ไป่ฉีกลายเป็นที่รู้จักมากขึ้นจากข่าวของต่านต้าน หลังข่าวรายงานการจ้างวานทำร้ายร่างกายถูกเผยแพร่ออกไป
หลังถ่ายรายการเสร็จไป่ฉีเดินทางกลับมาที่ห้อง เขาพบว่าหน้าอะพาร์ตเมนต์ของเขาเต็มไปด้วยผู้สื่อข่าวจากหลายสำนัก ข่าวต่านต้านถูกจับกลายเป็นประเด็นร้อนบนอินเทอร์เน็ต แม้ในตอนแรกจะมีคนออกมาปกป้องต่านต้าน แต่พอมีคลิปวิดีโอที่เป็นหลักฐานการจ้างวานถูกนำออกมาเผยแพร่ แฟนคลับพวกนั้นก็สงบลง
ซึ่งคลิปนั้นพวกคนในกองถ่ายรายการได้ขอไป่ฉี แล้วนำมาอัพลงบนอินเทอร์เน็ต พวกเขารู้สึกว่าต่านต้านทำเกินไป ยิ่งไป่ฉีเป็นดารา ที่ต้องใช้หน้าตาในการทำงาน หากเกิดแผลเป็นบนหน้าขึ้นมา เท่ากับตัดอนาคตคน ๆ หนึ่งไปเลยก็ว่าได้
เมื่อคลิปแพร่ออกไปเป็นวงกว้าง ทำให้แฟนคลับของต่านต้าน บางคนถึงกับประกาศถอนตัวออกจากการเป็นแฟนคลับของต่านต้าน และได้เข้าร่วมเป็นแฟนคลับของไป่ฉี สังเกตได้จากจำนวนสมาชิกที่เข้ามาเป็นแฟนคลับของไป่ฉีผ่านทางเว็บไซต์ของ LSA ที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมาก
ในเช้าวันต่อมาไป่ฉีไปเรียนตามปกติ เมื่อคืนเขาแทบไม่ได้นอน ไม่ใช่เพราะมัวอ่านกระทู้ในอินเทอร์เน็ต แต่เขามัวแต่นั่งเคลียร์การบ้านกับรายงาน รวมถึงอ่านทบทวนบทเรียนที่เขาขาดเรียนไป 2 วันด้วย และเตรียมการบางอย่างสำหรับการไปทัศนศึกษาที่โรงเรียนมัธยมปลายมิดการ์ด
นักข่าวยังคงปักหลักรอทำข่าวอยู่หน้าอะพาร์ตเมนต์ ไป่ฉีต้องใช้ “อำพราง” และออกไปทางหน้าต่างเพื่อไปรอรถของเมิ่งชิงชิง
เขายืนรออยู่ข้างป้ายรถเมล์โดยยังคงใช้อำพรางอยู่ พอเขาเห็นรถของเมิ่งชิงชิงขับมา ไป่ฉีก็ยกเลิกการอำพราง และเดินมาขึ้นรถ
“นายนี่ดังใหญ่แล้วนะ” เมิ่งชิงชิงกล่าว
“โชคร้ายน่ะสิไม่ว่า อยู่ดี ๆ ก็โดนคนมาหาเรื่องเนี่ย” ไป่ฉีเอาหัวพิงเบาะ แล้วหลับตาลง
“เพราะมีข่าวเรื่องนี้ เลยทำให้ทุกคนรู้ว่านายไปร่วมแข่งรายการราชานักกิน แถมข่าววงในยังแพร่ไปว่านายเข้าถึงรอบชิงด้วย เลยทำให้เช้าวันนี้ฉันรับสายเกี่ยวกับงานรายการอาหารเข้ามา 3-4 งานเลย เย็นนี้จะเอามาให้นายดู เผื่อสนใจจะรับ” เมิ่งชิงชิงกล่าว
“ถ้าให้ไปชิมตามร้าน หรือไปเป็นกรรมการตัดสินผมไม่เอาหรอกนะครับ สำหรับผมรสชาติมันไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุด” ไป่ฉีกล่าว (ไป่ฉี : ผมกินแต่อาหารเม็ดเท่านั้น)
