ตอนที่ 81 เบื้องบนสั่งมา
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
เสียงของการมาถึงของผู้กองคนใหม่ร่ำลือมาก่อนที่เด็กหนุ่มจะมาถึงที่นี่ด้วยซ้ำ
ทันทีที่เด็กหนุ่มร่างผอมบางเปิดประตูเข้าไป เสียงทักทายของเจ้าของห้องก็ดังขึ้น
“สวัสดีผู้กองเฟิร์สวัน”
“สวัสดีครับผู้กองสายฟ้า”
สองคนที่อยู่ในตำแหน่งระดับเดียวกันเอ่ยทักทาย
ผู้กองสายฟ้าคือชายชราร่างเล็กอายุประมาณห้าสิบกว่าๆ และมีเส้นผมสีขาว ท่าทางใจดีคนหนึ่ง
เฟิร์สในตอนนี้อายุสิบเจ็ดปีแล้ว ความสูงของเขาได้เพิ่มขึ้นมาสองเซนติเมตรหลังจากผ่านวันเกิดที่ผ่านมา ซึ่งตอนนี้เขาก็สูงหนึ่งร้อยเจ็ดสิบเซนติเมตรแล้ว
เมื่อนำความสูงของทั้งสองมาเทียบกัน ความสูงของผู้กองสายฟ้าดูจะเตี้ยกว่าเฟิร์สเสียด้วยซ้ำ แต่กลิ่นอายของความแข็งแกร่งกลับปรากฏอย่างท่วมท้น เป็นชายสูงวัยที่มีฝีมือไม่ธรรมดาคนหนึ่ง
“เชิญนั่ง” ผู้กองสายฟ้าผายมืออย่างให้เกียรติ
แน่นอนว่าตอนนี้เฟิร์สมีฐานะเท่าเทียมกันกับเขา เด็กหนุ่มจึงได้รับการต้อนรับเช่นนี้
นี่คงเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาได้เลื่อนตำแหน่งเป็นเจ้าหน้าที่ระดับเจ็ด
“ผมมารับหน้าที่ตามภารกิจที่ได้รับมอบหมาย” เฟิร์สเอ่ย
“ยินดีมากที่คุณมาที่นี่ หวังว่าคุณจะช่วยทำให้งานของผมง่ายขึ้นอีกสักหน่อย การกวาดล้างในครั้งนี้ต้องรบกวนคุณแล้ว”
“มันเป็นหน้าที่ของผมอยู่แล้ว”
“ครับ ว่าแต่คุณจะอยู่ที่นี่ครบแค่เจ็ดวันหรือไม่? ขอโทษที่เสียมารยาท ผมแค่ถามเพื่อความแน่ใจเท่านั้น”
ที่ผู้กองสายฟ้าต้องถามเช่นนี้เพราะเป็นห่วงในความปลอดภัยของเด็กหนุ่ม
อย่างไรก็ตามอบิสแห่งนี้ก็ยังเป็นอบิสสีขาวระดับสูง มอนสเตอร์ทั่วไปอาจจะไม่ได้สร้างปัญหาให้กับผู้กองมือใหม่คนนี้ แต่ราชาหรือนางพญามอนสเตอร์นั้นต่างกัน พวกมันแต่ละตัวล้วนมีพลังรบดาราแดงทั้งสิ้น
หากภารกิจยืดเยื้อเกินเจ็ดวันเขาคงจะต้องส่งทีมออกไปสำรวจดูความปลอดภัยของเด็กหนุ่ม
แต่หากเด็กหนุ่มมีความมั่นใจระบุกำหนดเวลาให้ชัดเจน เขาก็จะทำงานได้ง่ายขึ้น
เพราะก่อนหน้านี้เขาก็เคยได้ยินเรื่องราวของเด็กหนุ่มมาบ้างแล้ว เขานั้นชอบที่จะแหกกฏหายเข้าไปในอบิสเกินกำหนดเวลา ทำให้ผู้ดูแลที่นั่นใจหายใจคว่ำ
ดังนั้นเพื่อความแน่ใจ เขาจึงเอ่ยปากถามเช่นนี้ออกไปไว้ก่อน
“ถ้าอย่างนั้นผมจะไม่เกรงใจเลยก็แล้วกัน ภารกิจในครั้งนี้ผมขอสักหนึ่งเดือนได้หรือเปล่า?”
