ร้านน้ำชาจ้าวยุทธจักร

    ศัตรู (1)


     

              อีกฟากหนึ่งของแม่น้ำต้าเฉอคือที่ตั้งค่ายหลักของแม่ทัพหยวนไฉ่แห่งไท่หยางบนเชิงเทินมีทหารยืนยามอยู่เพียงไม่กี่คน แต่ละคนแม้จะมีท่าทีแข็งขันไม่ง่วงซึม แต่พวกเขาก็มิได้ตื่นตัวเต็มที่ยามนี้ศัตรูเป็นเพียงทหารด้อยฝีมือกลุ่มหนึ่งเท่านั้น และยังอยู่ไกลถึงอีกฟากฝั่งน้ำดังนั้นแล้วพวกเขาจึงไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องระวังตัวถึงเพียงนั้น

              ทหารในค่ายหลักล้วนอยู่ในอิริยาบถที่ผ่อนคลายแม้ว่าพวกเขาจะไม่แสดงออกมาก็ตาม นอกจากทหารยามที่เฝ้าอยู่บนเชิงเทินของกำแพงก็มีเพียงทหารที่เฝ้ายามตามจุดกองไฟต่างๆ เท่านั้นที่ยังตื่นอยู่ ส่วนที่เหลือหากไม่นอนหลับ ก็นั่งโคจรลมปราณอยู่ในกระโจม ในตอนนี้จึงมีเพียงกระโจมของแม่ทัพหยวนไฉ่เท่านั้นที่ยังจุดไฟสว่างอยู่

              ภายในกระโจมหลังนั้นมีบุรุษสองคนยืนอยู่ข้างโต๊ะตัวใหญ่ที่บนนั้นกางไว้ด้วยแผนที่ขนาดใหญ่

              ผู้ที่ยืนอยู่ตรงหัวโต๊ะคือชายรูปร่างสูงใหญ่ผู้ครองตำแหน่งแม่ทัพเขามี ผิวสีทองแดงตามแบบฉบับชาวไท่หยาง ใบหน้าสั้น จมูกใหญ่เชิดรั้น ผมหยักศกหยาบกระด้างคิ้วหนา หนวดเครารกครึ้ม ดวงตาสีสนิมเหล็กดุดันราวกับดวงตาของพยัคฆ์อาจกล่าวได้ว่าหยวนไฉ่เป็นบุรุษที่ดูทรงพลังน่าเกรงขาม แต่ก็ไม่ได้น่ากลัวเท่ากับบุรุษผู้แผ่กลิ่นอายลึกลับออกมาตลอดเวลาที่ยืนอยู่ใกล้กันชายผู้นั้นคือกุนซือหยางยอดคนที่ว่ากันว่าสามารถสังหารกองทัพนับหมื่นได้ด้วยกลอุบายเดียวเป็นบุคคลที่แม้แต่ฮ่องเต้แคว้นไท่หยางยังต้องเกรงใจอยู่หลายส่วนทว่ากับแม่ทัพผู้มุทะลุเอาอารมณ์เป็นใหญ่อย่างหยวนไฉ่แล้ว การระวังกิริยาและคำพูดดูจะเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนเกินกว่าที่เขาจะเข้าใจ

              “กุนซือหยาง เหตุใดท่านจึงสั่งให้เราอ่อนข้อให้กับพวกมัน?ทำไมเราไม่บดขยี้มันเหมือนกับที่เราทำกับเยว่หลิงเล่า?”

              แม่ทัพหยวนไฉ่ถามอย่างไม่สู้จะพอใจนัก กองทัพของเขาได้เปรียบทั้งในด้านจำนวนและพลังยุทธ์หากจะบดขยี้ทัพเล็กๆ ที่มีคนเพียงหมื่นเดียวนั้นก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินความสามารถทว่าหลายวันที่ผ่านมากุนซือหยางที่ปรึกษาใหญ่แห่งกองทัพกลับไม่มีคำสั่งให้บดขยี้ศัตรูตรงกันข้ามเขากลับออกคำสั่งให้ส่งทหารจำนวนหนึ่งออกไปลองฝีมือในสนามรบเท่านั้นหากผู้ใดเอาชีวิตรอดกลับมาได้อย่างไร้บาดแผลพวกเขาก็จะได้รับทรัพยากรสำคัญในการบ่มเพาะพลังปราณในร่างมันเป็นการยืมมือศัตรูเพื่อฝึกฝนกองกำลังให้แข็งแกร่งขึ้นโดยแลกเปลี่ยนกับความสูญเสียเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งนับว่าฝ่ายเขาได้เปรียบอยู่บ้าง แต่หยวนไฉ่ก็หาได้เห็นดีด้วยไม่เขาคิดว่าควรจะยกทัพถล่มศัตรูให้ราบและยึดเยว่หลิงให้ได้โดยเร็วแทนที่จะมัวมาทำอะไรไร้สาระอย่างการฝึกทหารอยู่เช่นนี้

              “เราไม่จำเป็นต้องลงแรงถึงเพียงนั้น”กุนซือผู้มีผมและหนวดเคราสีดอกเลาตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย สายตาจับจ้องแผนที่ขนาดใหญ่ที่อยู่บนโต๊ะบนนั้นนอกจากแผนที่แล้วยังมีรูปสลักไม้ชิ้นเล็กๆ วางอยู่จนเกือบเต็มพื้นที่หุ่นไม้เหล่านั้นบ้างเป็นรูปม้า บ้างเป็นรูปคนและบ้างก็เป็นรูปร่างคล้ายป้อมปราการ นอกจากนี้มันยังแบ่งออกเป็นสองสีเพื่อให้ง่ายต่อการแยกแยะอีกด้วย

              นิ้วมือเหี่ยวย่นดีดเบาๆไปที่หุ่นทหารตัวหนึ่งที่ตั้งอยู่ใกล้กับคำว่าเยว่หลิงบนแผนที่ กล่าวว่า“อีกไม่นานทัพมู่ที่แสนอ่อนแอนั่นก็จะถูกทำลายเราไม่จำเป็นต้องลงมือให้เหนื่อยเปล่าหรอก”

              “ท่านหมายความว่าอย่างไร?”

