หลิวซานอู๋คือหนึ่งในผู้สนับสนุนของจูอวิ่นเหวิน
จูหยวนจางเคยเรียกเขามาถามคำถามหนึ่งว่า “เยี่ยนอ๋ององอาจห้าวหาญคล้ายคลึงกับข้า หากแต่งตั้งเขาจะเป็เช่นไร?”
หลิวซานอู๋คัดค้านเยี่ยนอ๋องจูตี้ทันที พร้อมทั้งแสดงจุดยืนว่าควรแต่งตั้งพระราชนัดดา
พระชายารัชทายาทองค์ปัจจุบันคือนางหลี่ว์ เขายังเสนอแนะให้แต่งตั้งจูอวิ่นเหวิน
จูหยวนจางเองก็กำลังจะแต่งตั้งจูอวิ่นเหวินอยู่แล้ว ทว่าใน่เวลาสำคัญนั้นกลับมีตัวแปรอย่าง 'จูอวิ่นเถิง' ปรากฏตัวขึ้น จึงก่อให้เกิดสถานการณ์ดังที่เป็อยู่ในปัจจุบัน
หลิวซานอู๋ต่อต้านจูอวิ่นเถิงเช่นกัน ในสายตาของเขา จูอวิ่นเหวินต่างหากที่เป็สายเืผู้สืบทอดที่แท้จริง
“ใต้เท้าหลิวเชิญว่ามาได้เลย!”
จูอวิ่นเถิงดึงสติกลับมา ยังไม่ทันจะได้ไต่สวนหลานอวี้ อีกฝ่ายกลับพุ่งเป้าตั้งคำถามมาที่เขาก่อน ราวกับ้ากดดันและสร้างความยากลำบากให้แก่เขา
“พระนัดดาสามไม่มีราชโองการ แต่กลับกล้าบุกรุกเข้าไปในจวนเหลียงกั๋วกงอย่างอุกอาจเชียวหรือ? เหลียงกั๋วกงคือกั๋วกงแห่งราชสำนัก ผู้มีผลงานรบอันเกรียงไกร เป็ดั่งตัวแทนของต้าิ ไม่ใช่สถานที่ที่ใครนึกจะบุกเข้าไปจับคนก็ทำได้ อีกทั้งเขายังเป็ผู้าุโของท่าน การที่ผู้น้อยล่วงเกินผู้าุโถือเป็ความอกตัญญู การจับกุมกั๋วกงโดยไร้ซึ่งราชโองการ ถือเป็การกระทำที่ก้าวล่วงอำนาจ ต่อให้เหลียงกั๋วกงจะมีความผิดจริง ก็ไม่ใช่สิทธิ์ที่พระนัดดาจะจัดการก่อนแล้วค่อยรายงานทีหลังได้ ขอถามพระนัดดา ท่านจะอธิบายเื่นี้ว่าอย่างไรพ่ะย่ะค่ะ?”
การที่หลิวซานอู๋โยนคำถามนี้ออกมา ไม่ใช่จงใจกลั่นแกล้งแต่อย่างใด
เพราะสิ่งที่จูอวิ่นเถิงกระทำลงไปล้วนเป็ความจริง เป็ข้อเท็จจริงที่เห็นอยู่ทนโท่
เื่ที่ว่าไม่มีราชโองการ จูอวิ่นเถิงก็เป็คนยอมรับออกมาเอง อีกทั้งจูหยวนจางก็ไม่เคยออกราชโองการให้จับกุมหลานอวี้จริง ๆ พวกเขาจึงสามารถใช้เหตุผลนี้มาเล่นงานจูอวิ่นเถิงได้
จูอวิ่นเถิงยอมรับตามตรง “ข้าไม่มีราชโองการจริง ๆ นั่นแหล่ะ”
ประโยคนี้แหละคือสิ่งที่หลิวซานอู๋รอคอย เขากล่าวเสียงดังฟังชัดว่า “พระนัดดาสามไม่มีแม้แต่ราชโองการ กลับกล้าสั่งการหน่วยองครักษ์เสื้อแพรไปจับกุมกั๋วกงแห่งราชสำนัก ต่อให้เหลียงกั๋วกงจะมีความผิดจริง แต่การกระทำของพระนัดดาสามถือเป็การละเมิดกฎมณเฑียรบาล ก้าวล่วงพระราชอำนาจ! ขอฝ่าาโปรดลงอาญาพระนัดดาสามด้วยพ่ะย่ะค่ะ!”