“หืม ... หนึ่งเดือนอย่างนั้นเหรอ?” ผู้กองสายฟ้าหรี่ตาแคบลง
ต้องรู้ไว้ว่าเวลาของอบิสนั้นมีจำกัด เขาที่เป็นผู้ดูแลต้องบริหารเวลาในการจัดการอบิสให้ดี หากทีมกวาดล้างล่าช้าเกินไป นั่นจะทำให้ทีมอื่นๆ ทำงานได้ช้าลงตาม
การมาของเฟิร์สคือตัวแทนของทีมภารกิจกวาดล้างระลอกแรก
เพียงแค่คนเพียงคนเดียวจะสามารถจัดการมอนสเตอร์ได้เท่าไหร่กันเชียว แล้วแบบนี้ย่อมต้องเกิดความยุ่งยากกับเขา
แต่เด็กหนุ่มคนนี้มีเบื้องหลังไม่ธรรมดา ผู้กองสายฟ้าจึงต้องตอบตกลงอย่างจนใจ
“ได้ ผมให้เวลาคุณได้เพียงแค่หนึ่งเดือน เมื่อครบกำหนดแล้ว ผมจะนำทีมกวาดล้างระลอกสองเข้าไปในอบิสทันที”
“โอ้ ผมไม่คิดว่าคุณจะตอบตกลงนะเนี้ย แต่ถึงอย่างนั้นก็ขอบใจคุณมาก”
“แล้วคุณจะเริ่มภารกิจเมื่อไหร่?”
“เดี๋ยวนี้”
“ดี ถ้าอย่างนั้นต้องรบกวนคุณแล้ว”
เฟิร์สพยักหน้าก่อนจะเดินจากไป เขาตรงไปที่ประตูอบิสทันที
ผู้กองสายฟ้าเองก็เดินตามหลังเขามาติดๆ
พนักงานส่วนใหญ่ที่เห็นก็รีบกล่าวทักทายเขาทันที
“เปิดทางให้ผู้กองเฟิร์สวัน” ผู้กองสายฟ้าออกคำสั่งโดยที่ไม่ได้อธิบายใดๆ เพิ่มเติม
การมาของเฟิร์สนั้นเป็นความลับ แม้แต่ภารกิจกวาดล้างที่เป็นหน้าที่ก็ไม่ได้แพร่งพรายให้เหล่าเจ้าหน้าที่ได้รับรู้ มีเพียงผู้กองสายฟ้าเท่านั้นที่ทราบเรื่องทุกอย่าง
ในตอนนี้พนักงานที่อยู่ที่นี่จึงเข้าใจว่าเฟิร์สนั้นต้องการเข้าไปสำรวจอบิสเท่านั้น
เด็กหนุ่มเดินเข้าไปในวังวนอบิสด้วยบรรยากาศที่เรียบสงบ
หลังจากแผ่นหลังของเขาลับหายไป เสียงกระซิบพูดคุยก็เริ่มดังขึ้น
“ผู้กองสายฟ้า นั่นผู้กองเฟิร์สวันกำลังจะทำอะไรอย่างนั้นหรอ?” คนสนิทของผู้กองสายฟ้าเอ่ยขึ้น
“เป็นเรื่องของเบื้องบนน่ะ” ผู้กองสายฟ้ากล่าวสั้นๆ ก่อนจะหันหลังจากไป
ทิ้งให้เหล่าพนักงานที่ตั้งใจฟังคำตอบต้องผิดหวัง
“ฉันไม่สงสัยในความสามารถของผู้กองเฟิร์สวัน แต่ฉันสงสัยมากกว่าว่าเบื้องบนกำลังให้เขาทำอะไร”
“ฉันว่าพวกเราอย่ายุ่งกับเรื่องพวกนี้ดีกว่า เรื่องบางเรื่องรู้มากก็อาจจะไม่เป็นผลดี”
“ใช่ ใช่ ทำงานของพวกเรากันเถอะ”
ใบหน้าของผู้คนมีแต่คำถามมากมาย แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ไม่กล้าที่จะถามหาเหตุผลของเบื้องบน
