ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ

    ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 89 เปิดเส้นทางสู่มิติลึกลับ

    ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 89 เปิดเส้นทางสู่มิติลึกลับ





            เสียงของหญิงในอาภรณ์สีเขียวดังขึ้นใจกลางฝูงชน เสียงของนางทรงพลังอย่างยิ่ง สามารถสะกดทุกคนที่อยู่โดยรอบให้หันมาสนใจได้อย่างง่ายดาย



            มองเข้าไปด้านในสุด มีกลุ่มทหารใส่ชุดเกราะเต็มยศมากกว่าสี่สิบนาย ยืนเรียงหน้ากระดานปิดกั้นทางเดินเอาไว้ หญิงสาวชุดเขียวอยู่ด้านหลังนายทหารทั้งหมด ดูเหมือนว่าเธอจะมีอำนาจอย่างมากในที่แห่งนี้ เพราะไม่มีใครสักคนที่กล้าผ่านรั้วมนุษย์นี้เข้าไปด้านในก่อนคนอื่น



            "ยินดีต้อนรับยุวชนรุ่นหลังทุกคน ข้าเมดิสัน ตัวแทนจากมหานครเขต B เป็นประธานในการเปิดงานครั้งนี้" หญิงชุดเขียวผายมือออกพร้อมกับกล่าวต้อนรับทุกคน



            จากรูปลักษณ์ภายนอก เธอดูเป็นหญิงสาวที่เพิ่งจะก้าวเข้าสู่วัยกลางคนเท่านั้น แต่รัศมีอำนาจที่สะกดผู้คนนั้นช่างแสนยิ่งใหญ่ ใครเล่าจะรู้ว่าแท้จริงหญิงตรงหน้าอายุเท่าไหร่กันแน่ แต่ที่รู้ๆ ต้องไม่ตรงกับรูปลักษณ์ที่เห็นอย่างแน่นอน



            "สิบปีวนกลับมาอีกครั้ง เวลาช่างผ่านไปรวดเร็ว หัวใจข้ายินดีเหลือเกินที่ได้เห็นอัจฉริยะรุ่นใหม่จำนวนมากมารวมตัวกันที่นี่" หญิงสาวโปรยยิ้ม รอยตีนกาเล็กๆ ปรากฏขึ้นบริเวณหางตา



            "อย่างที่รู้กันว่ามิติลึกลับแห่งนี้จะเปิดขึ้นทุกๆ สิบปี และรอต้อนรับเยาวชนอายุต่ำกว่ายี่สิบห้าปีให้เข้ามาหาประสบการณ์"



            "ข้ารู้ว่าพวกเจ้าเก่งกาจ ข้ารู้ว่าพวกเจ้าเป็นหัวกะทิในหมู่ชน แต่พื้นที่ภายในนั้นมีความอันตรายไม่น้อย สิบปีก่อน มีคนมากมายที่ไม่ได้กลับออกมา ฉะนั้นพวกเจ้าอย่าได้ชะล่าใจว่าตนเองเก่งกาจเหนือผู้ใด หรือมีพรรคพวกที่พร้อมจะต่อสู้ไปกับตน ในช่วงเวลาคับขัน สิ่งใดจะสำคัญไปกว่าชีวิตตนเองอีกเล่า? หากเป็นเจ้า จะยอมแลกชีวิตตนเองให้ผู้อื่นหรือ?" หญิงชุดเขียวพูดให้ทุกคนได้คิดตรึกตรองถึงความเสี่ยงก่อนที่จะเข้าไป



            แท้จริงแล้วมิติลึกลับไม่ได้เป็นของผู้ใดในที่แห่งนี้เลย จู่ๆ มันก็ปรากฏขึ้นมา เวลาผ่านไปร้อยปีผู้คนจึงเข้าใจมันมากขึ้น พวกเขารู้วิธีใช้ประโยชน์จากมิติลึกลับแห่งนี้ แต่ก็ยังไม่อาจทำลายข้อจำกัดอายุของมันได้



            กองกำลังใหญ่หลายฝ่ายต่างก็ต้องการครอบครองมันไว้กับตัว จึงสร้างข้อตกลงร่วมกัน แบ่งสิทธิ์การเข้าออกส่วนใหญ่ไว้กับพวกตน ดังจะเห็นได้ว่าอัจฉริยะบางกลุ่มถึงกับมากันเป็นสิบๆ คน นั่นหมายความว่าพวกเขามีอำนาจที่มากพอจะคว้าที่นั่งส่วนใหญ่สำหรับโอกาสในครั้งนี้ไว้ได้