              หยวนไฉ่ขมวดคิ้วอย่างงุนงงในที่นี้มีเพียงไท่หยางกับแคว้นหลงที่รบกันอยู่เช่นนี้แล้วกองทัพของมู่เฟิงเทียนผู้นั้นจะถูกทำลายโดยที่พวกเขาไม่ได้ทำสิ่งใดได้อย่างไร

              “ท่านไม่คิดว่ามันแปลกหรือที่เยว่หลิงไม่ยอมเปิดประตูเมืองให้ทัพของแคว้นตัวเอง?”

              “มิใช่ว่าพวกมันกลัวเราจนหัวหดหรอกหรือ?”

              หยวนไฉ่คิดได้แค่นั้นจริงๆ เพราะการศึกที่ยืดเยื้ออย่างยาวนานระหว่างทัพของเขากับเมืองเยว่หลิงนั้นแม้ผลลัพธ์จะยังไม่เป็นดั่งที่หวังแต่กระแสแห่งความหวาดกลัวก็ได้แพร่กระจายไปทั่วนครนั้นอย่างไม่ต้องสงสัยก่อนที่ทัพเสริมจะมาถึง ทหารในเมืองเยว่หลิงก็เหลืออยู่ไม่ถึงห้าพันคนแล้วหยวนไฉ่เชื่อว่าหากเขาทุ่มเทกำลังทัพทั้งหมดเข้าบดขยี้เมืองเยว่หลิงเมืองที่บอบช้ำจนแทบจะไม่เหลืออะไรแล้วนั้นจะต้องแตกย่อยยับคามือของเขาอย่างแน่นอน

              กุนซือหยางมองท่าทางมั่นอกมั่นใจและไม่เข้าใจสถานการณ์แล้วก็ได้แต่ลอบถอนหายใจแม่ทัพผู้นี้หากมิใช่ว่าเขาภักดีต่อฮ่องเต้อย่างแรงกล้าและสามารถควบคุมทหารใต้บังคับบัญชาได้เป็นอย่างดีแล้วเห็นทีตำแหน่งแม่ทัพคงจะไม่ตกมาถึงมือของเขาอย่างแน่นอน

              “การที่เมืองเยว่หลิงไม่ยอมเปิดประตูให้กับทัพเสริมมันก็ชัดเจนแล้วมิใช่หรือว่าแคว้นหลงกำลังแตกกัน ข้าไม่รู้รายละเอียดแต่อีกไม่นานพวกมันจะฆ่ากันเองอย่างแน่นอน”

              กุนซือผู้ปราดเปรื่องกล่าวอย่างมั่นใจ การแก่งแย่งอำนาจในวงการเมืองเป็นเช่นไรเหตุใดเขาจะไม่ทราบไม่ว่าจะเป็นที่ไหนพวกขุนนางก็หาได้สนใจทุกข์สุขของประชาชนไม่แคว้นจะเสียดินแดนไปสักเล็กน้อยเพื่อให้ตนก้าวขึ้นสู่อำนาจก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่การศึกที่เยว่หลิงความนี้เขาเชื่อว่าฝ่ายนั้นกำลังทำสงครามการเมืองกันอยู่ใครก็ตามที่บงการเมืองเยว่หลิงไม่ต้องการให้ทัพเสริมได้หน้าจึงปิดกั้นการช่วยเหลือทุกทางและปล่อยให้แม่ทัพหนุ่มเผชิญกับศัตรูเพียงลำพังแต่เมื่อทัพเสริมนั้นไม่ถูกตีแตกโดยง่าย ฝ่ายที่เฝ้ารอความหายนะของคู่แข่งทางการเมืองย่อมทนอยู่เฉยต่อไปไม่ได้แน่และเมื่อเวลานั้นมาถึงแคว้นหลงก็จะฆ่ากันเองเปิดทางให้ไท่หยางเคลื่อนพลเข้ายึดเมืองได้โดยสะดวก

              แผนของกุนซือหยางก็คือการรอรอให้ศัตรูสู้บดขยี้กันเองจนย่อยยับแล้วเขาค่อยยกพลเข้าขยี้ซ้ำเพื่อกลบฝังพวกมันให้จมดิน ส่วนการส่งทหารออกไปรบนั้นเป็นเพียงการคัดทหารที่อ่อนแอออกไปจากกองทัพมันช่วยประหยัดเสบียงและอาวุธไปได้มากอีกทั้งยังช่วยตัดสินใจว่ากองทัพควรจะสนับสนุนทหารผู้ใดให้เลื่อนขั้นในการฝึกตนทรัพยากรแม้สามารถหามาเพิ่มเติมได้เรื่อยๆ แต่มันก็ดีกว่าหากใช้กับคนที่เหมาะสม คนที่รับประกันได้ว่าจะสามารถทำประโยชน์ให้แก่กองทัพได้เป็นเวลานาน

              “ท่านมั่นใจเช่นนั้นหรือ?”

              หยวนไฉ่ยังคงคาใจสำหรับเขาการรอคอยเช่นนี้มิใช่แนวทางที่น่าเชื่อถือเลยแม้แต่น้อย

              “อืม...หากโชคดีเราก็จะได้เมืองเยว่หลิงมาโดยไม่ต้องออกแรงมากแต่หากโชคร้าย เราก็แค่ต้องจัดการกับกองทัพที่ไร้ผู้นำก่อนเท่านั้นท่านเอาเวลากังวลเรื่องนี้ไปสนใจข่าวจากปลายแม่น้ำเถิดรู้สึกว่ากองกำลังเสริมที่เพิ่งมาถึงจะเป็นชาวยุทธ์ที่มีฝีมือไม่เบา”

              กล่าวแล้วทั้งสองคนก็เงียบงันกันไปอีก ต่างฝ่ายต่างจดจ่ออยู่กับความคิดของตัวเองหนึ่งคนมองภาพรวมของการศึกอย่างครุ่นคิดส่วนอีกหนึ่งคนก็นั่งอ่านจดหมายรายงานการศึกทางปลายแม่น้ำอย่างพยายามทำความเข้าใจทั้งนี้ก็เพราะว่าเนื้อความในรายงานนั้นแม้จะเรียบเรียงมาอย่างดีแต่ก็ยากที่จะทำใจเชื่อได้

              ‘ได้ชาวยุทธ์มาเสริมทัพเพียงห้าคน เหตุใดจึงทำให้สถานการณ์พลิกกลับไปถึงเพียงนี้กัน?’