ต้องรู้ไว้ว่ายุคนี้เป็นยุคของนิวโฮป ที่แม้แต่รัฐบาลก็ยังต้องเกรงใจพวกเขา
แม้นิวโฮปของแต่ละประเทศจะก่อตั้งเป็นความร่วมมือของรัฐครึ่งหนึ่ง แต่อำนาจสายตรงที่แท้จริงก็ยังคงมาจากนิวโฮปเฟเดอเรชั่นส์อยู่ดี
นิวโฮปเฟเดอเรชั่นในตอนนี้ก็ไม่ต่างไปจากตำรวจสากลที่สามารถแทรกแซงการทำงานของประเทศต่างๆ ได้
บางเหตุการณ์ถึงกับมีการทำให้คนคนหนึ่งหายไปก็มี พวกเขาปฏิบัติการทุกอย่างเพื่อความมั่นคงของโลก
นี่ไม่ใช่การปฏิบัติงานที่ไร้เหตุผล เพราะมีเหตุการณ์หนึ่งที่นิวโฮปตรวจพบปรสิตอบิสตัวหนึ่งที่แฝงตัวอยู่ในเวเนเตอร์ที่กลับออกมา แล้วก่อเรื่องวุ่นวายให้กับโลก
เหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้นิวโฮปเฟเดอเรชั่นส์ต้องตื่นตัว และระมัดระวังเกี่ยวกับตัวตนต่างโลกเหล่านี้เป็นอย่างมาก
เรื่องบางเรื่องจึงเป็นความลับที่คนนอกไม่ควรรู้ แม้ว่าจะเป็นคนองค์กรเดียวกันก็ตาม
ดังนั้นเมื่อพบเจ้านายของพวกเขาพูดว่าเป็นเรื่องของเบื้องบนสั่งมา ผู้คนจึงเลือกที่จะเงียบปากไปและไม่นำไปพูดต่อ
เรื่องของเฟิร์สจึงถูกนิวโฮปภาคเหนือเก็บเป็นความลับเป็นอย่างดี
ภายในอบิส
ทันทีที่เฟิร์สมาถึง สัมผัสรับรู้หลายร้อยเมตรก็แพร่กระจายออกไป
สภาพแวดล้อมของอบิสแห่งนี้เป็นทุ่งหญ้ากว้างและภูเขาหิน
ไม่นานสัมผัสของเขาก็พบกับมอนสเตอร์ที่อยู่ภายในอบิสแห่งนี้ รูปลักษณ์และขนาดของมันไม่เหมือนแมลงด้วงกว่างแต่มีขนาดใหญ่หลายเมตร ที่สำคัญมันมีดวงตาห้าดวงและเขาสีดำห้าเขา ลำตัวมีเกร็ดสีดำคล้ายเกร็ดของงู แต่กลับมองดูแล้วเหมือนแผ่นเหล็กสีดำมากกว่า
มอนสเตอร์ที่เฟิร์สพบมันกำลังจะออกล่าเหยื่อ ซึ่งเหยื่อของมันก็คือมอนสเตอร์ด้วยกันเอง ซึ่งโดยทั่วไปแล้วมอนสเตอร์เหล่านี้มักจะกลืนกินกันเองอยู่แล้วถ้าหากไม่มีราชาหรือนางพญาคอยควบคุม
แต่ถึงอย่างนั้นพวกมันก็สามารถกินได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ ดิน แร่ธาตุ หรือมนุษย์
มอนสเตอร์อบิสสีขาวส่วนใหญ่จะมีสติปัญญาไม่ต่างจากสัตว์เดรัจฉาน ชีวิตของพวกมันมีเพียงออกล่าและกินไปเรื่อยๆ เท่านั้น
แม้ราชาหรือนางพญาจะแข็งแกร่งกว่า แต่โดยสัญชาตญาณของพวกมันก็ไม่ต่างกัน
