หมื่นวิถีบรรลุเทพ【จบ】

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 35 - ความเร็วที่น่ากลัว

            ห่างออกไปหลายพันลี้ทางตะวันตกของยอดเขาตานติ่งในหุบเขาโอสถมียอดเขาที่เรียกว่ายอดเขาเทียนเยวี่ย ซึ่งเป็นหนึ่งในสิบสองยอดเขาของหุบเขาโอสถ

            ในอาคารแห่งหนึ่งของภูเขาเล็กๆที่อยู่ห่างจากยอดเขาเทียนเยวี่ยไปทางเหนือหนึ่งร้อยลี้ ฉินจั้นกำลังให้คำแนะนำแก่ฉินไห่ว่า“ครั้งนี้ท่านอาจารย์และท่านประมุขได้เพิ่มจำนวนคนที่จะเข้าไปในค่ายกลรวบรวมจิตวิญญาณเจ้าต้องคว้าโอกาสนี้เอาไว้ หากเจ้าสามารถบุกทะลวงสู่ระดับจวี้หยวนได้เจ้าก็จะสามารถคารวะอาจารย์ได้ และเจ้าจะได้เป็นลูกศิษย์รุ่นที่สามของยอดเขาเทียนเยวี่ย”

            ฉินไห่เดิมอยู่ในระดับเลี่ยนชี่ขั้นแปดแต่พอกินยาที่ฉินจั้นให้ไว้และผ่านฝึกฝนมานานกว่าหนึ่งเดือนก็เข้าสู่เลี่ยนชี่ขั้นเก้า

            อาจารย์ของฉินจั้นลั่วเต้าหยวน ได้บอกกับฉินจั้นว่า ถ้าฉินไห่สามารถทะลวงระดับจวี้หยวนได้ในปีนี้จะสามารถคารวะตนเองเป็นอาจารย์ได้

            ตัวแทนของยอดเขาเทียนเยวี่ยในพิธีคัดเลือกศิษย์ในวันนั้นคือลั่วเต้าหยวนเขาชอบความไร้ยางอายและความโหดเหี้ยมของฉินไห่

            “เยี่ยซางข้าต้องฆ่ามัน ถ้าฉินเจินไม่หยุดข้าไว้ ข้าคงจะฆ่ามันตั้งแต่ครึ่งทางแล้ว”ฉินไห่ไม่เพียงแต่เกลียดเยี่ยซางเท่านั้น กระทั่งฉินเจินเอง เขาก็เกลียดเช่นกัน

            “ท่านอาสามเป็นลูกศิษย์ของประมุขยอดเขาเป่ยจี๋เขาได้รับความสนใจจากผู้อาวุโสทั้งหกของยอดเขาหลักดังนั้นหากเราสามารถตั้งหลักในนครชื่อเหยียนได้ เราก็พยายามสร้างตระกูลฉินที่สองได้โดยไม่ต้องยืมจมูกคนอื่นหายใจเหมือนกัน”ฉินเจิ้นกล่าวอย่างเย็นชา

            “พี่ใหญ่วางใจเถิดข้าเข้าใจแล้ว” ฉินไห่พยักหน้า

            “เจ้าไม่เข้าใจตอนนี้เป็นโอกาสของเจ้าแล้ว หากเจ้าสามารถเข้าสู่ระดับจวี้หยวนและกลายเป็นศิษย์ของอาจารย์ได้เจ้าก็จะสามารถเข้าร่วมการต่อสู้ของศิษย์ใหม่ในปีนี้ได้หากเจ้าสามารถทำผลงานได้ดีจนพวกเบื้องบนของหุบเขาโอสถพอใจ ก็จะมีประโยชน์มากสำหรับการพัฒนาในอนาคตของเจ้า”ฉินจั้นกล่าว

            “พี่ใหญ่ผู้ฝึกตนระดับจวี้หยวนสามารถเข้าร่วมการต่อสู้ของศิษย์ใหม่ได้หรือ?” ฉินไห่รู้สึกไม่มั่นใจเล็กน้อย

            “แน่นอนผู้เข้าร่วมการต่อสู้ของศิษย์ใหม่คือศิษย์ทั้งหมดที่ผ่านพิธีคัดเลือกศิษย์นอกจากนี้ยังมีศิษย์สายนอก ซึ่งระดับการบ่มเพาะสูงสุดของศิษย์สายนอกคือจวี้หยวน และผู้ที่อยู่ในระดับจวี้หยวนจะเป็นศิษย์สายในตราบใดที่เจ้าเข้าสู่ระดับจวี้หยวนได้ก็ไม่มีปัญหาหากอยู่ในสองสามอันดับแรก”ฉินจั้นพยักหน้า

            ยอดเขาวั่งอวิ๋นก็เช่นเดียวกันหลูจิ้งศิษย์คนโตของประมุขยอดเขา เรียกประชุมเหล่าศิษย์อีกครั้ง ทั้งยังเป็นผู้พูดคุยเกี่ยวกับปัญหาของการแข่งขันประจำปียอดเขาวั่งอวิ๋นเปิดค่ายกลรวบรวมจิตวิญญาณคราวนี้ ผู้ที่ได้เข้าไปไม่ใช่เพียงศิษย์สายในเท่านั้นแต่ยังมีศิษย์สายนอกอีกสองคน การฝึกฝนของศิษย์สายนอกทั้งสองนี้ได้เข้าสู่ระดับจวี้หยวนแล้วแต่เพื่อผลประโยชน์จากการแข่งขันในสำนัก หลูจิ้งจึงยังไม่ได้รายงานไปที่หอตรวจสอบเพราะถ้าทำเช่นนั้น ศิษย์ทั้งสองคนจะกลายเป็นศิษย์สายในโดยไม่สามารถเข้าร่วมการต่อสู้ของศิษย์ใหม่ได้

            ยอดเขาอื่นๆต่างก็เปิดค่ายกลรวบรวมจิตวิญญาณให้ศิษย์ได้ฝึกฝนเช่นกัน ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์สำคัญสำหรับทุกยอดเขาที่จะมีเพียงปีละครั้งเท่านั้นนับเป็นโอกาสที่ดีสำหรับศิษย์ใหม่ ในปีก่อนๆยอดเขาไท่เสวียนไม่ได้เปิดค่ายกลรวบรวมจิตวิญญาณเพราะไม่มีศิษย์ใหม่แต่ยอดเขาอื่นๆ มีการเปิดทุกปี เนื่องจากการแข่งขันประจำปีของหุบเขาโอสถนั้นมีความสำคัญมาก

            ทางด้านยอดเขาไท่เสวียนเยี่ยซางกำลังฝึกฝนอย่างเงียบๆ เขาลืมสรรพสิ่งรอบตัวขณะเข้าสู่สมาธิ พลังปราณต่างไหลเข้าสู่ร่างกายของเขาอย่างต่อเนื่อง

            “ความเร็วนี้เป็นสองเท่าของคนอื่นๆทีเดียว เขาฝึกวิชาอะไรกันแน่?” อู๋ฉี่มองไปที่ตำแหน่งของเยี่ยซางด้วยความตกใจ

            “ถ้าเขาเป็นคนนอกไม่ใช่ศิษย์น้องของเราข้าจะจับเขามาทรมานเพื่อถามว่าเกิดอะไรขึ้นอย่างแน่นอน”หวาหนานพูดขณะถูเคราบนคางของเขา

            “ถ้าอย่างนั้นก็อย่าพูดถึงเลยศิษย์น้องรอง ศิษย์น้องสาม พวกเจ้าคอยดูไว้ด้วยเจ้าสิบสามตัวน้อยฝากอสูรบินเทียนอวี่ไว้ที่บ้านข้า ถ้าข้าไม่กลับไปจะมีปัญหาแน่”เมื่อกงเสวียนคิดถึงเทียนอวี่ของเยี่ยซางก็กังวลเล็กน้อยศิษย์ช่วยงานทั่วไปไม่กี่คนในที่พักของเขาไม่มีรากฐานการบ่มเพาะ หากเทียนอวี่คลั่งขึ้นมาอาจจะกลายเป็นโศกนาฏกรรมได้

            “ศิษย์พี่ใหญ่วางใจเถิด!ศิษย์พี่รองและข้าจะดูแลที่นี่เอง จะไม่มีเรื่องอะไรหรอก” หวาหนานพยักหน้า

