เพียงชายารักพึงใจล้วนดีงาม(อ่านฟรี)

    บทที่ หกสิบสี่

     

    บทที่ หกสิบสี่

     

    แสงสุดท้ายของวันคล้อยลับขอบฟ้ากลิ่นโบตั๋นที่ปลูกอยู่ริมแนวรั้วเข้ามาแตะปลายจมูกหลิวชิงเซียง หญิงสาวในชุดคลุมผ้าไหมสีฟ้าอ่อนบัดนี้ยืนอยู่หน้าตำหนักตระหง่านสง่างาม

    ใต้คิ้วเรียวยาวนั้นดวงตากลมโตทอดมองไปยังแนวรั้วต่ำปากแดงเรื่อเม้มแน่นเบาๆ หัวใจพลันเต้นช้าชัดราวกับรอสิ่งใดอยู่ "หลี่ผินเพคะน่าจะใกล้เวลาฮ่องเต้เสด็จแล้ว" สองนางกำนัลที่อยู่เบื้องหลังกระซิบเพราะกลัวว่าผู้เป็นนายจะความอดทนต่ำ ไม่ยอมรอดั่งครั้งก่อนๆ วันนี้มีขันทีมาแจ้งว่าฝ่าบาทจะเสร็จตำหนักฟู่ตงให้เตรียมการต้อนรับ

    “ข้ารู้แล้ว..”

    ไม่ทันขาดคำเสียงขันทีหน้าตำหนักก็ประกาศกร้าวถึงการมาถึงของผู้เป็นใหญ่แววตาของหลิวชิงเซียงพลันสั่นไหว นางสูดลมหายใจเข้าอีกคราหนึ่งก่อนคลี่ยิ้มบางแล้วเดินนำออกจากตำหนักท่ามกลางแสงสนธยาที่เจือแสงโคม

    บุรุษในอาภรณ์คลุมยาวสีม่วงน้ำเงินแม้สีเข้มมืดก็ไม่อาจบดบังอำนาจและสง่าราศีของบุรุษผู้ครองแผ่นดิน ดวงตาาคมหลุบมองสตรีตรงหน้าอย่างอ่อนโยนราวตะวันยามอัสดง

    "ถวายพระพรฝ่าบาท" หลี่ผินน้อมกายเคารพ

    "ลุกขึ้นเถิดวันนี้รบกวนสนมรักเสียแล้ว" โม่เหวินหานทอดสายตาไปยังร่างเพรียวบางตรงหน้า

    หลิวชิงเซียงพยักหน้ารับแล้วฝีเท้าทั้งสองก้าวเคียงกันเข้าสู่โถงด้านโต๊ะทานอาหารที่จัดวางไว้รอแล้ว

    ขันทีและนางกำนัลพากันก้มหน้าหลบสายตาก่อนจะถอยออกจากตำหนักตามพระบัญชาเพียงการโบกมือหนึ่งทีจากองค์ฮ่องเต้

    “เราอยากอยู่กับหลี่ผินตามลำพัง”เสียงนั้นอ่อนลงอย่างชัดเจน เมื่อเรือนว่างเปล่าเหลือเพียงบุรุษและสตรีบนโต๊ะกลมกลางโถงที่มีโคมไฟแขวนสว่างไสวทั้งสองจึงนั่งลงตรงข้ามกัน

    “ช่วงนี้มีราชกิจหลายเรื่องที่เราต้องจัดการจึงไม่ได้แวะมาหาเจ้าบ่อยเช่นเคย”

    หลิวชิงเซียงสบตาเขาเพียงครู่ก่อนจะพยักหน้า“เข้าใจดีเพคะ เป็นฝ่าบาทก็ย่อมมีราชกิจล้นมือเสมอเพียงแต่ตำหนักเงียบลงนิดหน่อยเท่านั้น”

    เสียงคล้ายหัวเราะในลำคอของบุรุษผู้เป็นเจ้าของแผ่นดินดังแผ่ว“แล้วนี่เจ้ายังปักผ้าอยู่อีกหรือ?”เขาถามขึ้นเพราะเหลือบไปเห็นม้วนด้ายที่มุมไกลๆ