กล่าวจบ เขาก็โค้งคำนับทำความเคารพ
หวงจื่อเฉิงและพรรคพวกเห็นหลิวซานอู๋เป็ฝ่ายเปิดฉากโจมตีจูอวิ่นเถิงก่อน ก็ได้แต่ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ พวกเขามองว่าหลิวซานอู๋วู่วามและใจร้อนเกินไป
ต้องเข้าใจก่อนว่า สิ่งที่จูอวิ่นเถิงทำเมื่อวานนี้ทิ้งช่องโหว่ไว้มากมาย หลิวซานอู๋คิดไปเองว่าจับจุดอ่อนนี้ได้ แต่กลับละเลยข้อเท็จจริงที่ว่า นี่คือบททดสอบที่จูหยวนจางมอบหมายให้จูอวิ่นเถิง ทำให้จูอวิ่นเถิงสามารถสั่งการหน่วยองครักษ์เสื้อแพรได้
เพียงแค่จุดนี้ หวงจื่อเฉิงและคนอื่น ๆ ก็ตระหนักดีว่า ไม่สามารถเล่นงานจูอวิ่นเถิงโดยตรงได้ การพุ่งเป้าไปที่หลานอวี้ต่างหากคือจุดสำคัญ
“หลิวซานอู๋ยังอ่อนหัดนัก ใจร้อนเสียจนมองแก่นแท้ของปัญหาไม่ออก!” หวงจื่อเฉิงและพรรคพวกต่างคิดตรงกันในใจ
คนฉลาดต่างก็ดูออกว่านี่คือบททดสอบ
แม้แต่ขุนศึกแห่งหวยซีก็ยังมองจุดนี้ทะลุปรุโปร่ง ทว่าบททดสอบนี้ไม่ได้วัดเพียงแค่ว่าพระนัดดาสามจะสยบหลานอวี้ได้หรือไม่ แต่วัดด้วยว่าจะสามารถช่วยชีวิตหลานอวี้ได้หรือเปล่า
กลุ่มขุนนางบู๊ต่างกังวลว่าพวกขุนนางบุ๋นจะจัดการกับหลานอวี้ มากกว่าที่จะกังวลเื่การรับมือกับจูอวิ่นเถิง
หากรักษาชีวิตหลานอวี้ไว้ไม่ได้ พวกเขาก็เชื่อว่าตัวเองคงมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน
หลานอวี้เพียงคนเดียวเกี่ยวพันถึงความเป็ความตายของขุนพลทั้งกลุ่ม
แม้จะถูกจูอวิ่นเถิงฉีกหน้าจนแตกหักกันไปแล้ว การจะสังหารพวกเขาคงเป็เื่ยาก
แต่การที่ฆ่ายาก ไม่ได้แปลว่าจะฆ่าไม่ได้
“ข้าไม่มีราชโองการจริง ๆ แต่ข้าสามารถสั่งการหน่วยองครักษ์เสื้อแพรได้”
เพียงประโยคเดียวของจูอวิ่นเถิง ก็ทำลายข้อกล่าวหาของหลิวซานอู๋จนหมดสิ้น
หน่วยองครักษ์เสื้อแพรคือเขี้ยวเล็บของฮ่องเต้ การที่เขาสามารถสั่งการหน่วยองครักษ์เสื้อแพรได้ หมายความว่าอย่างไร?
หมายความว่าฝ่าาทรงอนุญาตแล้วน่ะสิ!
เช่นนี้แล้วการมีหรือไม่มีราชโองการ ยังจะสำคัญอยู่อีกหรือ?
จูหยวนจางรับฟังโดยไม่เอ่ยสิ่งใด เพียงแค่ปรายตามองหลิวซานอู๋ด้วยสายตาเรียบเฉย
ฝ่ายหลังพลันสะดุ้งตื่นรู้ตัวว่า ตอนนี้ไม่อาจล้มจูอวิ่นเถิงได้ เขาจัดลำดับความสำคัญผิดพลาดไปเสียแล้ว
หลิวซานอู๋ก้มหน้าลงด้วยความหวาดกลัว “กระหม่อมพลั้งปากไปพ่ะย่ะค่ะ”
จากนั้นเขาก็ถอยกลับไปยืนด้านข้าง
เดิมทีเขาอยากจะทำผลงานต่อหน้าพระราชนัดดารอง เพื่อพิสูจน์ความสามารถของตน แต่กลับกลายเป็ว่าผลลัพธ์ออกมาตรงกันข้าม
โชคดีที่ไม่มีรับสั่งลงอาญา
“เหลียงกั๋วกง หลานอวี้!”