            หลังเหลือบมองค่ายกลรวบรวมจิตวิญญาณอีกครั้งกงเสวียนก็จากไป

            “ศิษย์พี่ใหญ่อยู่ใกล้น้ำได้รับแสงจันทร์เป็นคนแรก1จากทั้งสิบสามคนที่มาเขาเลือกคนที่เก่งที่สุดสามคน นอกจากศิษย์น้องสิบสามแล้วความสามารถของฉู่หนิงกับถังเทียนต่างก็ดีมากทั้งคู่ น่าหงุดหงิดเสียจริง”ชิงจียกมือขึ้นสางผมของนาง

            “ศิษย์พี่หญิงหกศิษย์พี่ใหญ่ไม่ได้เป็นคนเลือกหรอก แต่ได้รับคำสั่งจากท่านอาจารย์ต่างหากนอกจากนี้ถึงศิษย์พี่หญิงจะไม่มีความสุข แต่พวกเขาก็ไม่ใช่ศิษย์ของศิษย์พี่หญิงอยู่ดีสิบสามเป็นศิษย์ของท่านอาจารย์ ศิษย์พี่ใหญ่ก็ยุ่งไม่ได้เหมือนกันอย่าเพิ่งพูดถึงตอนนี้เลย ไม่กี่วันก่อนศิษย์น้องหญิงไปที่ยอดเขาหลักเพื่อรับทรัพยากรของศิษย์รุ่นที่สามในยอดเขาไท่เสวียนพอฉู่หลิงเซียวเจอข้า เขาก็ถามข้าว่าฉู่หนิงอยู่ที่นี่เป็นอย่างไรบ้างข้าถึงได้รู้ว่าฉู่หนิงเป็นศิษย์ที่โดดเด่นที่สุดของตระกูลฉู่เดิมทีฉู่หลิงเซียวต้องการให้เขาอยู่ที่ยอดเขาหลัก แต่ก็อย่างที่เจ้ารู้”หยางเหล่ยพูดด้วยรอยยิ้ม

            “ดี!ไอ้สารเลวฉู่หดหู่ก็ดี หดหู่ให้ตายไปเลยไอ้สารเลวคนนี้” ชิงจีสบถนางกับฉู่หลิงเซียวเคยต่อสู้กันในสนามประลอง ท้ายที่สุดชิงจีพ่ายแพ้ ทั้งกล้ามเนื้อที่ขาของนางได้รับบาดเจ็บจากหมัดของฉู่หลิงเซียวเมื่อได้ยินว่าอีกฝ่ายรู้สึกหดหู่ นางก็มีความสุขเป็นอย่างยิ่ง

            “เจ้าหกลืมเรื่องในอดีตไปเถิด ศิษย์พี่ใหญ่ไม่ได้ช่วยเจ้าออกมาแล้วหรือ?” หวาหนานกล่าว

            “โถ!ข้าก็แค่ไม่ชอบเขา ทนไม่ได้กับท่าทางจริงจังที่แสนจะหลอกลวงของเขานัก” ชิงจีพูดด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก

            “ที่เจ้าว่ามาก็ถูกหากมีโอกาสศิษย์พี่สามจะสู้ตายกับเขาเอง ข้าจะระบายความโกรธแทนเจ้าให้เขาชดใช้ที่กล้ารังแกน้องหกของเรา”หวาหนานกล่าว

            “ศิษย์พี่สามข้าแค่พูดไปเรื่อย เท่านั้น พูดไปเดี๋ยวก็หายโกรธแล้ว” ชิงจีพูดและส่ายหัวนางรู้ว่าหวาหนานเป็นห่วงและไม่ต้องการให้นางถูกทำร้ายแต่ชิงจีรู้ดีว่าในยอดเขาไท่เสวียนมีเพียงกงเสวียนเท่านั้นที่สามารถเอาชนะฉู่หลิงเซียวได้นอกจากกงเสวียนแล้วแม้แต่หวาหนานหรือหยางเหล่ยที่แข็งแกร่งที่สุดก็ยังไม่สามารถเอาชนะฉู่หลิงเซียวได้พวกเขามีแต่จะพินาศไปด้วยกันเท่านั้นต้องรู้ไว้ว่าฉู่หลิงเซียวเป็นศิษย์คนโตของยอดเขาหลักในหุบเขาโอสถมีอำนาจมากกว่าที่ยอดเขาไท่เสวียนจะทำเช่นนั้นได้