            ส่วนคนที่มีอำนาจต่ำ ก็จะได้จัดสรรสิทธิ์ในการเข้าไปด้านในน้อยลงตามลำดับ เหมือนอย่างซีเลียที่ได้ตั๋วผ่านเข้ามิติลึกลับมาแค่ใบเดียวเท่านั้น ซึ่งคนจำพวกนี้ก็มีให้เห็นอยู่ประปราย แต่ถ้าเทียบเป็นสัดส่วนแล้ว นับว่าน้อยกว่ากลุ่มเยาวชนที่มากันเป็นกลุ่มใหญ่มากทีเดียว



            ไม่ใช่แค่สิทธิ์ที่กระจายไปน้อยเท่านั้น แต่คนที่อำนาจต่ำอาจหมายถึงความแข็งแกร่งที่ต่ำลงไปด้วย เป็นเรื่องยากที่กองกำลังด้อยอำนาจเหล่านั้นจะสามารถปั้นอัจฉริยะวัยเยาว์ให้โดดเด่นพอมาเทียบเคียงขุมอำนาจใหญ่ๆ ได้ และถึงมี บางคนก็ไม่ได้มีใจที่กล้าหาญพอเอาอัจฉริยะของตนมาเสี่ยง



            หญิงชุดเขียวกวาดตามองเยาวชนจากกองกำลังต่างๆ ทั้งที่มาเป็นกลุ่มและมาเพียงคนเดียว



            "แต่แม้จะมีอันตรายมากมายภายใน ของรางวัลที่อยู่ภายในนั้นก็ล้วนแล้วแต่ล่อตาล่อใจยิ่ง สมบัติบางอย่างก็ล้ำค่ามากแม้จะมองจากสายตาของกองกำลังขนาดใหญ่ เฉพาะคนที่กล้าหาญเท่านั้นที่จะได้ในสิ่งที่ต้องการ!" ก่อนหน้านี้เป็นคำเตือน แต่ตอนนี้กลับเป็นการปลุกใจ ยิ่งเสี่ยงมาก ก็ยิ่งได้อะไรกลับมามาก



            คาลอสเหล่ตามองรอบข้าง ดูเหมือนว่าคำพูดปลุกใจของอีกฝ่ายดูจะสร้างความมั่นใจให้คนบางกลุ่มไม่น้อย หลายคนดวงตาเปล่งประกายทันทีที่ได้ยินคำว่าสมบัติล้ำค่า



            แต่ก็เห็นเหมือนกันที่มีอัจฉริยะบางกลุ่มส่งสายตาสมเพชไปทางคนที่กำลังตื่นเต้นเหล่านั้น กับอีแค่สมบัติเท่านั้น ช่างน่าสงสารพวกเหลือขอพวกนี้ยิ่ง! กลุ่มอัจฉริยะที่คิดว่าตนเองเหนือกว่าคนอื่นต่างนึกเช่นนี้อยู่ในใจ



            "มาเถิดยุวชนรุ่นหลังทั้งหลาย ในนามตัวแทนแห่งมหานครเขต B ข้าขอประกาศเปิดงานบัดเดี๋ยวนี้!" หญิงชุดเขียวพูดจบ ก็ลอยขึ้นไปบนอากาศ บรรยากาศรอบตัวนางผันผวนไปหมด คนทั้งหมดที่อยู่ที่นี่มองเห็นบรรยากาศบิดเบี้ยวได้อย่างชัดเจน กินอาณาบริเวณที่กว้างใหญ่กว่าห้าสิบเมตร



            คาลอสที่มองผ่านฝูงชนนับพันเบิกตากว้าง แม้แต่ตัวเขาก็ไม่มีทางสร้างความแปรปรวนในอากาศได้มากเท่านี้ ต่อให้เป็นตอนที่ใช้วิชาเผาโลหิตก็ทำไม่ได้ นี่หญิงตรงหน้าเขา…แข็งแกร่งขนาดไหนกันแน่?



            พลังของหญิงชุดเขียวกดดันสภาพแวดล้อมรอบตัวจนบิดเบี้ยว ในที่สุดก้อนหินที่ดูไม่น่าสนใจด้านหลังก็ค่อยๆ เปลี่ยนรูปร่างไป มันบิดตัวกลายเป็นประตูหินบานใหญ่ ดูเก่าแก่น่าพิศวง



            เมื่อก้อนหินใหญ่แปรสภาพกลายเป็นบานประตูโดยสมบูรณ์ ร่างของหญิงชุดเขียวก็ค่อยๆ ร่อนลงบนพื้น ยืนอยู่เบื้องหน้าบานประตูหิน



            เธอยกแขนของเธอขึ้น ค่อยๆ วางมือลงบนบานประตูแผ่นหินอย่างแผ่วเบา



            ครืน



            ประตูหินมีปฏิกิริยาทันที มันค่อยๆ แยกออกตรงกลาง เลื่อนออกไปด้านข้างทั้งสองฝั่งอย่างช้าๆ



