40 1-2
ตอนที่65 มาขอทาน
“หม่อมฉันไม่มีคัมภีร์วรยุทธ์อะไรทั้งนั้นทั้งหมดที่สำแดงใช้ออกไปล้วนได้รับการถ่ายทอดจากเฒ่าประหลาด”
เซียถงตอบสวนกลับไปโดยไม่มีลังเลท่านแม่ยอมทนทุกข์ทรมานนานหลายปีก็เพื่อปกป้องคัมภีร์วรยุทธเล่มนั้นแต่นางก็ไม่มีวันต้องฝังศพแม่เพื่อคัมภีร์วรยุทธ์เล่มหนึ่งเช่นกันและตอนนี้นางก็มีแผนการอยู่ในใจแล้ว ขณะเอ่ยกล่าวออกมาสายตาคู่คมกริบฉายแววเคร่งขรึม จู่ๆนางก็ลุกขึ้นยืนพรวดขึ้นมาต่อหน้าฝ่าบาท ยกมือขวาเผยแสดงมีดสั้นที่ซ่อนอยู่ในฝ่ามือโดยตรง
“ช่างกล้า?!!”
ทีแรกฝ่าบาทคิดว่านางจะใช้มีดสั้นเล่มนี้ลอบปรงพระชนม์ตนเองสีหน้าการแสดงออกจึงแปรเปลี่ยนไปอย่างมาก รีบยกสองมือระดมลมปราณผนึกเป็นชุดเกราะปกป้องบริเวณหน้าอกโดยไว เร่งสืบเท้าร่นถอยออกมานับหลายสิบก้าวทางด้านไป๋หลี่หานถึงกับหรี่ตา ยืดเหยียดมือขวาพุ่งออก เตรียมจะแย่งมีดสั้นในมือของนางอย่างว่องไวแต่ใครจะไปคิดไปฝัน...จู่ๆนางก็บิดข้อมือกลับมา จ่อคมมีดจี้ลำคอตนเองโดยตรง!
ทั้งฝ่าบาทและไป๋หลี่หานต่างหยุดชะงักในบัดดลจับจ้องปลายคมมีดทอแสงประกายเย็นเยียบที่จ่อติดลำคอระหงสีขาวผ่องบรรยากาศโดยรอบเสมือนหยุดนิ่งไปชั่วขณะหนึ่ง
“ถึงแม้ฝ่าบาทยังมอบเห็ดหลินจือมรกตมีพิษแต่คนที่มอบน้ำแกงให้แม่กลับเป็นตัวข้าเอง หากแม่ของข้าต้องตายจากไปตราบาปนี้ย่อมฝังลึกสุดหัวใจผู้เป็นลูก ในเมื่อฝ่าบาทไม่เต็มใจช่วยเหลือข้า เช่นนั้นข้าเองก็ไม่มีหน้าอยู่บนผืนพิภพแห่งนี้ต่อไปแล้ว”
เซียถงกระชับด้ามมีดค่อยๆออกแรงดันแช่มเข้าไป ปลายคมมีดกดลึกฝังเข้าเนื้อเล็กน้อยปรากฏธารเลือดซิบสีแดงฉานสายหนึ่งรินไหลลงมา สีสันตัดกับลำคอเนียนขาวประดุจหิมะ จะเห็นได้ชัดเจนยิ่ง
ภาพฉากทุกขณณะที่เห็นเกิดขึ้นเร็วมากจนแทบไม่มีเวลาตั้งตัว คมมีดสั้นจมลึกเข้าไปเรื่อยๆ เซียถงนับว่าใจเด็ดยอมเอาตัวเองมาเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายถึงปานนี้จริงๆ
เพราะจะอย่างไรตอนนี้นางเหลือเวลาไม่มากแล้ว และไม่มีเวลามาเล่นแง่เล่นถามตอบกับฝ่าบาทเช่นกัน ดังนั้นเซียถงจึงต้องใช้ชีวิตตัวเองเข้าล่อ ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเชื่อหรือไม่ว่าวรยุทธที่นางได้รับมาเป็นของตระกูลหลี่หรือได้รับถ่ายทอดจากเฒ่าประหลาดแต่ความจริงเพียงหนึ่งเดียวที่มิอาจปฏิเสธได้ก็คือ คนเดียวที่ล่วงรู้ถึงเนื้อหากระบวนวรยุทธ์ในปัจจุบันก็คือเซียถง หากฝ่าบาทอยากที่จะได้วรยุทธดังกล่าวจริงๆเขาจะไม่มีวันปล่อยให้นางฆ่าตัวตายไปง่ายๆแน่นอน และหากเป็นกรณีสุดวิสัย อีกฝ่ายลังเลใจจนห้ามไม่ทันข้างกายของนางก็ยังมีไป๋หลี่หาน อาศัยขุมพลังสุดแกร่งกล้าของเขา เซียถงไม่เชื่อว่าเขาจะเข้ามาห้ามปรามคมมีดนี้ไม่ทัน
“เดี๋ยวก่อน!ข้าเข้าใจแล้ว! ข้าจะช่วยแม่ของเจ้าเอง! องค์หญิงอวี๋อิงน่าจะมีโอสถปราณระดับสองอยู่บ้างตามข้ามา!”
