คราวนี้หลี่เสวี่ยเหลียนถึงกับขอบตาแดงก่ำเด็กสาวที่แสนดีเช่นนี้กลับกลายมาเป็ลูกสะใภ้ของเธอเสียนี่!
ทางด้านเสิ่นเสี่ยวอวิ๋นกลับรู้สึกเพียงกลิ่นหอมกรุ่นที่ลอยมาแตะจมูกพร้อมััจากมือนุ่มนิ่มที่ลูบไล้ลงบนศีรษะเบาๆจนเธอถึงกับตัวแข็งทื่อไม่กล้าขยับเขยื้อน
ผู้หญิงคนนี้...ถึงกับเอ่ยปากชมว่าเธอสวย! แถมยังบอกว่าเธอน่ารักอีกด้วย!
ตามสัญชาตญาณเดิมเธอตั้งท่าจะโพล่งคำพูดร้ายๆ ออกไปแท้ๆแต่พอได้สบประสานเข้ากับดวงตาคู่งามที่ทอประกายระยับด้วยรอยยิ้มของเจียงอิ๋งอิ๋งเธอกลับกลายเป็คนน้ำท่วมปากไปเสียดื้อๆ
เนิ่นนานกว่าที่เธอจะสะบัดหน้าหนีอย่างขัดเขินแล้วไพล่มือไว้ข้างหลัง“ฉัน...ฉันจะไปซักผ้าแล้ว!”
เจียงอิ๋งอิ๋งรีบก้าวตามไปทันที“น้องสาว ให้พี่สะใภ้ไปช่วยนะจ๊ะ!”
เสิ่นเสี่ยวอวิ๋นเดินเกร็งจนขาแทบขวิดกันออกไป“ไม่ต้องหรอก ฉันซักเองได้!”
พูดจบเธอก็เหลือบมองนิ้วมือขาวนวลราวกับลำเทียนของเจียงอิ๋งอิ๋งคราหนึ่ง...ช่างเถอะ เห็นแก่ที่เพิ่งได้กินขนมของเธอไปชิ้นหนึ่งวันนี้จะไม่ถือสาหาความด้วยก็แล้วกัน!
“ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ ค่าโชคชะตาเพิ่มขึ้น 2 แต้ม”
เจียงอิ๋งอิ๋งลอบยิ้มกริ่มก่อนจะหันไปเอ่ยกับหลี่เสวี่ยเหลียนด้วยน้ำเสียงชื่นชม“แม่คะ น้องสาวเก่งจังเลยค่ะไม่เหมือนหนูที่ร่างกายไม่แข็งแรงมาั้แ่เด็ก งานการอะไรก็ทำไม่เป็สักอย่าง”
พูดจบเธอก็แสร้งปาดน้ำตาที่รื้นขึ้นมาสองสามหยดอย่างละอายใจ“แม่คะ เมื่อก่อนอิ๋งอิ๋งยังเด็กไม่ประสีประสาเลยทำเื่น่าขันไว้เยอะแยะแต่พอแต่งเข้ามาถึงได้รู้ว่าครอบครัวที่แท้จริงเป็ยังไงเสียดายก็แต่ร่างกายนี้ที่ไม่รักดี แม่คงจะไม่รังเกียจหนูใช่ไหมคะ?”
“พูดจาอะไรอย่างนั้น!”
หลี่เสวี่ยเหลียนทำทีเป็ถลึงตาใส่ด้วยความโกรธระคนเอ็นดู“แต่งเข้ามาในตระกูลเสิ่นแล้ว ก็ถือเป็คนของตระกูลเสิ่น!ขอแค่เธอไม่รังเกียจว่าบ้านนี้ยากจน และตั้งใจครองคู่กับอาเหยาให้ดีแม่ก็จะรักเธอเหมือนลูกสาวแท้ๆ ของแม่เอง!”
“ออกแรงทำงานไม่ได้ก็ไม่เห็นเป็ไรลูกชายลูกสาวแม่แต่ละคนทำงานเก่งเหมือนมีสิบมือ! อีกอย่างร่างกายแม่ยังแข็งแรงไม่จำเป็ต้องใช้แรงลูกหรอก!”
