ไนซ์ขอให้ออดจัดหาของที่เขา้า เขาวางแผนทุกขั้นตอนด้วยตัวเอง พร้อมอธิบายสูตรยาสมุนไพรเย็นที่ฝนและนัทต้องทำ มันเป็ยาสูตรที่เขาสรุปออกมาแล้วว่าได้ผลดีที่สุดและเข้มข้นที่สุด ไนซ์อธิบายอาการที่เขาจะแสดงออกมาตอนคลุ้มคลั่ง และเน้นย้ำว่าถ้าหากรักและหวังดีต่อเขา ห้ามใจอ่อนเด็ดขาด
ออดเรียกรวมพลทุกคนที่สามารถลุกขึ้นเดินได้ ไม่ว่าหนุ่มสาว เด็กเล็ก หรือเฒ่าชรา เขาอธิบายสิ่งที่ไนซ์กำลังเผชิญและสมมุติฐานของไนซ์ให้ทุกคนฟัง ว่าโลกนี้กำลังบีบให้ทุกคนต้องเลือก... จะก้าวผ่านเพื่ออยู่รอด หรือว่าจะยอมตายและสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ เขาประกาศต่อหน้าทุกคนโดยไม่ปล่อยให้ใครได้สงสัย
“ถ้าไอ้หนูไนซ์มันรอด เราก็รอดด้วยกัน ถ้ามันตาย เราก็ตายกันทั้งหมด!”
ออดมอบหมายงานโดยไม่รอช้า ชาวหนองนกเอี้ยงไม่มีทางให้ถอยอีกแล้ว พวกเขาเป็หมู่บ้านเดียวที่อยู่อย่างอ้างว้างท่ามกลางหมู่บ้านร้างรอบๆ ต้องเผชิญกับความเ็าเหน็บหนาวและความสูญเสียคนรอบตัวไปคนแล้วคนเล่าในรูปแบบต่างๆ ลึกๆ แล้วทุกคนรู้ดีว่าสุดท้ายก็ต้องมาถึงวาระของตน
แต่เมื่อมีความหวังในการอยู่รอด แม้จะเป็เพียงเทียนดวงเล็กๆ ในคืนมืดสนิท มันก็คือการจุดประกายแสงที่ยิ่งใหญ่
สมุนไพรกลายพันธุ์ทุกชนิดที่ไนซ์้า ซากปลวกั์และแมลงขนาดใหญ่ที่คนทั้งหมู่บ้านพลิกแผ่นดินหา รวมแล้วกว่าห้ากระสอบ ถูกขนมาที่บ้านสวนของไนซ์ ในขณะที่ทุกคนยังคงค้นหาเพิ่มอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย แม้ว่าเวลาจะใกล้ค่ำลงทุกที
ไนซ์ถอดแว่นส่งให้นัท เขาสั่งให้เด่นและกานต์มัดตัวเองไว้อย่างแ่าที่สุด... แ่ากว่าที่เคยมัดคนอื่นๆ มา
เขาท่องสูตรยาที่คิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้ยานั้นจะปรุงเสร็จไปแล้วก็ตาม
ยามเที่ยงคืนที่หนาวเหน็บ
“โฮก!!”
“โฮก! แม่ปล่อยไนซ์ไป! อึ้ก... อึ้ก... พี่นัท! ปล่อย อึก...”