ดังนั้นการพบมอนสเตอร์ที่มีสติปัญญาในอบิสสีขาวนั้นมีน้อยยิ่ง มันจึงกลายเป็นสถานที่ฝึกฝนของเวเนเตอร์มือใหม่
แต่สำหรับอบิสระดับสีแดงแล้ว มอนสเตอร์บางตัวนั้นแทบจะมีสติปัญญาไม่ต่างจากมนุษย์ บางเผ่าพันธุ์กระทั่งสามารถผลิตเทคโนโลยีเป็นของตนเองได้อีกด้วย
ส่วนอบิสระดับสีน้ำเงินแล้ว ตามคำเล่าขานว่ากันว่าพวกมันล้วนมีสติปัญญาที่ล้ำเลิศกว่ามนุษย์ทั่วไปทั้งสิ้น
ดังนั้นการที่จะรับมือกับอบิสสีขาวจึงเป็นสิ่งที่ง่ายดายมากสำหรับเวเนเตอร์ยอดฝีมือทั่วโลก
เฟิร์สไม่ได้รีบลงมือในทันที
เขาสังเกตการต่อสู้ของมอนสเตอร์อยู่ในเขตเซฟโซน
มอนสเตอร์ที่เหมือนแมลงยักษ์ใช้ขาที่เหมือนใบมีดอันคมกริบทะยานเหินพุ่งเข้าโรมรันกันอย่างรวดเร็ว
ภาพนี้แทบจะไม่ต่างไปจากการต่อสู้ของยอดฝีมือ พวกมันเคลื่อนไหวรวดเร็ว แต่สิ่งที่แตกต่างจากการต่อสู้ของมนุษย์นั้นคือพวกมันใช้ร่างกายปะทะกันตรงๆ
นอกจากขาที่เหมือนใบมีดของมันแล้วยังมีเขาทั้งห้าที่แหลมคมเช่นกัน
จุดตัดสินของการต่อสู้ระหว่างมอนสเตอร์ส่วนใหญ่จะวัดกันที่เขาของพวกมัน
เมื่อมอนสเตอร์ตัวหนึ่งล้มลงและกำลังจะตกเป็นเหยื่อของฝ่ายตรงข้าม ทว่าตอนนั้นเองลำตัวของมันก็เรืองแสงสีขาวออกมาเป็นลวดลายคล้ายกับสายฟ้าวาบผ่าน
โครม!
มอนสเตอร์ที่ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบใช้ก้นของมันพ่นลำแสงสีขาวเข้าใส่คู่ต่อสู้ มอนสเตอร์อีกตัวไม่ทันระวังจึงต้องเป็นเหยื่อของลำแสงนั้น
เฟิร์สที่ใช้สัมผัสรับรู้ลอบมอง สามารถสังเกตได้ว่าลำแสงสีขาวนั้นคล้ายกับกัมมันตภาพรังสีอย่างหนึ่งที่ปลดปล่อยออกมาจากร่างกายของพวกมัน
มอนสเตอร์ที่เป็นฝ่ายโดนลำแสงนี้ไปถึงกับพ่ายแพ้ในทันที
ส่วนฝ่ายที่ชนะแม้จะได้รับบาดเจ็บอย่างหนัก แต่มันก็เข้าไปกัดกินร่างของผู้แพ้อย่างโหดเหี้ยม
อีกทั้งร่างกายของมันก็ค่อยๆ ฟื้นฟูกลับคืนมาอย่างต่อเนื่อง
นี่คือการดำรงอยู่ของมอนสเตอร์กลุ่มนี้
เฟิร์สมองดูการต่อสู้เหล่านี้อยู่ครู่หนึ่งก่อนจะลงมือเคลื่อนไหว
“แบบนี้สิ ถึงจะเหมาะเป็นหินรองเท้าให้กับฉันหน่อย” เด็กหนุ่มกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เยียบเย็น ก่อนที่ร่างของเขาจะกระพริบแล้วปรากฏอีกครั้งบนท้องฟ้าเหินมุ่งตรงไปยังจุดที่มีกลุ่มของมอนสเตอร์อาศัยอยู่อย่างรวดเร็ว