“งั้นพวกรายการทำอาหารล่ะ” เมิ่งชิงชิงถาม ในบรรดางานที่ติดต่อเข้ามามีงานเกี่ยวกับรายการทำอาหารอยู่งานหนึ่ง
“ไว้โอกาสหน้าดีกว่าครับ ทั้งกิน ทั้งทำ ผมไม่รับทั้งนั้นแหละ ถ้าผมพร้อมเมื่อไหร่ผมจะบอกครับ” ไป่ฉีกล่าว
“นายจะไปเรียนก่อนสินะ” เมิ่งชิงชิงเข้าใจเรื่องนี้ดี ถ้าหากรับงานไปโดยตัวเองไม่มีความสามารถ มันจะส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของไป่ฉีเอง
“ใช่ครับ อย่างน้อยก็ให้รู้พื้นฐานบ้างก็ยังดี” ไป่ฉีกล่าว ขณะที่ในใจเขาคิดว่าจะหาความสามารถด้านนี้มาได้ยังไง เพราะเขาก็ชำนาญแต่อาหารโบราณ พวกอาหารสมัยใหม่เขาไม่มีความรู้เลย
เมื่อไปถึงโรงเรียน ไป่ฉีก็พบรถบัสจำนวนมากจอดเรียงกันอยู่ เขาพบมู่ซื่อเฉิงกับหัวหน้าห้อง รวมถึงกลุ่มเด็กเรียนในห้องของเขารวมตัวกันอยู่หน้ารถบัสที่มีป้ายติดไว้ว่า โรงเรียนมัธยมปลายมิดการ์ด ไป่ฉีจึงเดินไปหามู่ซื่อเฉิง
“ไงซื่อเฉิง ทุกคนตื่นเต้นกันรึเปล่า” ไป่ฉีถาม
“อ้าว ไงเพื่อน นายไม่บาดเจ็บตรงไหนใช่ไหม” มู่ซื่อเฉิงถามกลับ เขาเห็นข่าวและรู้สึกเป็นห่วงมาก แต่พอโทรไปก็พบว่าไป่ฉีปิดเครื่อง คาดว่าคงหนีพวกนักข่าว
“ไร้รอยขีดข่วน” ไป่ฉีหมุนตัวให้ดู
“ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว พวกเราขึ้นรถกันเถอะ จะได้เวลาออกเดินทางแล้ว” มู่ซื่อเฉิงกล่าว
พวกไป่ฉีขึ้นรถไป ระหว่างเดินทางแต่ละคนต่างบอกถึงสิ่งที่ตัวเองสนใจ บางคนอยากไปเยี่ยมชมชมรม บางคนอยากไปดูห้องเรียนหรือห้องสมุด บางคนอยากไปดูห้องเก็บถ้วยรางวัล บนรถบัสคันนี้นอกจากเพื่อนร่วมชั้นของไป่ฉีแล้วยังมีนักเรียนห้องอื่นอยู่ด้วย หลายคนเข้ามาพูดคุยทักทายกับไป่ฉี การถ่ายรูปเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดการเดินทางในครั้งนี้
ภาพของไป่ฉีกับนักเรียนบนรถบัสที่กำลังจะเดินทางไปยังโรงเรียนมัธยมปลายมิดการ์ด เป็นที่สนใจและอิจฉาของแฟนคลับไป่ฉีอย่างมาก แต่พวกเขาก็เคารพสิทธิ์ของไป่ฉี เพราะไป่ฉียังอยู่ในวัยเรียน การพบปะกับเพื่อนวัยเดียวกันถือเป็นการฝึกการเข้าสังคมอย่างหนึ่ง
รถบัสเดินทางมาถึงโรงเรียนมัธยมปลายมิดการ์ด หน้าโรงเรียนตอนนี้เต็มไปด้วยแฟนคลับของไป่ฉี โดยส่วนใหญ่จะเป็นวัยรุ่นตั้งแต่มัธยมต้นจนถึงมหาวิทยาลัย