            ด้านในเป็นทางเดินมืดๆ ที่แทบมองอะไรไม่เห็น หนำซ้ำยังมีม่านพลังงานสีเขียวปกคลุมบริเวณทางเข้าทั้งหมด ยิ่งทำให้มองผ่านยากเข้าไปอีก



            ม่านพลังงานสีเขียวนี้เป็นม่านพลังซึ่งเกิดจากอักขระแปลกประหลาด มันสร้างเยื่อเลือกผ่านขึ้นมากั้นคนที่มีคุณสมบัติไม่ตรงตามเกณฑ์ที่มันกำหนดออกไป ซึ่งอย่างที่รู้กันก็คือมันจำกัดอายุ



            นอกเหนือจากนั้นมันไม่มีข้อจำกัดอะไรอีก แต่ความพิเศษของมันอยู่ที่ความแข็งแกร่ง แม้อีโวลจะมาด้วยตัวเอง ก็ไม่สามารถฝ่าฝืนข้อจำกัดหรือแม้กระทั่งทำลายม่านพลังนี้ได้ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไม ขุมอำนาจใหญ่จึงต้องตกลงร่วมมือกัน และส่งเยาวชนของตนมาแทนที่



            กึก!



            บานประตูแยกออกจนสุด พื้นที่มันเปิดออกไปไม่ได้มากนัก เพียงพอให้ผู้คนเข้าไปครั้งละสิบคนเท่านั้น



            "เอาล่ะ เด็กทั้งหลาย บัดนี้ประตูของมิติลึกลับได้เปิดออกโดยสมบูรณ์แล้ว หลังจากนี้พวกเจ้าจะมีเวลาทั้งสิ้นเจ็ดวัน จงจัดสรรเวลาให้ดี และกลับมาที่ทางออกให้ทันเวลา หากช้าไปแม้แต่วินาทีเดียว…" หญิงชุดเขียวหันมองรอบกายก่อนจะพูดต่อ "คงต้องแสดงความเสียใจ เพราะเจ้าคงไม่ได้หวนกลับตลอดกาล"



            สิ้นคำ เหล่ายุวชนทั้งหมดต่างหันมองหน้ากัน แม้พวกเขาจะรู้เงื่อนไขนี้ดี แต่เมื่อได้มาฟังจากหญิงชุดเขียวผู้ทรงพลัง กลับทำให้รู้สึกตื่นตัวไม่น้อย



            "เฉพาะผู้มีตั๋วอนุญาตเท่านั้นที่มีสิทธิ์ผ่านเข้าไปด้านใน เอาล่ะ ใครพร้อมจะเข้าไป จงแสดงตั๋วให้หัวหน้ากองทหารตรงนี้ได้เลย" หญิงชุดเขียวผายมือไปที่กึ่งกลางของกองทหารที่ยืนเรียงแถวหน้ากระดานราวกับเป็นรั้วมนุษย์อยู่เบื้องหน้า



            เหล่าอเวกวัยเยาว์ต่างหันมองหน้ากันไปมา ไม่ว่าจะมาเป็นกลุ่มเล็ก หรืออยู่กันเป็นกลุ่มใหญ่ พวกเขาล้วนยืนนิ่ง ไม่มีใครเริ่มก้าวเท้าออกไปสักกลุ่มเดียว



            คาลอสมองฉากตรงหน้าด้วยความสับสน ทุกคนควรจะกระหายอยากที่จะเข้าไปด้านในไม่ใช่หรือ? ยิ่งเข้าไปก่อนก็ยิ่งได้เปรียบกว่า สมบัติล้ำค่าไม่ได้มีอย่างไร้ขีดจำกัด หากเชื่องช้ากว่าคนอื่น สิ่งที่ดีที่สุดไม่โดนหยิบฉวยไปก่อนแล้วหรือ?



            ขณะที่คาลอสงุนงงอยู่นั้น ซีเลียที่ยืนอยู่ด้านข้างก็สะกิดให้เขาดูบางอย่าง



            มีกลุ่มคนในชุดสีดำปักดิ้นลวดลายขลิบทองเดินแหวกฝูงชนเข้าไปด้านใน



            หัวหน้ากองทหารเหลือบดูตั๋วที่อีกฝ่ายยกขึ้นมาก่อนจะเปิดทางให้เข้าไปด้านใน



            กลุ่มคนในชุดดำขลิบทองร่วมสิบชีวิตเดินผ่านม่านสีเขียวเข้าไปอย่างง่ายดาย และคนทั้งหมดก็หายเข้าไปในนั้น