จานฮุย ผู้รับผิดชอบเป็ผู้ไต่สวนหลักเริ่มดำเนินการ เขาเอ่ยถามว่า “เ้ารู้ความผิดของตนหรือไม่?”
ในที่สุดก็ถึงคราวของเขาแล้ว...
หลานอวี้พ่นลมหายใจออกมายาว ๆ
เขารู้ดีว่าจะเป็หรือตาย ล้วนขึ้นอยู่กับการแสดงออกในวันนี้ และเขายังต้องเชื่อฟังจูอวิ่นเถิงอย่างสมบูรณ์แบบ
ทว่า เมื่อวานนี้พวกเขาไม่ได้นัดแนะอะไรกันไว้เลย อันที่จริงคือไม่กล้านัดกันต่างหาก การเตรียมการต่อหน้าหน่วยองครักษ์เสื้อแพร ย่อมไม่มีทางรอดพ้นสายตาของจูหยวนจางไปได้อย่างแน่นอน
มีเพียงวิธีนี้ คือการด้นสดหน้างานเท่านั้น
พวกเขาต้องประสานงานกันเฉพาะหน้า หากทำได้ดีถึงจะมีชีวิตรอด
หากทำได้ไม่ดี คดีหูเหวยยงก็มากพอที่จะทำให้เขาสูญสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง แม้กระทั่งไม่จำเป็ต้องให้จูหยวนจางหาเหตุผล ก็สามารถปะาเขาได้ทันที
“ความผิดอะไร?” หลานอวี้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถามกลับไป
“ลักลอบให้ความช่วยเหลือให้ที่อาศัยแก่ผู้ที่เหลือรอดจากคดีหูเหวยยง”
จานฮุยก็เป็หนึ่งในผู้สนับสนุนของจูอวิ่นเหวิน พวกเขาทุกคนต่างคิดว่าวันนี้จะต้องเอาชีวิตหลานอวี้ให้จงได้ เพื่อให้จูอวิ่นเถิงไร้ที่พึ่งพา
เขาไม่มีลูกเล่นพลิกแพลงอะไรมากมาย และไม่คิดจะเริ่มจัดการจากจูอวิ่นเถิงด้วย พอเปิดฉากมาเขาก็งัดไม้ตายออกมาทันที
แค่ชื่อของหูเหวยยงก็เพียงพอที่จะส่งหลานอวี้ไปลงนรกได้แล้ว
“เหลียงกั๋วกงไม่ได้เป็คนซ่อนตัวเขา”
จางโจวรีบชิงพูดขึ้นมาว่า “ฝ่าา กระหม่อมเป็คนซ่อนเขาไว้เอง เื่นี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเหลียงกั๋วกงพ่ะย่ะค่ะ!”
“จางโจวเป็บุตรบุญธรรมของข้า ถือว่าข้าเป็คนซ่อนเช่นกัน”
หลานอวี้ไม่ปัดความรับผิดชอบ เขายอมรับอย่างเด็ดเดี่ยว
ในเวลานี้จูอวิ่นเถิงเองก็อยากจะช่วยเขาใจจะขาด แต่ก็ไม่สามารถปริปากพูดได้ จึงทำได้เพียงพึ่งพาการแก้ต่างของหลานอวี้เท่านั้น
การที่เขาจะปราบหลานอวี้ให้อยู่หมัดจนอีกฝ่ายยอมศิโรราบจากใจจริง เขาจะต้องยื่นมือเข้าช่วยใน่เวลาสุดท้าย
ตอนนี้เพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น ยังไม่ถึงฉากสุดท้าย
“ฝ่าา!”
จานฮุยเห็นอีกฝ่ายยอมรับก็ดีใจจนเนื้อเต้น ไม่คิดเลยว่าทุกอย่างจะราบรื่นถึงเพียงนี้ เขากล่าวว่า “เหลียงกั๋วกงยอมรับสารภาพแล้ว ขอฝ่าาโปรดตัดสินพระทัยด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
หลานอวี้ส่ายหน้า “ข้ายอมรับ แต่ไม่ได้หมายความว่าข้าจะสมรู้ร่วมคิดกับผู้ที่เหลือรอดจากคดีหูเหวยยง”
“เหลียงกั๋วกง!”
ผู้ตรวจการหวังตู้กล่าวเสียงดัง “การที่ท่านแอบลักลอบซ่อนตัวผู้ที่เหลือรอดจากคดีหูเหวยยงก็คือการสมรู้ร่วมคิด! มาถึงขั้นนี้แล้วท่านยังคิดจะแก้ตัวอยู่อีกหรือ? ท่านกับเย่เซิงเกี่ยวดองเป็ญาติกันผ่านการแต่งงาน ความสัมพันธ์ย่อมไม่ธรรมดา ดังนั้นท่านจึงช่วยชีวิตลูกชายของเขา แล้วนำไปซ่อนไว้ในค่ายทหาร ใช่หรือไม่?”