หลังจากรถบัสเข้ามาจอดในโรงเรียน ไป่ฉีที่ลงมาก็เห็นว่ามีกลุ่มวัยรุ่นเกาะกันอยู่ที่รั้วโรงเรียนจำนวนมาก เขายิ้มและโบกมือให้เล็กน้อย ก่อนจะไปเข้าแถวเพื่อเริ่มการทัศนศึกษา โดยจะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือกลุ่มเยี่ยมชมสถานที่กับกลุ่มเยี่ยมชมชมรม
“ไป่ฉี นายจะไปกับกลุ่มไหน” มู่ซื่อเฉิงถาม
“แน่นอนว่าต้องไปกลุ่มเยี่ยมชมชมรม” ไป่ฉีตอบ
“เอ๋ ผิดคาดนะคิดว่านายจะไปกลุ่มเยี่ยมชมสถานที่ซะอีก” มู่ซื่อเฉิงกล่าว
“แล้วนายล่ะ” ไป่ฉีถาม
“ไปเยี่ยมชมชมรม” มู่ซื่อเฉิงยิ้ม
“งั้นแยกกันตรงนี้นะ” หัวหน้าห้องเดินแยกไปเข้ากลุ่มเดินชมสถานที่
สำหรับกลุ่มเดินชมสถานที่นั้นจะได้ไปดูการเรียนการสอน รวมถึงห้องปฏิบัติการเชิงวิชาการต่าง ๆ ภายในโรงเรียน และได้พบปะนักเรียนที่เป็นดาวเด่นในด้านวิชาการสาขาต่าง ๆ อีกด้วย สำหรับหัวหน้าห้องถือเป็นโอกาสที่ไม่ควรพลาด
กลุ่มของไป่ฉีเริ่มการเดินชมชมรม โดยชมรมแรกเป็นชมรมกรีฑาซึ่งมีขนาดใหญ่มากเพราะรวมกีฬาประเภทกรีฑาทั้งหมดไว้ด้วยกัน สนามกับสถานที่ฝึกซ้อมจึงใหญ่มาก เนื่องจากวันนี้เป็นวันที่จะมีนักเรียนมัธยมต้นมาทัศนศึกษา ทำให้โรงเรียนเรียกตัวนักเรียนที่ติดทีมชาติของมัธยมปลายมิดการ์ดเข้ามาฝึกซ้อมในชมรม
ขณะที่ทุกคนให้ความสนใจกับการแนะนำชมรม ไป่ฉีมุ่งเน้นไปที่การใช้พลังปราณสำรวจว่าในโรงเรียนนี้มีผู้ใช้พลังปราณรึเปล่า ซึ่งเขาพบอยู่ 4 คน ซึ่งก็มีหลี่เหมยอิง หลี่ไป๋ กับหลี่ซีหยาน รวมถึงไป๋หู่ ซึ่งทั้ง 4 คนมีความสามารถในการสัมผัสถึงผู้ใช้พลังปราณแคบมากทำให้พวกเขาไม่รู้สึกถึงตัวตนของไป่ฉี
ดูเหมือนว่าคนตระกูลหลี่จะเรียนอยู่ที่นี่ 2 คน คือ หลี่ไป๋กับหลี่เหมยอิง ส่วนหลี่ซีหยานกับไป๋หู่ดูเหมือนกำลังอยู่ในกลุ่มทัศนศึกษาชมรมอีกกลุ่ม เขาไม่รอช้าทำการดีดลูกแก้วความทรงจำที่ลงอักขระ [เรียกกลับ] เอาไว้ แล้วยิ้มอย่างพอใจ
“ทีมวิ่ง 100 เมตร, 200 เมตร, 400 เมตร ของเรามีนักกีฬาที่ติดทีมชาติอยู่ 5 คน พวกเธอมีใครสนใจที่จะทดสอบฝีเท้ากับพวกเขาดูไหม” คณะกรรมการนักเรียนที่เป็นคนนำกลุ่มทัศนศึกษาถามขึ้น
มีคนยกมือ 7 คน โดยแต่ละคนดูเหมือนจะเตรียมใส่กางเกงขาสั้นกับเสื้อยืดมาพร้อมแล้ว ที่จริงไป่ฉีสังเกตเห็นรองเท้าสำหรับวิ่งที่พวกนั้นใส่มาแล้ว บางคนมีกระเป๋าใส่รองเท้าติดตัวมาด้วย นั่นยิ่งทำให้ไป่ฉีดีใจ เมื่อคืนแม้จะต้องอดหลับอดนอนขนาดไหนแต่เขาก็ได้เตรียมลูกแก้วความทรงจำนับพันเอาไว้ การมาเยี่ยมชมชมรมที่มีนักกีฬาทีมชาติรวมตัวกันอยู่แบบนี้ นับว่ายอดเยี่ยมในการเก็บเกี่ยวความสามารถสำหรับเขา