            “อืมศิษย์พี่สามรู้อยู่แล้ว” หวาหนานพยักหน้า เขารู้ว่าฉู่หลิงเซียวไม่ผิด สำหรับเขาแล้วไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหากจะทำสิ่งต่างๆ เพื่อผู้อื่น แต่เมื่อชิงจีได้รับความคับข้องใจ เขาจึงต้องออกหน้า

            “ศิษย์พี่กับศิษย์พี่หญิงลองดูความเร็วที่สิบสามดูดซับพลังปราณเสียก่อนเขาเป็นแค่เลี่ยนชี่ขั้นหก ตันเถียนของเขาจะใหญ่ขนาดไหนกัน?” หยางเหล่ยกล่าวขณะมองไปยังทิศทางของจวี้หลิงไท่

            “ไม่ต้องกังวลข้าตรวจสอบแล้ว ความเร็วและปริมาณพลังปราณที่เขาดูดซับนั้นคงที่มากหมายความว่าเขาสามารถกลั่นและดูดซับพลังปราณในร่างกายของตนเองได้”อู๋ฉี่ซึ่งนั่งเงียบอยู่สักพักหนึ่งพูดขึ้น เมื่อกงเสวียนไม่อยู่ ศิษย์พี่รองจึงต้องรับผิดชอบความปลอดภัยที่นี่เขาไม่ได้คุยกับหวาหนานและคนอื่นๆแต่คอยสังเกตทั้งสิบสามคนในค่ายกลรวบรวมจิตวิญญาณเพราะมักจะมีความเสี่ยงในช่วงสามวันแรก แต่จนถึงตอนนี้แล้ว ก็ยังไม่มีปัญหาจากการฝึกฝนในช่วงสามวันที่ผ่านมา

            “ศิษย์พี่ใหญ่กับสิบสองน่าจะผิดปกติน้อยกว่าเขา”ชิงจีกล่าว

            “อืมยังเหลือเวลาอีกมาก ถ้าพวกเจ้าเป็นห่วงลูกศิษย์ ก็นั่งฝึกฝนไปเถิด”อู๋ฉี่กล่าวขณะที่มองไปยังศิษย์น้องชายหญิงที่อยู่ข้างๆ เขา

            หลังจากได้ยินคำพูดของอู๋ฉี่หวาหนานและคนอื่นๆ ก็นั่งคุกเข่าลง แต่ไม่มีใครสามารถวางใจจนบ่มเพาะได้จริงๆ

            การมาที่ยอดเขาไท่เสวียนของเยี่ยซางและศิษย์ของคนอื่นในช่วงหลายปีที่ผ่านนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ยอดเขาได้รับศิษย์ใหม่และเป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้รับศิษย์สายตรงเช่นกันดังนั้นจึงได้รู้สึกกังวลมากยิ่งกว่าสิ่งใด

            “เจ้านกอสูรตัวนี้เลี้ยงยากเสียจริงต้องเป็นเนื้อสุกถึงจะยอมกิน กินเสร็จแล้วยังต้องดื่มเหล้าอีก พอข้าไม่เอาให้ มันก็ทำไหเหล้าแตกเองข้าไม่เคยเห็นนกแปลกเช่นนี้มาก่อนเลย” กงเสวียนพึมพำออกมา

            ---------------------------------------------------

            1อยู่ใกล้น้ำได้รับแสงจันทร์เป็นคนแรก (近水楼台先得月) เป็นสำนวนจีน หมายถึง การได้มาซึ่งประโยชน์หรือความสะดวกบางประการเพราะใกล้ชิดกับคนบางคนหรือสิ่งของบางอย่างหรือก็คือได้รับผลประโยชน์จากตำแหน่งที่ดี (อาศัยเส้นสายนั่นเอง)

    คล้ายกับเรื่องหมื่นวิถีบรรลุเทพ【จบ】 ที่คุณอ่าน