              ยิ่งคิดแม่ทัพหยวนไฉ่ก็ยิ่งไม่เข้าใจสุดท้ายจากที่คิดว่าจะคัดกรองข่าวสารเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของกุนซือหยาง หยวนไฉ่ก็จำต้องมอบรายงานทั้งหมดให้ที่ปรึกษาใหญ่แห่งกองทัพพิจารณาด้วยตนเอง

     

              ทางด้านทัพของมู่เฟิงเทียนก็กำลังตกอยู่ในห้วงนิทราเช่นกันนอกจากเสียงครวญครางของคนเจ็บในกระโจมแล้วก็มีเพียงเสียงพูดคุยเบาๆของทหารยามเท่านั้น

              ภายในกระโจมใหญ่ของแม่ทัพหนุ่ม ตะเกียงยังคงถูกจุดไว้มู่เฟิงเทียนที่ยังคงสวมเกราะโซ่ถักเอาไว้นั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานสายตาคมกริบจับจ้องแผ่นหนังที่กางอยู่บนโต๊ะอย่างครุ่นคิด บนแผ่นหนังนั้นวาดไว้ด้วยหมึกสีดำสนิทเป็นรูปภูมิประเทศในแถบนี้ชื่อเมือง ภูเขา และแม่น้ำถูกเขียนเอาไว้อย่างละเอียดทว่ารายละเอียดของมันก็ช่วยในการตัดสินใจได้ไม่มากนักมู่เฟิงเทียนคิดว่าเขาควรจะส่งหน่วยลาดตระเวนออกไปสำรวจพื้นที่โดยละเอียดแต่เมื่อคิดถึงความแข็งแกร่งของทหารฝ่ายตรงข้ามแล้วแม่ทัพหนุ่มก็ต้องคิดชั่งใจอีกรอบ

            ยังมีเรื่องทางฝั่งเยว่หลิงอีกที่ทำให้เขาเป็นกังวลเมืองนี้เป็นสมบัติของตระกูลหลิน ตระกูลอ๋องที่จงรักภักดีต่อแคว้น การที่อยู่ๆเจ้าเมืองเยว่หลิงปิดประตูเมืองไม่ต้อนรับกองทัพจากเมืองหลวงเช่นนี้นับว่าเป็นเรื่องที่ผิดปกติยิ่งมู่เฟิงเทียนคิดว่ามันอาจจะมีอะไรเกี่ยวข้องกันกับคำเตือนที่บิดาของเขากล่าวกำชับหนักหนาก่อนที่เขาจะจากมา

            ‘ท่านอามู่ซินเองก็ตามมาส่งถึงจุดรวมพลบางทีเรื่องมันอาจจะร้ายแรงกว่าที่ข้าเข้าใจ’

            ชายหนุ่มผู้มุ่งฝึกปรือฝีมือมาตลอดหลายปีบอกกับตัวเองตัวเขาไม่ได้คลุกคลีในวงการเมืองสักเท่าไหร่ เพียงแต่เคยรู้เห็นสงครามการแย่งชิงอำนาจภายในบ้านของตนมาบ้างเท่านั้นสงครามระหว่างบรรดาฮูหยินน้อยใหญ่และตระกูลหลักตระกูลรองนั้นแม้จะดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อยแต่ก็รุนแรงและเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมมากพอๆ กันกับสงครามแย่งชิงอำนาจของพวกขุนนางในราชสำนัก

            มู่เฟิงเทียนเลือกที่จะไม่ใช้อำนาจกดดันให้เยว่หลิงเปิดประตูเมืองก็เพราะความระแวงเขาคิดว่ามีบางอย่างปิดปกติแต่ก็ไม่อาจรู้ได้ว่าเจ้าเมืองเยว่หลิงเป็นมิตรหรือศัตรูทางเลือกที่ดีที่สุดคือแยกตัวออกมาไม่ยุ่งเกี่ยว และคอยระวังเอาไว้ไม่ให้ถูกโจมตีตลบหลังเพียงเท่านั้นและนั่นก็เป็นเหตุผลว่าทำไมมู่เฟิงเทียนจึงไม่ตั้งค่ายลงหน้าเมืองเยว่หลิงแต่เลือกทำเลที่เยื้องออกไปเล็กน้อยแทน

            “นั่นใคร?”

            พลันแม่ทัพหนุ่มก็ซัดมีดสั้นไปที่มุมหนึ่งของกระโจมเขาอัดพลังปราณลงไปด้วยทำให้มีดเล่มนั้นพุ่งไปได้อย่างรวดเร็วและรุนแรงยิ่งทว่าผู้บุกรุกก็สามารถพลิ้วกายหลบไปได้อย่างฉิวเฉียดด้วยความกลัวตายคนผู้นั้นจึงรีบเอ่ยปากว่า

            “ท่านแม่ทัพโปรดยั้งมือ! ข้ามาส่งข่าวขอรับ”

            พูดแล้วมันก็รีบชูสองมือขึ้นสูงนิ้วทั้งสิบกางออกจากกันเพื่อแสดงให้เห็นว่าเขาไม่ได้ถืออาวุธ

            “เจ้าเป็นใคร?”