เจียงอิ๋งอิ๋งก้มหน้ายิ้มบาง“แต่แบบนี้ก็ต้องลำบากน้องสาวแล้วสิคะ”
พูดจบเธอก็หันไปะโบอกเสิ่นเสี่ยวอวิ๋นที่กำลังเดินออกไปด้วยสีหน้าท่าทางที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด “น้องสาวเดี๋ยวเข้ามาหาพี่สะใภ้ที่ห้องนะ พี่จะทาครีมถนอมมือให้! ผิวเธอดีขนาดนี้ต้องดูแลให้ดีๆ รู้ไหมจ๊ะ!”
เสิ่นเสี่ยวอวิ๋นที่หอบกองผ้าพะรุงพะรังเดินไปพลางคิดในใจอย่างขุ่นเคือง...ดีแต่พูดจาหวานล้อมล่ะสิ ใครจะไปทาครีมบ้าบออะไรนั่นกัน!
เมื่อหลี่เสวี่ยเหลียนต้มน้ำเสร็จก็มองเจียงอิ๋งอิ๋งด้วยสายตาเมตตา “พออาเหยากินข้าวเสร็จก็ลงไปที่ทุ่งนาแล้วแม่เองก็ต้องรีบไปช่วยเขาเหมือนกัน ่เที่ยงเธอช่วยเอาน้ำกับข้าวไปส่งหน่อยนะในหม้อมีแป้งทอดที่ทำไว้แล้ว!”
ในยุคนี้การเดินทางล้วนต้องพึ่งพาสองเท้านอกจากไม่กี่ครอบครัวที่ฐานะมั่งคั่งจริงๆ แล้วส่วนใหญ่แทบจะไม่มีจักรยานใช้กันเลย
ดังนั้นคนที่ลงไปทำงานในนาส่วนใหญ่จึงมักจะไม่กลับมาพักที่บ้านใน่เที่ยง
“ได้ค่ะแม่ แม่ไปเถอะ ทางบ้านให้หนูจัดการเอง!”
เจียงอิ๋งอิ๋งรับคำอย่างแข็งขันทว่าในใจกลับครุ่นคิดว่าระบบนั่นดูเหมือนจะยังขาดคะแนนอีกไม่กี่แต้มเธอต้องรีบฉวยโอกาสนี้พ่นวาจาแม่ชาเขียวออกมาเสียหน่อยแล้ว
“ไอ้หยา ช่างเป็เด็กดีจริงๆ!” หลี่เสวี่ยเหลียนดีใจจนเนื้อเต้นเดินเหินกระฉับกระเฉงราวกับมีลมพัดส่งท้าย
เจียงอิ๋งอิ๋งยืนส่งหลี่เสวี่ยเหลียนอยู่ที่หน้าประตูจนลับตาพลางลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
โชคดีที่ไม่ได้เจอแม่สามีใจร้ายไม่อย่างนั้นมารยาแม่ชาเขียวพวกนี้คงใช้ไม่ได้ผลเป็แน่
ขณะที่กำลังจะหมุนตัวเข้าบ้านก็มีก้อนหินก้อนหนึ่งลอยมาโดนตัวเธอเข้า
เจียงอิ๋งอิ๋งหน้ามืดครึ้มหันไปมองทันควันใครมันช่างตาถั่วโยนของสุ่มสี่สุ่มห้าแบบนี้? โดนตัวยังไม่เท่าไหร่แต่ถ้าโดนใบหน้าสะสวยราวกับบุปผาของเธอเข้าจะทำอย่างไร?
วิถีแม่ชาเขียวอย่างเธอน่ะต้องใช้หน้าตาทำมาหากินนะ!
ที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ไม่ไกลนักชายหนุ่มในเสื้อกั๊กสีเทากำลังจ้องมองมาที่เธอด้วยสายตาเปี่ยมรัก“อิ๋งอิ๋ง คุณมีความสุขดีไหม?”
คนผู้นี้ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่คือเฉิงเหวินเจี้ยนปัญญาชนหนุ่มที่เ้าของร่างเดิมถึงขั้นยอมวางยาเพื่อจะล่อลวงเขาให้ได้นั่นเอง
เจียงอิ๋งอิ๋งหรี่ตามองไปรูปร่างหน้าตาก็ดูเป็ผู้เป็คนอยู่หรอกแต่ดวงตากลับหลุกหลิกฉายแววเ้าเล่ห์ต้อยต่ำ...
