จอมยุทธ์ซุปตาร์

    ตอนที่ 66 ทัศนศึกษาโรงเรียนมัธยมปลายมิดการ์ด 1 Re

            ไป่ฉีกลายเป็นที่รู้จักมากขึ้นจากข่าวของต่านต้าน  หลังข่าวรายงานการจ้างวานทำร้ายร่างกายถูกเผยแพร่ออกไป


            หลังถ่ายรายการเสร็จไป่ฉีเดินทางกลับมาที่ห้อง  เขาพบว่าหน้าอะพาร์ตเมนต์ของเขาเต็มไปด้วยผู้สื่อข่าวจากหลายสำนัก  ข่าวต่านต้านถูกจับกลายเป็นประเด็นร้อนบนอินเทอร์เน็ต  แม้ในตอนแรกจะมีคนออกมาปกป้องต่านต้าน  แต่พอมีคลิปวิดีโอที่เป็นหลักฐานการจ้างวานถูกนำออกมาเผยแพร่  แฟนคลับพวกนั้นก็สงบลง


            ซึ่งคลิปนั้นพวกคนในกองถ่ายรายการได้ขอไป่ฉี  แล้วนำมาอัพลงบนอินเทอร์เน็ต  พวกเขารู้สึกว่าต่านต้านทำเกินไป  ยิ่งไป่ฉีเป็นดารา  ที่ต้องใช้หน้าตาในการทำงาน  หากเกิดแผลเป็นบนหน้าขึ้นมา  เท่ากับตัดอนาคตคน ๆ หนึ่งไปเลยก็ว่าได้


            เมื่อคลิปแพร่ออกไปเป็นวงกว้าง  ทำให้แฟนคลับของต่านต้าน  บางคนถึงกับประกาศถอนตัวออกจากการเป็นแฟนคลับของต่านต้าน และได้เข้าร่วมเป็นแฟนคลับของไป่ฉี  สังเกตได้จากจำนวนสมาชิกที่เข้ามาเป็นแฟนคลับของไป่ฉีผ่านทางเว็บไซต์ของ LSA ที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมาก


            ในเช้าวันต่อมาไป่ฉีไปเรียนตามปกติ  เมื่อคืนเขาแทบไม่ได้นอน  ไม่ใช่เพราะมัวอ่านกระทู้ในอินเทอร์เน็ต  แต่เขามัวแต่นั่งเคลียร์การบ้านกับรายงาน  รวมถึงอ่านทบทวนบทเรียนที่เขาขาดเรียนไป 2 วันด้วย และเตรียมการบางอย่างสำหรับการไปทัศนศึกษาที่โรงเรียนมัธยมปลายมิดการ์ด


            นักข่าวยังคงปักหลักรอทำข่าวอยู่หน้าอะพาร์ตเมนต์  ไป่ฉีต้องใช้ “อำพราง” และออกไปทางหน้าต่างเพื่อไปรอรถของเมิ่งชิงชิง


            เขายืนรออยู่ข้างป้ายรถเมล์โดยยังคงใช้อำพรางอยู่  พอเขาเห็นรถของเมิ่งชิงชิงขับมา  ไป่ฉีก็ยกเลิกการอำพราง และเดินมาขึ้นรถ


            “นายนี่ดังใหญ่แล้วนะ” เมิ่งชิงชิงกล่าว


            “โชคร้ายน่ะสิไม่ว่า  อยู่ดี ๆ ก็โดนคนมาหาเรื่องเนี่ย” ไป่ฉีเอาหัวพิงเบาะ  แล้วหลับตาลง


            “เพราะมีข่าวเรื่องนี้  เลยทำให้ทุกคนรู้ว่านายไปร่วมแข่งรายการราชานักกิน  แถมข่าววงในยังแพร่ไปว่านายเข้าถึงรอบชิงด้วย  เลยทำให้เช้าวันนี้ฉันรับสายเกี่ยวกับงานรายการอาหารเข้ามา 3-4 งานเลย  เย็นนี้จะเอามาให้นายดู  เผื่อสนใจจะรับ” เมิ่งชิงชิงกล่าว


            “ถ้าให้ไปชิมตามร้าน หรือไปเป็นกรรมการตัดสินผมไม่เอาหรอกนะครับ  สำหรับผมรสชาติมันไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุด” ไป่ฉีกล่าว (ไป่ฉี : ผมกินแต่อาหารเม็ดเท่านั้น)


            “งั้นพวกรายการทำอาหารล่ะ” เมิ่งชิงชิงถาม  ในบรรดางานที่ติดต่อเข้ามามีงานเกี่ยวกับรายการทำอาหารอยู่งานหนึ่ง