    “พอมีเวลาว่างก็ปักอยู่บ้างแต่ส่วนมากยังคงใช้เวลาฝึกฝีมือมากกว่า” หลิวชิงเซียงตอบ“แต่ถ้าพระองค์อยากทราบความคืบหน้าลายที่ปักก่อนหน้านี้เป็นดอกเหมยรับหิมะ..แต่ว่าปักครึ่งหนึ่งแล้วก็ล้มเลิกไปเพราะยังนึกภาพต่อไปไม่ออก”

    "ภาพอาจจะชัดก็ต้องรอหิมะโปรยจริงถึงจะเข้าใจ" ฮ่องเต้กล่าวขณะตักกับข้าววางลงในถ้วยของหญิงตรงหน้าน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงแววห่วงใย “เจ้าอาจรู้แล้วว่าที่เราหายไปสองสามวันเป็นเพราะต้องเตรียมต้อนรับคณะทูตจากแคว้นเฉาหนานแล้วยังมีเรื่องคดีซุ่ยหยวนที่เริ่มคืบหน้าแล้วเช่นกัน ทั้งฎีกาอื่นๆอีกหลายเรื่อง”

    มือของหลิวชิงเซียงที่ประคองถ้วยชาหยุดชะงักชั่วครู่ก่อนจะพยักหน้าช้าๆ เพราะได้ยินคำว่าซุ่ยหยวนหลังจากกลับมาจากที่นั่นนางก็ไม่ได้รับรู้ข่าวใดๆ เลยว่าไปถึงไหนแล้วลงโทษไหลอ๋องหรือยัง หรือว่ามีวิธีอื่นแล้วสีหน้านางจึงดูใคร่ครวญแต่ไม่กล้าเอ่ยถามตรงๆความเงียบเล็กน้อยก่อนเสียงทุ้มจะเอ่ยขึ้นอีก

    “เจ้าอยากรู้ใช่หรือไม่?”

    นางสบตาเขาเพียงแวบก่อนจะหลุบตาลง “เกรงจะรบกวนพระราชกิจเพคะ”

    “เจ้าก็ช่วยคดีนี้มากับเรา จะอยากรู้ความคืบหน้าจะเป็นอะไร” ชายหนุ่มพยักหน้าน้อยๆ ก่อนจะพูดต่อ “คดีซุ่ยหยวนตอนนี้ไหลอ๋องหันมาร่วมมือกับราชสำนักแล้ว ข่าวจากซีเป่ยจึงเริ่มไหลมาเรื่อยๆหนทางแม้ยากลำบากสำหรับไหลอ๋องเสียหน่อย แต่ถ้าเขาทำสำเร็จก็จะละเว้นโทษตายทั้งตระกูลได้”

    หญิงสาวเม้มปากแน่นนางรู้ว่าแม้จะไม่อาจช่วยเหลือโดยตรงจากนี้แต่อย่างน้อยการได้ฟังเรื่องเหล่านี้บ้างก็ถือว่าตนยังได้รับรู้จากโลกนอกตำหนักได้บ้าง

    "มีอีกเรื่องหนึ่ง.." ฮ่องเต้หยุดชะงักไว้กลางอากาศครู่หนึ่ง“เจ้ายังมักจะไปฝึกซ้อมที่สนามตำหนักกว่างเจวี๋ยใช่หรือไม่?”

    “เพคะ” หลิวชิงเซียงพยักหน้ารับ “ตั้งแต่ท่านอนุญาต ข้าก็มักใช้ที่นั่นเป็นประจำ”

    "อืม..แต่อีกไม่กี่วันกรมพิธีการจะขอใช้สถานที่นั้นชั่วคราวในการจัดพิธีรับทูตจากต่างแคว้นเราเกรงว่าจะกระทบเจ้าเลยอยากแจ้งไว้ก่อน แต่หลังพิธีเสร็จเราจะคืนให้เจ้าเช่นเดิม"

    หญิงสาวพยักหน้ารับ“ไม่เป็นไร ระหว่างนั้นข้าจะกลับไปซ้อมที่ลานหลังตำหนักเหมือนเดิม” น้ำเสียงของหลิวชิงเซียงยังคงราบเรียบสถานที่แม้จะช่วยได้แต่สุดท้ายการฝึกอยู่ที่ความมุ่งมั่นและฝีมือตนเอง