ตอนนี้ไป่ฉีได้ใช้เจตจำนงของเขากระจายลูกแก้วความทรงจำไปทั่วโรงเรียนแห่งนี้แล้ว ขณะที่เขากำลังใช้สมาธิ มู่ซื่อเฉิงก็จับมือเขายกขึ้น
“เธอจะวิ่งด้วยใช่ไหม” คณะกรรมการนักเรียนถาม ไป่ฉีที่เห็นว่ามู่ซื่อเฉิงแกล้งเขาก็ได้แต่ถอนหายใจก่อนจะเดินออกไปเพื่อเตรียมตัววิ่ง โดยเขาเลือกการวิ่งที่ระยะ 100 เมตร
“นายแต่งตัวแบบนั้นจะดีเหรอ มันทำให้เคลื่อนไหวร่างกายไม่สะดวกนะ” ชายหนุ่มที่อยู่กลุ่มทัศนศึกษาเดียวกับไปฉีถามขึ้น ไป่ฉีอยู่ในชุดนักเรียนที่เป็นเสื้อเชิ้ตเข้ารูป กางเกงก็พอดีตัว ทำให้การเคลื่อนไหวถูกจำกัดอย่างมาก
“ไม่ได้เตรียมชุดมาน่ะ เพื่อนแกล้งยกมือผม นายวิ่งไปไม่ต้องสนใจผมก็ได้” ไป่ฉีกล่าว
ทุกคนเตรียมพร้อมในลู่วิ่ง หลังได้ยินเสียงปืนให้สัญญาณ ทุกคนเริ่มออกตัว ชายหนุ่มที่เป็นนักกีฬาทีมชาติพุ่งตัวออกวิ่งไปโดยทิ้งเด็กที่มาทัศนศึกษาอย่างเห็นได้ชัด เพียงแต่มีคน ๆ หนึ่งที่อยู่ในกลุ่มทัศนศึกษากำลังวิ่งนำเขาอยู่
ใช่แล้ว ไป่ฉีใช้เวลาเพียงแค่ 9 วินาทีกว่า ๆ ก็มาถึงเส้นชัย เขาทิ้งชายหนุ่มนักกีฬาทีมชาติแบบไม่เห็นฝุ่น สำหรับไป่ฉีแล้ว เขาสามารถเคลื่อนที่ระยะ 100 เมตรได้ด้วย “ท่องดารา” ภายใน 2 วินาทีด้วยซ้ำ 9 วินาทีนั้นเหมือนกับเขากำลังเดินจ่ายตลาดอยู่
“นายทำได้ยังไงน่ะ ความเร็วขนาดนั้น” ชายหนุ่มนักกีฬาทีมชาติเข้ามาจับบ่าทั้ง 2 ข้างของไป่ฉี สภาพของเขามีเหงื่อออก ส่วนไป่ฉีไม่มีสักหยด ชายหนุ่มดูจะตื่นเต้น เพราะเขาไม่คิดว่าจะมาเจอเด็กมัธยมต้นที่สามารถวิ่งได้เร็วกว่าเขา
“ฝึกสิครับ ผมชอบไปฝึกวิ่งวิบากตามป่าอยู่แล้ว ทางเรียบแบบนี้ก็เลยสบาย ๆ น่ะ” ไป่ฉีกล่าว (แหล) ซึ่งก็พอจะทำให้ชายหนุ่มคนนั้นเข้าใจและยอมรับได้
หลังจากนั้นคณะทัศนศึกษาก็ไปยังชมรมฟุตบอล คราวนี้มู่ซื่อเฉิงได้ลากไป่ฉีลงสนามไปด้วย ผลก็คือไป่ฉียิงไปคนเดียว 3 ประตู ไม่มีใครสามารแย่งหรือสกัดบอลจากเขาได้ ราวกับลูกบอลที่อยู่ที่เท้าของไป่ฉีมันมีชีวิต ทักษะกีฬาของไป่ฉีที่แสดงออกมานั้น ทำให้คณะกรรมการนักเรียนดูแลกลุ่มทัศนศึกษาพูดเสนอโควต้าให้ไป่ฉี
“นายมีทักษะที่ยอดเยี่ยมมาก ถึงจะไม่มีผลงานในการแข่งขันแบบเป็นทางการก็ตาม สนใจจะเข้าเรียนต่อที่นี่ด้วยโควต้านักกีฬาไหม” นักเรียนที่ดูแลกลุ่มทัศนศึกษาถามไป่ฉี