            “ไว้โอกาสหน้าดีกว่าครับ  ทั้งกิน  ทั้งทำ  ผมไม่รับทั้งนั้นแหละ  ถ้าผมพร้อมเมื่อไหร่ผมจะบอกครับ” ไป่ฉีกล่าว


            “นายจะไปเรียนก่อนสินะ” เมิ่งชิงชิงเข้าใจเรื่องนี้ดี  ถ้าหากรับงานไปโดยตัวเองไม่มีความสามารถ  มันจะส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของไป่ฉีเอง


            “ใช่ครับ  อย่างน้อยก็ให้รู้พื้นฐานบ้างก็ยังดี” ไป่ฉีกล่าว  ขณะที่ในใจเขาคิดว่าจะหาความสามารถด้านนี้มาได้ยังไง  เพราะเขาก็ชำนาญแต่อาหารโบราณ  พวกอาหารสมัยใหม่เขาไม่มีความรู้เลย


            เมื่อไปถึงโรงเรียน  ไป่ฉีก็พบรถบัสจำนวนมากจอดเรียงกันอยู่  เขาพบมู่ซื่อเฉิงกับหัวหน้าห้อง  รวมถึงกลุ่มเด็กเรียนในห้องของเขารวมตัวกันอยู่หน้ารถบัสที่มีป้ายติดไว้ว่า โรงเรียนมัธยมปลายมิดการ์ด  ไป่ฉีจึงเดินไปหามู่ซื่อเฉิง


            “ไงซื่อเฉิง  ทุกคนตื่นเต้นกันรึเปล่า” ไป่ฉีถาม


            “อ้าว  ไงเพื่อน  นายไม่บาดเจ็บตรงไหนใช่ไหม” มู่ซื่อเฉิงถามกลับ  เขาเห็นข่าวและรู้สึกเป็นห่วงมาก  แต่พอโทรไปก็พบว่าไป่ฉีปิดเครื่อง  คาดว่าคงหนีพวกนักข่าว


            “ไร้รอยขีดข่วน” ไป่ฉีหมุนตัวให้ดู


            “ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว  พวกเราขึ้นรถกันเถอะ  จะได้เวลาออกเดินทางแล้ว” มู่ซื่อเฉิงกล่าว


            พวกไป่ฉีขึ้นรถไป  ระหว่างเดินทางแต่ละคนต่างบอกถึงสิ่งที่ตัวเองสนใจ  บางคนอยากไปเยี่ยมชมชมรม  บางคนอยากไปดูห้องเรียนหรือห้องสมุด  บางคนอยากไปดูห้องเก็บถ้วยรางวัล  บนรถบัสคันนี้นอกจากเพื่อนร่วมชั้นของไป่ฉีแล้วยังมีนักเรียนห้องอื่นอยู่ด้วย  หลายคนเข้ามาพูดคุยทักทายกับไป่ฉี  การถ่ายรูปเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดการเดินทางในครั้งนี้


            ภาพของไป่ฉีกับนักเรียนบนรถบัสที่กำลังจะเดินทางไปยังโรงเรียนมัธยมปลายมิดการ์ด  เป็นที่สนใจและอิจฉาของแฟนคลับไป่ฉีอย่างมาก  แต่พวกเขาก็เคารพสิทธิ์ของไป่ฉี  เพราะไป่ฉียังอยู่ในวัยเรียน  การพบปะกับเพื่อนวัยเดียวกันถือเป็นการฝึกการเข้าสังคมอย่างหนึ่ง


            รถบัสเดินทางมาถึงโรงเรียนมัธยมปลายมิดการ์ด  หน้าโรงเรียนตอนนี้เต็มไปด้วยแฟนคลับของไป่ฉี  โดยส่วนใหญ่จะเป็นวัยรุ่นตั้งแต่มัธยมต้นจนถึงมหาวิทยาลัย


            หลังจากรถบัสเข้ามาจอดในโรงเรียน  ไป่ฉีที่ลงมาก็เห็นว่ามีกลุ่มวัยรุ่นเกาะกันอยู่ที่รั้วโรงเรียนจำนวนมาก   เขายิ้มและโบกมือให้เล็กน้อย  ก่อนจะไปเข้าแถวเพื่อเริ่มการทัศนศึกษา  โดยจะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือกลุ่มเยี่ยมชมสถานที่กับกลุ่มเยี่ยมชมชมรม