ออด เด่น ไข่ และกานต์ ยืนล้อมไนซ์ที่ถูกมัดติดกับต้นยางนา ช่วยกันจับไนซ์กรอกน้ำบอระเพ็ดกลายพันธุ์ผสมสมุนไพรที่ไนซ์เป็คนสั่งทำด้วยตัวเอง ปุ๊กและนุชช่วยกันปลอบสองแม่ลูก พร้อมย้ำเตือนว่า ไนซ์สั่งไว้ว่าห้ามใจอ่อนเด็ดขาด ถ้าล้มเหลว หมายถึงชะตากรรมของทุกคนก็ถึงจุดจบเช่นกัน
ชาวบ้านหนองนกเอี้ยงได้รับคำสั่งชัดเจน คนที่มีหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้ทำหน้าที่ของตนอย่างเข้มงวด ส่วนคนที่ไม่ได้รับมอบหมายให้อยู่ภายในที่พัก ห้ามก่อเื่วุ่นวายเด็ดขาด
ดวงตาแดงก่ำของไนซ์กวาดมองทุกคน ปากก็เคี้ยวซากตั๊กแตนั์อย่างมูมมาม เมื่อใดที่เขาร้องคำรามเกรี้ยวกราด ก็จะถูกน้ำสมุนไพรเย็นรสชาติขมเข้มชวนขย้อนกรอกปากจนเชื่องลง
“ตัวมันก็ผอมๆ ทำไมถึงกินจุนัก สองกระสอบแล้วที่มันกินเข้าไป หนักกว่าตัวมันแล้วนะ” ออดพึมพำ ซากปลวกและแมลงที่คนทั้งหมู่บ้านหาั้แ่เช้าจนค่ำมืดได้มาทั้งหมดหกกระสอบ
“น้องไนซ์บอกไว้แล้วครับว่า่นี้ร่างกายจะเผาผลาญพลังงานเร็วมาก กินเท่าไรก็ย่อยหมด ถ้าไม่ทำให้สงบด้วยน้ำสมุนไพรกลายพันธุ์ เชือกที่มัดก็อาจเอาไม่อยู่” กานต์อธิบาย
สูตรยาเย็นที่เข้มข้นทำให้ไนซ์สงบลงได้ จนกระทั่งซากปลวกกระสอบที่ห้าหมดไป
“เฮ้ย! นี่มันท้องคนหรือเหวกันแน่วะ ใส่ไปเท่าไรก็หายหมด มันเอาไปไว้ตรงไหนกัน แดกช้างได้เป็ตัวเลยมั้งเนี่ย” ออดยื่นหน้าถามไนซ์
“โฮก! อึก อึก” ไนซ์คำรามใส่ออด ผลคือโดนกรอกน้ำขมเข้าไปอีก
เด่นจับปลวกั์ใส่ปากไนซ์ต่อ เขาเคี้ยวกินอย่างตะกละตะกลาม
“กระสอบสุดท้ายแล้ว ทำไงดีเนี่ย” เด่นกลัดกลุ้ม
“จนปัญญาแล้วเหมือนกันว่ะ” ออดส่ายหัวดิก ไนซ์ยังกินเร็วเท่าเดิม ไม่มีท่าทีว่าจะอิ่มเลย “ถ้ามีช้างอยู่แถวนี้ ปู่จะไปยิงให้เอ็งกินแล้ว”
ในที่สุด ซากปลวกและแมลงกระสอบสุดท้ายก็หมดลง
ไอน้ำที่ระเหยรอบตัวไนซ์และลมหายใจของเขาหนาทึบจนคล้ายกับหมอก แสดงถึงอุณหภูมิร่างกายที่ร้อนจัด
“โฮก! โฮก! โฮก!” เมื่ออาหารขาดปาก ไนซ์ก็เริ่มคำรามอย่างหิวโหย ทั้งสามช่วยกันกรอกน้ำสมุนไพร พอจะทำให้สงบลงได้ชั่วคราว แต่เมื่อไม่มีอาหาร ไนซ์ก็เริ่มดิ้นรนอีกครั้ง
“โฮก! โฮก! โฮก!”
เอี๊ยด... ปึ้ด! เสียงเชือกเส้นหนึ่งขาดสะบั้น
“แย่แล้ว!” “ซวยละ!” เสียงทุกคนอุทานขึ้นพร้อมกัน
“เฮ้ย ทำไมแรงมันเยอะขนาดนี้วะ!” ออดคว้าปืน โดยมีฝนกับนัทถลันเข้าขวางหน้าไนซ์ คนอื่นละล้าละลังทำอะไรไม่ถูก
“อย่า...ยิง...” เสียงแหบห้าวดังมาจากความมืดด้านหลัง ทำให้ทุกคนชะงักตัวแข็งค้าง
ตูม!! เสียงของหนักๆ หล่นลงมาตรงหน้าไนซ์
สิ่งนั้นยาวราวสองเมตร หยุ่นนุ่มนิ่มเหมือนถุงไขมัน ลำตัวกลมอ้วนใหญ่กว่าตัวคนและมีลักษณะเป็ปล้องแต่ไม่ชัดนัก คล้ายหนอนั์ หัวของมันดูเล็กจิ๋วเมื่อเทียบกับส่วนท้อง แต่ก็มีขนาดเท่าโคนขามนุษย์
“นางพญาปลวกั์!!” เด่นร้องขึ้น
ปึด!! ปึด!!