            มู่เฟิงเทียนชักดาบออกจากฝักนัยน์ตาสีนิลจับจ้องผู้บุกรุกในชุดดำอย่างไม่ไว้ใจที่เขายังไม่ลงดาบตอนนี้ก็เพราะสนใจในสิ่งที่คนผู้นั้นพูดมาอีกทั้งท่าทียอมจำนนที่เขาแสดงออกก็ช่วยลดความน่าสงสัยลงได้เล็กน้อย

            “ข้าชื่อหานลู่เป็นทหารป้องกันเมืองเยว่หลิงท่านเจ้าเมืองสั่งให้ข้ามาส่งจดหมายลับให้แก่ท่านขอรับ”

            ชายผู้นั้นรีบแนะนำตัวอีกทั้งยังดึงผ้าปิดหน้าออกเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจคิ้วของแม่ทัพหนุ่มยังขมวดเข้า ไม่อาจปักใจเชื่อในคำพูดของชายแปลกหน้าผู้นั้นได้

            “ข้ามีหลักฐานนะขอรับขอท่านแม่ทัพโปรดดูก่อน”

            หานลู่กล่าวแล้วก็รีบล้วงเอาตราทองเหลืองออกมาจากอกเสื้อพร้อมกับจดหมายฉบับหนึ่งเขายื่นส่งมันมาเบื้องหน้าหมายจะให้แม่ทัพหนุ่มรับไปแต่มู่เฟิงเทียนบุ้ยใบ้ให้เขาวางมันลงบนโต๊ะแล้วถอยออกไป

            มู่เฟิงเทียนพิจารณาป้ายทองเหลืองก่อนเป็นอันดับแรกลวดลายบนนั้นแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเป็นตราคำสั่งประจำเมืองเยว่หลิงมันเป็นรองเพียงตราหยกประจำตัวเจ้าเมืองที่ต้องพกติดตัวตลอดเวลาเท่านั้นตามปกติแล้วตราทองเหลืองจะถูกมอบให้ผู้ที่รับคำสั่งสำคัญให้ไปทำธุระในนามของเจ้าเมืองเท่านั้นมันไม่ใช่ของที่จะมอบให้แก่คนทั่วไปถือไว้ได้ดังนั้นตราทองเหลืองนี้จึงช่วยยืนยันสถานะของชายตรงหน้าได้เป็นอย่างดี

            ส่วนเนื้อความในจดหมายนั้นบอกเพียงแค่ว่าเจ้าเมืองเยว่หลิงต้องการพบกับมู่เฟิงเทียนเป็นการส่วนตัวเนื่องจากศัตรูที่หมายเอาชีวิตแม่ทัพหนุ่มได้สั่งให้คนแฝงตัวเข้ามาอยู่ภายในเมืองและเจ้าเมืองเยว่หลิงก็ไม่อาจเคลื่อนไหวออกนอกหน้าได้เพราะเกรงกลัวอิทธิพลของฝ่ายนั้นอย่างไรก็ตามเจ้าเมืองเยว่หลิงก็ไม่อาจปล่อยให้เมืองถูกยึดได้ดังนั้นเขาจึงส่งสาส์นเชิญแม่ทัพหนุ่มไปร่วมหารือเกี่ยวกับการศึกกันอย่างลับๆจุดนัดหมายก็คือบนเขาด้านหลังค่าย แต่มีเงื่อนไขว่าแม่ทัพหนุ่มสามารถนำผู้ติดตามไปได้เพียงคนเดียวเพื่อป้องกันมิให้ฝ่ายศัตรูจับความผิดปกติได้

            “ได้โปรดเถิดขอรับท่านแม่ทัพหากไม่ร่วมมือกันเมืองเยว่หลิงคงแย่แน่”

            หานลู่ถึงกับคุกเข่าลงอ้อนวอนสีหน้าของเขาฉายชัดถึงความกังวล หากมู่เฟิงเทียนไม่ยินยอมรับข้อตกลงก็ย่อมเป็นเรื่องใหญ่แล้วและเขาก็คงไม่อาจแบกหน้าไปพบผู้เป็นนายได้อย่างแน่นอน

            “ตกลงข้าไปจะไปพบนายของเจ้า”

              เมื่อมู่เฟิงเทียนกล่าวเช่นนั้นหานลู่ก็ยิ้มออกมาได้เขารีบอาสาจะนำทางทันทีแต่มู่เฟิงเทียนรั้งเอาไว้เสียก่อนแม่ทัพหนุ่มเรียกรองแม่ทัพอู่มาพบและแจ้งว่าจะไปตามคำเชิญคราแรกรองแม่ทัพก็คัดค้าน แต่สุดท้ายก็ไม่อาจทัดทานการตัดสินใจของมู่เฟิงเทียนได้

              “ข้าจะกลับมาก่อนรุ่งสาง”

              แม่ทัพหนุ่มกล่าวและกำชับให้รองแม่ทัพดูแลความเรียบร้อยในค่ายให้ดีส่วนตัวเขาก็พาทหารองครักษ์ตามไปด้วยหนึ่งนาย เขาให้ทหารองครักษ์คอยจับตาดูหานลู่เอาไว้ทั้งสามเลือกเดินทางออกจากค่ายด้วยเส้นทางที่ไม่เป็นจุดเด่นมากนักเนื่องจากมันคงจะไม่ดีนักหากมีทหารมาเห็นว่าผู้บัญชาการออกไปจากค่ายในยามวิกาลเช่นนี้

              ทว่าถึงจะเลี่ยงอย่างไรกับทหารหนุ่มที่แอบออกมาปล่อยเบาในที่ลับตาคนก็เป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมายเกินไป

              “อา!ข---ขออภัยขอรับท่านแม่ทัพ ข---ข้าน้อยเพียงแค่ออกมาถ่ายเบาเท่านั้นมิได้ออกไปนอกค่ายนะขอรับ”

              เสี่ยวปาพูดขอโทษอย่างละล่ำละลักหนุ่มน้อยสะดุ้งสุดตัวจนอีกสามคนที่เห็นภาพนั้นอดคิดไม่ได้ว่ากางเกงของเขาคงเปียกไปแล้ว

              “ช่างเถอะ เจ้าทำธุระเสร็จแล้วก็กลับเข้าไปข้างในและอย่าพูดอะไรกับใครเด็ดขาด เข้าใจหรือไม่?”