            “ไป่ฉี นายจะไปกับกลุ่มไหน” มู่ซื่อเฉิงถาม


            “แน่นอนว่าต้องไปกลุ่มเยี่ยมชมชมรม” ไป่ฉีตอบ


            “เอ๋  ผิดคาดนะคิดว่านายจะไปกลุ่มเยี่ยมชมสถานที่ซะอีก” มู่ซื่อเฉิงกล่าว


            “แล้วนายล่ะ” ไป่ฉีถาม


            “ไปเยี่ยมชมชมรม” มู่ซื่อเฉิงยิ้ม


            “งั้นแยกกันตรงนี้นะ” หัวหน้าห้องเดินแยกไปเข้ากลุ่มเดินชมสถานที่


            สำหรับกลุ่มเดินชมสถานที่นั้นจะได้ไปดูการเรียนการสอน  รวมถึงห้องปฏิบัติการเชิงวิชาการต่าง ๆ ภายในโรงเรียน และได้พบปะนักเรียนที่เป็นดาวเด่นในด้านวิชาการสาขาต่าง ๆ อีกด้วย  สำหรับหัวหน้าห้องถือเป็นโอกาสที่ไม่ควรพลาด


            กลุ่มของไป่ฉีเริ่มการเดินชมชมรม  โดยชมรมแรกเป็นชมรมกรีฑาซึ่งมีขนาดใหญ่มากเพราะรวมกีฬาประเภทกรีฑาทั้งหมดไว้ด้วยกัน  สนามกับสถานที่ฝึกซ้อมจึงใหญ่มาก  เนื่องจากวันนี้เป็นวันที่จะมีนักเรียนมัธยมต้นมาทัศนศึกษา  ทำให้โรงเรียนเรียกตัวนักเรียนที่ติดทีมชาติของมัธยมปลายมิดการ์ดเข้ามาฝึกซ้อมในชมรม


            ขณะที่ทุกคนให้ความสนใจกับการแนะนำชมรม  ไป่ฉีมุ่งเน้นไปที่การใช้พลังปราณสำรวจว่าในโรงเรียนนี้มีผู้ใช้พลังปราณรึเปล่า  ซึ่งเขาพบอยู่ 4 คน  ซึ่งก็มีหลี่เหมยอิง  หลี่ไป๋ กับหลี่ซีหยาน  รวมถึงไป๋หู่  ซึ่งทั้ง 4 คนมีความสามารถในการสัมผัสถึงผู้ใช้พลังปราณแคบมากทำให้พวกเขาไม่รู้สึกถึงตัวตนของไป่ฉี


            ดูเหมือนว่าคนตระกูลหลี่จะเรียนอยู่ที่นี่ 2 คน  คือ  หลี่ไป๋กับหลี่เหมยอิง  ส่วนหลี่ซีหยานกับไป๋หู่ดูเหมือนกำลังอยู่ในกลุ่มทัศนศึกษาชมรมอีกกลุ่ม  เขาไม่รอช้าทำการดีดลูกแก้วความทรงจำที่ลงอักขระ [เรียกกลับ] เอาไว้  แล้วยิ้มอย่างพอใจ


            “ทีมวิ่ง 100 เมตร, 200 เมตร, 400 เมตร ของเรามีนักกีฬาที่ติดทีมชาติอยู่ 5 คน  พวกเธอมีใครสนใจที่จะทดสอบฝีเท้ากับพวกเขาดูไหม” คณะกรรมการนักเรียนที่เป็นคนนำกลุ่มทัศนศึกษาถามขึ้น


            มีคนยกมือ 7 คน  โดยแต่ละคนดูเหมือนจะเตรียมใส่กางเกงขาสั้นกับเสื้อยืดมาพร้อมแล้ว  ที่จริงไป่ฉีสังเกตเห็นรองเท้าสำหรับวิ่งที่พวกนั้นใส่มาแล้ว  บางคนมีกระเป๋าใส่รองเท้าติดตัวมาด้วย  นั่นยิ่งทำให้ไป่ฉีดีใจ  เมื่อคืนแม้จะต้องอดหลับอดนอนขนาดไหนแต่เขาก็ได้เตรียมลูกแก้วความทรงจำนับพันเอาไว้  การมาเยี่ยมชมชมรมที่มีนักกีฬาทีมชาติรวมตัวกันอยู่แบบนี้  นับว่ายอดเยี่ยมในการเก็บเกี่ยวความสามารถสำหรับเขา


            ตอนนี้ไป่ฉีได้ใช้เจตจำนงของเขากระจายลูกแก้วความทรงจำไปทั่วโรงเรียนแห่งนี้แล้ว  ขณะที่เขากำลังใช้สมาธิ  มู่ซื่อเฉิงก็จับมือเขายกขึ้น