หลานอวี้ตอบกลับ “ข้าแอบลอบซ่อนตัวเขาไว้จริง แต่ไม่ได้คิดจะช่วยชีวิต”
จานฮุยขึ้นเสียงสูง “ซ่อนตัวไว้ ยังไม่เรียกว่าช่วยอีกหรือ?”
หลานอวี้เอ่ยว่า “การซ่อนตัวไม่จำเป็ต้องหมายความว่าช่วยชีวิตเสมอไป แต่เป็เพราะกระหม่อม้าแย่งชิงความชอบต่างหาก จางโจวเป็คนเจอตัวเขาเมื่อวานซืน และเมื่อวานนี้ตอนที่พระนัดดาสามเสด็จมาที่จวน จางโจวถึงเพิ่งจะนำเื่นี้มาบอกกระหม่อม เดิมทีเขาตั้งใจจะซ่อนตัวหมอนั่นไว้ แล้วค่อยให้กระหม่อมนำมาถวายฝ่าาเพื่อสร้างความชอบ แต่ยังไม่ทันจะได้บอกกระหม่อม พระนัดดาสามก็เสด็จมาขอตัวคนไปเสียก่อนพ่ะย่ะค่ะ”
เขาพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นมั่นใจ “แม้กระหม่อมกับเย่เซิงจะเกี่ยวดองเป็ญาติกัน แต่กระหม่อมไม่มีเจตนาจะปกปิดซ่อนเร้นอย่างแน่นอน กระหม่อมจงรักภักดีมุ่งหวังทำงานเพื่อแผ่นดิน คิดทำดีกอบกู้แผ่นดินด้วยการผดุงความยุติธรรมแม้จะต้องลงมือกับเครือญาติก็ตาม ติดก็ตรงที่... หน่วยองครักษ์เสื้อแพรลงมือไวเกินไปพ่ะย่ะค่ะ!”
คำพูดเหล่านี้ อันที่จริงก็ไม่ได้ผิดแต่อย่างใด
เพราะก่อนหน้านี้ หลานอวี้ไม่รู้เื่ที่ลูกชายของเย่เซิงอยู่ในกำมือของจางโจวเลยจริง ๆ
การที่จางโจวแอบช่วยเหลือเย่เซิงไว้ เป็ไปเพื่อแย่งชิงความชอบ หวังบำเหน็จรางวัล หรือเป็ไปเพื่อช่วยชีวิตคน ก็ไม่อาจพิสูจน์ได้ ไม่มีทั้งพยานและหลักฐาน ภายใต้เงื่อนไขเช่นนี้ ขอเพียงแค่ยืนกรานอย่างหนักแน่นว่าทำไปเพื่อแย่งชิงความชอบ เพียงแต่ยังไม่ทันได้รายงานขึ้นไป เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว
เมื่อได้ยินคำแก้ต่างของหลานอวี้ จูหยวนจางก็หรี่ตาลงเล็กน้อย ก่อนจะตวัดสายตาอันเย็นเยียบไปทางเขา
หลานอวี้ััได้ว่า 'ตาเฒ่าจู' กำลังจ้องมองมา เขาก็สบตากลับไปอย่างไม่เกรงกลัว จากนั้นจึงรีบก้มหน้าลงด้วยท่าทีหวาดหวั่น
ทว่าแววตากลับแฝงความแน่วแน่ ยืนกรานคำตอบเดิมว่าเื่ทั้งหมดเป็เช่นนี้จริง ๆ
ไม่ว่าจูหยวนจางจะเชื่อหรือไม่ เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว
ต่อให้เมื่อวานนี้จูอวิ่นเถิงไม่ได้เป็คนมาจับกุมเขา ไม่ช้าก็เร็วหน่วยองครักษ์เสื้อแพรก็ต้องบุกมาถึงจวนอยู่ดี
จูอวิ่นเถิงพยักหน้าเล็กน้อย ไม่ว่าจูหยวนจางจะเชื่อหรือไม่ ทว่าในเมื่อตอนนี้ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัด ไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าทำไปเพื่อช่วยคนหรือแย่งชิงความชอบ นี่คงจะเป็ข้ออ้างที่ดีที่สุดแล้ว
“พาลูกชายของเย่เซิงเข้ามา” จูหยวนจางกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย