นมีคันธนูพาดอยู่ด้านหลังเธอสวมใส่ชุดจอมยุทธสีเขียวอ่อนกิริยาท่าทางดูอ่อนช้อยงดงามส่วนหญิงสาวอีกคนนั้นสวมชุดจอมยุทธเช่นกันแต่มีสีดำที่ตัวดูเหมือนเธอจะไม่พกอาวุธใดๆมาเลยเพราะไม่ว่าจะที่หลังหรือเอวล้วนแต่ไม่มีอาวุธพกอยู่เธอยกถ้วยชาบนโต๊ะขึ้นจิบ
“ไม่ว่ายังไงข้าก็เบื่อที่ต้องมานั่งจิบชาแบบนี้ทุกครั้งทำไมในเกมไม่มีอเมริกาโนขายน้า” หญิงสาวที่ใส่ชุดจอมยุทธสีดำเอ่ยขึ้น
“คิคิ จูลี่เธอนี่บ่นได้ทุกครั้งเลยจริงๆถ้าอยากกินมากก็ไปหาเมล็ดกาแฟมาทำกินเองซะเลยสิ” หญิงสาวอีกคนพูดขึ้น
“เหอะ ไม่เอาหรอกข้าขี้เกียจเอาไว้กลับบ้านกิลค่อยกินก็ได้ที่นั่นมีเมล็ดกาแฟที่หมอนั่นปลูกอยู่นี่ปลูกเพื่อเอาใจเธอไง มิลลา ราชินีแห่งพงไพร” จูลี่เอ่ยพร้อมกับมองไปที่ถ้วยชาในมือพลางคิดว่าจะกินต่อดีมั้ยนะ
แต่ทันใดนั้นเอง “สาวๆ รอกันนานมั้ยเอ่ยยย” ปรากฏชายหนุ่มเดินเข้ามา 3 คนคนที่เดินนำหน้านั้นมีผมสีน้ำตาลที่เอวเหน็บกระบี่เอาไว้หนึ่งเล่มฝักกระบี่สีขาวดูงดงามเข้ากับชุดจอมยุทธสีขาวที่สวมใส่ใบหน้าได้รูปถือว่าหน้าตาค่อนข้างดีกว่าคนทั่วไปเล็กน้อยแต่กิริยาท่าทางนั้นดูสง่างาม เขาเดินเข้าไปนั่งลงที่ด้านข้างของมิลลาแล้วเอ่ยขึ้น
“ขอโทษด้วยนะมิลลา พอดีติดธุระที่โลกภายนอกนิดหน่อย”
“มิล อย่าไปยอม ให้หมอนี่เลี้ยงข้าวชดใช้ดีกว่า” จูลี่หันไปบอกกับเพื่อนสาว
“สวัสดี ชนาพวกเราพึ่งมานั่งได้ไม่นาน ไม่ต้องไปฟังจูลี่มากละเธอแค่พูดเล่นเอาเป็นว่าสั่งมากินพร้อมกันแล้วหารกันออกนี่แหละ”มิลลาพูดขึ้นพร้อมกับยิ้มให้ชายหนุ่ม
“ชนา สั่งข้าวกันเถอะ ข้าเองก็หิว” ชายอีกคนที่มานั่งด้านข้างจูลี่เอ่ยขึ้น
ชายคนนี้ไม่ได้สวมใส่ชุดจอมยุทธแต่เป็นเกราะของอัศวินที่มีสีขาวที่เอวมีดาบเหน็บอยู่สองเล่ม ดูแล้วน่าจะเป็นเบลดมาสเตอร์แต่ดูไม่ออกว่าเล่นเป็นสายไหนกันแน่ ใบหน้าและผมสีดำนั้นดูธรรมดาอย่างมากเป็นคนที่ไม่มีความโดดเด่นยกเว้นแต่ชุดที่มีสีขาวทั้งตัวคล้ายกับอลาโน่
“ใช่ข้าเห็นด้วยกับ ‘แอช’ นะหิวจนไส้จะขาดอยู่แล้ว” จูลี่พูดย้ำอีกครั้ง
ชนาตะโกนเรียกเสี่ยวเอ้อมาสั่งอาหารในระหว่างที่ทุกคนกำลังเลือกสั่งอาหารอยู่นั้นมิลลาก็หันไปถามชนาว่า
“ไม่ให้ท่านกุนซือมาร่วมโต๊ะด้วยละ” มิลลาเอ่ยถามชนา
“อ้อไม่เป็นไรปล่อยเขาไปนั่งคนเดียวเถอะ” ชนาพูดพร้อมกับชำเลืองมองไปยังบุรุษวัยกลางคนที่เดินมาด้วยกันแต่ขณะนี้กำลังนั่งจิบชาอยู่ที่โต๊ะริมหน้าต่าง
กุนซือวัยกลางคนคล้ายกับได้ยินมิลลาเอ่ยถึงตนเขายกถ้วยชาในมือขึ้นพร้อมกับพยักหน้าให้เธอเล็กน้อยเป็นการทักทายซึ่งเธอก็พยักหน้าตอบรับพร้อมกับยิ้มให้
‘เป็นรอยยิ้มที่ดูสดใสเสียจริง...แต่ว่า...ช่างน่าเสียดาย...น่าเสียดาย...’
