เป่ยอวิ้นเอ๋อถอนหายใจอย่างโล่งอก นางรู้ดีว่าเฟยหรงนั้นย่อมไม่หยุดอยู่เพียงเท่านี้อย่างแน่นอนและในอนาคตข้างหน้าเด็กหนุ่มจะสามารถก้าวข้ามนางไปอย่างไม่ต้องสงสัย ดังนั้นการผูกมัดอีกฝ่ายให้อยู่ที่นี่ตลอดไปย่อมไม่เป็นการดี อัจฉริยะเมื่อถูกเวลาก็ต้องโบยบินอย่างอิสระ ที่นางต้องการก็แค่อยากให้เฟยหรงได้รับผลประโยชน์ของตระกูลเท่านั้นไม่ได้ต้องการผูกมัดอีกฝ่ายแต่อย่างใด แต่หากนางรู้ถึงเป้าหมายจริงของหลานชายเกรงว่านางจะต้องกระอักเลือดออกมาอย่างแน่นอน
"แน่นอนหลานชาย เมื่อเจ้าเข้าเข้าตระกูลเป่ยพวกเราจะไม่ผูกมัดอะไรเจ้าทั้งยังให้ทรัพยากรณ์บ่มเพาะที่ล้ำค่ากับเจ้าอีกด้วย ขอเพียงหากเกิดเหตุการณ์คับขันที่มหาสมุทรนิรันทร์เจ้าจะไม่ดูดายก็เพียงพอ"เป่ยอวิ้นเอ๋อกล่าว
"ง่ายดายเช่นนั้นเชียว ไม่มีอะไรแอบแฝงใช่หรือไม่"เฟยหรงกล่าวถามอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ เป่ยอวิ้นเอ๋อไม่ตอบอะไรนางเพียงยกยิ้มให้เฟยหรงเท่านั้น
"หากเป็นเช่นนั้นข้าก็ขอรับข้อเสนอไว้ด้วยความยินดี"เฟยหรงกล่าว เหล่าผุ้อาวุโสพากันโล่งใจในทันที การเข้าตระกูลของเฟยหรงครั้งนี้จะต้องนำพาความรุ่งโรจน์มาสู่ตระกูลเป่ยและมหาสมุทรนิรันทร์อย่างแน่นอน
"ในเมื่อเจ้าเข้าสู่ตระกูลแล้วก็ตามข้ากับยายเจ้ามา วันนี้ข้าจะต้องบอกถึงเรื่องราวของมหาสมุทรนิรันทร์ให้เจ้าฟังทั้งหมด"เป่ยเฉินลุกขึ้นพร้อมกล่าวด้วยเสียงเรียบเฉยเป็นปกติ จนเฟยหรงที่เห็นต้องมุ้ยปากให้แต่เขาก็ยังตายเป่ยเฉินไปพร้อมกับเป่ยอวิ้นเอ๋อและเป่ยอิงอิงแม่ของเขา
ทั้งสี่คนเดินออกไปแล้วนั้นทางฝั่งของผู้อาวุโสก็เดินออกไปเช่นกันเพราะนี่คือสัญญานเลิกประชุมแล้วนั่นเอง เฟยหรงเดินตามตากับยายของเขามาถึงพื้นที่ส่วนตัวของประมุขตระกูล ที่นี่งดงามมากและประดับไปด้วยเหล่าฝูงปลางดงามที่แหวกว่ายไปมาไม่ขาดสายตรงใจกลางมีโต๊ะหินอ่อนตั้งไว้เพื่อนั่งชมสุนทรียภาพแห่งมหาสมุทร เฟยหรงที่พึ่งพาใหม่อดไม่ได้ที่จะตกตะลึงกับความงามที่ยากบรรยายเช่นนี้
"นั่งลงข้าจะเล่าเรื่องราวของเทพสมุทรให้ฟัง"เป่ยเฉินและทั้งสามนั่งลงที่โต๊ะหินอ่อนตัวนั้นก่อนจะกล่าวออกมา เฟยหรงที่ได้สติก็นั่งลงตรงเก้าอี้ที่ว่างในทันที
'ชิ ทำไมต้องทำท่าทางแบบนั้นตลอดเวลาด้วยนะ ไม่เหนื่อยหรือไง'ชายหนุ่มคิดในใจ แต่ใบหน้าของเขากลับแสดงคำพูดเหล่านั้นออกมาอย่างชัดเจนจนเป่ยอิงอิงและเป่ยอวิ้นเอ๋ออดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาเล็กน้อย
