ยามเสวี่ยเหมยเดินกลับเข้ามาในตำหนัก นางเห็นสายตาพวกฝั่งบุรุษมองมาก็ยิ่งขาดความมั่นใจ นางรู้ตัวแล้วว่าใบหน้านี้อัปลักษณ์ พวกพี่ชายอย่าได้จ้องมองนางเช่นนี้เลยยิ่งก่อนหน้านี้เจอน้ำเสียงตวาดจากหรงจวิ้นอีก นางก็นับได้ว่าพบเื่ที่ทำให้ใจอ่อนแอเต็มทนแล้ว
่เวลาในตอนนั้น... ใจนางเต้นแรงยิ่ง นางเกือบไปแล้ว เกือบจะเผลอหวั่นไหวมีใจให้บุรุษตัวโตผู้นั้นอยู่แล้ว ยังดีที่พาตัวเองออกมาได้ทัน เขาไม่สมควรได้รับเศษใจจากนาง ไม่รู้ว่าในใจคิดกับนางเป็เช่นไร เขาถึงได้รังแกและล่วงเกินนางขนาดนั้น
...แล้วยามนั้นเขาก็ดูกระหายนางมากด้วยเช่นกัน
คนเ้าชู้! เที่ยวรังแกสตรี! คิดว่านางจะเหมือนสตรีที่เขาเคยกระทำรึไง!
“เหมยเอ๋อร์มาเร็ว เดี๋ยวฮองเฮาจะเปิดห้องชมดอกเหมยกุ้ยแล้ว” จ้าวหนิงพลันเอ่ยเรียกเมื่อเห็นเสวี่ยเหมย ที่ตอนนี้ใบหน้าใต้ผ้าคลุมนั่นกำลังบูดบึ้งฉุนเฉียวโดยไม่มีใครเห็น
“ได้” นางเดินกลับไปที่โต๊ะ รอฟังความเคลื่อนไหวด้านฮองเฮาเงียบๆ ไม่ร้อนใจ แต่ภายในยังคิดแต่เื่ในศาลาซ้ำๆ อย่างไม่จบสิ้น นางยังไม่เลิกร้องะโในใจ ด่าว่าคนที่ชอบฉวยโอกาส! มันน่าโมโหยิ่งนัก
“อีกประเดี๋ยวยามฮองเฮาทรงเปิดห้องชมดอกเหมยกุ้ย เราจะได้เห็นบุรุษอย่างใกล้ๆ เลยแหละ” ได้ยินเถียนปิงเอ่ยออกมาก็แอบนินทาในใจไม่ได้ นางเพิ่งอายุสิบสามก็กล้าพูดออกมาเช่นนี้เชียว
แต่นางก็สะบัดหัวออกไปอย่างเร็ว ตัวนางเองก็เพิ่งปักปิ่นแต่ก็ ‘ทำเื่เช่นนั้น’ ไปแล้ว
ยามประตูห้องเปิดกว้าง ผู้คนต่างทยอยกันเข้าไป ด้านในดูแตกต่างจากหน้างานเลี้ยงโดยสิ้น เหมือนหลุดเข้ามาอยู่อีกด้านของโลกเลยทีเดียว พรรณไม้นานาชนิดเบ่งบานยามราตรี มีแมลงเล็กบินว่อนไปมา บนเพดานตำหนักห้องเปิดโล่ง กลางวันรับแสงแดด ราตรีรับแสงจันทร์ แปลงดอกไม้หลายร้อยพันธุ์ล้วนมีอยู่รอบห้อง ข้างผนังประดับไปด้วยโคมไฟที่ชิดติดฝาห้อง ล้วนสว่างไสวเหมือนอยู่ภายในห้องโถงนอกตำหนักยามกินเลี้ยง
“พวกเ้าทั้งหลายโปรดฟัง ราตรีนี้ฮองเฮาของเราอยากจะมอบของขวัญให้เหล่าขุนนางซื่อสัตย์ได้เชยชมพร้อมกัน เราขอบคุณที่พวกเ้าได้ทำงานหนักเพื่อแคว้นฝูหยวน และจะขอให้พวกเ้าทุกคนเป็เช่นนี้ตลอดไป”
ทันทีที่ฮ่องเต้ผู้ที่นั่งอยู่บัลลังก์เหนือกว่าทุกคนกล่าวเสร็จเหล่านางกำนัลหกคนที่กางผ้าอยู่คนละฝั่งค่อยๆ เผยให้เห็นแปลงดอกไม้ทอดยาวเป็ทาง ดอกเหมยกุ้ยหลากสีสันเด่นสง่านับเป็วาสนาของผู้พบ