    ชายหนุ่มได้ยินหัวเราะเบาๆถึงไม่มีสนามฝึกใหญ่นางก็จะซ้อมอยู่ดี คิดแล้วก็เอ็นดูนักก่อนจะเอ่ยแนะนำ “หากเจ้าจะซ้อมที่หลังตำหนักจริงๆ เช่นนั้นก็ไปใช้สนามฝึกที่หลังตำหนักอวิ๋นหลานเถอะอีกสองสามวันน่าจะสร้างเสร็จ เราสร้างขึ้นมาเพื่อพวกสตรีนางในโดยเฉพาะเพราะถ้ามีแต่กฎอนุญาตแต่ไร้ที่ให้ฝึกซ้อมย่อมดูแปลกพิกล”

    หญิงสาวชะงักเล็กน้อยก่อนจะแสร้งถามอย่างติดกลั้วเสียงหัวเราะ เหมือนว่าเป็นเรื่องล้อเล่น “แน่ใจหรือเพคะว่าเพื่อสตรีในวังทั้งหมด..ไม่ใช่เพียงเพื่อจี้ผินผู้งามล่มเมืองที่บังเอิญอาศัยอยู่ที่ตำหนักอวิ๋นหลาน?” นางจำได้ว่าเรื่องนี้เคยมีคนกล่าวให้ฟังแล้วได้ยินอีกครั้งก็อดจะเน้นย้ำไม่ได้

    โม่เหวินหานวางตะเกียบลงพลางหรี่ตาจ้องไปที่หญิงสาวด้วยสายตาคมเจือแววล้อเลียนก่อนจะโน้มกายเล็กน้อยเข้าหา “นี่เจ้า..กำลังหึงหวงเราหรือ?”

    สายตาหญิงสาวเบิกเล็กน้อยก่อนจะหลุบต่ำพร้อมส่ายหน้าทำเหมือนว่าไม่มีอะไรในใจ“หม่อมฉันไม่ได้มีความหมายเช่นนั้นเสียหน่อย..”

    โม่เหวินหานมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยแววตามีแผนการ“ใครจะรู้กันว่า..เราหายไปสองสามวันเจ้าอาจจะคิดถึงเรามากจนคิดฟุ้งซ่านไปต่างๆ นานา”

    หลิวชิงเซียงที่กำลังเบี่ยงตัวหนีหลีกเลี่ยงสายตานั้นด้วยการจิบชาใบหน้าที่แสร้งเยือกเย็นนั้นพลันมีสีเลือดพาดผ่าน นางจึงวางถ้วยชาลงอย่างระวังแล้วตอบด้วยน้ำเสียงแฝงความลนลานไว้ลึกๆ“หม่อมฉันมิได้คิดอะไรทั้งสิ้น เวลาไม่กี่วันอยู่คนเดียวได้แน่นอน”

    “แน่นอนงั้นหรือ?” เขายิ้มกว้างขึ้น รอยยิ้มที่แฝงด้วยความรู้ทันผสมความเจ้าเล่ห์“อยู่คนเดียวได้ก็จริง แต่ไม่อยากเจอเราจริงหรือ?”

    นางหลุบตาลงพยักหน้าเบาๆ“เพคะ”

    บุรุษครองบัลลังก์ฟังคำตอบแล้วหัวเราะเบาๆเสียงนั้นดั่งอย่างอ้อยอิ่ง “ไม่เป็นไรเจ้าไม่อยากเจอ แต่เราอยากเจอ” เขาจ้องมองเงาหญิงสาวใต้แสงโคมปานจะกลืนกินนางเข้าไป“เราอยากดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์กับเจ้าทุกคืน”

    คิ้วเรียวของหลิวชิงเซียงกระตุกเล็กน้อยใบหน้าหวานระเรื่อราวดอกท้อแรกแย้ม เพราะหลังจากคืนนั้น..คืนที่เงาจันทร์พร่างพรายและใจทั้งสองเคลื่อนเข้าหากันเขาก็ไม่เคยมีโอกาสใกล้ชิดนางอีก ไม่ว่าจะเพราะราชกิจกะทันหันจากคณทูตเฉาหนาน ต้องรอจนกระทั่งค่ำคืนนี้จึงได้ร่วมโต๊ะอาหาร