ฝ่าบาทถึงกับหน้าถอดสีแปรเปลี่ยนเป็นอย่างมากรีบตะโกนหยุดเซียถงลั่นสุดเสียง หากนางตายไปตอนนี้ความหวังทั้งหมดที่เคยมีจะต้องสูญเปล่าไม่เหลือ!
ไป๋หลี่หานหันขวับมองดูปลายคมมีดที่บาดลึกเข้าลำคอเรื่อยๆเสมือนเขาเองก็ถูกคมมีดเข้ากรีดแทงหัวใจไม่ต่าง ชั่วพริบตาเดียวเขาพุ่งพวยตรงเข้ามาคว้าข้อมือนางหยุดเอาไว้โดยไวหยุดมิให้ลำคอเกิดบาดแผลลึกไปมากกว่านี้
เซียถงขมวดคิ้วเล็กน้อยแสร้งชักสีหน้าไม่พอใจ เงยหน้าสบสายตาอันลึกล้ำของอีกฝ่าย ภายในใจแอบแสยะยิ้มอย่างลับๆทุกอย่างเป็นไปตามที่นางคำนวณสมบูรณ์แบบ
นางถอดถอนสายตาหันไปมองที่ฝ่าบาท รีบตัดสลับกลับเข้าบทซาบซึ้ง บีบน้ำตาจนคลอเบ้า กล่าวขอบคุณขึ้นทันทีว่า
“ฝ่าบาททรงเมตตา!เร็วเข้าเถิดท่าน ยามนี้ไม่เหลือเวลาให้รั้งรออีกต่อไปเปลวไฟชีวิตของท่านแม่ข้าใกล้ดับมอดเต็มทน รีบไปหาองค์หญิงอวี๋อิงโดยเร็วเข้า”
“หากเจ้าพบเจอเฒ่าประหลาดท่านั้นในอนาคตจงอย่าลืมแนะนำให้ข้ารู้จัก”
ฝ่าบาทส่งสายตามองเซียถงเจือแววขุ่นเคืองสะบัดแขนเสื้อยาวเดินจากออกไป
ยามนี้แก้วตาคู่นั้นของฝ่าบาทช่างดูหม่นประกายสิ้นดีคล้ายจะเพิ่งรู้ตัวว่า ตนได้ทำอะไรบางอย่างผิดพลาดลงไป เมื่อครู่เป็นที่ชัดเจนเซียถงจงใจปั่นหัวเขาเท่านั้น พึงทราบดีว่า คนอย่างเขาไม่ยอมตกลงด้วยโดยง่าย จึงอาศัยช่วงจังหวะที่เขาประมาทลำพองคิดว่าตนเองมีอำนาจต่อรองเหนือกว่า ทำให้เรื่องทุกอย่างโกลาหลตื่นตูมชั่วขณะและอาศัยโอกาสนั้น พลิกสถานการณ์กลับมาเป็นฝ่ายที่ได้เปรียบอีกครั้ง
‘สิ่งใดที่องค์จักรพรรดิตรัสไปแล้วล้วนไม่มีคืนคำ’ประโยคดังกล่าว นับเป็นดาบสองคมโดยแท้
สุดท้ายนี้ฝ่าบาทเผลอหลุดปากออกไปแล้ว คงต้องทำตามสัญญาด้วยความจนใจทำได้เพียงเดินนำทางไปยังตำหนักขององค์หญิงอวี๋อิง พร้อมกับความขื่นขมภายในใจ
เมื่อมาถึงเรือนพักของไป๋หลี่อวี๋อิงเจ้าตัวก็เตรียมจะเข้านอนแล้ว แต่พอได้ยินสาวรับใช้วิ่งเข้ามารายงานว่าฝ่าบาทเสด็จมาพบ จึงต้องรีบตรงไปยังเรือนรับแขก หลังจากทำความเคารพเสร็จสรรพฝ่าบาทก็ก้าวฉับเข้ามากุมมือนางไว้แน่น ทำเอาไป๋หลี่อวี๋อิงอุทานขึ้นอย่างช่วยไม่ได้ว่า
“ฟังว่ามาหายามดึกปานนี้ต้องการโอสถหรือเสด็จพ่อ?”