            “เธอจะวิ่งด้วยใช่ไหม” คณะกรรมการนักเรียนถาม  ไป่ฉีที่เห็นว่ามู่ซื่อเฉิงแกล้งเขาก็ได้แต่ถอนหายใจก่อนจะเดินออกไปเพื่อเตรียมตัววิ่ง  โดยเขาเลือกการวิ่งที่ระยะ 100 เมตร


            “นายแต่งตัวแบบนั้นจะดีเหรอ  มันทำให้เคลื่อนไหวร่างกายไม่สะดวกนะ” ชายหนุ่มที่อยู่กลุ่มทัศนศึกษาเดียวกับไปฉีถามขึ้น  ไป่ฉีอยู่ในชุดนักเรียนที่เป็นเสื้อเชิ้ตเข้ารูป  กางเกงก็พอดีตัว  ทำให้การเคลื่อนไหวถูกจำกัดอย่างมาก


            “ไม่ได้เตรียมชุดมาน่ะ  เพื่อนแกล้งยกมือผม  นายวิ่งไปไม่ต้องสนใจผมก็ได้” ไป่ฉีกล่าว


            ทุกคนเตรียมพร้อมในลู่วิ่ง  หลังได้ยินเสียงปืนให้สัญญาณ  ทุกคนเริ่มออกตัว  ชายหนุ่มที่เป็นนักกีฬาทีมชาติพุ่งตัวออกวิ่งไปโดยทิ้งเด็กที่มาทัศนศึกษาอย่างเห็นได้ชัด  เพียงแต่มีคน ๆ หนึ่งที่อยู่ในกลุ่มทัศนศึกษากำลังวิ่งนำเขาอยู่


            ใช่แล้ว  ไป่ฉีใช้เวลาเพียงแค่ 9 วินาทีกว่า ๆ ก็มาถึงเส้นชัย  เขาทิ้งชายหนุ่มนักกีฬาทีมชาติแบบไม่เห็นฝุ่น  สำหรับไป่ฉีแล้ว เขาสามารถเคลื่อนที่ระยะ 100 เมตรได้ด้วย “ท่องดารา” ภายใน 2 วินาทีด้วยซ้ำ  9 วินาทีนั้นเหมือนกับเขากำลังเดินจ่ายตลาดอยู่


            “นายทำได้ยังไงน่ะ ความเร็วขนาดนั้น” ชายหนุ่มนักกีฬาทีมชาติเข้ามาจับบ่าทั้ง 2 ข้างของไป่ฉี  สภาพของเขามีเหงื่อออก  ส่วนไป่ฉีไม่มีสักหยด  ชายหนุ่มดูจะตื่นเต้น  เพราะเขาไม่คิดว่าจะมาเจอเด็กมัธยมต้นที่สามารถวิ่งได้เร็วกว่าเขา


            “ฝึกสิครับ  ผมชอบไปฝึกวิ่งวิบากตามป่าอยู่แล้ว  ทางเรียบแบบนี้ก็เลยสบาย ๆ น่ะ” ไป่ฉีกล่าว (แหล) ซึ่งก็พอจะทำให้ชายหนุ่มคนนั้นเข้าใจและยอมรับได้


            หลังจากนั้นคณะทัศนศึกษาก็ไปยังชมรมฟุตบอล  คราวนี้มู่ซื่อเฉิงได้ลากไป่ฉีลงสนามไปด้วย  ผลก็คือไป่ฉียิงไปคนเดียว 3 ประตู ไม่มีใครสามารแย่งหรือสกัดบอลจากเขาได้  ราวกับลูกบอลที่อยู่ที่เท้าของไป่ฉีมันมีชีวิต  ทักษะกีฬาของไป่ฉีที่แสดงออกมานั้น  ทำให้คณะกรรมการนักเรียนดูแลกลุ่มทัศนศึกษาพูดเสนอโควต้าให้ไป่ฉี


            “นายมีทักษะที่ยอดเยี่ยมมาก ถึงจะไม่มีผลงานในการแข่งขันแบบเป็นทางการก็ตาม  สนใจจะเข้าเรียนต่อที่นี่ด้วยโควต้านักกีฬาไหม” นักเรียนที่ดูแลกลุ่มทัศนศึกษาถามไป่ฉี


            “ไม่หรอกครับเก็บไว้ให้คนที่เขาอยากเดินในสายอาชีพนักกีฬาดีกว่าครับ” ไป่ฉีตอบ


            “นายเล่นกีฬาเก่งขนาดนี้แต่ไม่อยากเป็นนักกีฬาเหรอ” ชายคนที่วิ่ง 100 เมตรกับไป่ฉีเมื่อครู่ถามขึ้น