    เพียงแค่ถ้อยคำของเขาที่เอ่ยว่า"ทุกคืน" ก็เหมือนเข็มแหลมสะกิดเข้าใจกลางหัวใจหญิงสาวนางหลบสายตาแทบไม่ทันก่อนจะยกแขนปิดครึ่งใบหน้าดั่งคนที่โดนจับความลับได้

    โม่เหวินหานมุมปากยกขึ้นเป็นรอยอย่างเอ็นดูก่อนจะลุกขึ้นจากที่นั่งอย่างช้าๆ ฝีเท้าเขาเงียบเชียบจนแทบไม่ได้ยินเสมือนเสือที่ย่องเข้าหาเหยื่อโดยไม่ให้รู้ตัวทันทีที่เขาเอื้อมคว้าร่างของนางมากอดเอาไว้ในวงแขนแขนแข็งแรงปานแท่งเหล็กสอดรัดแน่น น้ำเสียงกระซิบอยู่ที่ข้างหูแผ่วเบาแต่ชัดเจนทุกถ้อยคำ “เราอิ่มท้องแล้วขออิ่มใจด้วย..ได้หรือไม่?”

    ยังไม่ทันที่เขาจะโน้มหน้าลงกดจมูกลงที่ข้างแก้มของนางร่างบางก็พลันเบี่ยงตัวหลบว่องไวเกินกว่าที่เขาคาด ฝ่ามือเล็กผลักอกเขาแล้วหมุนตัวอ้อมไปอยู่ด้านหลังของเขาอย่างปราดเปรียว

    “ไม่ได้ง่ายเช่นนั้นเพคะ” เสียงหวานดังมาจากด้านหลัง มุมปากคลี่ยิ้มขบขันถ้าจะยอมให้เขาหลอกกินเต้าหู้ได้ง่ายๆ เช่นนั้นก็มิใช่หลิวชิงเซียงแล้ว! อย่างน้อยก็ต้องมีชั้นเชิง!

    โม่เหวินหานหันกลับอย่างรวดเร็วความเร็วของชายผู้ผ่านสนามรบก็ไม่แพ้กัน มือซ้ายส่งออกไปหวังจะคว้าข้อมือนางแต่หลิวชิงเซียงพลิกกายหลบแล้วใช้ฝ่ามือขวาตวัดไปที่ต้นแขนของเขาเป็นเชิงหยอกกลับ

    "ฮึ่ม เจ้าเริ่มก่อนนะ..อาชิง" บุรุษผู้เป็นเจ้าแผ่นดินพุ่งเข้ามาร่างสูงใหญ่ของเขาดั่งพยัคฆ์ไล่ตะครุบกวางน้อย แต่หญิงสาวก็กระโดดถอยหลังหลบได้จังหวะแรกหลบได้ก็จริง จังหวะสองนางจึงหมุนตัวหญิงสาวเอนแล้วหมุนเท้าราวกับกลีบบุปผาที่ลอยวนในพายุมองตาเปล่าแทบไม่ทัน แต่สุดท้ายเขาคว้ามือจับข้อมือบางได้ทันอย่างไม่ลำบากนักตัดจบกิจกรรมประลองฝีมือที่นางประสงค์ได้ในสองกระบวนท่า หลิวชิงเซียงไม่ทันตั้งหลักถูกดึงเข้าสู่อ้อมแขนอุ่นสะโพกทั้งสองแนบชิด ดวงหน้าห่างกันเพียงปลายนิ้ว

    ชายหนุ่มไม่ปล่อยให้เวลาหลุดรอดจมูกโด่งโน้มลงแล้วกดหอมข้างแก้มนวลที่เริ่มร้อนผ่าวราวเปลวไฟดวงตาเขาทอดมองหญิงสาวในอ้อมแขน ดั่งหมาป่าที่ตะครุบลูกกวางไว้ได้แล้ว "เช่นนี้เราขอถือว่าเจ้า..ยอมให้เรากินเจ้าเป็นอาหารใจแล้วนะ"