              มู่เฟิงเทียนสั่งปิดปากทหารใต้บังคับบัญชาทันทีเด็กหนุ่มวัยสิบหกรับพยักหน้าทั้งที่ดวงตายังเบิกกว้างด้วยความตกใจสองมือช่วยกันผูกเชือกกางเกงอย่างทุลักทุเลเพราะแขนข้างหนึ่งยังต้องคล้องผ้าห้อยไว้กับลำคอ  ทว่าเสี่ยวปาก็ยังไม่วายถามออกมาอย่างใครรู้ว่า

              “แล้วท่านแม่ทัพจะไปที่ใดหรือขอรับ?”

              เสี่ยวปาถามแล้วก็มองไปยังชายชุดดำที่ถูกดาบจ่อลำคอลักษณะเช่นนี้ดูอย่างไรก็น่าสงสัยเด็กหนุ่มคิดว่าบางทีเขาอาจจะเป็นคนร้ายที่ลอบเข้ามาสืบข่าวในกองทัพแต่เขาก็ไม่เข้าใจว่าเหตุใดท่านแม่ทัพจึงพาตัวเขาออกไปทางด้านหลังค่ายอย่างลับๆเช่นนี้

              “เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้”

              เป็นองครักษ์ที่ตอบคำถามของเสี่ยวปาเด็กหนุ่มสะดุ้งเล็กน้อยแล้วก็ค้อมศีรษะรับคำอย่างเงียบงันจากนั้นก็หลบไปจากที่แห่งนั้น

            เมื่อทหารหนุ่มจากไปแล้วทั้งสามก็ออกเดินทางต่อเป้าหมายคือบนยอดเขาไร้นามที่ตั้งอยู่ด้านหลังค่ายลูกนั้น

            แนวเทือกเขาด้านหลังค่ายนั้นไม่สูงมากนักแต่เมื่อพ้นเชิงเขาไปแล้วจะเป็นป่ารกทึบที่มีลักษณะเดียวกับป่าหงหลง แม้จะไม่เคยปรากฏว่ามีสัตว์อสูรเพ่นพ่านอยู่แต่พืชและแมลงบางชนิดบนเขาลูกนี้ก็มีพิษร้าย จำเป็นต้องระวังให้มากยิ่งในครานี้มู่เฟิงเทียนขึ้นเขามาในยามวิกาลและยังตกอยู่ภายใต้สถานการณ์ที่คลุมเครือก็ยิ่งต้องเพิ่มความระมัดระวังขึ้นอีกเท่าตัว

              หานลู่ผู้ทำหน้าที่นำทางเดินอยู่เบื้องหน้าโดยมีองครักษ์ร่างใหญ่คอยควบคุมอยู่ด้านหลังแม้คำบอกเล่าของหานลู่จะดูน่าเชื่อถือด้วยหลักฐานที่เขานำติดตัวมาแต่มู่เฟิงเทียนก็ไม่อาจวางใจได้สนิทนักแม่ทัพหนุ่มจึงเหลือความระแวงเอาไว้หลายส่วนเพื่อกระตุ้นเตือนตนเองให้พร้อมรับมือกับเหตุไม่คาดฝันที่อาจจะเกิดขึ้นไม่ว่าหานลู่ผู้นี้จะกล่าวความจริงหรือความเท็จ ไม่ว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังจะเป็นเจ้าเมืองเยว่หลิงหรือผู้อื่นเขาก็พร้อมรับมือทั้งนั้นและมันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่ศัตรูจะทำอันตรายแก่เขาได้เพราะมู่เฟิงเทียนเป็นผู้ฝึกยุทธ์ขั้นหกและพลังปราณของเขาก็เข้าสู่ระดับสีเขียวแล้วยากนักที่จะหาคนต่อกรได้

              ส่วนเหตุผลที่ทำให้แม่ทัพหนุ่มยอมเสี่ยงออกมาจากค่ายตามสาส์นเชิญที่น่าสงสัยฉบับนั้นก็คือความต้องการที่จะจบเรื่องนี้โดยเร็วเพื่อที่เขาจะสามารถเดินหน้าขับไล่ศัตรูต่างชาติออกไปจากแผ่นดินได้อย่างเต็มที่ไม่ต้องคอยระวังรอบด้านเหมือนที่ผ่านมา

              แม่ทัพหนุ่มกำลังใช้ตัวเองเป็นเหยื่อล่อ

              และเมื่อสบโอกาสพวกมันก็รุมเข้ากินเหยื่อชิ้นโตนี้อย่างไม่ลังเลเลยทีเดียว

              “ฟุบ!”

              คมดาบตวัดผ่าอากาศตรงมาที่ลำคอของแม่ทัพหนุ่มอย่างรวดเร็วและแม่นยำพื้นที่ปกคลุมด้วยใบไม้แหวกออกเป็นทางยาวราวกับรอยแยกของผิวน้ำยามที่เรือแล่นผ่านไป

              มู่เฟิงเทียนฉากหลบไปได้อย่างสวยงามทว่าชายเสื้อของเขาก็ถูกฟันขาดไปเล็กน้อยดาบถูกชักออกจากฝักในชั่วพริบตา เขายกมันขึ้นปัดการโจมตีในระลอกที่สอง

              “เคร้ง!”