กุนซือที่เป็นขุนพลประจำตัวของชนาคิดในใจพร้อมกับส่ายหัว
.......
และแล้วความมืดก็กมาเยือนพระจันทร์ลอยเด่นอยู่บนฟากฟ้า
มิลลาที่กำลังเงยหน้ามองพระจันทร์พูดขึ้น “เป็นพระจันทร์เต็มดวงที่ส่องแสงดูสดใสและสวยงามกว่าโลกภายนอกมากจริงๆ”
“ใช่และวันนี้พวกเรากิลตำหนักเซียนจะนองเลือดเซ่นสังเวยให้กับพระจันทร์ดวงนี้ ฮี่ๆๆๆ”จูลี่ที่เงยหน้ามองพระจันทร์พูดขึ้นพร้อมกับทำหน้าเลียนแบบฆาตกรโรคจิต
“………”มิลลามองหน้าเพื่อนสาวแล้วก็ถอนหายใจ
“เฮ้อ...แกล้งเธอนี่ไม่มีความสนุกเอาซะเลย” จูลี่บ่นเพื่อนของเธอ
“เธอนี่นะ เล่นได้ทุกเวลาจริงๆ แต่ว่าที่เธอพูดมาก็ใช่ว่าจะไม่จริงวันนี้คงมีผู้เล่นตายกันเยอะแน่ๆ เพราะบอสในป่าเงาจันทร์นั่นไม่ใช่ว่าจะจัดการได้ง่ายๆ”
บอสในป่าเงาจันทร์เป็นบอสหมาป่าที่ดุร้ายคล้ายกับหมาป่าในหนังสยองขวัญที่สู้กับแวมไพร์เพียงแต่บอสตัวนี้เป็นหมาป่าที่ตัวใหญ่จริงๆ ไม่ใช่มนุษย์หมาป่าขนาดของบอสหมาป่าตัวนี้นั้นใหญ่กว่ารถตู้เสียอีก มันมีเส้นขนสีแดงเข้มเงางามเขี้ยวและกรงเล็บแหลมคมเหมือนกับใบดาบมันสามารถเคลือนที่ได้อย่างว่องไวในป่าที่มีต้นไม้หนาแน่นความคล่องแคล่วว่องไวของมันเทียบได้กับผู้เล่นสายจอมยุทธที่มีวิชาตัวเบา รอบๆตัวของมันมักจะมีออร่าของพลังปราณแผ่ออกมาออร่าของพลังปราณเหล่านี้สามารถช่วยป้องกันการโจมตีได้หลากหลาย ถึงจะไม่เท่ากับผู้เล่นสายพลังจิตแต่พลังปราณของบอสตัวนี้นั้นมากมายมหาศาล
‘หมาป่าเย่วหลาง’ หรือจะเรียกว่าหมาป่ากลืนจันทร์ก็ได้มันเป็นหมาป่าที่มักจะออกมาอาบแสงจันทร์ในคืนวันพระจันทร์เต็มดวงและยิ่งมันอาบแสงจันทร์เป็นเวลานานมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นเท่านั้น
เพราะฉะนั้นผู้เล่นมักจะมาดักตั้งแต่ช่วง6 โมงเย็นของวันที่มีพระจันทร์เต็มดวงเพื่อลุมฆ่าหมาป่ากลืนจันทร์ก่อนที่พระจันทร์จะลอยเด่นเหนือหัวเพราะถ้าถึงเวลานั้นเมื่อไหร่หมาป่ากลืนจันทร์จะมีพลังมากเทียบเท่ากับสัตว์อสูรเลเวล250 เลยทีเดียว