เสวี่ยเหมยก้าวเข้าไปอย่างไม่รีบร้อน สองฝั่งของแปลงดอกเหมยกุ้ยผู้คนนับว่ามากหน้า นางเผลอมองหาเขาโดยไม่รู้ตัว แม้แต่คุณหนูเมิ่งก็ไม่เห็นแล้ว ในยามนี้จิตใจสาวน้อยอยู่ไม่เป็สุขนัก
ฉับพลันนางเหลือบไปเห็นเด็กน้อยอ้วนกลมแอบมองอยู่ตรงเสาใหญ่จากไกลๆ เกือบท้ายห้อง นางมองไปตรงสุดกำแพงมีประตูอีกหนึ่งบานที่แง้มออกน้อยๆ อยู่ เสวี่ยเหมยคิดว่าเด็กน้อยคงเข้ามาจากทางนั้น เ้าหนูจ่ำม่ำผู้นี้ แอบพ่อแม่ออกมาหรืออย่างไรเดี๋ยวฝั่งนู้นเขาก็ได้ตามหาแย่ล่ะสิ
“เด็กน้อย เ้าใช่มาหาใครหรือไม่” นางทนไม่ไหวกับความน่าชัง สายตาเด็กน้อยซุกซนชะเง้อมองหาสิ่งใดไม่รู้ จึงเดินเข้าไปถามในที่สุด
“ข้ากลัวเสด็จพ่อจับได้น่ะสิ แอบเสด็จแม่ออกมากว่าจะได้ ถ้ามาโดนเสด็จพ่อเจอเข้า สิ่งที่ข้าใช้สมองอันชาญฉลาดคิดหลบหนีมาก็นับว่าเปล่าประโยชน์แล้ว”
เสวี่ยเหมยจ้องมองเด็กน้อยที่อ้วนกลมดุจซาลาเปา ตัวเท่านี้ช่างพูดช่างจานัก แต่เขากล่าวว่า ‘เสด็จพ่อ’ ใช่ลูกองค์ชายองค์ใดหรือไม่ ครานั้นมีใบหน้าหรงจวิ้นลอยขึ้นมาอีกครั้ง ถ้าเกิดว่าเขามีชายาแล้วเล่า นางคิดว่าตัวเองคิดมากเื่เขาอีกแล้ว นางควรหยุดคิดเสียทีเจอกันก็แค่สองครั้งเขาก็ทำให้นาง ‘อาวรณ์’ ได้ขนาดนี้แล้ว ทางที่ดีควรอย่าพบหน้าเขาอีกดีกว่า
...แต่หากว่าเขามาพบหน้านางเองก็ไม่ถือแล้วกัน
นางเก็บความคิดเช่นหญิงสาวทั่วไปที่กำลังเริ่มรู้สึกแอบปลื้มผู้ใดเอาไว้ จากนั้นเอ่ยถามเด็กน้อยว่า “เ้าแอบออกมามีเหตุผลใดกัน”
“แม่นาง หัวสมองท่านมีปัญหาหรือไม่ วันนี้เสด็จย่าจัดงานอันใดท่านลืมหมดแล้วหรือ เป็บุตรสาวบ้านใดกันข้าจะได้ไม่ไปขอแต่ง”
เสวี่ยเหมยส่ายหน้าอย่างขบขันกับคำพูดคำจาที่ไม่เข้ากันกับลักษณะตัว พ่อหนุ่มน้อยผู้นี้เพิ่งอายุเท่าไหร่กันเชียว สูงยังไม่ถึงเอวนางด้วยซ้ำ
นางหันไปมองผู้คนที่กำลังฉุกละหุกวุ่นวายไปกับความงามของบรรดาดอกไม้ในห้องสวนดอกไม้พิเศษอยู่นั้น นับเป็โอกาสดีถ้าเ้าหนุ่มนี้อยากเห็น นางก็จะสนองเขาเสียหน่อยคงไม่เสียหาย
“มาสิ แม่นางลูกแม่ทัพเช่นข้าจะพาท่านไปดู” นางเปลี่ยนคำเรียกต่อบุรุษน้อย พลางพูดเล่นสีหน้าซุกซนไม่แพ้กัน
เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งเห็นว่ามีคนพาเข้าไปก็คงไม่หลงว่าดอกเหมยกุ้ยอยู่แปลงไหน ไม่อย่างนั้นดีไม่ดีอาจจะเจอเสด็จพ่อก่อนด้วย
“เช่นนั้นข้าจะยอมรับน้ำใจล่ะกัน กลัวแม่นางเช่นเ้าเสียใจ ข้ามีนามว่าิ่ซื่อ เ้าเล่า?”