ไนซ์ดิ้นรนจนเชือกขาดมากขึ้น
ตุ้บ! ร่างหนึ่งพุ่งวูบมาประจันหน้ากับไนซ์
เสียงเรียกชื่อ “หนึ่ง” ดังมาจากปากทุกคน บ้างเรียกพี่ บ้างเรียกเฮีย บ้างก็เรียกทิดหรือลุง ตามระดับความสนิทสนมและวัยที่แตกต่างกัน
หนึ่งหันมองทุกคนรอบตัวด้วยใบหน้าเรียบเฉย
“ถอย...อันตราย...” คำพูดของเขาขาดหายฟังไม่ต่อเนื่อง แต่ทุกคนก็เข้าใจ
เมื่อเห็นทุกคนยังนิ่งงงัน เขาก็ไม่สนใจอีก ก้าวเดินไปหาไนซ์ที่กำลังดิ้นรนจากเชือกที่ขาดเกือบหมดแล้ว
เปรี้ยง! เสียงฝ่ามือปะทะใบหน้าดังสนั่น ใบหน้าของไนซ์สะบัดไปตามแรงมือ
“สติ...หน่อย...ลูกชาย...!” เสียงขาดห้วงของหนึ่งและความเ็ปที่ได้รับช่วยเรียกสติไนซ์ขึ้นมาได้จริงๆ เหมือนเขาจะจำคนตรงหน้าได้
ปึด! ปึด! ปึด! หนึ่งดึงเชือกที่เหลือออกอย่างง่ายดาย
“ทิดหนึ่ง เอ็งจะทำอะไร!” ออดะโเสียงดัง พร้อมขึ้นลำปืนลูกซองห้านัดเสียงดังกรอกแกรก
“อย่า...กลัว” หนึ่งพูดโดยไม่หันไปมอง มือหิ้วคอเสื้อไนซ์ขึ้นมาง่ายๆ แล้วโยนลงไปใส่นางพญาปลวกที่ขยับบิดตัวได้เพียงเล็กน้อย
“เอ็ง...ต้อง...กินปลวก” เสียงขาดห้วงออกคำสั่ง
“โฮก!” ไนซ์กระโจนเข้าหานางพญาปลวกทันที แทะกินอย่างตะกรุมตะกราม เสียงดังจอบแจบ ของเหลวกระเซ็นซ่าน สภาพไม่น่ามองอย่างยิ่ง พวกผู้หญิงต่างเบือนหน้าหนี ส่วนผู้ชายทุกคนก็ทำหน้าเบ้
“ทุกคน...ต้อง...แบบนี้” หนึ่งพูด
ทุกคนมองสำรวจเขา หนึ่งอยู่ในสภาพเสื้อผ้าขาดวิ่น ผมยาวรุงรัง ร่างกายท่อนบนเกือบเปลือยเปล่า ในยามหลังเที่ยงคืนในโลกที่เย็นเยียบนี้ แม้แต่คนที่ห่มผ้าหนาๆ ยังหนาวสั่นสะท้าน แต่เขาเหมือนไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลย หนึ่งดูปกติเหมือนเดิม แต่ิัดูบางจนเห็นกล้ามเนื้อและเส้นเืปูดโปน
เขาหันไปทางฝนที่กำลังจะโผเข้ามาหา แต่ถูกนัทจับแขนไว้ก่อน
“ลูกสาว...ไม่เป็ไร...” หนึ่งโบกมือเบาๆ
ฝนไม่เข้าใจว่าทำไมนัทถึงห้ามเธอไม่ให้เข้าไปหาสามีที่เพิ่งกลับมา ความดีใจที่ได้พบกันอีกครั้งทำให้เธอลืมนึกถึงความผิดปกติหลายๆ อย่างไป
“ทิดหนึ่ง เอ็งยังเหมือนเดิมไหม” ออดซึ่งเป็ผู้ที่รู้เหตุการณ์มากกว่าใครในที่นี้เอ่ยถามเบาๆ แต่มือยังกระชับเรมิงตัน 870 แน่น
“ไม่...อย่ากลัว” หนึ่งยังคงจับจ้องไปที่ไนซ์
“กินช้าง...” เขาพูดพลางเกาหัว ทำท่าครุ่นคิด “ฆ่า...ตัวสั่น...รอบ...หมู่บ้าน”
ออด เด่น กานต์ และไข่ หันมาสบตากัน นานแล้วที่ไม่มีพวกตัวสั่นจากข้างนอกเข้ามาในหมู่บ้าน แต่พวกเขามักจะพบซากของพวกมันตายอยู่รอบนอกบ่อยครั้ง
หนึ่งเดินช้าๆ เข้าไปหาสองแม่ลูก เมื่อเห็นนัทยังคงมีท่าทางระแวดระวังก็ย่อตัวนั่งลง
“พ่อ...จำได้” เขาบอกแล้วชี้ไปที่หอกที่ประดิษฐ์จากใบมีด “ให้พ่อ...”