"เชิญ"เฟยหรงกล่าวขึ้นอีกครั้งเป่ยเฉินจึงเริ่มเล่าเรื่องมหาสมุทรนิรันทร์ในทันที
"แรกเริ่มเดิมทีมหาสมุทรนิรันทร์เป็นเพียงทะเลทรายผืนใหญ่ที่แห่งแล้งเท่านั้น ไม่ได้มีผืนน้ำและอุดมสมบูรณ์อย่างที่เจ้าเห็น เมื่อพันล้านปีก่อนมีชายหนุ่มคนหนึ่งได้เดินทางมาถึง ณ ที่แห่งนี้ ไม่มีความทรงจำ ไม่มีความปรารถนา เขาเพียงเดินทางอย่างไม่มีจุดหมายเท่านั้น แต่เมื่อเห็นชาวบ้านที่น่าสงสารในเขตทะเลทรายอันกว้างใหญ่ความปรารถนาแรกของเขาจึงปรากฏขึ้นมา แต่ด้วยเป็นเพียงระดับมหาเทวะขั้นปลายจึงไม่อาจที่จะช่วยเหลือชาวบ้านทุกคน ณ ทะเลทรายอันกว้างใหญ่แห่งนี้ได้ ดังนั้นชายหนุ่มคนนั้นจึงได้ตัดสินใจครั้งใหญ่ปิดด่านฝึกตนไปยาวนานเกือบห้าสิบล้านปี และในที่สุดเขาก็เข้าถึงขุมกำลังที่เกินกง่าจะจินตนาการได้ และนั่นคือขอบเขตที่เกินกว่าโลกจะแบกรับพลังของเขาไหว"
"ชายหนุ่มทะยานขึ้นสู่ท้องนภาในทันใดและได้ทำการแบ่งสายเลือดของตนเอาไว้ก่อกำเนิดเป็นชายหนุ่มอีกคนและหญิงสาวอย่างละหนึ่งคน ทั้งยังให้พรแก่ทะเลทรายอันกว้างใหญ่จนในที่สุดหยาดน้ำฟ้าก็ไหลรินลงมาและค่อยๆก่อกำเนิดเป็นทะเลสาบ ทะเล และในที่สุดก็กลายเป็นมหาสมุทรที่หาขอบเขตไม่ได้ นี่คือพรอันยิ่งใหญ่ที่พระเจ้าแห่งสายน้ำมอบให้ ดังนั้นทุกคนในมหาสมุทรนิรันทร์จึงสรรเสริญเขาด้วยนาม เทพสมุทร"
"ส่วนชายหญิงสองคนนั้นเองก็ทำหน้าที่ดูแลมหาสมุทรนิรันทร์ต่อไปและมีลูกมีหลานสืบทอดมาถึงทุกวันนี้ และนั่นคือต้นกำเนิดของตระกูลเป่ยนั่นเอง"เป่ยเฉินกล่าวมาถึงตรงนี้ ใบหน้าของเฟยหรงเต้มไปด้วยความตกตะลึง นี่คือสิ่งที่เรียกว่ายิ่งใหญ่อย่างแท้จริงและเป็นสิ่งที่ไม่อยากจะเชื่อ พลังเช่นนี้มันคือขอบเขตอะไรกันถึงได้ก่อกำเนิดมหาสมุทรนิรันทร์ที่คล้ายกับจะไม่สิ้นสุดได้เช่นนี้
"ข้ารู้ว่าเจ้ากำลังสงสัยเรื่องใดอยู่ ขอบเขตของเทพสมุทรองค์แรกไปถึงเมื่อตอนนั้นคือขอบเขตเทพอมตะ และนั่นก็ยังไม่ถือว่าสิ้นสุดขอบเขตพลังแต่อย่างใด นอกจากเหนือจากขอบเขตเทพอมตะยังมี ขอบเขตเทพบรรพกาล ขอบเขตเทพนิรันทร์ ขอบเขตเทพนิรันทร์บรรพกาล และสุดท้ายคือขอบเขตพระเจ้าที่แม้แต่เทพสมุทรก็ยังไปไม่ถึง นี่คือทั้งหมดที่บันทึกไว้ในประวัติของตระกูลและมหาสมุทรนิรันทร์"เป่ยเฉินกล่าวออกไปเช่นนั้นเฟยหรงก็อึ้งตะลึงจนตาโต