“ข้านามเหมย สกุลเสวี่ย”
“ที่แท้บุตรแม่ทัพเสวี่ย ข้าจะไม่ไปแต่งลูกสาวบ้านนั้นแน่ๆ!” นางปวดหัวจริงๆ คิดถูกคิดผิดที่เสนอช่วยเ้าหนูนี่กันนะ
เสวี่ยเหมยไม่กล่าวอะไรเพิ่ม อุ้มเด็กน้อยหลบไปทางไม้ดอกพุ่มสูงค่อยๆ แฝงตัวเข้าไปที่คนชุลมุน นางวางเด็กหนุ่มตัวน้อยลง ก่อนจะให้เข้าไปยืนในเสื้อคลุมตัวใหญ่ที่นางสวมอยู่ด้านนอกของนาง เด็กน้อยแทรกเข้าไปอย่างว่าง่าย ตาดวงน้อยแอบมองดอกเหมยกุ้ยสีแดงสดที่กำลังเปล่งประกายได้ที่ยามต้องแสงดวงจันทร์ตรงหน้าเขา
ผ่านไปพักใหญ่ได้ยินเสียงหนุ่มน้อยเอ่ยว่า “ในที่สุดข้าก็ได้เห็น แม่นางเหมยเ้าพาข้าออกไปได้ไหม” เด็กหนุ่มใช้นิ้วมือเล็กจับเสื้อคลุมนางไว้ ดวงหน้าน้อยแหงนขึ้นมาอ้อนวอน แตกต่างไปจากก่อนหน้านี้โดยสิ้นเชิง ดวงหน้าเขามีแววคล้ายหรงจวิ้นจริงๆ นะ...
“ได้สิ” นางอุ้มบุรุษน้อยขึ้นมาอีกครั้ง ในยามที่จะถึงประตูหลังอยู่แล้วนั้นก็มีมือบางมาสะกิดนางเบาๆ
“เหมยเอ๋อร์ตามหาเสียนาน”
“จ้าวหนิง!” นางร้องเสียงหลงเบาๆ ก่อนจะนึกดีใจที่เป็จ้าวหนิง เสียงถอนใจโล่งอกก็ตามมาติดๆ กัน หากไม่ใช่พวกจ้าวหนิงนางก็ไม่รู้จะแก้ตัวยังไง เด็กน้อยตัวเท่านี้นางไม่เห็นบ้านใดนำมาด้วยสักคน นางคิดว่าคงยังไม่เหมาะต่อวัยนี้ที่จะนำมาออกงาน ร่างบางหันหน้ากลับมาช้าๆ ให้จ้าวหนิงเห็นเด็กหนุ่มที่อยู่ในอ้อมอก ดวงตาง่วงงุนเต็มทน
“์! เ้าเก็บเด็กบ้านใดมาเนี่ย รีบนำไปคืนพ่อแม่เขาเลยนะ”
“เ้าอย่าโวยวาย แล้วตามข้ามา” จ้าวหนิงเห็นเสวี่ยเหมยเดินออกประตูหลังไปอย่างระหวาดระแวง แต่สุดท้ายแล้วก็ยอมเดินตามนางออกไปด้วย
ยามพวกนางเดินออกมานอกตำหนักได้แล้วนั้น หรงจวิ้นเพิ่งเดินเข้ามาในงาน ร่างสูงมองหาหญิงงามไม่เจอก็เกิดอาการหงุดหงิด เจอผู้ใดมักจะหลีกเลี่ยงอย่างไม่สบอารมณ์
“องค์ชายสาม” เสียงหวานใสของสตรีเรียกเขาไว้
แม้ไม่อยากจะหันไปแค่ไหน แต่สุดท้ายท่ามกลางสายตาของผู้คนหากเขาไม่หันไปก็เท่ากับหักหน้าสตรีนางหนึ่ง เขาซึ่งเป็บุรุษ คนอื่นจะมองว่าไม่ดีหากปฏิบัติต่อหญิงสาวเช่นนี้