    หญิงสาวสบตาเขาก่อนที่เปลือกตาจะค่อยๆปิดลงเมื่อริมฝีปากของชายหนุ่มทาบลงบนริมฝีปากของนางอย่างแนบแน่นสัมผัสอ่อนหวานในคราแรกกลับกลายเป็นเรียกร้องมากขึ้นราวกับเปลวไฟที่เมื่อปะทะลมก็ลุกโชน กระแสหายใจร้อนระอุแทรกผ่านริมฝีปากหลิวชิงเซียงแทบหายใจไม่ทันก่อนจะถูกกักไว้ในอ้อมแขนมั่นคง

    มือของเขาสอดเข้าใต้แขนเสื้อคลุมของนางช้าๆลูบไล้ไปตามแนวแผ่นหลังอย่างอ่อนโยนและยั่วเย้าปลายนิ้วไล้แนวกระดูกสันหลังจนร่างบางสะท้านวาบไปทั้งแผ่นหลังนางไม่ได้ขัดขืนอีกฝ่าย ปล่อยเสียงผ้าบางขยับเบาๆเสียงหัวใจที่ดังอยู่เพียงสองดวงในโลกใบเล็กใต้แสงโคมในตำหนักฟู่ตง

    เสียงหายใจของทั้งสองผสานเข้าหากันอย่างเงียบงันริมฝีปากเขาคลอเคลียไปตามแนวแก้มเนียนละไมไล้ลงสู่แนวกรอบหน้าก่อนจะวกกลับมาประทับริมฝีปากของนางอีกครั้งราวกับยังไม่อาจปล่อยผ่านรสหวานนั้นได้

    มือใหญ่ของโม่เหวินหานเลื่อนจากบ่าลงไปยังแนวเอวคอดพลางสอดแทรกปลายนิ้วเข้าใต้ชั้นอาภรณ์บางเบาของหลิวชิงเซียง ชุดคลุมผ้าไหมค่อยๆเริ่มหลุดลู่จากไหล่ซ้าย เมื่อถูกปลายนิ้วสากค่อยๆ ดันเลื่อนอย่างจงใจเนื้อผ้าแผ่วเบาตกลงแตะพื้นไร้เสียงทิ้งให้ไหล่ขาวผุดผ่องและแนวหลังอ่อนช้อยเปิดเผยต่อสายตาชายผู้เป็นเจ้าของแผ่นดินดวงตาคมนั้นทอประกายลึกยิ่งกว่าเพลิงร้อนในก้นเหว

    ริมฝีปากของเขากดลงบนแนวไหล่เปลือยเปล่าก่อนจะขบเม้มเบาๆ ปล่อยรอยสีแดงจางไว้บนผิวเนื้อดั่งกลีบเหมยสะโพกของเขาแนบชิดกับนางจนได้ยินเสียงลมหายใจที่ขาดห้วงของหลิวชิงเซียง

    “ยิ่งเราใกล้เจ้า เราก็ไม่มีทางจะถอย” เสียงทุ้มเอ่ยอย่างพร่าต่ำแทรกความพึงใจระคนอาวรณ์ มือของหญิงสาวพลันยกขึ้นวางบนไหล่เขาอย่างลังเลนางไม่อาจปฏิเสธความอุ่นจากความชิดใกล้ดวงตางามหลุบต่ำไม่กล้าสบสายตาอีกฝ่ายที่เต็มไปด้วยแรงปรารถนา

    เขาเอื้อมมือปลดปิ่นปักผมของนางให้หลุดออกอย่างช้าๆเส้นผมดำขลับก็พลันร่วงยาวสยายแนบแผ่นหลังเหมือนม่านไหมดั่งม่านที่เปิดให้เปลวเพลิงจากใจเขาได้แผดเผาอีกครา