“อิงเอ๋อร์เจ้ามีโอสถปราณระดับสองสักเม็ดหรือไม่?”
ฝ่าบาทจับจ้องนางตาเป็นประกายเอ่ยถามพร้อมรอยยิ้ม
เขารักบุตรสาวคนนี้เป็นที่สุดแล้วในบรรดาบุตรทั้งหมดของเขานอกจากความงดงามดั่งเทพธิดาที่นางครอบครอง สิ่งสำคัญที่สุดอีกอย่างก็คือพรสวรรค์ในเส้นทางหลอมกลั่นโอสถของนาง ปัจจุบัน ฝีมือหลอมกลั่นโอสถของนางบรรลุไปไกลถึงขอบเขตราชาโอสถแล้วดังนั้นฝ่าบาทจึงตามใจนางทุกประการ
“โอสถปราณระดับสอง?ใครกันที่สามารถเรียกสั่งเสด็จพ่อให้เดินทางมาหาข้ายามดึกดื่นเพื่อขอโอสถสักเม็ดได้?”
เมื่อได้ยินว่าฝ่าบาทเดินทางมาขอโอสถ นางก็สงสัยตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว ประการแรก อาศัยระดับความแข็งแกร่งของเสด็จพ่อทอดสายตาทั่วทั้งจักรวรรดิตงหลี่มีผู้ใดบ้างสามารถทำให้เสด็จพ่อได้รับบาดเจ็บจนต้องมาขอโอสถรักษาได้? ประเด็นในข้อนี้จึงถูกปัดตกไปดังนั้นเสด็จพ่อจะต้องออกหน้าขอโอสถจากนางเพื่อใครบางคน พอคิดมาถึงจุดนี้ไป๋หลี่อวี๋อิงถึงกับขมวดคิ้วถักแน่นเข้าหากันทันที
“บุตรสาวของเสานาบดีเซี่ยเซียถง นางเดินทางมาที่วังหลวงเพื่อขอโอสถไปมอบแก่แม่ของนางข้าเองก็ซาบซึ้งในความกตัญญูของนางเช่นกัน ก็เลยอาสาออกหน้ามาหาเจ้า อิงเอ๋อร์เจ้าพอจะมีโอสถปราณระดับสองบ้างหรือไม่?”
พอได้ยินเช่นนั้นไป๋หลี่อวี๋อิงถึงกับชะโหงกหน้าจับจ้องเซียถงที่หลบอยู่ด้านหลังเสด็จพ่อของนางทันควันไอเย็นชาทอประกายวาบผ่านดวงตาคู่สวย
โอสถปราณระดับสองนับเป็นสิ่งหายากยิ่งในจักรวรรดิตงหลี่ก่อนหน้านี้ไม่นาน ไป๋หลี่อวี๋อิงกับเซียถงเพิ่งมีเรื่องกันหมาดๆหากยอมมอบให้โดยดี เกรงว่าฝันไปแล้ว
เพราะเหตุนั้นเองเซียถงจึงพยายามหลบหน้า ไม่อยากให้ไป๋หลี่อวี๋อิงเห็นนาง ทว่าตอนนี้ฝ่าบาทกลับเอ่ยขาน เรียกชื่อ เซียถง ออกมาอย่างเต็มปากเต็มคำ ซึ่งนางกระจ่างชัดแจ้งดีอยู่ในใจฝ่าบาทจงใจกล่าวเช่นนี้ออกไป หวังเพื่อที่จะยืมมือของไป๋หลี่อวี๋อิงสร้างปัญหายากเย็นมอบให้แก่นาง
ปราศจากทางเลือกอื่นใดเซียถงก้าวย่างเดินตรงออกไป พร้อมโค้งคำนับไป๋หลี่อวี๋อิงและกล่าวว่า
“หม่อมฉันเซียถง โปรดมอบโอสถปราณระดับสองด้วยเถิด”
ไป๋หลี่อวี๋อิงเลิกคิ้วเชิดหน้าสูง กดสายตามองต่ำลงใส่นางอย่างเย่อหยิ่ง เห็นได้ชัดแจ้งดูท่านังอัปลักษณ์นี่จะต้องการโอสถในมือนางจริงๆทันใดนั้นถึงกับปั้นหน้าหยิ่งผยองลำพองตน แสยะยิ้มชั่วร้ายปรากฏขึ้นบนมุมปากเอ่ยถามน้ำเสียงเชิงเย้าหยอกขึ้นว่า
“เจ้าทำร้ายร่างกายข้าช่วงบ่ายแต่ยามนี้กลับมาขอทานเสียนี่ ต้องการโอสถจากข้า? แล้วคิดว่าข้าจะให้หรือไม่?”
“อิงเอ๋อร์หากเจ้ามีโอสถปราณระดับสองก็จงมอบให้นางไปเถอะ หนึ่งชีวิตกำลังมีความเสี่ยงเจ้ามิอาจรั้งรอเวลาเช่นนี้ได้”
ฝ่าบาทรีบเร่งกล่าวเสริมออกมาทันใดเพื่อจะย้ำจุดยืนให้ไป๋หลี่อวี๋อิงฟังเป็นนัยว่า ยามนี้พวกเขากำลังได้เปรียบเซียถงมากปานใดแต่โดยผิวเผิน สีหน้าการแสดงออกของเขากลับดูร้อนใจ มิได้แสดงออกมาในทางนั้นเลย
“เสด็จพ่อข้าย่อมมอบโอสถให้ใครผู้ใดก็ได้ตามท่านประสงค์ แต่สำหรับนางกลับไม่มีคุณสมบัตินั้น”’
ไป๋หลื่อวี๋อิงกระตุกยิ้มเยาะหางตาปรายมองเซียถงด้วยความหยิ่งผยองขั้นสุด ในเวลานี้นางยิ่งได้ใจเข้าไปใหญ่ ถึงแม้เสด็จพ่อสัญญาไปว่าจะมอบความช่วยเหลือแก่เซียถงแต่ถ้าหากนางไม่ยอมมอบโอสถให้ ก็นับเป็นเรื่องช่วยไม่ได้เช่นกัน
สุดท้ายนี้เสด็จพ่อก็มิได้ทำผิดสัญญาอะไร
“องค์หญิงอวี๋อิงโปรดชี้แจงทำอย่างไรท่านถึงจะยอมมอบโอสถปราณระดับสองแก่ข้าได้?”
เซียถงเดินตรงเข้าไปหาไป๋หลี่อวี๋อิงเงยหน้าสบสายตานางโดยตรง
“กล้าดียังไงมามองหน้าข้าเช่นนี้?หน้าไม่อาย!”
ไป๋หลี่อวี๋อิงขมวดคิ้วถักแน่นยกมือฝ่าสีขาวผ่องประดุจหิมะขึ้นมา พร้อมหวดใส่หน้าเซียถงอย่างแรง
เซียถงเคลื่อนสายตาเข้าจับจ้องฝ่ามือที่กำลังหวดเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆรูม่านตาดำขยับขยายกว้างขึ้นกะทันหันรัศมีแรงกดดันอันเย็นยะเยือกขุมหนึ่งพวยพุ่งออกมาจากร่างกายตามสัญชาตญาณ แต่สุดท้ายนางจำต้องระงับเพลิงโทสะเก็บงำไว้ในใจยืนนิ่งมองไป๋หลี่อวี๋อิงอยู่แบบนั้นรับฝ่ามือตบของอีกฝ่ายดังฉะใหญ่โดยไม่แม้แต่กระพริบตาเลยสักนิด