“แม่นางเมิ่ง” ชายหนุ่มเว้นระยะห่างทันใด ดังร่างกายนำพาไปเอง กล่าวเรียกเพียงสกุลหญิงสาวสั้นๆ เฉกเช่นเดิมเหมือนยามพบหน้าทุกครั้ง
“หร่านเอ๋อร์เห็นพระองค์ออกไปตั้งนาน ทำไมเพิ่งเข้ามาป่านนี้ล่ะเพคะ”
“ข้าออกไปรับลมเย็นเท่านั้น ต้องขอตัวก่อนล่ะ เสด็จแม่กำลังตามหาอยู่”
ยังไม่ทันได้ทำสิ่งใดโฉมสะคราญแห่งฟาไฉ่ก็โดนบุรุษสลัดทิ้งอย่างงงๆ นางเลยยืนแข็งค้างที่เดิมทำอะไรไม่ถูก เพียงทำเท่านี้บุรุษน้อยใหญ่ก็พากันเข้ามารุมปลอบใจนางแล้ว
เสวี่ยเหมยเดินมาตามทางที่เด็กน้อยบอก ก่อนจะก้มมองอีกทีก็เห็นว่าจอมซนน้อยหลับปุ๋ยไปเสียแล้ว คงจะเป็เวลานอนแล้วน่ะสิ แต่ก็ยังฝืนออกมาเช่นนี้หากโตมาจะดื้อดึงเพียงใดนะ
นางเดินไปเรื่อยๆ เห็นตำหนักหนึ่งไฟส่องสว่าง ผู้คนเดินขวักไขว่ไปมา นางกำนัลทั้งหลายราวกับเล่นพากันค้นหาสมบัติกันอยู่เสียอย่างนั้น นางมั่นใจหลายส่วนว่าน่าจะเป็ตำหนักเ้าหนุ่มน้อยปากจัดผู้นี้
“พวกท่านตามหาเด็กน้อยผู้นี้อยู่ใช่หรือไม่” นางส่งเด็กชายให้พวกนางกำนัลดู ก่อนจะเห็นนางกำนัลผู้หนึ่งพยักหน้าหงึกๆ
“เป็ท่านชายสี่จริงๆ!” ก่อนจะยิ้มดีใจวิ่งหายไปหลังตำหนัก
ถัดจากนั้นไม่นานก็มีเสียงสตรีร้องเรียกเสียงดัง “ซื่อซื่อ! ์ ขอบคุณแม่นาง” สตรีผู้หนึ่งก้าวเท้าออกมาเหมือนจะรีบก็ไม่รีบ เหมือนจะช้าก็ไม่ใช่ ถัดจากนั้นเสวี่ยเหมยก็เข้าใจ ที่นางเดินมาลักษณะนี้ก็เพราะสตรีตรงหน้าท้องโตจวนใกล้จะคลอดแล้ว
จนเมื่อสตรีมีครรภ์เดินมาถึงเบื้องหน้านางแล้ว หน้าตาหญิงสาวล้วนงดงาม อาภรณ์ที่สวมใส่ล้วนละเอียดเป็การบ่งบอกว่ามีแต่ผู้คนใส่ใจ ทั่วร่างเปล่งความสง่าและสูงส่งอยู่ไม่น้อย
เมื่อส่งเด็กน้อยคืนให้นางกำนัลเรียบร้อยแล้วเสวี่ยเหมยจึงเอ่ยถามว่า “เอ่อ หม่อมฉันควรเรียกท่านว่าอย่างไรดีเพคะ” นางเห็นเช่นนี้ก็วางคำพูดให้เหมาะสม สตรีผู้นี้นางมั่นใจมากทีเดียวว่าเป็ชายาขององค์ชายองค์ใดสักองค์เป็แน่
แต่ขอร้อง...อย่าเป็เขาก็พอ...