แสงจันทร์นวลผ่องสาดส่องลงบนหลังคากระเบื้องเคลือบสีทองของพระราชวังหลวง งานเลี้ยงฉลองต้อนรับคณะทูตถู่ปัวปิดฉากลงด้วยความชื่นมื่น เหล่าขุนนางทั้งฝ่ายบู๊ และบุ๋นต่างร่ำสุราจนแก้มแดงก่ำ เสียงหัวเราะ และถ้อยคำอ้อแอ้ดังระงมไปทั่วบริเวณ
บ่าวไพร่จากจวนต่างๆ ทยอยเข้ามาประคองเ้านายของตนขึ้นรถม้ากลับจวน จวนสกุลจ้าวก็เช่นเดียวกัน นายท่านจ้าวในชุดอาภรณ์ผ้าต่วนเนื้อดี ใบหน้าแดงก่ำ ดวงตาปรือปรอย ถูกบ่าวไพร่ประคองขึ้นรถม้า
รถม้าของนายท่านจ้าวแล่นเข้าสู่ประตูจวนช้าๆ อนุภรรยาของนายท่านจ้าวในชุดผ้าไหมสีชมพู เดินออกมาต้อนรับด้วยรอยยิ้มหวาน ใบหน้าของนางแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางอย่างงดงาม ดวงตาเป็ประกายระยิบระยับ
“ท่านพี่เหนื่อยมาทั้งคืนแล้ว เชิญท่านไปพักผ่อนที่เรือนของข้าเถิด” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน
นายท่านจ้าวพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะเดินตามอนุภรรยาไปยังเรือนของนาง บ่าวไพร่ช่วยกันประคองนายท่านจ้าวเข้าไปในห้องนอน ก่อนจะทยอยกันออกไป
จ้าวมู่เฉินยืนมองรถม้าของบิดาจากมุมมืด เขามองเห็นภาพของอนุภรรยาที่ยิ้มแย้มต้อนรับบิดาของเขา แววตาของเขาแฝงไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งความสงสาร ความเห็นใจ และความขุ่นเคือง
เขาสงสารมารดาของเขา ที่ต้องอยู่คนเดียวในเรือนใหญ่ ในขณะที่บิดาของเขาไปนอนกับอนุภรรยา เขารู้สึกเห็นใจมารดา ที่ต้องอดทนกับความเ็ปที่บิดาของเขามอบให้ และเขารู้สึกขุ่นเคือง ที่บิดาของเขาไม่ให้เกียรติมารดาของเขา
“ท่านแม่ต้องเสียใจมากแน่ๆ” จ้าวมู่เฉินพึมพำกับตัวเอง
เขารู้สึกอยากจะไปปลอบโยนมารดาของเขา แต่เขาก็รู้ว่ามันจะยิ่งทำให้มารดาของเขาเสียใจมากขึ้น เขาจึงตัดสินใจกลับเรือนของตนเอง
ระหว่างทางกลับเรือน จ้าวมู่เฉินได้กลิ่นหอมของดอกไม้ในสวนยามค่ำคืน เสียงจิ้งหรีดร้องระงมไปทั่วบริเวณ แสงจันทร์สาดส่องลงมา ทำให้เงาของต้นไม้ทาดยาวบนพื้นดิน
จ้าวมู่เฉินเดินผ่านสระบัว เขามองเห็นเงาสะท้อนของดวงจันทร์บนผิวน้ำ เสียงกบเขียดร้องดังระงมไปทั่วบริเวณ กลิ่นโคลนตมลอยมาแตะจมูก
เมื่อถึงเรือนไผ่ขาว จ้าวมู่เฉินอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า เขานั่งลงบนเตียง มองออกไปนอกหน้าต่าง แสงจันทร์สาดส่องลงมา ทำให้เขามองเห็นทิวทัศน์ภายนอกได้อย่างชัดเจน
เขาคิดถึงเื่ราวที่เกิดขึ้นในงานเลี้ยง คิดถึงเฉินซีห่าว คิดถึงแผนการก่อฏ และคิดถึงอนาคตที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เขารู้ดีว่าเขาจะต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายมากมาย แต่เขาก็รู้ว่าเขาจะต้องแข็งแกร่ง และยืนหยัดต่อสู้เพื่อสิ่งที่ถูกต้อง
เรือนเหมยฮวาในยามราตรี เงียบสงัดและอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกเหมย นายท่านจ้าวในชุดอาภรณ์หลุดลุ่ย นอนไม่ได้สติอยู่บนเตียงไม้แกะสลักอย่างประณีต อนุหลิวในชุดผ้าแพรสีชมู ค่อยๆ ปลดรองเท้า และถุงเท้าของเขาออกอย่างเบามือ นิ้วเรียวเล็กของนางลูบไล้ไปตามแผ่นหลังกว้างของเขาอย่างทะนุถนอม ก่อนจะช่วยเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เขาอยู่ในชุดนอนผ้าไหมเนื้อดี
“ท่านพี่ดื่มหนักไปแล้วนะเ้าคะ” นางเอ่ยเสียงหวานปานน้ำผึ้ง พลางสั่งให้บ่าวรับใช้นำน้ำแกงถอนพิษสุรามาป้อนนายท่านจ้าว
นายท่านจ้าวซดน้ำแกงเข้าไปอึกใหญ่ รสขมปนเปรี้ยวของสมุนไพรช่วยให้เขาเริ่มรู้สึกตัวขึ้นเล็กน้อย ทว่าฤทธิ์สุรายังคงครอบงำ ทำให้เขาพลั้งปากเอ่ยถึงเื่ราวที่ไม่ควรเอ่ยถึง
“ความทุกข์ที่อัดอั้นในใจของข้าตอนนี้มันใหญ่หลวงนัก เ้า...เ้าไม่รู้อะไร...เฉินเอ๋อร์...เขา...เขาได้ยิน...องค์ชายใหญ่...กับ...แม่ทัพ...กำลังวางแผน”
อนุหลิวชะงักมือ ใบหน้าของนางซีดเผือด นางรีบใช้มือปิดปากนายท่านจ้าวแน่น ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างด้วยความใ
“ท่านพี่! ท่านพูดอะไรออกมา! เื่ราชสำนักไม่ควรเอ่ยยามเมา ท่านอย่าได้พูดถึงมันอีก!” นางกระซิบเสียงสั่น
ทว่าเมื่อนางได้ยินว่าจ้าวมู่เฉินบังเอิญได้ยินเื่ราวการก่อฏ นางก็เปลี่ยนท่าที ดวงตาของนางเปล่งประกายวาวโรจน์ นางรีบคาดคั้นถามรายละเอียดจากนายท่านจ้าว แม้เขาจะเมามายจนพูดจาไม่รู้เื่ แต่ข้อมูลที่ได้มาก็มากพอที่อนุหลิวจะเข้าใจสถานการณ์
“จ้าวมู่เฉิน...มันบังเอิญรู้เื่นี้...” อนุหลิวพึมพำกับตัวเอง ดวงตาของนางฉายแววอำมหิต “...ถ้าปล่อยมันไว้...มันอาจจะนำภัยมาสู่เราได้...”
นางลุกขึ้นยืน เดินไปหยุดที่หน้าต่าง มองออกไปยังสวนด้านนอก แสงจันทร์สาดส่องลงมา ทำให้ใบหน้าของนางดูเ็าและน่ากลัว
“ข้าต้องหาทางกำจัดมัน...ข้าต้องทำให้มันหายไปจากโลกนี้...”นางเอ่ยเสียงเย็นเยียบ ก่อนจะหันกลับมามองนายท่านจ้าวที่นอนหลับไม่ได้สติบนเตียง มุมปากของนางยกขึ้นเป็รอยยิ้มเหี้ยมเกรียม
…..
คำโบราณที่ว่า “ความลับไม่มีในโลก” ยังคงเป็ความจริงเสมอ ราวกับกฎแห่ง์ที่ไม่มีสิ่งใดหลีกเลี่ยงได้ จ้าวมู่เฉินหาได้ล่วงรู้ไม่ว่า ความลับที่เขาบังเอิญได้รับรู้ในวันนั้น ได้ถูกส่งต่อไปยังบุคคลที่สามแล้ว อนุหลิวผู้กุมความลับไว้ในมือ แม้จะไร้ซึ่งหลักฐานอันหนักแน่น แต่ด้วยประสบการณ์ชีวิตอันโชกโชน นางย่อมรู้ดีว่า วาจาพลั้งปากของคนเมานั้น มีส่วนแห่งความเป็จริงแฝงเร้นอยู่เจ็ดถึงแปดส่วน
อนุหลิวนำความลับนั้นไปบอกเล่าแก่จ้าวซื่อเจี๋ยบุตรชายของตนในทันที แสงเทียนริบหรี่ส่องสว่างใบหน้าของจ้าวซื่อเจี๋ยที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม ดวงตาของเขาหรี่ลง มุมปากยกขึ้นเป็รอยยิ้มเยือกเย็นราวน้ำแข็ง เขารับรู้ถึงความร้ายแรงของเื่นี้ หากความลับแพร่งพรายออกไป สกุลจ้าวอาจล่มสลายในชั่วพริบตา
“แม่ท่านวางใจเถิด เื่นี้ข้าจะจัดการเอง” จ้าวซื่อเจี๋ยเอ่ยเสียงกระซิบ ดวงตาของเขาเปล่งประกายวาวโรจน์ราวกับอสรพิษร้าย “ข้าจะใช้ประโยชน์จากความลับนี้ให้ถึงที่สุด”
แผนการอันชั่วร้ายผุดขึ้นในสมองของจ้าวซื่อเจี๋ยราวกับเงาปีศาจ เขา้ากำจัดจ้าวมู่เฉินผู้เป็หนามยอกอก และสร้างความชอบธรรมให้ตนเองในการก้าวขึ้นสู่อำนาจ
“อันดับแรก ข้าต้องแจ้งเื่นี้ให้องค์ชายใหญ่ทรงทราบ” จ้าวซื่อเจี๋ยกล่าว “แต่ต้องทำโดยที่ไม่มีใครรู้ว่าข้าเป็คนส่งข่าว”
จ้าวซื่อเจี๋ยวางแผนอย่างรอบคอบราวกับนักเล่นหมากที่กำลังวางกับดัก เขารู้ดีว่าหาก้ากำจัดจ้าวมู่เฉินโดยไม่ทิ้งร่องรอยไว้ เขาต้องทำอย่างแเี และรอบคอบที่สุด
“ต้องใช้ข่าวลือ” จ้าวซื่อเจี๋ยพึมพำกับตัวเอง
“ต้องกระจายข่าวความขยันศึกษาของจ้าวมู่เฉินให้ผู้อื่นรับรู้ ในวันที่นักศึกษาคนอื่นเดินทางไปร่วมต้อนรับคณะทูตจากแคว้นถู่ปัว จ้าวมู่เฉินกับเป็ผู้เดียวที่เดินทางไปสำนักศึกษา เหล่าสหายถูกทำโทษเขายังร่วมรับโทษกับสหายร่วมสำนัก หากข่าวนี้กระจายไปยังองค์ชายใหญ่ ดูสิว่าองค์ชายใหญ่จะทำอย่างไร”
เขาแย้มรอยยิ้มเย้ยหยันราวกับปีศาจร้าย “หากองค์ชายใหญ่สงสัยจ้าวมู่เฉิน เขาจะกำจัดจ้าวมู่เฉินทิ้งเอง โดยที่เราไม่ต้องลงมือ”
เขาเงยหน้าขึ้นมองแสงจันทร์ที่ส่องสว่างนอกหน้าต่าง แสงจันทร์นวลผ่องกลับดูเย็นเยียบราวกับแสงแห่งความตาย จ้าวซื่อเจี๋ยรู้ดีว่าแผนการของเขาเต็มไปด้วยอันตราย แต่เขาก็พร้อมที่จะเสี่ยงทุกอย่างเพื่อบรรลุเป้าหมายของตน
…..
ณ นครเทพฉางอัน เมื่อแสงแรกแห่งยามเหม่า (05.00-07.00 น.) เริ่มจับขอบฟ้า สาดส่องผ่านม่านหมอกบางเบาที่ยังคงอ้อยอิ่งเหนือหลังคาตำหนัก และจวนต่างๆ
ในมุมหนึ่งของจวนสกุลจ้าวอันโอ่อ่า เงาร่างของ จ้าวซื่อเจี๋ย บุตรชายคนรองผู้เกิดจากอนุภรรยา ยืนสงบนิ่งอยู่ใต้เงาไม้ แววตาฉายประกายอันยากจะหยั่งถึง เขาโบกมือเล็กน้อย บ่าวคนสนิทผู้หนึ่งซึ่งรอคอยอยู่ในเงามืดพลันค้อมกายรับคำสั่ง
“ไปจัดการตามที่ข้าสั่ง จงทำให้แเีที่สุด อย่าให้ผู้ใดระแคะระคายได้ว่าข่าวนี้มาจากจวนของเรา” น้ำเสียงของจ้าวซื่อเจี๋ยราบเรียบ หากแต่แฝงไว้ด้วยความเ็า และแผนการอันแยบยล บ่าวผู้นั้นรับคำ พยักหน้าอย่างรู้หน้าที่ ก่อนจะเร้นกายหายไปในความสลัวรางของรุ่งอรุณอย่างรวดเร็ว ประหนึ่งภูตพรายที่ไร้ร่องรอย
จ้าวซื่อเจี๋ยทอดมองตามแผ่นหลังของบ่าวคนสนิทไป มุมปากเหยียดยิ้มบางเบา แววตาเต็มไปด้วยความรู้สึกซับซ้อน ทั้งอิจฉา ชิงชัง และความทะเยอทะยานที่ซ่อนเร้น ‘จ้าวมู่เฉิน พี่ใหญ่ผู้สง่างาม เปี่ยมปัญญา... หึ ชื่อเสียงดีงามงั้นรึ? ข้าจะช่วยส่งเสริมท่านอีกแรง ให้ชื่อเสียงนั้นยิ่งขจรขจาย... จนกลายเป็หอกทิ่มแทงตัวท่านเอง..!’
