หลังจากที่ลั่วจีรายงานจนหมดฉางเฟิงก็ได้เตรียมที่จะปิดร้านชั่วครามเพื่อเดินทางไปยังสุสานกระบี่ของเทพกระบี่ฮัวชิงเทียน ซึ้งฉางเฟิงได้อ่านประวัติของคนๆนี้แล้วยังต้องนับถือคนๆนี้ไม่ได้พึ่งพานิกายใหนแต่สำหรับเต๋ากระบี่ที่น่าทึ่งจนได้ฉายาเทพกระบี่ไปครองแถมยังมีความสามารถหลอมกระบี่เทพออกมาได้อีกเรียกได้ว่าเป็นตำนานของโลกกระบี่เลยก็ว่าได้ เสียดายที่เขาตายลงเมื่อพันปี ก่อนส่วนสาเหตุการตายกลับไม่มีใครรู้ ว่ากันว่าเขาถูกบรรพชนของนิกายเทพกระบี่ลอบสังหารจนได้รับบาดเจ็บสาหัสและตกตายลง
“บอกให้ถูคงเตรียมตัวให้พร้อมถ้าเกิดเขาหลอมรวมกับอุปกรณ์เซียนข้างในสุสานกายาของเขาจะทะลวงขั้นเซียนได้ทันทีไม่แน่อาจจะทะลวงถึงจักรพรรดิเซียนเลยก็ได้” ฉางเฟิงกล่าว
“พริบตาเดียวศิษย์ของเจ้าก็จะแซงหน้าเจ้าแล้ว”ซีรั่วหยานยิ้มออกมา
“นี่คือพรสวรรค์ที่เขามีมาเขาไม่ต้องศึกษาเต๋าเหมือนกับพวกเราแค่หลอมรวมอุปกรณ์หรืออาวุธเข้าสู่ร่างกายเขาก็จะแข็งแกร่งขึ้นจนถึงระดับพระเจ้าเพียงแต่เขาก็มีขีดจำกัดและไม่สามารถทรงพลังได้เท่ากับพระเจ้าสูงสุด” ฉางเฟิงกล่าว
“สำหรับเขาแค่นั้นก็เกินพอแล้ว”ซีรั่วหยานกล่าว
จากนั้นไม่นานข่าวลือก็ยิ่งรุนแรงมากขึ้นนอกจากข่าวลือเกี่ยวกับสุสานกระบี่แล้วยังมีข่าวลืออีกอย่างคือ ร้านอาหารมนตราที่ได้ทำผิดกฎซึ่งหลังจากการสอบสวนทหารที่ทำผิดกฎก็ได้รู้ว่าเจ้าของร้านมนตราได้ว่าจ้างพวกเขาให้มาทำลายร้านคู่แข่งอย่างร้านสวนบุปผาของฉางเฟิง
พริบตาที่เจ้าเมืองกระจายข่าวนี้ออกไปชื่อเสียงของร้านมนตราก็ลดลงอย่างมากแถมผู้คนก็เริ่มหันมาสนับสนุนร้านของฉางเฟิงเพิ่มมากขึ้นไปอีก
“บัดซบไอ้เจ้าเมืองนั่นมันกล้าทำกับพวกเราแบบนี้งั้นเหรอพวกมันไม่รู้งั้นเหรอว่าพวกเราเป็นใคร” เจ้าของร้านอาหารมนตรานามไต้ถ่านคำรามด้วยความโกรธ
ไต้ถ่านแต่เดิมเป็นพ่อครัวที่มีพรสวรรค์คนหนึ่งและเปิดร้านอาหารในเมืองการค้าปกติแต่เมื่อหลายปีก่อนนิกายเทพกระบี่ได้เล็งเห็นถึงพรสวรรค์จึงได้ยื่นข้อเสนอและได้ให้ไต้ถ่านแต่งงานกับหลานสาวของผู้อาวุโสระดับสูงในนิกาย
หลังจากนั้นนิกายเทพกระบี่ก็สนับสนุนไต้ถ่านมาตลอดแลกกับผลกำไรส่วนหนึ่งจะต้องถูกส่งไปหานิกายเทพกระบี่นั่นทำให้หลายปีมานี้ไต้ถ่านหยิ่งยโสมากขึ้นเพราะเขาคิดว่าเขาคือคนสำคัญของนิกายเทพกระบี่