    “อา..ชิง” เสียงเรียกชื่อด้วยเสียงพร่าต่ำพลันกระซิบเหนือใบหูก่อให้เกิดคลื่นไหวในหัวใจของนางรุนแรงนัก นิ้วมือของเขาไล้ไปตามแนวแขนขาวเรียวประคองมือของนางขึ้นไปแนบที่อกตน หญิงสาวแทบหายใจไม่ทันทุกสัมผัสของเขาราวกับละลายความเย็นเยียบในใจนาง ริมฝีปากเขาขบเม้มที่ผิวเนื้อลูบไล้ไหปลาร้าและลาดไหล่อย่างราวจะฝังรอยจดจำ

    กายของหลิวชิงเซียงโอนอ่อนตามนางมิได้ขัดขืน ริมฝีปากก็รับจูบของเขาอย่างเต็มใจ สองแขนกอดรอบลำคอเขาอย่างลืมสิ้นความเก้อเขินใจในอกนั้นหวั่นไหวเกินบรรยาย บรรยากาศในตำหนักเงียบเชียบมีเพียงเสียงลมหายใจของคนสองคนที่ดังแผ่ว เสียงเสื้อผ้าเสียดสีกันเบาๆกับเสียงจุมพิตร้อนระอุที่ประทับลงผิวเนื้อครั้งแล้วครั้งเล่า

    เขากอดนางไว้แนบแน่นอย่างหวงแหนทว่ากลับมีเสียงเรียกที่หน้าเรือนดังขึ้นในห้วงเวลาเดียวกันนั้น

    “ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะเจ้ากรมพิธีการรออยู่ที่ตำหนักเฉียนชิงพ่ะย่ะค่ะ” เสียงหลี่ต้ากงที่รอฟังคำบัญชาอยู่หน้าประตูคล้ายห่าฝนที่สาดใส่เพลิงไฟให้มอดลงกะทันหัน

    โม่เหวินหานหยุดชะงักริมฝีปากยังวางแนบไหล่ขาวของนางอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงถอนหายใจยาวอย่างเสียดายสองมือประคองร่างบางให้ตั้งตัว ก่อนจะก้มลงช่วยจัดเสื้อคลุมให้หญิงสาวอย่างเบามือค่อยๆ ดึงแนวปกขึ้น ผูกสายที่คลายออกให้เรียบร้อย

    หลิวชิงเซียงยังคงก้มหน้าใบหน้าร้อนผ่าวจนแทบไม่มีแรงจะเอ่ยวาจา นางปล่อยให้อีกฝ่ายช่วยแต่งตัวให้เงียบๆนิ้วมือใหญ่ที่จับปกเสื้อของนางนั้นแฝงความอบอุ่นจนลามถึงในอก

    เขายกมือไล้เส้นผมที่ปรกแก้มนางเบาๆสบตาเพียงครู่ก่อนจะเอ่ยเสียงนุ่ม “ลืมไปอีกเรื่องเฉินฮวากับกั่วหม่าเราจัดการให้เรียบร้อยแล้ว”

    นางเบิกตากว้างเล็กน้อยก่อนจะผงกศีรษะอย่างตื้นตัน

    “นางกับพี่ชายตัดสินใจไปตั้งเนื้อตั้งตัวทางใต้แล้ว..เริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ห่างไกลจากเมืองหลวงนั่นย่อมดีกว่า”

    ดวงตาของหลิวชิงเซียงพราวระยับเล็กน้อยริมฝีปากเม้มแน่นแต่กลับยิ้มออกมาในที่สุด “หม่อมฉันขอบพระทัยแทนพวกเขาด้วยเพคะ”

    เขาจ้องหน้านางอีกครู่หนึ่งคล้ายยังไม่อิ่มใจก่อนจะฝืนผละกายออก “เราต้องไปจัดการเรื่องคณะทูตต่อเจ้าก็อย่าเฝ้ารอเรามากนัก ให้เราเฝ้ารอเจ้าเอง” เขายังคงกล่าวหยอกล้อนางอีกครั้งก่อนจะหมุนตัวออกจากตำหนักไปหญิงสาวยืนมองแผ่นหลังนั้นอยู่นิ่งๆ จนเสียงฝีเท้าและโคมของเหล่าขันทีลับสายตาไป

     

     

    คล้ายกับเรื่องเพียงชายารักพึงใจล้วนดีงาม(อ่านฟรี) ที่คุณอ่าน