เขาคิดมาตลอดว่ามหาเทวะคือขอบเขตสูงสุดที่แท้มันเป็นเพียงแค่ขอบเขตของเทพฝึกหัดเท่านั้นเอง ยิ่งคิดถึงตรงนี้ชายหนุ่มได้แต่ก่นด่าตัวเองว่าเป็นดังกบในกะลาอย่างแท้จริง
"แล้วในปัจจุบันมีใครไปถึงขอบเขตเทพอมตะบ้างไหมขอรับ"เฟยหรงกล่าวถามอย่างสนใจแต่สิ่งที่ได้คือเป่ยเฉินที่ส่ายหัวให้ก่อนจะถอนหายใจออกมา "ไม่มี!! อย่างที่เจ้ารู้โลกของเราถูกผนึกไว้ด้วยพลังขอบเขตพลังของพวกเราจึงถูกจำกัดไว้ที่มหาเทวะเช่นนี้ จะมีก็แต่อวิ้นเอ่อยายของเจ้าที่มีอยู่ในระดับครึ่งก้าวเทพอมตะเพราะนางมีสายเลือดเทพสมุทรเต็มสิบส่วน"
"เรื่องนี้ยังมีคนอื่นรู้อีกหรือไม่ขอรับ"เฟยหรงกล่าวถามอีกครั้ง
"แน่นอนว่ามีกลุ่มคนลึกลับที่จัดงานชุมชุมขุมกำลังศักดิ์สิทธิ์ก็รู้ ตระกูลหยุน ตระกูลกู่ และตระกูลจี ที่เป็นตระกูลโบราณเองก็รู้เช่นกันเพราะพวกเขาเองก็มีบันทึกโบราณของบรรพบุรุษ และสุดท้ายคือตำหนักรัตติกาลไม่รุ้ว่าพวกมันรู้ได้อย่างไรแต่พวกมันรู้อย่างแน่นอน"เป่ยเฉินกล่าวขึ้น
"เอาละ เรื่องประวัติของตระกูลก็จบลงแต่เพียงเท่านี้ต่อไปคือสิ่งที่น่าอย่างจะให้หลาน"เป่ยอวิ้นเอ่อกล่าวขึ้น พร้อมกับหยิบบางอย่างออกจากแหวนมิติ มันมีลักษณะคล้ายกับคลิสตัลรูปหยดน้ำสีฟ้าแผ่กลิ่นไอที่ไม่ธรรมดาและยังลึกลับเกินบรรยาย
"หยดพิสุทธิ์แห่งสมุทรเทวา สิ่งนี้คือสิ่งที่หลอมรวมกันของแก่นเลือดเทพสมุทรจากยุคบรรพกาลมาจนถึงยุคนี้ หากหลานดูดซับมันเข้าไปรับรองได้ว่าความบริสุทธิ์ของสายเลือดเทพสมุทรในกายหลานจะต้องเต้มสิบส่วนอย่างแน่นอน"เป่ยอวิ้นเอ๋อกล่าวอย่างตื้นเต้น
"มะ มันไม่ล้ำค่าเกินไปหรือขอรับ"เฟยหรงกล่าวถามในทันใด หยดพิสุทธิ์แห่งสมุทรเทวานี้หากจะให้กล่าวเขารู้สึกว่ามันต้องเป็นของล้ำค่าที่สุดในตระกูลอย่างแน่นอน
"นี่ก็เพื่อตระกูลเองด้วย การที่คนมากพรสวรรค์อย่างหลานได้ดูดซับมันเข้าไปนั้นรับรองได้ว่าพลังจะต้องทวีคูณจนกระทั้งเย้ยสวรรคืได้อย่างแน่นอน"เป่ยอวิ้นเอ่อกล่าวพร้อมยื่นมันให้กับเฟยหรง จนชายหนุ่มถึงกับจนปัญญาและรับไว้ ไม่เช่นนั้นเกรงว่าท่านยายคนนี้จะไม่พอใจเขาเป็นแน่แท้
"เจ้าดูดซับมันเสียก่อนแล้วค่อยกลับไปหอกระบี่ดาวตกพร้อมกับแม่เจ้า เดี๋ยวข้ากับยายของเจ้าจะคอยเฝ้าระวังให้เอง"เป่ยเฉินกล่าวจบเขาได้กางม่านวารีในทันทีและคราวนี้มันช่างดูแข็งแกร่งกว่าครั้งแล้วเป็นหมื่นเท่า ก่อนที่พวกเขาจะเดินออกนอกม่านพลังไปเหลือไว้แค่ชายหนุ่มนั่งอยู่คนเดียวด้านในม่านพลัง