นัทลังเลชั่วครู่ ก่อนจะยื่นหอกนั้นให้หนึ่ง
“สายตาพ่อมองเห็นชัดเหรอ” นัทมองดูดวงตาที่นิ่งสนิท และบางครั้งก็สะท้อนแสงไฟสีเขียวสว่างวูบวาบของพ่อ
“ชัดมาก... แต่โลก...ไม่สวย...เท่าเดิม”
เมื่อทุกคนเห็นว่าเขาไม่มีท่าทางดุร้ายก้าวร้าว ก็ขยับเข้ามาใกล้หนึ่งมากขึ้น แต่พวกเขาก็ยังคงจับจ้องไนซ์ด้วยความระมัดระวังอยู่ตลอดเวลา
หนึ่งหันหลังให้ทุกคน ถือหอกเหล็กนั่งยอง กั้นกลางระหว่างไนซ์กับพวกเขา นัทและฝนค่อยๆ เดินมานั่งข้างเขา ฝนกุมมือข้างที่ถือด้ามหอกของหนึ่งเบาๆ มันช่างอบอุ่นท่ามกลางคืนที่เหน็บหนาวเช่นนี้
“พ่อ ทำไมตัวเหม็นสาบนัก” นัทย่นจมูกทำเสียงฟุดฟิด
“อาบ...น้ำแล้ว...ฝนกรด” หนึ่งชี้ไปทางสระน้ำกลางสวน
ในขณะที่เฝ้าดูไนซ์กัดกินนางพญาปลวก พวกเขาก็ได้เริ่มพูดคุยกัน แม้จะใช้เวลานาน แต่ก็สามารถสรุปจับใจความจากคำพูดกระท่อนกระแท่นของหนึ่งได้ว่า
ตอนที่หนึ่งกำลังคลุ้มคลั่ง เขาเข้าไปในสวนและกินช้างที่าเ็ใกล้ตาย กินอยู่หลายวัน พอฟื้นมา สติและความนึกคิดยังเลือนลาง ต้องใช้เวลาหลายวันจึงเริ่มแจ่มชัดขึ้น เขาหิวโหยมากกว่าคนปกติ แต่ไม่มากเท่ากับ่ขณะที่เริ่มออกอาการคลุ้มคลั่ง เขาหาอาหารด้วยการจับปลวกั์และแมลงที่มีขนาดใหญ่โต รวมทั้งสัตว์ต่างๆ รอบหมู่บ้าน ทั้งยังจับตาเฝ้าระวังป้องกันพวกตัวสั่นที่มุ่งเข้ามาที่นี่เรื่อยๆ และดูเหมือนว่าพวกมันกำลังจะเพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกที
“เดี๋ยว...จัดหนัก...” หนึ่งหันไปพูดกับฝนหน้าตาเฉย เธออายจนหน้าแดงทุบหลังเขาดังปึ้ก!
“เฮ้ยๆ” ออดตาโต คันปากยุบยิบทำท่าจะพูดแต่ก็ยั้งไว้ ทุกคนต่างแกล้งทำเป็ไม่ได้ยิน เหมือนว่าระบบความคิดและการพูดจาของหนึ่งจะยังไม่ค่อยปกติอยู่บ้าง
เวลาผ่านไปราวสองชั่วโมง ร่างของราชินีปลวกเหลือน้อยลงทุกที ทุกคนเริ่มกระวนกระวายขึ้นมาอีกครั้ง
“ไม่…เป็ไร...แล้ว” หนึ่งเหมือนจะเข้าใจความกังวลนั้น
ทุกคนเห็นไนซ์กินช้าลงเรื่อยๆ จนในที่สุดนางพญาปลวกก็หมดเกลี้ยง ไม่เหลือแม้แต่ส่วนหัว
“สามวัน...ไนซ์กลับ…มา” หนึ่งพูดแค่นั้นก็หันหลังให้ทุกคน มือซ้ายถือหอกประดิษฐ์คู่ใจ มือขวาหิ้วคอเสื้อลูกชาย แล้วกระโจนพรวดๆ จากไปอย่างรวดเร็ว