            เมื่อคนกลุ่มแรกเข้าไป กลุ่มเยาวชนจากกองกำลังใหญ่ๆ หลายแห่งก็เริ่มเคลื่อนไหว รวมไปถึงสถาบันอเวกเคนเนอร์เขต B ด้วย



            แต่คาลอสสังเกตเห็นได้ว่ากองกำลังที่มีอำนาจต่ำลงมายังคงนิ่งเฉยกัน เปิดทางให้กองกำลังใหญ่ๆ เดินขบวนเข้าไปกันก่อน



            ในที่สุดคาลอสก็เข้าใจ ไม่ใช่ว่าทุกคนไม่อยากเข้าไปด้านใน เพียงแต่ไม่มีใครกล้าหาญเดินตัดหน้าขุมกำลังใหญ่



            แน่นอนว่าเมื่อเป็นเช่นนี้กองกำลังขนาดใหญ่ย่อมต้องมีโอกาสที่ดีกว่าภายในมิติลึกลับ แต่จะให้ทำเช่นไรได้? หากสร้างความขัดแย้งกับขุมอำนาจใหญ่ ต่อให้ได้สมบัติล้ำค่ากลับไป มันจะคุ้มค่าจริงๆ หรือ? นั่นเป็นเหตุผลที่ทุกคนไม่กล้าข้ามหน้าข้ามตากัน



            โชคดีที่คาลอสไม่ทะเล่อทะล่าออกไปเป็นคนแรก ไม่เช่นนั้นมีกี่ชีวิตก็ไม่พอที่จะรองรับความขุ่นเคืองของกองกำลังใหญ่ได้



            ชายหนุ่มมองกลุ่มอัจฉริยะวัยเยาว์ ที่ก้าวเดินเข้าไปกันทีละกลุ่ม ปากก็ถามซีเลียไปด้วย



            "คนกลุ่มแรกที่เข้าไปนั่นคือใครกัน เหตุใดผู้คนจึงให้ความเกรงใจพวกเขานัก" คาลอสถามออกไปด้วยความสงสัย



            หญิงสาวด้านข้างลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบกลับไป "ข้าก็ไม่แน่ใจ แต่ดูแล้วคงจะมีเพียงคนจากรัฐบาลกลางในมหานครที่มีอำนาจมากเท่านั้น…แล้วเหมือนว่าพวกเขาจะเป็นหน่วยพิเศษของทางการด้วย เพราะข้าไม่คุ้นเคยกับเครื่องแบบของพวกเขาเลย"



            ชายหนุ่มได้ยินดังนั้นก็จดจำข้อมูลนี้ไว้ภายในใจ กลุ่มคนที่แม้แต่ขุมอำนาจขนาดใหญ่ยังหลีกทางให้ หากคาลอสพบเจอพวกเขาในอนาคต ทางที่ดีก็ต้องหลบเลี่ยงให้ไว



            ชายหนุ่มรอฝูงชนทยอยเข้าไปจนผู้คนเริ่มบางตา เหลือเพียงกองกำลังเล็กๆ หรือไม่ก็หมาป่าเดียวดายที่เดินทางมาเพียงคนเดียวเหมือนตน



            "ถึงเวลาที่ข้าต้องไปแล้ว" เสียงเรียบนิ่งเปล่งออกมาจากชายหนุ่ม



            คาลอสหันหน้าไปมองหญิงสาวที่อยู่ข้างกาย และเธอก็มองเขาตอบด้วยสายตาเป็นกังวล มือของหญิงสาวเอื้อมไปสัมผัสสันมือของอีกฝ่าย



            "จงดูแลตัวเองให้ดี อย่าได้ทำอะไรเกินตัว รู้เอาไว้ด้วยว่ายังมีอีกหลายคนรอเจ้าอยู่" ซีเลียส่งสายตาไปให้ชายหนุ่ม มันเต็มไปด้วยความกังวล



            ชายหนุ่มยิ้มรับ จ้องมองกลับไปข้างในดวงตาของหญิงสาว



            "ไม่ต้องกังวล ข้าจะกลับมาให้ได้…ข้ารู้ดีว่ามีคนรอข้าอยู่" คาลอสนำมืออีกข้างมาวางบนหลังมือที่ยื่นมาของหญิงสาว ส่งยิ้มพริมใจออกไป



            ทั้งคู่จ้องตากันอยู่นานก่อนจะค่อยๆ ผละออกจากกัน



            ตอนนี้เหลือคนไม่มากแล้วที่ยังไม่ได้เข้าไป มันถึงเวลาที่ทั้งคู่ต้องจากกันจริงๆ แล้ว



            คาลอสโบกมือร่ำลาทั้งสี่คนที่มาส่งตนเอง ก่อนจะเดินเข้าไปใจกลางวง ยื่นตั๋วให้นายทหารที่อยู่ข้างหน้าสุด