              ประกายไฟแลบออกมาทันทีที่ดาบทั้งสองปะทะกันพลังปราณที่อัดแน่นในดาบคู่นั้นก็พลันระเบิดออกคลื่นอากาศถถูกผลักออกไปรอบด้านอย่างรุนแรง หานลู่และองครักษ์ร่างใหญ่กระเด็นไปคนละทิศละทางส่วนแม่ทัพหนุ่มนั้นถีบตัวถอยออกมาได้ทันท่วงที

              มู่เฟิงเทียนเหวี่ยงดาบอีกครั้งคราวนี้มันไม่เพียงแต่ปัดดาบของศัตรูออกไป แต่มันตัดดาบเล่มนั้นจนขาดสะบั้นและยังผ่าสะพายแล่งศัตรูไปพร้อมกัน มู่เฟิงเทียนฟาดฟันไปครั้งหนึ่งแล้วก็ไม่รอช้าพุ่งเข้าโจมตีซ้ำทันทีดูจากฝีมือของคนผู้นี้ไม่มีทางที่เขาจะเป็นหัวหน้าหน่วยลอบสังหารได้แม่ทัพหนุ่มจึงตัดสินใจจบชีวิตของเขาโดยเร็วเพื่อไม่ให้เกะกะ

              “เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!”

              เสียงอาวุธปะทะกันดังขึ้นอีกครั้งเมื่อหานลู่ที่ล้มกลิ้งไปในตอนแรกซัดอาวุธลับใส่มู่เฟิงเทียนถึงสามชิ้นในคราเดียว

              แม่ทัพหนุ่มปัดดาบป้องกันเอาไว้ได้ทันท่วงทีส่วนองครักษ์ร่างใหญ่ก็โถมร่างเข้าใส่หานลู่พร้อมส่งเสียงคำรามลั่นดาบใหญ่ฟาดฟันหมายตัดศีรษะของอีกฝ่ายให้ขาดสะบั้นทว่าหานลู่ก็พลิ้วกายหลบไปได้ราวกับปลาไหล ชายผู้ถือตราทองเหลืองประจำเมืองเยว่หลิงขบริมฝีปากแน่นมีดสั้นถูกชักออกมาและฟันใส่องครักษ์ร่างใหญ่อย่างไม่ปรานี

              คมดาบชำแรกผ่านเนื้อของหานลู่เป็นแผลลึกเลือดชโลมใบดาบสีเงินจนแดงฉานในขณะที่มีดสั้นเพียงสะกิดถูกผิวขององครักษ์ร่างใหญ่เท่านั้นร่างที่เล็กกว่าพยายามกระชับระยะห่างเข้าหาศัตรูแม้ว่าแขนขวาจะถูกฟันจนห้อยร่องแร่งก็ตามฝ่ายองครักษ์ผู้ใช้ดาบใหญ่ก็พยายามถอยออกเพื่อสร้างระยะห่างให้เหมาะสมกับอาวุธของตนสองคนหนึ่งถอนหนึ่งรุก ประมือกันอย่างทุลักทุเลยิ่งนอกจากในคราแรกที่ต่างฝ่ายต่างเรียกเลือดจากอีกคนได้แล้วพวกเขาก็ไม่สามารถสร้างบาดแผลให้แก่กันได้อีกแม้หานลู่จะเข้าประชิดตัวเพื่อความได้เปรียบแต่องครักษ์หนุ่มก็สามารถพลิกแพลงใช้ดาบต่อสู้ในระยะประชิดได้อย่างดียิ่งเสียงโลหะกระทบกันดังเสียดแหลมในความมืดตัดกับเสียงทุ้มต่ำของการต่อสู้ด้วยพลังปราณที่อีกฟากหนึ่ง

              “ตูม!”

              แผ่นดินระเบิดออกเมื่อถูกลูกพลังปราณกระแทกเข้าอย่างจัง  ฝุ่นดินและใบไม้ฟุ้งกระจายขึ้นในอากาศอุณหภูมิพุ่งสูงขึ้นอย่างพรวดพราดเพราะหนึ่งในผู้ใช้พลังปราณนั้นเป็นผู้ใช้ธาตุไฟด้วย

              มู่เฟิงเทียนกระโดดหลบการโจมตีไปได้อย่างหวุดหวิดรูม่านตาหดลงเล็กน้อยด้วยไม่คาดคิดว่าอีกฝ่ายจะส่งผู้มีพลังปราณในขั้นสีแดงมาสังหารเขายิ่งไปกว่านั้นยังไม่ได้ส่งมาแค่คนเดียวแต่ส่งมาถึงสามคนด้วย

              ‘พวกมันไปหามาได้อย่างไรกัน?’

              แม่ทัพหนุ่มขมวดคิ้ว บนแผ่นดินนี้ผู้ที่ฝึกฝนจนพลังปราณเข้าขั้นปรากฏสีได้นั้นมีจำนวนไม่มากนักแต่นี่กลับมีถึงสามคนและยังมีนักฆ่าฝีมือสูงอีกหลายคนเข้ามาเสริมเรียกได้ว่าอีกฝ่ายไม่คิดจะปล่อยเขาให้มีชีวิตกลับไป

              “โครม!”

              มู่เฟิงเทียนเหวี่ยงดาบส่งคลื่นพลังปราณสีแสดสว่างจ้าผลักร่างศัตรูให้กระเด็นออกไปอย่างไรก็ตามคนที่ล้มกลิ้งไปก็มีเพียงนักฆ่าที่พลังปราณยังไม่เข้าขั้นมีสีเท่านั้นกลับกันผู้ถือครองพลังปราณสีแดงอีกสามคนยังสามารถยืนหยัดต้านทานเอาไว้ได้แม้ว่าจะต้องคุกเข่าลงให้เสียจังหวะก็ตาม

              มู่เฟิงเทียนอาศัยโอกาสนั้นใช้ดาบที่เปล่งแสงสีแสดฟาดฟันใส่นักฆ่าคนหนึ่งมันพยายามยกดาบขึ้นต้านทว่าก็ไม่ทันการณ์ คมดาบผ่าทะลุแขนของมันเข้าไปถึงลำตัวรอยสีแดงพาดเฉียงแยกร่างนั้นออกเป็นสองท่อนที่ไม่เท่ากันดวงตาที่โผล่พ้นผ้าปิดหน้าออกมาเหลือกค้างก่อนจะสิ้นแววไปในที่สุด

              “น้องเล็ก!”

              หนึ่งในผู้ใช้พลังปราณสีแดงคำรามลั่นกระแสพลังสีแดงเข้มลุกโหมและเดือดพล่านด้วยโทสะมันทะยานร่างเข้าจู่โจมมู่เฟิงเทียนที่ยังไม่ทันได้ดึงดาบออกจากพื้นปราณสีแดงแปรเปลี่ยนเป็นไฟลูกโตพุ่งเข้าใส่แม่ทัพหนุ่มตามติดด้วยคมกระบี่ที่พุ่งตรงไปราวกับลูกธนูแม่ทัพหนุ่มเห็นว่าจวนตัวจึงพลิกร่างหลบหลังใบดาบของตนผนึกพลังปราณหุ้มร่างแทนเกราะคุ้มภัยการเคลื่อนไหวนี้ของเขาสามารถป้องกันการโจมตีที่เปี่ยมไปด้วยความแค้นของหัวหน้านักฆ่าไม่ให้สร้างความเสียหายได้มากนักทว่าก่อนที่แม่ทัพหนุ่มและนักฆ่าผู้นั้นจะได้เคลื่อนไหวในกระบวนท่าถัดไปนักฆ่าอีกคนหนึ่งก็ซัดอาวุธลับตามมาติดๆ

              “ท่านแม่ทัพ!”

              องครักษ์ร่างใหญ่ตะโกนลั่นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใช้เวลาเพียงชั่วพริบตาเท่านั้นพวกนักฆ่าที่ถูกลมปราณของมู่เฟิงเทียนผลักกระเด็นไปยังไม่ทันจะหยัดกายลุกขึ้นมาได้และเขาก็ยังต่อสู้ติดพันอยู่กับหานลู่ไม่อาจปลีกตัวไปช่วยมู่เฟิงเทียนได้ทันอย่างแน่นอน

              “เคร้ง!”

              ในเสี้ยววินาทีที่อาวุธลับเหล่านั้นจะปักเข้าร่างของมู่เฟิงเทียนแสงสว่างวาบของคมดาบก็พุ่งผ่านไป เกิดเสียงแหลมสูงของโลหะกระทบกันขึ้นหลายครั้งมันเป็นเสี้ยววินาทีที่คล้ายกลับว่าเวลาของทุกคนหยุดนิ่งมีเพียงอาวุธลับกับเงาร่างที่เข้ามาสอดแทรกในการต่อสู้เท่านั้นที่เคลื่อนไหวและเมื่ออาวุธลับเหล่านั้นถูกปัดออกไป เวลาก็เริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้ง

              มู่เฟิงเทียนตวัดดาบขึ้นผลักกระบี่ของหัวหน้านักฆ่าออกไปจากนั้นก็รีบถีบเท้าพาร่างของตนถอยไปอยู่ในระยะที่ปลอดภัยจากทั้งหัวหน้านักฆ่าและผู้มาใหม่ที่ยังไม่ทันเห็นว่าเป็นใครแม่ทัพหนุ่มวาดดาบกวาดนักฆ่าปลายแถวที่พยายามโถมเข้ามาให้กระเด็นไปอีกครั้งเขาได้ยินเสียงการปะทะกันดังมาจากสองด้าน หนึ่งคือฝ่ายขององครักษ์กับหานลู่และอีกหนึ่งคือบุคคลลึกลับที่เข้ามาช่วยเหลือกับนักฆ่าลมปราณสีแดงที่ซัดอาวุธลับใส่เขา

              “ตาย!”

              หัวหน้านักฆ่าตวาดลั่นมันร่ายรำกระบวนท่าจู่โจมแม่ทัพหนุ่มอย่างไม่หยุดยั้ง ความเคียดแค้นที่น้องเล็กของมันตกตายทำให้โทสะของมันพุ่งขึ้นถึงขีดสุดในยามนี้มันไม่สนใจอะไรอีกแล้วนอกจากการล้างแค้นให้น้องชาย

              มู่เฟิงเทียนผนึกพลังปราณไว้ที่ดาบฟาดฟันต่อสู้กับหัวหน้านักฆ่าผู้นั้นอย่างดุเดือดความจริงแล้วพลังปราณของเขามีมากกว่า แต่อีกฝ่ายเป็นนักฆ่าที่เชี่ยวชาญการหลบหลีกและมุ่งเน้นการฉกฉวยโอกาสเข้าโจมตีในทีเผลอมากกว่าการต่อสู้แบบตรงไปตรงมาดังนั้นมู่เฟิงเทียนจึงไม่อาจเอาชนะเขาได้โดยง่ายยิ่งไปกว่านั้นยังมีบรรดานักฆ่าระดับต่ำอีกหลายคนคอยโจมตีสอดแทรกทำให้สถานการณ์ยิ่งยากลำบากเข้าไปใหญ่

              ข้างฝ่ายองครักษ์ร่างใหญ่เองก็ต่อสู้ติดพันอยู่กับหานลู่เป็นเวลานานแล้วทีแรกเขาก็สามารถต่อสู้ได้อย่างสูสี เป็นหานลู่เสียอีกที่พยายามกระชั้นระยะห่างเพื่อคงความได้เปรียบเอาไว้เนื่องจากไม่สามารถสู้แรงได้แต่เมื่อนักฆ่าคนอื่นเข้ามารุม องครักษ์หนุ่มก็เริ่มเสียเปรียบลงเรื่อยๆ

              ยิ่งไปกว่านั้นร่างกายของเขาก็เริ่มอ่อนแรงลงอย่างผิดสังเกต

              ‘ไม่ดีแล้ว!’

              องครักษ์ร่างใหญ่ลอบตระหนกอยู่ในใจ เหงื่อกาฬไหลอาบร่างลมหายใจหอบถี่ สายตาเริ่มพร่าเลือนและยิ่งไปกว่านั้นแขนขาก็คล้ายจะหนักขึ้นกว่าที่ควรจะเป็นหลายเท่าทำให้การเคลื่อนไหวในแต่ละครั้งยากลำบากยิ่งนัก แต่กระนั้นเขาก็กัดฟันฟาดฟันดาบต่อสู้กับศัตรูต่อไป

              “ระวัง!”

