เก้าผันแปรแห่งความเป็นนิรันดร์

    บทที่ 42 โดนปล้น

     

    บทที่ 42 โดนปล้น

     

            หลังจากแลกเปลี่ยนสิ่งของทั้งหมดที่มีอยู่เป็นทรัพยากรสำหรับการฝึกตนในเมืองเฮยสือแล้ว หวังเฉินก็รู้สึกโล่งใจเหมือนปลดภาระอันหนักหนาได้สำเร็จ หลังจากนี้เขาวางแผนที่จะกลับไปยังสำนักและฝึกฝนตัวเองอีกสักระยะหนึ่ง เมื่อระดับการฝึกตนของเขาเพิ่มพูนมากขึ้น เขาก็จะกลับลงไปยังดินแดนใต้พิภพอีกครั้งเพื่อล่าสังหารเหล่าเผ่าพันธุ์ใต้พิภพ ขัดเกลาเคล็ดวิชา แล้วนำทรัพยากรที่ได้กลับมาแลกเปลี่ยนเป็นทรัพย์สมบัติเพื่อนำไปฝึกตน ทุกย่างก้าวของเขาตอนนี้นั้นล้วนอยู่ในแผนการของเขาทั้งสิ้น

     

            นอกจากนี้ จากประสบการณ์ในครั้งนี้ทำให้เขาเข้าใจโลกแห่งการฝึกตนลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น และรู้สึกว่าตัวเองโชคดีมากเพียงใดที่ครั้งในนั้นเขาสามารถฆ่าล้างศิษย์ของสำนักเทียนหยวนทั้งหมดไปได้โดยที่ไม่มีใครรอด ทำให้สามารถลดความเสี่ยงที่ข้อมูลจะรั่วไหลออกไปได้

     

            แต่อย่างไรก็ตาม การกระทำเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่าความลับของเขาจะถูกปิดตายตลอดไป ในโลกแห่งการฝึกตนนั้นมีวิธีการมากมายที่ยากจะคาดได้ ตัวหวังเฉินเองก็รู้จักบางวิธีที่สามารถย้อนรอยการกระทำในอดีตได้ เช่น "วิชาเวทย้อนกาลเวลา" เป็นวิชาที่เกี่ยวข้องกับห้วงเวลาและมิติ หากมีผู้ฝึกตนระดับสูงใช้วิชานี้ เขาจะสามารถมองเห็นสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในสถานที่หนึ่ง ๆ ได้อย่างชัดเจน หากเหล่าผู้อาวุโสของสำนักเทียนหยวนทุ่มเทกำลังไปตรวจสอบในเทือกเขาหมิงอวี้ ก็จะสามารถเห็นภาพเหตุการณ์ในอดีตได้อย่างชัดเจน การกระทำของหวังเฉินในครานั้นย่อมไม่อาจหลบพ้นและต้องถูกค้นพบอย่างแน่นอน ยังมีวิชาอื่นๆ อีกเช่น "วิชาดึงวิญญาณค้นความทรงจำ" และ "มหาเวทย์สลับมิติ" ก็เป็นศาสตร์ที่ล้วนมีหลักการเดียวกัน

     

            แน่นอนว่าด้วยระดับการฝึกตนปัจจุบันของเขาที่อยู่เพียง ขั้นที่สอง ของ เก้าสังวรแห่งการหลอมกาย เขาย่อมไม่มีทางที่จะฝึกฝนศาสตร์เหล่านี้ได้เลย

     

            ดังนั้นสถานการณ์ของหวังเฉินในตอนนี้จึงไม่ต่างอะไรจากการใช้ชีวิตบนกองเพลิง เขาอาจจะถูกสืบค้นถึงตัวในวันใดวันหนึ่งก็เป็นได้ และถ้าเป็นเช่นนั้นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นย่อมเลวร้ายอย่างแน่นอน แต่เขาไม่มีหนทางที่จะหลีกเลี่ยงชะตากรรมที่อาจจะเกิดขึ้นนี้ได้ในภายภาคหน้า มีเพียงสิ่งเดียวที่เขาสามารถทำได้ในตอนนี้ก็คือฝึกฝนตัวเองให้แข็งแกร่งขึ้น จนกว่าจะไม่มีสิ่งใดสามารถมาคุกคามเขาได้เท่านั้น

     

            ทันทีที่ออกจากเมืองเฮยสือ ด้วยสัมผัสอันเฉียบคมของเขา หวังเฉินก็รู้สึกถึงบางสิ่งผิดปกติในทันที เขารู้สึกเหมือนมีคนกำลังติดตามเขาอยู่เบื้องหลัง และคนเหล่านั้นดูเหมือนจะมีเจตนาไม่ดี เขารับรู้ได้ถึงคนเหล่านี้ได้อย่างชัดเจน

     

            "หืม? มีคนตามข้ามาเหรอ? หรือว่าต้องการจะฆ่าข้าแล้วชิงทรัพย์?"

     

            ความคิดนี้ทำให้หวังเฉินรู้สึกตลกเล็กน้อย เขาเพิ่งจะขายสมบัติที่ได้จากการฆ่าชิงทรัพย์และแปรเปลี่ยนเป็นทรัพย์สมบัติไปไม่นาน ตอนนี้กลับกลายเป็นว่าเขากำลังเจอกับกรรมตามสนองที่รวดเร็วเหนือคาด

     

            ฟึ่บ!


            ฉับพลัน เสียงลมพุ่งผ่านอย่างรุนแรง เบื้องหน้าของหวังเฉินก็ปรากฏชายคนหนึ่งขึ้น ชายคนนั้นใบหน้าซีดเซียว ดวงตาเรียวยาว เปล่งประกายแสงเย็นยะเยือกออกมาเป็นระยะ ๆ สายตาของเขาทำให้คนที่มองรู้สึกไม่สบายใจ ราวกับเป็นคนที่ชั่วร้ายโดยธรรมชาติ

     

            "หึหึ ไอ้หนุ่ม เมื่อกี้พวกข้าเห็นเจ้าไปทำธุรกรรมในเมืองเฮยสือมา ดูเหมือนเจ้าจะได้กำไรมาไม่น้อยเลยสินะ ส่งมอบมันมาให้หมดเถอะ เราเพียงแค่ต้องการทรัพย์สินของเจ้าเท่านั้น ไม่ได้คิดฆ่าใครหรอก แต่แน่นอนว่าหากเจ้าไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง กฎนี้ก็พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงได้ทุกเมื่อ!" น้ำเสียงเย็นเยือกของเขาทำให้หวังเฉินรู้สึกไม่สบายไปทั้งตัวถึงกับขนลุกชันไปทั่วร่าง

     

            ทันทีที่ชายคนนั้นพูดจบ หวังเฉินก็ถูกล้อมโดยคนอีกห้าคน พวกเขาทั้งหมดเข้าประจำตำแหน่งในลักษณะคล้ายการตั้งค่ายกลที่ซับซ้อน บดบังเส้นทางหลบหนีและหลีกเลี่ยงของเขาได้ทุกทาง

     

            “โอ๊ะ? พวกเจ้าเป็นใครกันแน่? ตั้งแต่สำรวจเหยื่ออย่างเงียบเชียบไปจนถึงการลงมือปล้นชิง ไร้ร่องรอยแบบนี้ บอกได้เลยว่าการวางแผนนี้ช่างแยบยลมาก ดูไม่เหมือนจะเป็นพวกโจรธรรมดาทั่วไปเลยนะ”

     

            หวังเฉินกวาดตามองกลุ่มคนทั้งหกที่ล้อมเขาอยู่อย่างละเอียด ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบโดยไม่มีความกังวลแม้แต่น้อย เขาสังเกตเห็นว่าคนกลุ่มนี้ แม้รูปลักษณ์จะดูน่ากลัวไปหน่อย แต่พลังที่แท้จริงของพวกเขานั้นไม่ได้อยู่ในระดับที่น่ากังวลสำหรับเขาแม้แต่น้อย

     

            ในกลุ่มนี้มีสามคนที่อยู่ในระดับเหนือฟ้าขั้นสมบูรณ์ ส่วนอีกสามคนอยู่ในระดับเหนือฟ้าขั้นปลาย เมื่อเทียบกับเขาแล้ว ไม่มีใครในนี้ที่มีพลังเพียงพอที่จะคุกคามเขาได้เลย

     

            “ฮ่า ๆ ไอ้หนุ่ม ช่างไร้เดียงสาเสียจริง ๆ เลยดูเหมือนว่าเจ้าจะเป็นเพียงมือใหม่ในหมู่ผู้ฝึกตนสินะ เจ้าคงไม่เคยได้ยินชื่อเสียงภูเขาเหยียนซานของพวกเราเลยสินะ เลิกพูดไร้สาระได้แล้ว รีบส่งถุงเก็บของของเจ้าออกมาให้พวกข้าเสียดี ๆ”

     

            ชายวัยกลางคนผู้เป็นหัวหน้า กลอกตาเย็นเยือกพร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เฉียบขาด แววตาที่ดูเหมือนคมดาบจ้องมองหวังเฉินราวกับจะกรีดเฉือนเนื้อเขา

     

            “พี่ใหญ่หลี่ ท่านจะพูดให้มากความทำไมกัน? พวกเราลงมือปล้นกันเลยดีกว่า เจ้าหนุ่มนี่ดูท่าจะไม่ค่อยรู้ความซักเท่าไหร่ ฆ่ามันทิ้งไปซะก็จบแล้ว”

     

            ชายหนุ่มหน้าตาลักษณะคล้ายลิง ดวงตาเต็มไปด้วยความดุร้าย รีบโพล่งขึ้นมาอย่างไม่พอใจ พร้อมกับคว้าเบ็ดเหล็กแหลมคมในมือ ฟาดฟันเข้าหาลำคอของหวังเฉินอย่างรวดเร็ว

     

            หวังเฉินหรี่ตามองพร้อมกับก้าวเท้าเพียงก้าวเดียวก็ปรากฏตัวต่อหน้าชายหนุ่มคนนั้น ความเร็วของเขาทำให้เกิดเสียงแหวกอากาศขึ้น ก่อนที่จะยื่นมือออกไปคว้าเบ็ดเหล็กเอาไว้ได้อย่างง่ายดาย

     

            เสียง “แคร่ก!” ดังขึ้นเพียงเบา ๆ พร้อมกับเบ็ดเหล็กในมือของชายหนุ่มแตกเป็นเสี่ยง ๆ ด้วยแรงบีบของหวังเฉิน ก่อนที่เขาจะสะบัดมือเบา ๆ เศษเหล็กที่แตกกระจายเมื่อครู่ก็แปรเปลี่ยนกลายเป็นเศษอาวุธพุ่งออกไปด้วยความเร็วสูง ราวกับเป็นอาวุธลับที่ร้ายกาจที่สุดในใต้หล้า เจาะทะลุเข้าหน้าผากของชายหนุ่มคนนั้นจนเกิดเป็นรูขนาดใหญ่ น้ำสมองสีขาวก็ไหลทะลักออกมาพร้อมกับโลหิตสีแดงสดในทันที

     

     

     

    คล้ายกับเรื่องเก้าผันแปรแห่งความเป็นนิรันดร์ ที่คุณอ่าน