“ไม่หรอกครับเก็บไว้ให้คนที่เขาอยากเดินในสายอาชีพนักกีฬาดีกว่าครับ” ไป่ฉีตอบ
“นายเล่นกีฬาเก่งขนาดนี้แต่ไม่อยากเป็นนักกีฬาเหรอ” ชายคนที่วิ่ง 100 เมตรกับไป่ฉีเมื่อครู่ถามขึ้น
“ไม่ละครับ ที่ร่างกายผมแข็งแรงเพราะการฝึกที่เข้มงวด แต่ที่จริงผมฝึกไว้ใช้ป้องกันตัวกับทำงานน่ะ” ไป่ฉีตอบ
“อ๊ะ ฉันว่าแล้วว่าทำไมหน้าคุ้น ๆ นายคือไป่ฉี ที่เป็นดาราโฆษณาของมู่เทียน” นักเรียนหญิงในกลุ่มทัศนศึกษากล่าวขึ้น จากนั้นก็เหมือนผึ้งแตกรัง ต้องใช้เวลาอยู่สักพักถึงจะสงบ
จากนั้นคณะทัศนศึกษาก็ไปยังชมรมบาสเกตบอล ซึ่งไป่ฉีเองก็ถูกมู่ซื่อเฉิงลากลงไปเล่นกับเขา ต่อด้วยชมรมเทนนิส แต่คราวนี้ไป่ฉีขอผ่านเพราะเขาลงเล่นมา 3 ชมรมแล้ว ทำให้มู่ซื่อเฉิงต้องลงไปเล่นเทนนิสกับคนในกลุ่มทัศนศึกษาอีก 2-3 คน ไป่ฉีไม่เข้าใจจริง ๆ ว่ามู่ซื่อเฉิงชอบเล่นกีฬาขนาดนี้ทำไมถึงไม่เป็นนักกีฬาแทนซะเลย
“นายชอบเล่นกีฬาแบบนี้ ทำไมไม่ไปเป็นนักกีฬาซะล่ะ” ไป่ฉีถาม ขณะที่กลุ่มทัศนศึกษากำลังเดินไปชมรมต่อไป
“ชอบเล่น กับทำเป็นอาชีพมันต่างกันนะ สำหรับฉันกีฬามันช่วยผ่อนคลายความเครียดน่ะ แต่การยึดเป็นอาชีพมันทำให้ฉันเครียดมากกว่า ดังนั้นฉันก็เลยเป็นแค่คนชอบเล่นน่ะ” มู่ซื่อเฉิงกล่าว ไป่ฉีได้แต่คิดว่านี่ขนาดชอบเล่นเฉย ๆ ยังสู้กับทีมชาติบางคนได้สูสีเลย ไม่น่าจะแค่เล่นคลายเครียดละมั้ง
“ว่าแต่ไป่ฉี เดี๋ยวพวกเราจะมีอาหารตากันแล้ว” มู่ซื่อเฉิงยิ้มร่า
“จะว่าไปชมรมต่อไปเป็นชมรมว่ายน้ำสินะ” ไป่ฉีนึกถึงลำดับชมรมที่จะเข้าชม
“ใช่แล้ว แถมในชมรมยังไม่แยกชายหญิงด้วย พวกเขาซ้อมด้วยกันล่ะ” มู่ซื่อเฉิงดูกระตือรือร้นเป็นพิเศษ
กลุ่มทัศนศึกษาของไป่ฉียังคงเดินต่อไปยังชมรมว่ายน้ำ ภายในกลุ่มมีเด็กสาวใส่แว่นรูปร่างอ้วนคนหนึ่งเธอแอบมองไป่ฉีอยู่ห่าง ๆ โดยที่ไป่ฉีนั้นรู้ตัวแต่เขาก็ไม่ได้สนใจอะไร ที่จริงเด็กสาวคนนี้ต้องไปกับกลุ่มทัศนศึกษาสถานที่ แต่พอเธอเห็นไป่ฉี ขาของเธอกลับก้าวมาอยู่ในกลุ่มนี้ซะแล้ว ตอนนี้เธอกำลังคิดอยู่ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ แม้ตัวเธอจะไม่ได้เตี้ย จัดว่าค่อนข้างสูงเสียด้วยซ้ำไป เพียงแต่น้ำหนักที่มากทำให้ความสูงของเธอถูกกลบจนหมด เธอเดินตามกลุ่มนี้ไปโดยหวังว่าจะมีโอกาสได้คุยกับไป่ฉีสักนิดก็ยังดี
__________________________________
หมดซะที เดี๋ยวผมขอตัวไปรีไรท์ต่อนะครับ ^^