ซึ่งในช่วงแรกที่เกมเปิดนั้นกิลใหญ่หลายกิลได้ยกทัพมาเพื่อปราบหมาป่ากลืนจันทร์อยู่หลายครั้งจนสุดท้ายกิลโอเอซิสเป็นคนปราบได้สำเร็จหลังจากนั้นผู้เล่นจึงทราบว่าห้ามปล่อยให้หมาป่ากลืนจันทร์ได้อาบแสงของพระจันทร์เต็มดวงผู้เล่นและกิลที่ต้องการไอเทมจากหมาป่ากลืนจันทร์จึงมักจะมารวมตัวกันก่อนเวลาเสมอ
“พวกกิลตำหนักเซียน มาทำอะไรที่นี่ คราวที่แล้วพวกเจ้าก็ล่าไปแล้วนี่”ปรากฏกลุ่มคนจำนวนมากเดินเข้ามาหา
“เหอะ! นึกว่าใครที่ไหนพวกแกมีปัญหาอะไรงั้นหรือ” ชนา หันไปตอบคำถาม
“หน้าไม่อาย! พวกเรามีข้อตกลงกันนี่ว่าให้ผลัดกันล่าคนละเดือนสลับกันไป”หญิงสาวในกลุ่มของผู้มาใหม่เอ่ยขึ้น ซึ่งผู้เล่นรอบๆ ต่างก็ส่งเสียงอย่างเห็นด้วย
“อะไรนะ! พวกแกทำข้อตกลงกันเอง พวกข้าไม่ได้ทำด้วยเสียหน่อยครั้งที่แล้วพวกข้าบังเอิญมาฆ่ามันได้เฉยๆ พวกข้าไม่เคยไปทำข้อตกลงอะไรกับกลุ่มของพวกแก”แอช ที่ยืนข้างชนาตะโกนใส่คนในกลุ่ม
“อ้อ...จะเอาแบบนี้จริงหรือ ก็แค่กิลที่เคยติดอันดับที่ 10 แต่พวกแกมันก็แค่อดีตคิดว่าพวกข้าจะกลัวแกรึไง”
“ใช่! พวกเราหลายกิลทำข้อตกลงในการล่าบอสตัวนี้เอาไว้ ถ้าพวกแกไม่คิดจะทำตามกฎอย่าหาว่าพวกเราใจร้ายก็แล้วกัน!”หญิงสาวเอ่ยขึ้นพร้อมกับชักกระบี่
ชนาที่เห็นคนข้างหน้ากลับไม่รู้สึกหวาดกลัวเขายิ้มขึ้นที่มุมปากพร้อมกับสายตาที่เริ่มเปลี่ยนไป
“ถือว่ามีพวกเยอะก็ผูกขาดบอสเอาไว้ วันนี้กิลตำหนักเซียนของข้าจะขอเป็นผู้พิกษ์ความยุติธรรมเอง!”ชนา กล่าวพร้อมกับชักดาบชูขึ้นฟ้าด้วยท่วงท่าสง่างามแต่สำหรับกลุ่มคนที่อยู่ข้างหน้านั้นต่างกำลังหวาดกลัวสายตาของชนาเพราะสายตาที่มองมานั้นแตกต่างกับท่วงท่าอันสง่างามอย่างสิ้นเชิงสายตาที่มองมานั้นมีเพียงสายตาของความกระหายเลือด
‘เอาอีกแล้วต้องมีเรื่องกับคนอื่นทุกทีเลยจริงๆทำไมเขาถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้’ มิลลาคิดในใจพลางปลดคันธนูที่หลังออกมาเตรียมพร้อมโดยที่เธอนั้นไม่ได้เห็นสายตากระหายเลือดของชนา
กุนซือวัยกลางคนของชนาที่เห็นเหตุการณ์ชำเลืองมองไปยังมิลลาพร้อมกับคิดในใจอีกครั้ง
‘แม่นางเมื่อไหร่จะรู้ตัวนะว่าชายตรงหน้าคือบุคคลอันตรายที่ควรอยู่ให้ห่างเท่าไหร่ยิ่งดี’