มิทันที่ตะวันจะลอยเด่นเหนือหลังคาเมืองหลวง ข่าวสารอันน่าชื่นชมระลอกใหม่ก็เริ่มไหลบ่าไปตามตรอกซอกซอย โรงเตี๊ยม ตลาดสด ราวกับสายน้ำที่หลากไหล ผู้คนทั้งพ่อค้าวาณิช บัณฑิต ชาวบ้าน ต่างจับกลุ่มกล่าวขานถึงคุณชายใหญ่แห่งจวนสกุลจ้าว
“ท่านได้ยินเื่คุณชายจ้าวมู่เฉินหรือไม่? กล่าวกันว่าเดินทางออกจากบ้านไปร่ำเรียนที่สำนักศึกษาหลวง มิเคยย่อท้อต่อความยากลำบาก ในขณะที่องค์ชาย และบุตรขุนนางคนอื่น ๆ ต่างพากันหนีออกไปดูคณะทูตจากถู่ปัวกันอย่างครึกครื้น ขยันหมั่นเพียรศึกษาตำราจนแตกฉาน ทั้งยังมีน้ำใจต่อสหายร่วมเรียนยิ่งนัก รับโทษวิ่งรอบสำนักศึกษาร่วมกับสหายที่หนีเรียนในวันนั้น ช่างเป็คุณชายที่เพียบพร้อมโดยแท้..!” เสียงชื่นชมดังเซ็งแซ่
ข่าวลือที่ถูกสร้างขึ้นอย่างจงใจนี้ ถูกปรุงแต่งให้งดงามเกินจริงเล็กน้อย หากแต่แก่นแท้ของคุณธรรม และความสามารถของจ้าวมู่เฉินนั้นเป็ที่ประจักษ์อยู่แล้ว ข่าวนี้จึงยิ่งเสริมส่งให้ภาพลักษณ์ของเขาเปล่งประกายเจิดจ้ายิ่งขึ้นในสายตาชาวฉางอัน จนนาม “จ้าวมู่เฉิน” กลายเป็หัวข้อสนทนาอันดับต้นๆ ในเมืองหลวงอย่างรวดเร็ว
โดยที่เ้าตัวเอง ซึ่งอาจกำลังนั่งขัดสมาธิทบทวนตำราอยู่ในเรือนไผ่ขาวอันเงียบสงบ หรือเตรียมตัวเข้าเฝ้าองค์รัชทายาท ยังคงไม่ล่วงรู้ถึงกระแสธารแห่งคำสรรเสริญที่กำลังถาโถมอยู่ภายนอก และยิ่งไม่ตระหนักว่า... คำสรรเสริญเ่าั้ กำลังนำพาภัยร้ายมาสู่ตน
…..
ภายในตำหนักส่วนพระองค์อันโอ่อ่า หากแต่แฝงเร้นไว้ซึ่งบรรยากาศอันตึงเครียด ไอสังหารเย็นเยียบอบอวลไปทั่วบริเวณ องค์ชายใหญ่หลี่ซวน ประทับนั่งอยู่บนพระเก้าอี้ ดวงตาเรียวคมหรี่ลงเล็กน้อยขณะสดับฟังรายงานจากขันทีคนสนิทเกี่ยวกับข่าวลือที่สะพัดไปทั่วเมือง เมื่อได้ยินนามของจ้าวมู่เฉินกับการสรรเสริญเยินยอเ่าั้ สีพระพักตร์พลันเคร่งขรึมลงทันที
“จ้าวมู่เฉิน... คุณชายจวนขุนนางจ้าวผู้นั้นอีกแล้วรึ?” พระสุรเสียงแฝงแววไม่พอพระทัยอย่างชัดเจน “ขุนนางสกุลจ้าวแม้จะวางตัวเป็กลาง แต่ก็ถือเป็ข้าราชบริพารที่ฝ่าาไว้วางพระทัย ยิ่งบุตรชายผู้นี้มีความสามารถโดดเด่น ชื่อเสียงดีงาม ยิ่งเป็หอกข้างแคร่สำหรับแผนการของเรา..!”
ตรงข้ามกับองค์ชายใหญ่ ปรากฏร่างของบุรุษผู้หนึ่งในชุดขุนนางทหารชั้นสูง แม้จะยังดูหนุ่มแน่น แต่แววตากลับฉายประกายคมกล้าและทะเยอทะยานเกินวัย นี่คือ โฮ่วจุนอี้ บุตรชายของอดีตแม่ทัพใหญ่โฮ่วจุนจี ผู้ซึ่งเคยสร้างคุณูปการแก่ต้าถัง แต่บิดาของเขากลับมีชะตากรรมที่ผกผัน การที่โฮ่วจุนอี้เข้ามาร่วมมือกับองค์ชายใหญ่ ย่อมมีเป้าหมายที่ลึกซึ้งซ่อนอยู่
หนึ่งคอมเมนต์ หรือ กดไลค์ เป็หนึ่งกำลังใจ ให้ผู้ประพันธ์