“เรียนนายท่านตอนนี้พวกเราจะต้องรีบหาวิธีกู้ชื่อเสียงกลับคืนมาไม่งั้นร้านอาหารมนตราของพวกเราต้องถูกทำลายแน่”ที่ปรึกษาที่อยู่ข้างๆกล่าว
“เจ้ามีวิธีดีๆไหม”ไต้ถ่านได้สติและกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง
“ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาแก้แค้นเพราะด้วยสถานะของพวกเราแก้แค้นอีกฝ่ายไม่ได้ตราบใดที่อยู่ในเมืองแห่งนี้สิ่งที่เราต้องทำคือดึงดูดลูกค้ากลับมา และอีกอย่างพวกเราควรจะส่งคนแอบไปสืบถึงสูตรการทำอาหารและการหมักเหล้าของอีกฝ่ายจะดีที่สุดเพราะอีกฝ่ายยังไม่เติบโตดี แถมจากที่ข้ารู้อีกฝ่ายก็มีเพียงขั้นเซียนและจักรพรรดิเซียนที่ไม่ได้แข็งแกร่งอะไรมากคนหนึ่ง
ถ้าเราส่งคนของเราที่นิกายเทพกระบี่มอบให้กับพวกเราออกไปสืบละก็พวกเราย่อมได้ข้อมูลที่ดีมาแน่ๆ” ที่ปรึกษาของไต้ถ่านกล่าว
“ดีงั้นเรื่องนี้ให้เจ้าจัดการ ส่วนเรื่องแก้แค้นให้นิกายเทพกระบี่ลงมือเถอะ” ไต้ถ่านกล่าวอย่างเย็นชา
วันต่อมาฉางเฟิงก็ได้ประกาศว่าจะปิดร้านเพื่อเข้าไปในสุสานกระบี่และวันนี้เป็นวันทำการวันสุดท้ายก่อนจะปิดทำให้ผู้คนยิ่งเข้ามาทานอาหารมากยิ่งกว่าเดิมส่วนต้วนเหอถึงกับสั่งอาหารไว้จำนวนมากเพื่อตุนไว้กินวันหลัง
ในตอนแรกต้วนเหอทำงานให้กับฉางเฟิงอย่างสบายๆแต่เมื่อชื่อเสียงของร้านโด่งดังวัตถุดิบที่ต้องใช้ก็ยิ่งมากและต้วนเหอก็หาไม่ทันทำให้สหายของต้วนเหอทั้งหมดได้ทำข้อตกลงกับฉางเฟิงทั้งหมดและพวกเขาก็เป็นลูกค้าพิเศษของฉางเฟิงไปในทันที
“ว่าแต่น้องชายเจ้าจะไปสุสานกระบี่จริงๆงั้นเหรอมันไม่อันตรายเกินไปสำหรับเจ้างั้นเหรอ” ต้วนเหอมองฉางเฟิงด้วยความเป็นห่วงหลังจากทำธุรกิจกันมาหลายวันต้วนเหอก็รู้ว่านิสัยของฉางเฟิงไม่เลวเลยและไม่เคยที่จะกดราคาหรือเอาเปรียบตนแม้ฉางเฟิงจะมีชื่อเสียงแล้ว
“พี่ชายไม่ต้องกังวลข้าย่อมมีทางปกป้องตัวเองได้แต่ว่าข้าวานพวกพี่ชายให้เตรียมวัตถุดิบเอาไว้มากๆด้วยละหลังจากกลับมาข้าคิดว่าจะต้องทำงานหนักแน่” ฉางเฟิงกล่าว