            “ไม่ละครับ ที่ร่างกายผมแข็งแรงเพราะการฝึกที่เข้มงวด  แต่ที่จริงผมฝึกไว้ใช้ป้องกันตัวกับทำงานน่ะ” ไป่ฉีตอบ


            “อ๊ะ ฉันว่าแล้วว่าทำไมหน้าคุ้น ๆ  นายคือไป่ฉี  ที่เป็นดาราโฆษณาของมู่เทียน” นักเรียนหญิงในกลุ่มทัศนศึกษากล่าวขึ้น  จากนั้นก็เหมือนผึ้งแตกรัง  ต้องใช้เวลาอยู่สักพักถึงจะสงบ


            จากนั้นคณะทัศนศึกษาก็ไปยังชมรมบาสเกตบอล  ซึ่งไป่ฉีเองก็ถูกมู่ซื่อเฉิงลากลงไปเล่นกับเขา  ต่อด้วยชมรมเทนนิส   แต่คราวนี้ไป่ฉีขอผ่านเพราะเขาลงเล่นมา 3 ชมรมแล้ว  ทำให้มู่ซื่อเฉิงต้องลงไปเล่นเทนนิสกับคนในกลุ่มทัศนศึกษาอีก 2-3 คน  ไป่ฉีไม่เข้าใจจริง ๆ ว่ามู่ซื่อเฉิงชอบเล่นกีฬาขนาดนี้ทำไมถึงไม่เป็นนักกีฬาแทนซะเลย


            “นายชอบเล่นกีฬาแบบนี้  ทำไมไม่ไปเป็นนักกีฬาซะล่ะ” ไป่ฉีถาม  ขณะที่กลุ่มทัศนศึกษากำลังเดินไปชมรมต่อไป


            “ชอบเล่น  กับทำเป็นอาชีพมันต่างกันนะ สำหรับฉันกีฬามันช่วยผ่อนคลายความเครียดน่ะ  แต่การยึดเป็นอาชีพมันทำให้ฉันเครียดมากกว่า  ดังนั้นฉันก็เลยเป็นแค่คนชอบเล่นน่ะ” มู่ซื่อเฉิงกล่าว  ไป่ฉีได้แต่คิดว่านี่ขนาดชอบเล่นเฉย ๆ ยังสู้กับทีมชาติบางคนได้สูสีเลย  ไม่น่าจะแค่เล่นคลายเครียดละมั้ง


            “ว่าแต่ไป่ฉี  เดี๋ยวพวกเราจะมีอาหารตากันแล้ว” มู่ซื่อเฉิงยิ้มร่า


            “จะว่าไปชมรมต่อไปเป็นชมรมว่ายน้ำสินะ” ไป่ฉีนึกถึงลำดับชมรมที่จะเข้าชม


            “ใช่แล้ว  แถมในชมรมยังไม่แยกชายหญิงด้วย  พวกเขาซ้อมด้วยกันล่ะ” มู่ซื่อเฉิงดูกระตือรือร้นเป็นพิเศษ


            กลุ่มทัศนศึกษาของไป่ฉียังคงเดินต่อไปยังชมรมว่ายน้ำ  ภายในกลุ่มมีเด็กสาวใส่แว่นรูปร่างอ้วนคนหนึ่งเธอแอบมองไป่ฉีอยู่ห่าง ๆ  โดยที่ไป่ฉีนั้นรู้ตัวแต่เขาก็ไม่ได้สนใจอะไร  ที่จริงเด็กสาวคนนี้ต้องไปกับกลุ่มทัศนศึกษาสถานที่  แต่พอเธอเห็นไป่ฉี  ขาของเธอกลับก้าวมาอยู่ในกลุ่มนี้ซะแล้ว  ตอนนี้เธอกำลังคิดอยู่ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่  แม้ตัวเธอจะไม่ได้เตี้ย  จัดว่าค่อนข้างสูงเสียด้วยซ้ำไป  เพียงแต่น้ำหนักที่มากทำให้ความสูงของเธอถูกกลบจนหมด  เธอเดินตามกลุ่มนี้ไปโดยหวังว่าจะมีโอกาสได้คุยกับไป่ฉีสักนิดก็ยังดี

    __________________________________

    หมดซะที เดี๋ยวผมขอตัวไปรีไรท์ต่อนะครับ ^^

    คล้ายกับเรื่องจอมยุทธ์ซุปตาร์ ที่คุณอ่าน