ความสูงเพียงร้อยเจ็ดสิบเิเเศษๆแถมยังดูอ่อนแอขี้โรคปานจะแบกหามอะไรไม่ไหว เมื่อเทียบกับเสิ่นเหยาแล้วก็ไม่ต่างอะไรกับลูกไก่ตัวจ้อย
เธอเบ้ปากอยู่ในใจแต่กระนั้นเจียงอิ๋งอิ๋งยังคงรักษารอยยิ้มไว้บนใบหน้า“ปัญญาชนเฉิง ไม่ทราบว่าคุณมีธุระอะไรกับฉันหรือคะ?”
เธอยิ้มอย่างสำรวมและสง่างามดวงตาคู่โตฉายแววสดใสเป็ประกาย ต่างจากท่าทางจริตจะก้านที่เคยเป็มาอย่างสิ้นเชิง
หัวใจของเฉิงเหวินเจี้ยนกระตุกวูบอดไม่ได้ที่จะก้าวเข้าไปหาหมายจะคว้ามือเธอ “อิ๋งอิ๋งผมรู้ว่าคุณยังโกรธผมอยู่...”
เหตุที่ยานั่นถูกเสิ่นเหยาดื่มเข้าไปก็เป็เพราะเฉิงเหวินเจี้ยนผู้นี้ใช้ชื่อตัวเองนัดเจียงอิ๋งอิ๋งออกมาแต่กลับหลอกเธอไปทิ้งไว้ที่ตีนเขาซีซานที่เปลี่ยวร้างเพียงลำพัง
ซ้ำยังแอบสลับกระบอกน้ำของเสิ่นเหยาที่กำลังทำงานอยู่ในทุ่งนาอีกด้วย
ที่เขาทำเช่นนี้ประการแรกคือเพราะนโยบายเปลี่ยนแปลงทำให้เขาจะสามารถกลับเมืองได้ในไม่ช้าจึงอยากสลัดการตามตื๊อของเจียงอิ๋งอิ๋งให้พ้นตัวประการที่สองคือเขาเคยมีเื่บาดหมางกับเสิ่นเหยาจนผูกใจเจ็บจึงอยากจะกลั่นแกล้งอีกฝ่ายให้เจ็บแสบ
เพียงแต่ก่อนจะจากไปเขาไม่มีค่าเดินทางเพียงพอ จึงคิดจะหลอกเอาเงินจากเจียงอิ๋งอิ๋งสักหน่อย
อย่างไรเสียเจียงอิ๋งอิ๋งก็เป็แค่คนโง่คนหนึ่งแค่เขาเอ่ยคำหวานไม่กี่คำก็หลอกให้เธอหัวหมุนได้แล้ว
ตลอดสองปีที่ต้องมาอยู่ในเขตชนบทแห่งนี้เขาได้ผลประโยชน์จากเจียงอิ๋งอิ๋งไปไม่น้อยเลยทีเดียว
“อ๋อ ใช่ค่ะ ฉันโกรธคุณมากเลยล่ะ”
เจียงอิ๋งอิ๋งถอยหลังหนีสองก้าวพลางบีบจมูกกวาดสายตามองเขาั้แ่หัวจรดเท้า “ปัญญาชนเฉิงคุณไปตกหลุมส้วมที่ไหนมาหรือคะ? ตัวเหม็นจะตายอยู่แล้ว!รบกวนช่วยอยู่ห่างๆ ฉันหน่อย ขอบคุณค่ะ!”
เฉิงเหวินเจี้ยนชะงักฝีเท้าด้วยความอับอายเพราะเื่ของเจียงอิ๋งอิ๋งผู้ใหญ่บ้านจึงจงใจส่งเขาไปทำงานที่หนักและเหนื่อยที่สุด
ไม่เพียงแต่ต้องเลี้ยงหมูและทำความสะอาดคอกหมูแต่ยังต้องหาบน้ำครำไปรดน้ำในนาอีกด้วย...
กว่าจะถึงกำหนดกลับเมืองยังต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่เขาไม่อยากไปเลี้ยงหมูทุกวันหรอกดังนั้นเป้าหมายหนึ่งของวันนี้คือการมากล่อมเจียงอิ๋งอิ๋งเพื่อให้ใช้ชีวิตที่เหลืออยู่อย่างสุขสบาย
“อิ๋งอิ๋ง ถึงยังไงในใจของผมก็ยังมีคุณเสมอ”
เฉิงเหวินเจี้ยนยกมือขึ้นกุมขมับพลางยิ้มขื่นแสร้งทำท่าทางเหมือนคนหมดหนทาง “เพียงแต่เื่ราวมันไม่เป็ไปอย่างที่คิดพอเกิดเื่แบบนี้ขึ้น ใจผมเ็ปมากกว่าใคร...”