“ก็เจ้าเล่นทำอาหารคนเดียวเลยนี่จึงไม่แปลกหรอกที่จะทำงานหนักแถมเจ้าไม่เคยสนเรื่องสถานะของลูกค้าไม่เหมือนกับร้านอาหารใหญ่อื่นๆที่ถ้าไม่ใช่ระดับจักรพรรดิเซียนก็จะไม่ได้กินอาหารของพวกเขาส่วนของเจ้าแม้แต่ระดับจักรพรรดิยังได้กินอาหารของเจ้าอย่างสุขใจ” ต้วนเหอยิ้มออกมา
“สำหรับข้าจะจักรพรรดิ จะเซียนหรือเทพ ยังไงก็เป็นลูกค้ามิใช่หรือขอแค่จ่ายค้าอาหารได้ข้าไม่สนหรอก”ฉางเฟิงกล่าว
“นั่นแหละข้าถึงได้ชอบความคิดของเจ้าเอาละข้าต้องไปแล้วส่วนเรื่องวัตถุดิบไม่ต้องกังวลพวกข้าจะทำเต็มความสามารถ”พวกต้วนเหอจากไปทันที
หลังจากวัตถุดิบหมดฉางเฟิงก็ปิดร้านและใช้เวลาที่เหลือเตรียมพร้อมในการเข้าไปยังสุสานกระบี่และจากที่ฉางเฟิงรู้ว่าเจ้าเมืองเองก็เตรียมส่งคนออกไปเช่นกันขณะที่หลายคนพากันพักผ่อนฉางเฟิงที่กำลังนั่งฝึกฝนอยู่ก็ลืมตาขึ้น
“ไม่ต้องสนใจเจ้าฝึกไปเถอะ”ซีรั่วหยานที่กำลังนั่งอยู่ข้างๆลุกขึ้นก่อนจะใช้พลังสร้างม่านปิดกั้นเสียงไว้รอบๆเสี่ยวเสี่ยวที่หลับอยู่
“ดูเหมือนอีกฝ่ายจะกัดไม่เลิก”ฉางเฟิงกล่าวก่อนจะหลับตาฝึกฝนต่อ
ในตอนนี้เงาดำได้เคลื่อนไหวเข้ามาในร้านของฉางเฟิงอย่างเงียบๆและตรงมายังห้องของฉางเฟิงทันทีเห็นได้ชัดว่าต้องการจะจัดการกับฉางเฟิงหรือไม่ก็ขโมยสูตรการทำอาหารและการหมักเหล้าของฉางเฟิง
“หึจักรพรรดิเซียนนางนั้นอ่อนแอมากจริงๆไม่สามารถสัมผัสข้าได้เลย” เงาดำที่เข้ามาได้สำเร็จกล่าวด้วยสีหน้าเย้ยหยันก่อนจะเคลื่อนใหวต่อไป
“คิดจะไปใหน”แต่ทันใดนั้นเองเสียงที่เย็นชาก็ดังขึ้น
ด้านหลังปรากฏซีรั่วหยานที่จ้องมองมาด้วยสายตาที่เย็นชาดวงตาสีม่วงของนางกลายเป็นล้ำลึกอย่างมาก
“ไ...ม่....”เงาดำถูกพลังจิตเข้าควบคุมสติก่อนจะดวงตากลายเป็นว่างเปล่าและยืนนิ่ง
“หึ”ซีรั่วหยานโบกมือร่างของนางและเงาดำก็หายไป
ในจวนเจ้าเมืองตอนนี้เจ้าเมืองกำลังนั่งอ่านรายงานบนโต๊ะอยู่ อยู่ๆใบหน้าของเจ้าเมืองก็จริงจัง
“สหายมาหาข้าเวลานี้มีธุระอะไรงั้นเหรอ”เจ้าเมืองกล่าว
ซีรั่วหยานไม่ได้ปรากฏตัวออกมาแต่โยนร่างของชายชุดดำให้กับเจ้าเมืองเจ้าเมืองรู้ได้ทันทีว่าซีรั่วหยานต้องการอะไร
“ข้าจะจัดการเองรับรองว่าพวกท่านจะได้รับความเป็นธรรมแน่” เจ้าเมืองกล่าว
ซีรั่วหยานจากไปทันทีเจ้าเมืองถอนหายใจเห็นได้ชัดว่าเขาเองก็รู้สึกกดดันมากเมื่ออยู่ต่อหน้าซีรั่วหยาน