              เสียงคุ้นหูดังแทรกสรรพเสียงแห่งการต่อสู้ขึ้นมาพร้อมกันนั้นเงาร่างหนึ่งก็พุ่งทะยานข้ามสมรภูมิไปหาองครักษ์หนุ่มดาบยาวถูกยกขึ้นกันคมมีดของหานลู่ได้อย่างทันท่วงทีก่อนที่มันจะได้ลิ้มรสเลือดขององครักษ์ร่างใหญ่อีกครั้ง

              “ท่านถูกพิษ! รีบโคจรพลังต้านไว้เร็วเข้า!”

              เสียงคุ้นหูดังแทรกสรรพเสียงแห่งการต่อสู้ขึ้นมาและเมื่อองครักษ์ร่างใหญ่เงยหน้ามองขึ้นไปก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจ

              “เจ้า!?”

              ‘มาที่นี่ได้อย่างไร?’

              ท่อนท้ายของประโยคไม่อาจผ่านพ้นริมฝีปากขององครักษ์ร่างใหญ่ออกมาได้หนึ่งเพราะเขาตกใจเกินไปและสองเพราะพิษในร่างเริ่มออกฤทธิ์หนักจนเขาก็ต้องรวบรวมสมาธิโคจรพลังปราณสกัดกั้นพิษในร่าง

              ฝ่ายแม่ทัพหนุ่มแม้จะต่อสู้ติดพันแต่ก็ยังมีโอกาสชำเลืองมาได้ครั้งหนึ่งสายตาคมกริบของแม่ทัพพลันสบเข้ากับสายตาขอโทษขอโพยของบุคคลปริศนาที่เข้ามาสอดแทรกในการต่อสู้ตั้งแต่เมื่อครู่

              ชายผู้นั้นประมือกับหานลู่ไปพลางยิ้มแหยราวกับเด็กที่ถูกจับได้ว่าทำผิดตะโกนขอโทษอย่างไม่สนใจสถานการณ์สักเท่าไหร่ให้ได้ยินทั่วกันว่า

              “ข้าน้อยนึกเป็นห่วงเลยแอบติดตามมาด้วยหากท่านแม่ทัพจะลงโทษโปรดรอหลังจากนี้เถิดขอรับ”

              กล่าวแล้วเสี่ยวปาก็ใช้แขนข้างที่ยังใช้การได้ฟาดฟันอาวุธใส่หานลู่อย่างไม่ยอมเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายเข้าประชิดตัวได้

              “เจ้าเด็กโง่!”

              มู่เฟิงเทียนอดไม่ได้ที่จะสบถออกมา เด็กหนุ่มผู้นี้ยังบาดเจ็บอีกทั้งไม่มีประสบการณ์การต่อสู้ที่มากพอ ขนาดองครักษ์ที่เขาเลือกแล้วยังพลาดท่าให้กับพิษของศัตรูแล้วเด็กหนุ่มผู้นี้จะยืนหยัดต่อไปได้อีกนานสักเท่าใด?

              แต่เมื่อคิดเช่นนั้นแล้วแม่ทัพหนุ่มก็พลันฉุกคิดขึ้นได้ว่าเสี่ยวปาที่ดูอ่อนแอผู้นั้นสามารถต่อกรกับผู้ฝึกยุทธ์ที่มีพลังปราณขั้นสีแดงได้และในตอนนี้ก็กำลังต่อสู้กับนักฆ่ามากประสบการณ์อย่างสูสี

              ‘มันเป็นไปได้อย่างไร?’

              มู่เฟิงเทียนถามตัวเอง คิ้วกระบี่ของเขาขมวดเข้าหากันแน่นดาบในมือยังคงฟาดฟันอย่างดุเดือด ความเครียดเข้าเกาะกุมจิตใจอย่างหนาแน่นกว่าเดิมตอนนี้แม่ทัพหนุ่มไม่อาจแน่ใจได้เลยว่าใครคือมิตรหรือศัตรู ทราบแต่ว่าไม่อาจวางใจใครได้นอกจากตัวเอง

              เสี่ยวปาเข้ามาช่วยเขาก็อาจจะนับได้ว่าเป็นมิตรแต่การที่เด็กหนุ่มปกปิดความสามารถที่แท้จริงของตัวเองไว้กระทั่งจงใจให้ตัวเองบาดเจ็บเช่นนี้ย่อมมิใช่สิ่งที่ควรวางใจเหตุที่แม่ทัพหนุ่มคิดเช่นนั้นก็เป็นเพราะว่า เขาได้ลอบชำเลืองดูการต่อสู้ของเด็กหนุ่มอยู่หลายครั้งและก็พบว่าทักษะการต่อสู้ของเสี่ยวปาไม่ธรรมดาอาจจะเป็นจอมยุทธ์ขั้นห้าเสียด้วยซ้ำระดับฝีมือเช่นนี้ไม่มีทางที่จะได้รับบาดเจ็บในสงครามที่ศัตรูยังไม่ได้เอาจริงเช่นนั้นได้เลย

              ‘ให้ตายเถอะ! มันชักจะวุ่นวายเกินไปแล้ว!’

              แม่ทัพหนุ่มนึกบ่นเมื่อเรื่องราวเริ่มจะยุ่งเหยิงเกินควบคุม

    คล้ายกับเรื่องร้านน้ำชาจ้าวยุทธจักร ที่คุณอ่าน

    คัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว]

    คัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    388K 744
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    Cosmic God System ข้านี่ล่ะผู้ยิ่งใหญ่ (จบ)

    Cosmic God System ข้านี่ล่ะผู้ยิ่งใหญ่ (จบ)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    401K 613
    เลเวลอัพ

    เลเวลอัพ

    นิยาย เกมออนไลน์
    738K 4984
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    เหนือนิรันดร์ จอมราชันเทพยุทธ์

    เหนือนิรันดร์ จอมราชันเทพยุทธ์

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.87M 2430
    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    นิยาย แฟนตาซี
    1K 34
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271