พูดจบเขาก็แสร้งบีบน้ำตาจอมปลอมออกมาสองสามหยด
น่าสะอิดสะเอียนสิ้นดี!ใครก็ได้มาฆ่าหมอนี่ทีเถอะ!
กล้ามาแสดงละครแม่ชาเขียวต่อหน้าเธอเนี่ยนะช่างน่าขันสิ้นดี!
เจียงอิ๋งอิ๋งกลอกตามองบนอย่างเหนื่อยหน่ายทว่ายังคงนิ่งเงียบพลางถอยห่างออกไปอีกสองก้าว ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง“ปัญญาชนเฉิง คุณอย่าพูดจาซี้ซั้วนะคะฉันเป็ผู้หญิงที่เพิ่งแต่งงานและวางตัวสะอาดบริสุทธิ์มาตลอดถ้ามาทำให้ฉันต้องเสียชื่อเสียง คนที่บ้านฉันไม่ปล่อยคุณไว้แน่”
พูดจบเธอก็แสร้งปาดน้ำตาตามไปบ้าง“คุณคงไม่ได้เห็นว่าฉันเป็ผู้หญิงตัวเล็กๆแล้วจะมารังแกกันใช่ไหมคะ?”
หากจะประชันเื่เ้าน้ำตาใครจะมืออาชีพไปกว่าเธอได้อีก?
เธอผ่านการฝึกฝนมาอย่างโชกโชนไม่ว่าจะร้องไห้แบบหยาดพิรุณโปรยปรายบนดอกสาลี่ ให้ดูน่าสงสารจับใจน้ำตาไหลพรากเป็ทาง หรือสะอื้นไห้เงียบๆ...
อยากได้อารมณ์ไหนเธอก็จัดให้ได้ทั้งนั้นไม่เพียงเท่านั้น เธอยังควบคุมความเร็วของหยดน้ำตาได้อีกด้วยรอจนพูดบทจบแล้วค่อยให้น้ำตาเม็ดใสๆร่วงหล่นลงมาทีละหยดโดยไม่ทิ้งคราบไว้บนใบหน้า...
การร้องไห้แบบที่ทั้งสวยงามและน่าสงสารเช่นนี้คืออาวุธสังหารที่ทรงอานุภาพที่สุด
ชายหญิงคู่หนึ่งมายืนร้องไห้ประจันหน้ากันแถมยังเป็บนถนนข้างนอกบ้าน
พวกผู้หญิงสอดรู้สอดเห็นที่กำลังจะลงไปในทุ่งนาต่างชะเง้อหน้ามองมาอย่างใคร่รู้เดิมทีสองคนนี้ก็มีข่าวลือหนาหูอยู่แล้ว
ทุกคนต่างอยากจะรอดูเื่สนุก...เจียงอิ๋งอิ๋งคนนี้แต่งงานวันแรก ก็คิดจะสวมเขาให้เสิ่นเหยาแล้วหรืออย่างไร?
คนรอดูเื่สนุกน่ะมีมากแต่คนที่รักความเป็ธรรมและหวังดีก็มีอยู่
คนที่มีบ้านอยู่ติดกับเสิ่นเหยาก็แซ่เสิ่นเหมือนกันถือเป็ป้าที่เป็ญาติห่างๆ กันสองชั้น
ป้าเสิ่นก้าวเข้าไปยืนข้างเฉิงเหวินเจี้ยนพลางถลึงตาใส่เจียงอิ๋งอิ๋งอย่างไม่เป็มิตร “นี่เมียเ้าเสิ่นเหยาเธอไม่ลงนาทำงานแล้วมายืนทำอะไรอยู่ข้างนอกนี่?”
เฉิงเหวินเจี้ยนที่มักจะสร้างภาพพจน์ที่ดีอยู่เสมอแสร้งยิ้มอย่างฝืนใจ“ป้าเสิ่น อย่าเข้าใจผิดนะครับอิ๋งอิ๋งเธอก็แค่อยากจะคุยกับผมสองสามคำเท่านั้นเอง”